ช่วยเหลือประชาชน

“ประสิทธิ์” ลงเวียงสาตรวจจุดเสี่ยงบ้านไหล่น่าน เฝ้าระวังน้ำหลากคืนนี้

“ประสิทธิ์” ลงเวียงสาตรวจจุดเสี่ยงบ้านไหล่น่าน เฝ้าระวังน้ำหลากคืนนี้

ในสถานการณ์วิกฤตที่ฝนตกหนักต่อเนื่องในจังหวัดน่าน การลงพื้นที่จริงคือหัวใจสำคัญของการรับมือภัยธรรมชาติ ล่าสุด “ประสิทธิ์” ลงเวียงสาตรวจจุดเสี่ยงบ้านไหล่น่าน เฝ้าระวังน้ำหลากคืนนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ว่าจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

นายประสิทธิ์ โนทะ สส.น่าน จากพรรคกล้าธรรม ได้ผนึกกำลังร่วมกับนายกเทศมนตรีตำบลเวียงสาและทีมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ลงพื้นที่ตรวจสอบระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านไหล่น่าน ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่มักจะได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากได้ง่ายเมื่อมีฝนตกสะสม การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประเมินสถานการณ์ แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างแท้จริง

การเตรียมพร้อมรับมือในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากตัวเลขระดับน้ำแล้ว การเตรียมแผนสำรองคือสิ่งที่ “ประสิทธิ์” ลงเวียงสาตรวจจุดเสี่ยงบ้านไหล่น่าน เฝ้าระวังน้ำหลากคืนนี้ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเน้นย้ำถึงมาตรการดังนี้:

  • การเฝ้าระวังระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงดึกที่น้ำอาจเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • การจัดเตรียมทีมกู้ภัยและอุปกรณ์ช่วยเหลือให้พร้อมประจำจุดที่เข้าถึงได้ยาก
  • การสื่อสารข้อมูลข่าวสารกับประชาชนในพื้นที่ให้ทั่วถึง เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกและเพิ่มความปลอดภัย

นายประสิทธิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ความห่วงใย แต่คือการลงมือทำ การอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในเวลาที่ยากลำบากคือภารกิจหลักของเรา หากใครได้รับความเดือดร้อน ทีมงานพร้อมประสานความช่วยเหลือทันที”

การที่ “ประสิทธิ์” ลงเวียงสาตรวจจุดเสี่ยงบ้านไหล่น่าน เฝ้าระวังน้ำหลากคืนนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานเชิงรุกในฐานะตัวแทนประชาชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงโดยเร็ว และขอส่งกำลังใจให้ชาวเวียงสาทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความปลอดภัยครับ หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลืมเก็บของขึ้นที่สูงและติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิดนะครับ

ที่มา – “ประสิทธิ์” ลงเวียงสาตรวจจุดเสี่ยงบ้านไหล่น่าน เฝ้าระวังน้ำหลากคืนนี้

ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต

ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่เปราะบาง การดำเนินนโยบายของรัฐบาลเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นสำคัญว่า ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต อย่างเร่งด่วน

การตัดสินใจออก พ.ร.ก. กู้เงินถือเป็นเครื่องมือสำคัญเมื่อกลไกปกติตามงบประมาณไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้ทันท่วงที นายธนกรชี้แจงว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าการดำเนินการนี้ไม่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการปลดล็อกความกังวลให้กับทุกภาคส่วน พร้อมทั้งย้ำว่า ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต เพราะนี่คือวิธีการพยุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปให้ได้

เสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านและมุมมองรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงมีความเห็นต่างจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ที่มองว่าไม่ควรใช้มาตรการนี้ นายธนกรจึงได้ออกมาโต้ตอบด้วยท่าทีที่เป็นกันเองว่าควรเลิกเล่นเกมการเมืองบนความเดือดร้อนของประชาชน และหันมามองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งแทน โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การกู้เงินมีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน
  • รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน
  • ฝ่ายค้านยังสามารถใช้วิธีการตรวจสอบตามกลไกปกติได้โดยไม่จำเป็นต้องตีโพยตีพาย

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่เป็นจังหวะที่ทุกฝ่ายควรลดกำแพงและหันหน้ามาหารือกันเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน การเถียงกันในประเด็นการเมืองอาจทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการเข้าถึงงบช่วยเหลือที่มีความล่าช้า การยอมรับกฎเกณฑ์และเดินหน้าแก้ไขปัญหาจึงเป็นทางออกที่สร้างสรรค์ที่สุดสำหรับประเทศไทยในขณะนี้

ที่มา – “ธนกร” ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต ย้อน “เท้ง” เลิกเล่นเกมการเมือง

กทบ. ไฟเขียวงบ 4.4 พันล้าน หั่นดอกเบี้ยเงินกู้ 50% ช่วยลูกหนี้กองทุนหมู่บ้าน

ข่าวดีสำหรับพี่น้องสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าสนใจเมื่อนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำทีมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ประกาศข่าวดีในโครงการ กทบ. ไฟเขียวงบ 4.4 พันล้าน หั่นดอกเบี้ยเงินกู้ 50% ช่วยลูกหนี้กองทุนหมู่บ้าน เพื่อมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชนฐานรากของเราครับ

กทบ. ไฟเขียวงบ 4.4 พันล้าน หั่นดอกเบี้ยเงินกู้ 50% ช่วยลูกหนี้กองทุนหมู่บ้าน

โครงการนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ซึ่งถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่รัฐบาลตั้งใจเข้ามาช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนหมู่บ้านโดยเฉพาะ โดยการหั่นดอกเบี้ยลงถึงครึ่งหนึ่ง เพื่อให้เม็ดเงินคงเหลือในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนมีมากขึ้นและหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจชุมชนได้ดีขึ้นครับ

วิธีเข้าร่วมและรายละเอียดโครงการ กทบ. ไฟเขียวงบ 4.4 พันล้าน หั่นดอกเบี้ยเงินกู้ 50% ช่วยลูกหนี้กองทุนหมู่บ้าน

สำหรับกองทุนหมู่บ้านที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นคือ ต้องเป็นนิติบุคคล มีการบริหารจัดการที่เป็นระเบียบ และมีรายงานงบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 2 ปี (ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน) นอกจากนี้ยังต้องได้รับฉันทามติจากสมาชิกในชุมชนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งที่ร่วมประชุมเพื่อตกลงเข้าร่วมโครงการครับ

ในส่วนของหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณ จะแบ่งเป็นขั้นบันไดตามยอดดอกเบี้ยที่แต่ละกองทุนปรับลดให้กับสมาชิก ดังข้อมูลนี้ครับ:

  • ปรับลดดอกเบี้ยไม่เกิน 30,000 บาท ได้รับจัดสรร 30,000 บาท
  • ปรับลดดอกเบี้ย 30,001 – 50,000 บาท ได้รับจัดสรร 50,000 บาท
  • ปรับลดดอกเบี้ย 50,001 – 70,000 บาท ได้รับจัดสรร 70,000 บาท
  • ปรับลดดอกเบี้ย 70,001 – 90,000 บาท ได้รับจัดสรร 90,000 บาท
  • ปรับลดดอกเบี้ย 90,001 – 120,000 บาท ได้รับจัดสรร 120,000 บาท
  • ปรับลดดอกเบี้ยเกิน 120,000 บาทขึ้นไป ได้รับจัดสรรสูงสุด 150,000 บาท

ขั้นตอนการดำเนินงานก็ไม่ซับซ้อนครับ เริ่มจากยื่นคำขอที่ศูนย์ประสานงานกองทุนฯ ประจำจังหวัด หรือ สทบ.สาขาเขต จากนั้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องและอนุมัติ โดยเงินจะถูกโอนเข้าบัญชี 1 ของกองทุนหมู่บ้านโดยตรง เพื่อนำไปปรับปรุงสัญญาดอกเบี้ยให้กับสมาชิกต่อไป ถือเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะเข้ามาช่วยลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ให้ถึงตัวสมาชิกโดยตรงครับ

ผมมองว่าโครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยกระตุ้นพลังของกองทุนหมู่บ้านให้แข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง หากท่านเป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน อย่าลืมสอบถามและทำความเข้าใจกับคณะกรรมการในพื้นที่ของท่าน เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ครับ

ที่มา – กทบ. ไฟเขียวงบ 4.4 พันล้าน หั่นดอกเบี้ยเงินกู้ 50% ช่วยลูกหนี้กองทุนหมู่บ้าน

“ภราดร” เผยนัดถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 4 พ.ค.

“ภราดร” เผยนัดถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 4 พ.ค. จ่อคลอดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มิถุนายนนี้ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์ยากลำบาก โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามและปัญหาเศรษฐกิจโลก ข่าวดีนี้มาจากนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล

ตามที่ทราบกัน คำสั่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันว่า ครม.เศรษฐกิจ ได้รับการออกจากนายกรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 28 เมษายน และนัดประชุมครั้งแรกในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคมนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 4 พ.ค. จะหารือประเด็นสำคัญอะไรบ้าง

ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 4 พ.ค. จะมีวาระหลักที่ทุกคนรอคอย นั่นคือการพิจารณาคลอดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งรวมเอาหลายมาตรการเดิม เช่น นโยบายคนละครึ่ง เข้ามาในแพ็กเกจนี้ เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการหารือเรื่องนโยบายเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ช่วยพี่น้องประชาชนท่ามกลางสถานการณ์สงครามการค้าและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน

  • โครงการไทยช่วยไทยพลัส: รวมคนละครึ่งรุ่นใหม่ ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ
  • มาตรการช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบสงคราม: ลดภาระค่าครองชีพ
  • นโยบายพลังงานสะอาด: สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน
  • งบประมาณและที่มา: จะกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน

ไทยช่วยไทยพลัส เริ่มใช้ 1 มิถุนายน ลงทะเบียนได้ 1 เดือนเต็ม

นายภราดร ระบุว่า ในการประชุมครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 4 พ.ค. คาดว่าจะเห็นรายละเอียดของ “คนละครึ่งพลัส” แล้ว โดยตั้งเป้าให้เริ่มใช้ได้จริงในวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ซึ่งจะมีเวลาลงทะเบียนประมาณ 1 เดือนเต็ม ช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงสิทธิได้ง่ายขึ้น โครงการนี้จะเป็นการต่อยอดจาก “ไทยช่วยไทย” และ “คนละครึ่ง” ที่ผ่านมา โดยเพิ่มวงเงินและขอบเขตให้กว้างขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียน

ทำไมโครงการนี้ถึงสำคัญ? ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากราคาน้ำมันผันผวน อัตราเงินเฟ้อ และผลกระทบจากสงครามในต่างประเทศ การมีมาตรการอย่างไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยลดช่องว่างรายได้ กระตุ้นการบริโภคในท้องถิ่น และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะร้านค้าที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มดิจิทัล

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่หารือในที่ประชุม จะมุ่งเน้นการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ส่งเสริมไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์และลม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนระยะยาวให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรม

สำหรับงบประมาณและแหล่งที่มา จะได้รับการยืนยันในการประชุมนี้ เพื่อให้ทุกอย่างพร้อมรอกระทบประชาชนทันทีที่เปิดลงทะเบียน

คาดหวังอะไรจากครม.เศรษฐกิจ ในอนาคต

คณะกรรมการชุดนี้คาดว่าจะเป็นกลไกหลักในการตัดสินใจนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน ช่วยให้รัฐบาลตอบสนองสถานการณ์ได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในปี 2567 ที่เศรษฐกิจไทยตั้งเป้าขยายตัว 2.5-3%

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการไทยช่วยไทยพลัสนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ช่วยให้เงินไหลเวียนสู่ระดับรากหญ้า สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายใน ลองคิดดูสิ ถ้าทุกคนช่วยกันใช้จ่ายในชุมชน เศรษฐกิจไทยต้องคึกคักแน่นอน! หากคุณสนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและเตรียมตัวลงทะเบียนได้ที่นี่ หรือแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคาดหวังอะไรจากโครงการนี้บ้าง

ที่มา – “ภราดร” เผยนัดถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 4 พ.ค. จ่อคลอด “ไทยช่วยไทยพลัส” เริ่มใช้ 1 มิ.ย.

คุณากร ซบกล้าธรรม! อดีต สส.ส้ม นนทบุรี เปิดตัวแล้ว

กล้าธรรมเปิดตัว “คุณากร” อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ลงสมัครบ้านเกิด กทม. “ไผ่ ลิกค์-อนุดิษฐ์” ผงาดคุมเมืองหลวง ลั่นส่งครบทุกเขต หวังปักธง

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ที่พรรคกล้าธรรม (กธ.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค พร้อมด้วย นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค เปิดตัวนายคุณากร มั่นนทีรัย อดีต สส.นนทบุรี เขต 6 พรรคประชาชน (ปชน.) ลงสมัคร สส.กทม.เขต 8 ในนามพรรคกล้าธรรม พร้อมกับ ผู้สมัคร สส.กทม. ประกอบด้วย นายณรงค์ชัย เมืองครอง น.ส.ปวริศา คุณาวรนนท์ นายศุข ศักดิ์รงค์เดช นายณัฐดัย หลำแสงกุล นายเสฐียรพงษ์ สำแดงสุข นายเตชสิทธิ์ ดนตรีรักษ์ นายนรุตม์ชัย บุนนาค

นายไผ่ ลิกค์ กล่าวว่า ตนได้รับความไว้วางใจให้ดูแลการเลือกตั้งพื้นที่ กทม.ร่วมกับ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม โดยพรรคได้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมทำงาน รวมถึงนายคุณากร ซึ่งถือเป็นคนรุ่นใหม่ มีประสบการณ์ทางการเมือง มีแนวทางการทำงานเดียวกันจริงๆ แล้วยังมีผู้สมัคร สส.กทม.อีกหลายคน ที่เป็นคนรุ่นใหม่ มาทำงานในภาค กทม. และเท่าที่ได้พูดคุย ตนรับประกันว่า ถ้าเปิดตัวมาว้าวแน่นอน เร็วๆ นี้จะเปิดตัว ซึ่งพรรคส่งทุกเขต

ด้านนายคุณากร กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายมาพรรคกล้าธรรมว่า พรรคกล้าธรรม ไม่ได้แค่คิด แต่ลงมือทำเลย ฉะนั้น สิ่งที่อยากทำให้ประชาชนตนก็อยากทำเลย อยากให้ประชาชนไว้วางใจว่าพรรคกล้าธรรม ช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงใจ และทำมาดี จึงเป็นแนวคิดที่ทำให้ตนตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรค กล้าธรรม ซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกันคือ คิดแล้วทำเลย

เปิดตัว “คุณากร” อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ซบกล้าธรรม เผยอุดมการณ์เดียวกัน “คิดแล้วทำเลย”

การเปิดตัวนายคุณากร มั่นนทีรัย อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทัพที่สำคัญของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่พรรคตั้งเป้าหมายที่จะส่งผู้สมัครให้ครบทุกเขต

ทำไม “คุณากร” ถึงเลือกพรรคกล้าธรรม?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายคุณากรตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม คืออุดมการณ์ที่ตรงกันในเรื่องของการ “คิดแล้วทำเลย” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการทำงานที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การที่พรรคกล้าธรรมมีทีมงานที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์ทางการเมือง ก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่สำคัญ ทำให้นายคุณากรเชื่อมั่นว่า พรรคกล้าธรรมจะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความรู้ความสามารถในการทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างเต็มที่

การย้ายเข้าสังกัดพรรคกล้าธรรมของ “คุณากร” ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของตัวเขาเอง แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรีอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคส้มเดิม ที่อาจหันมาให้ความสนใจกับพรรคกล้าธรรมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งหน้ายังคงเป็นสนามแข่งขันที่เปิดกว้าง และทุกพรรคการเมืองจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อ завоевать ใจประชาชน การเข้ามาของคุณากรจะช่วยให้พรรคกล้าธรรมเข้าถึงประชาชนในพื้นที่นนทบุรีได้มากขึ้นหรือไม่ และการ “คิดแล้วทำเลย” จะเป็นนโยบายที่โดนใจคนกรุงเทพฯ หรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป

การเปิดตัว “คุณากร” อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ที่ซบพรรคกล้าธรรม และประกาศอุดมการณ์ “คิดแล้วทำเลย” เป็นสัญญาณที่น่าสนใจถึงการเปลี่ยนแปลงในวงการการเมืองไทย การตัดสินใจของเขาจะส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไร และพรรคกล้าธรรมจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – เปิดตัว “คุณากร” อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ซบกล้าธรรม เผยอุดมการณ์เดียวกัน “คิดแล้วทำเลย”

“ลิซ่า” จี้รัฐ เร่งทำฐานข้อมูลช่วยเหลือ!

“ลิซ่า ภคมน” นำร่องใช้แพลตฟอร์มกลางช่วยประชาชนติดค้างน้ำท่วมหาดใหญ่เกือบร้อยคน ชี้รัฐบาลต้องเร่งทำระบบฐานข้อมูลด่วน

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นางสาวภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน เปิดเผยถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยระบุว่า ทีมงานได้นำแพลตฟอร์ม jitasa.care มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือ ซึ่งการใช้ฐานข้อมูลนี้ช่วยให้การทำงานของทีมพรรคประชาชนและอาสามูลนิธิเต็กก่านครศรีธรรมราชง่ายขึ้นและตรงจุด โดยเฉพาะในซอยกาญจนวนิช 17 ที่มีผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก ทำให้สามารถช่วยเหลือประชาชนออกมาได้กว่า 100 คน ซึ่งรวมถึงผู้ป่วยติดเตียง 8 คน และเด็กเล็ก 2 คน

“นี่คือความสำคัญของการมีฐานข้อมูลตามที่ดิฉันเสนอว่าเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องทำแต่รัฐบาลไม่ได้ทำ ถ้าทำงานตามฐานข้อมูลก็เหมือนเรามีแผนที่อยู่ในมือไม่ได้งมทำ จะสามารถทำงานได้เป็นชิ้นเป็นอัน” นางสาวภคมนกล่าวและว่า การมีฐานข้อมูลกลางยังช่วยให้การประสานงานกับภาคส่วนอื่นง่ายขึ้น โดยยกตัวอย่างว่ามีนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ประสานข้อมูลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่มาให้ หลังพยายามประสานหน่วยงานราชการมาแล้ว 4 วันแต่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ

รองโฆษกพรรคประชาชนบอกต่อว่า ถ้าคนที่มีทรัพยากรจำกัดยังทำเรื่องนี้ได้ รัฐบาลก็ต้องทำได้และควรทำตั้งแต่แรก และขอเรียกร้องให้รัฐบาลนำข้อมูลเหล่านี้ไปจัดทำเป็นระบบ และใช้อำนาจและงบประมาณจากภาษีประชาชนที่มีอยู่ในมือ เร่งสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด

“ลิซ่า” จี้รัฐบาลต้องเร่งทำฐานข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือได้ผลยิ่งขึ้น

ทำไมรัฐบาลต้องเร่งทำฐานข้อมูล?

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ความจำเป็นในการมีระบบฐานข้อมูลที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น นางสาวภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” ได้เน้นย้ำถึงประเด็นนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าหากรัฐบาลมีฐานข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จะสามารถช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การที่ “ลิซ่า” และทีมงานสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยในหาดใหญ่ได้กว่า 100 คน โดยใช้แพลตฟอร์ม jitasa.care เป็นเครื่องมือในการจัดการข้อมูล แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้เทคโนโลยีในการบรรเทาทุกข์ การมีฐานข้อมูลที่แม่นยำช่วยให้ทราบถึงจำนวนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ สถานที่ที่พวกเขาอยู่ และความต้องการเฉพาะของแต่ละคน ทำให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด

ประโยชน์ของการมีฐานข้อมูลกลาง:

  • การช่วยเหลือที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ: เมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจน จะสามารถส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ต้องการได้อย่างทันท่วงที
  • การประสานงานที่ง่ายขึ้น: ฐานข้อมูลกลางช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่มีอุปสรรค
  • การจัดการทรัพยากรที่ดีขึ้น: ทราบจำนวนและความต้องการของผู้ประสบภัย ทำให้สามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม
  • การวางแผนระยะยาว: ข้อมูลที่ได้จากการช่วยเหลือในครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ในการวางแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในอนาคต

ความท้าทายของการสร้างฐานข้อมูล:

  • การเก็บรวบรวมข้อมูล: ต้องมีระบบที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน
  • การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล: ต้องมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • การปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน: ข้อมูลต้องได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอเพื่อให้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
  • การเข้าถึงข้อมูล: ต้องทำให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

“ลิซ่า” ได้กล่าวว่า หากคนที่มีทรัพยากรจำกัดยังสามารถทำได้ รัฐบาลก็ควรทำได้และควรทำตั้งแต่แรก การเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำฐานข้อมูลจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นมานานแล้ว เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลควรนำข้อมูลเหล่านี้ไปจัดทำเป็นระบบ และใช้อำนาจและงบประมาณจากภาษีประชาชนที่มีอยู่ในมือ เร่งสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด การลงทุนในการสร้างและบำรุงรักษาระบบฐานข้อมูลจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

การมีระบบฐานข้อมูลที่ดี ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ อีกด้วย

ที่มา – “ลิซ่า” จี้รัฐบาลต้องเร่งทำฐานข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือได้ผลยิ่งขึ้น

นายกฯ สั่ง! ผู้ว่าฯ ไม่ต้องกังวลงบช่วยเหลือน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ นายกรัฐมนตรีจึงได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะการเน้นย้ำเรื่องงบประมาณในการช่วยเหลือ

นายกฯ กำชับ ผู้ว่าฯ-ท้องถิ่น ไม่ต้องกังวลงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วม

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมทุกด้านเพื่อช่วยเหลือสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น พร้อมตอบคำถามถึงประเด็น Cell Broadcast ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยขอเน้นย้ำว่าขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อน

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดขอนแก่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ภัยพิบัติในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่าได้รับทราบรายงานแล้ว และในช่วงบ่ายของวันนั้นจะเดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง โดยได้รับรายงานเบื้องต้นว่าการช่วยเหลือในทุกด้านได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว

“เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้มีความรุนแรงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่น้ำท่วมสูงเข้ามาถึงในเขตตัวเมือง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ระบบ Cell Broadcast ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถใช้งานได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน นายอนุทินกล่าวว่าต้องตรวจสอบว่าโครงการ Cell Broadcast นั้นเริ่มดำเนินการเมื่อใด เนื่องจากตนเองไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีในช่วงที่มีการเริ่มโครงการ จึงไม่ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเมื่อกลับเข้ามาในรัฐบาลอีกครั้ง สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการดูแลและช่วยเหลือประชาชนเป็นลำดับแรก

ในส่วนของการจัดตั้งศูนย์อพยพเพื่อช่วยเหลือประชาชน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าแต่ละจังหวัดได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ว และสิ่งที่ได้เน้นย้ำกับผู้ว่าราชการจังหวัดคือ ไม่ต้องกังวลงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วม เพราะมีงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่แล้ว พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ส่วนท้องถิ่นอนุมัติการใช้เงินงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ไปก่อน พร้อมทั้งฝากบอกประชาชนในพื้นที่ว่ารัฐบาลจะระดมความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะเครื่องมือ เครื่องจักร และเครื่องสูบน้ำจากส่วนกลางและจากเขตภาคเหนือ ส่วนมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น จะรับฟังรายงานอีกครั้งหลังจากลงพื้นที่ในวันนี้

ไม่ต้องกังวลงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วม: ข้อสั่งการสำคัญจากนายกฯ

ใจความสำคัญของการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้คือการที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่นไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

  • การช่วยเหลือประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก
  • รัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่
  • เน้นย้ำให้ส่วนท้องถิ่นอนุมัติการใช้เงินช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอย่างมาก การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและพร้อมสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการช่วยเหลือจะเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง

สิ่งที่ประชาชนควรทำในสถานการณ์เช่นนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

การที่นายกฯ กำชับถึงเรื่อง ไม่ต้องกังวลงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วม แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการแก้ปัญหาและช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยได้เป็นอย่างดี

ที่มา – นายกฯ กำชับ ผู้ว่าฯ-ท้องถิ่น ไม่ต้องกังวลงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วม

Scroll to top