ตรีนุช เทียนทอง

พลังประชารัฐเปิดตัว! 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้ศึก 2569

สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 พรรคพลังประชารัฐเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ – ตรีนุช เทียนทอง – ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล”

การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงในปี 2569 นี้ พรรคพลังประชารัฐได้ทำการเปิดตัวผู้ที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีรายชื่อทั้งหมด 3 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านก็ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลสำคัญและมีบทบาทในพรรคพลังประชารัฐมาอย่างยาวนาน การประกาศรายชื่อ พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569 ในครั้งนี้ สร้างความฮือฮาและความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะเข้าสู่สนามการแข่งขันทางการเมืองอย่างเต็มตัว

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคพลังประชารัฐ มีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเช่นกันในการศึกเลือกตั้ง 2569 ซึ่ง 3 รายชื่อ ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ปัจจุบันเป็นเลขาธิการพรรค และ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ควบรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

สำหรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการเมืองไทย ด้วยประสบการณ์และความสามารถในการบริหารจัดการ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและวางแผนยุทธศาสตร์ของพรรค ส่วนนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐกิจและการเงิน

พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569

การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถึง 3 ท่าน แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและความพร้อมของพรรคในการที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน การมีตัวเลือกที่หลากหลาย จะช่วยให้ประชาชนสามารถพิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

ปัจจัยที่น่าจับตามองในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ มีหลายปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของแต่ละพรรค การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกระแสความนิยมของประชาชน การที่พรรคพลังประชารัฐออกมาประกาศรายชื่อ พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569 ในครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นของการแข่งขันทางการเมืองอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

  • นโยบายของพรรคพลังประชารัฐ: นโยบายที่พรรคจะนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต
  • ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม: สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน มีผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจของประชาชน
  • กระแสความนิยมของประชาชน: ความนิยมของประชาชนที่มีต่อแต่ละพรรคการเมือง เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการเลือกตั้ง

การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT Analysis) ของแต่ละแคนดิเดต จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

การที่พรรคพลังประชารัฐเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถึง 3 ท่าน ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะเข้าสู่สนามการแข่งขันทางการเมืองอย่างเต็มตัว การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ

การที่ พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569 ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการแข่งขันทางการเมืองกำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเข้มข้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ที่มา – พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ “พล.อ.ประวิตร – ตรีนุช – ธีระชัย” สู้เลือกตั้ง 2569

ภคมนคุยตรีนุช: เร่งฟื้นฟูเมือง อย่าพึ่งอาสาสมัคร

“ภคมนคุยตรีนุช” กลางศูนย์อพยพ จี้ระดมแรงงานนอกพื้นที่เร่งฟื้นฟูเมือง อย่าหวังพึ่งแค่อาสาสมัคร – หวั่นเยียวยา ม.33 แค่ 6 เดือนไม่พอซ่อมชีวิต

วันที่ 30 พ.ย. 2568 ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ 12 จังหวัดสงขลา นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน พร้อมด้วย พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและแนวทางปฏิบัติจากหน่วยงานในพื้นที่ ประกอบด้วย แรงงานจังหวัด จัดหางานจังหวัด พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด สวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัด และประกันสังคมจังหวัด พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงาน 5 เสือแรงงาน ดำเนินงานให้ความช่วยเหลือทุกอย่างโดยเร่งด่วนที่สุด อะไรที่สามารถลดขั้นตอนได้ขอให้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด

รมว.แรงงาน กล่าวว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงแรงงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย มีด้วยกันหลายมาตรการ ทั้งการจ้างงานเร่งด่วน วันละ 300 บาท ไม่เกิน 10 วัน จำนวน 4,000 คน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ผ่านกองทุนผู้ใช้แรงงาน เยียวยาสถานประกอบการและลูกจ้างที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ด่วนที่สุด เงินกู้กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานนำไปปล่อยกู้ให้ลูกจ้างใช้ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือฟื้นฟูอาชีพ เงินกู้กองทุนความปลอดภัย สำหรับนายจ้างที่สถานประกอบกิจการได้รับความเสียหายหรืออุปกรณ์ไม่มีความปลอดภัย เพื่อนำไปปรับปรุงซ่อมแซมอุปกรณ์หรือเครื่องจักรเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน การจ่ายเงินค่าจ้าง 50% นาน 6 เดือน กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ภัยพิบัติ เงินค่าทำศพ สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 รายละ 50,000 บาท และการให้บริการศูนย์ซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

รมว.แรงงาน กล่าวต่อว่า ในส่วนของการจ้างงานเร่งด่วน จังหวัดสงขลา จะดำเนินการจ้างงานเร่งด่วนคนในพื้นที่ 16 อำเภอ 120 ตำบล วงเงิน 3.6 ล้านบาท จำนวน 2,400 คน วันละ 300 บาท เบื้องต้น 5 วัน รวมรายได้ คนละ 1,500 บาท

สำหรับในจังหวัดสงขลา มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ทั้ง 16 อำเภอ 127 ตำบล สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 10,045 แห่ง ผู้ประกันตนได้รับผลกระทบ 730,599 ราย โดยมีผู้ประกันตนที่เสียชีวิตขณะนี้ที่พิสูจน์ทราบแล้ว จำนวน 5 ราย

ด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า วันนี้ได้นำเครื่องปั่นไฟไปบริการพี่น้องประชาชนที่คลองแห จากนั้นจึงได้มีโอกาสได้พบกับรัฐมนตรีตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มาเยี่ยมศูนย์ช่วยเหลือน้ำท่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จึงได้ทวงถามและหารือกับรัฐมนตรีตรีนุช 2 เรื่องใหญ่ คือ

1.เรื่องการฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมทั้งหมด ที่ต้องอาศัยแรงงานคนจำนวนมากในการเข้าฟื้นฟู จะพึ่งพาเฉพาะอาสาสมัครหรือแรงงานในพื้นที่ไม่ได้ เพราะทุกคนก็เป็นผู้ประสบภัยเหมือนกันทั้งหมด ชีวิตประชาชนแย่พอแล้ว ดังนั้นกระทรวงแรงงานต้องมีการจัดหาแรงงานจากภายนอกเข้ามาโดยเร็วที่สุด ต้องมีการกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานที่เหมาะสมและเป็นธรรมให้กับแรงงานด้วย เพราะเมืองเสียหายหนักมาก

2. เรื่องการเยียวยาแก่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ที่ประสบอุทกภัย บ้านพัง ไปทำงานไม่ได้ในช่วงนี้ กระทรวงจะดูแลอย่างไร? ซึ่งรัฐมนตรีแจ้งว่าเบื้องต้นจะมีการเยียวยาผู้ประกันตน ม.33 ประมาณ 6 เดือน ตามอัตราที่ผู้ประกันตนส่งเบี้ยประกันเข้ามาในระบบ ซึ่ง น.ส.ภคมนเสนอว่า อยากให้กระทรวงแรงงานไปหารือกับกระทรวงอื่นๆ ด้วย เพราะ 6 เดือนสำหรับหลายคนอาจไม่พอ

“กรอบเวลา 6 เดือนต้องยืดหยุ่นตามความจริง” อยากให้กระทรวงแรงงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวง พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ช่วยกันวางกรอบเวลาฟื้นฟูเยียวยาให้ชัดเจนไปในทางเดียวกัน และย้ำไปด้วยว่าผู้ประกันตนในมาตราอื่นก็ต้องมีหลักเกณฑ์เยียวยาออกมาให้ชัดเจน “อย่าแยกกันคิด” รัฐบาลต้องวางกรอบร่วมกัน ประชาชนจะได้ฟื้นตัวแล้วกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าบางคนซ่อมบ้านยังไม่เสร็จ แต่จะไม่ได้รับเงินเยียวยาแล้ว” น.ส.ภคมน กล่าวและว่า ยังได้ขอร้องให้คิดถึงผู้ประกันตนในมาตราอื่นๆ รวมถึงกลุ่มนายจ้าง ที่ได้รับความเสียหายไม่ต่างกันด้วย

น.ส.ภคมน ทิ้งท้ายด้วยว่า ตนยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่และได้พบเจอกับผู้มีอำนาจ รัฐมนตรีหลายกระทรวง หวังว่าการสะท้อนความเดือดร้อนที่ประชาชนได้รับตลอดช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมาจะมีประโยชน์และส่งผลให้ระดับผู้นำและผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจะสามารถนำเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนดังกล่าวเร่งหารือเพื่อช่วยเหลือประชาชนต่อไป

ภคมนคุยตรีนุช: เร่งฟื้นฟูเมือง อย่าพึ่งอาสาสมัคร

ทำไม “ภคมนคุยตรีนุช” ถึงสำคัญต่อการฟื้นฟูเมือง?

สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง การฟื้นฟูเมืองและเยียวยาผู้ประสบภัยจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในการนี้ การหารือระหว่าง “ภคมน” และ “ตรีนุช” ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริง

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการหารือ “ภคมนคุยตรีนุช” คือการระดมแรงงานจากภายนอกพื้นที่เพื่อเข้ามาช่วยฟื้นฟูเมือง น.ส.ภคมน เน้นย้ำว่าการพึ่งพาอาสาสมัครหรือแรงงานในพื้นที่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน การดึงแรงงานจากภายนอกมาเสริมทัพจะช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ น.ส.ภคมน ยังให้ความสำคัญกับการเยียวยาผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่อาจต้องเผชิญกับปัญหาบ้านเรือนเสียหายและขาดรายได้ในช่วงฟื้นฟู แม้ว่ากระทรวงแรงงานจะมีมาตรการเยียวยาเบื้องต้น 6 เดือน แต่ น.ส.ภคมน มองว่าอาจไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัย จึงเสนอให้กระทรวงแรงงานหารือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายระยะเวลาเยียวยาและให้ความช่วยเหลืออย่างครอบคลุม

การหารือ “ภคมนคุยตรีนุช” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามข้อเสนอต่างๆ ที่ได้หารือกันไว้ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การฟื้นฟูเมืองและเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

ดังนั้น, การติดตามความคืบหน้าของมาตรการช่วยเหลือต่างๆ และการให้ความร่วมมือในการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหลังภัยพิบัติ

ที่มา – “ภคมน” คุย “ตรีนุช” กลางศูนย์อพยพ จี้ระดมแรงงานนอกพื้นที่เร่งฟื้นฟูเมือง อย่าหวังพึ่งแค่อาสาสมัคร

“ตรีนุช” สั่งประกันสังคม ช่วยผู้ประสบภัยภาคใต้



สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ล่าสุด นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งออกมาตรการช่วยเหลือนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

มาตรการเร่งด่วนที่ สปส. ดำเนินการคือ การจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยให้แก่ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ หรือสถานประกอบการจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว โดยผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน สูงสุดไม่เกิน 180 วัน ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อยที่จะช่วยประคับประคองค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

“ตรีนุช” สั่งการประกันสังคม ช่วยนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

สำหรับขั้นตอนการขอรับสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนสามารถยื่นแบบคำขอพร้อมหนังสือรับรองจากนายจ้างได้ที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 เสียชีวิตจากเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ทายาทจะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นค่าทำศพ 50,000 บาท เงินสงเคราะห์กรณีตาย (สำหรับผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 36 เดือน) และเงินบำเหน็จชราภาพ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพและเป็นทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับครอบครัว

ในส่วนของผู้ประกันตนมาตรา 40 หากเสียชีวิต ทางเลือกที่ 1 และทางเลือกที่ 2 จะได้รับค่าทำศพ 25,000 บาท ส่วนทางเลือกที่ 3 จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท พร้อมเงินบำเหน็จชราภาพในทางเลือกที่ 2 และ 3

นอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือผู้ประกันตนโดยตรง สปส. ยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานระยะที่ 3 (พ.ศ. 2568-2569) วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่รักษาระดับการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีเงื่อนไขว่าสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนติดต่อกัน และต้องรักษาการจ้างงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ในช่วง 3 ปีแรกของสัญญา

สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

วงเงินสินเชื่อสูงสุดจะแตกต่างกันไปตามขนาดของธุรกิจ ตั้งแต่ 15 ล้านบาท สูงสุดถึง 50 ล้านบาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษในช่วง 3 ปีแรก กรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกินร้อยละ 2.35 ต่อปี และกรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือใช้บุคคลค้ำประกัน คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกินร้อยละ 4.75 ต่อปี

ณ ปัจจุบัน มีสถานประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการนี้แล้ว 616 แห่ง รวมวงเงิน 6,270.64 ล้านบาท ซึ่งสามารถช่วยรักษาการจ้างงานลูกจ้างได้กว่า 82,771 คน

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ย้ำว่า สปส. จะยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด และเร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูในทุกด้าน เพื่อให้นายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้ได้รับการคุ้มครองและสามารถกลับคืนสู่ชีวิตปกติโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้นับเป็นบททดสอบสำคัญของระบบประกันสังคมในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและทั่วถึงตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเป็นหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานประกันสังคมที่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง

ที่มา – “ตรีนุช” สั่งการประกันสังคม ออกมาตรการช่วยนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

“ตรีนุช” ห่วงใยลูกจ้าง เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก

“ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใยลูกจ้างบาดเจ็บ 3 ราย จากเหตุเพลิงไหม้โรงสีข้าวเปลือก อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง มอบประกันสังคมดูแลลูกจ้างบาดเจ็บใกล้ชิด

จากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงสีในพื้นที่อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย

ล่าสุด (21 พฤศจิกายน 2568) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยสั่งการสำนักงานประกันสังคมเร่งให้ความช่วยเหลือทันที ในการนี้ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้มอบหมายให้ นางสาวปารินทร์ วิไลโรจน์ ประกันสังคมจังหวัดอ่างทอง ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์และเยี่ยมให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติอย่างใกล้ชิด ณ โรงพยาบาลอ่างทองและโรงพยาบาลไชโย เพื่อประสานความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง และสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกจ้างและครอบครัว

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้สั่งการให้ นางสาวปารินทร์ วิไลโรจน์ ประกันสังคมจังหวัดอ่างทอง พร้อมเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ร่วมกับ นายนที มนตริวัต ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดอ่างทอง ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุโรงสีข้าวเปลือก บริษัท อ่างทองธัญชาติ จำกัด สาขาอ่างทอง เหตุเกิดขณะที่ลูกจ้าง ซ่อมเครื่องจักรสกัดรำข้าวแล้วเกิดประกายไฟเป็นเหตุทำให้ระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ ขณะนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบสาเหตุการระเบิดที่แน่ชัดได้ ทำให้ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บถูกไฟไหม้บริเวณใบหน้าและลำตัว

หลังเกิดเหตุนายจ้างนำตัวส่งโรงพยาบาลไชโย จำนวน 3 ราย คือ นายธีรพล ศรขาว อายุ 32 ปี ได้รับบาดเจ็บรุนแรง แพทย์ส่งตัวเข้ารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลอ่างทอง นายภราดร ด้วงทรัพย์ อายุ 23 ปี และนายสมัย สีดา อายุ 49 ปี ยังคงพักรักษาตัวในโรงพยาบาลไชโย

นางสาวกาญจนา กล่าวต่อไปว่า สำหรับการช่วยเหลือลูกจ้างที่ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ผู้บาดเจ็บจะได้รับความคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม โดยผู้บาดเจ็บ 3 ราย มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น 65,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐจนสิ้นสุดการรักษาจะได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นจนกว่าจะสิ้นสุดการรักษา กรณีแพทย์รับรองให้หยุดพักรักษาตัว มีสิทธิได้รับค่าทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนไม่เกิน 1 ปี หากมีการสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานจะได้รับค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน ตามอัตราการสูญเสีย และในกรณีทุพพลภาพจะได้รับค่าทดแทนร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนตลอดชีวิต

โดยในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้สั่งการให้ นางสาวปารินทร์ วิไลโรจน์ ประกันสังคมจังหวัดอ่างทอง พร้อมเจ้าหน้าที่ เดินทางลงพื้นที่ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดอ่างทอง เยี่ยมให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บ ณ โรงพยาบาลอ่างทองและโรงพยาบาลไชโย ในการนี้ นางสาวกาญจนา ได้กล่าวว่า ขอแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม พร้อมดูแลให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บให้ได้รับสิทธิประโยชน์โดยเร็วที่สุด.

“ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใย 3 ลูกจ้างบาดเจ็บ เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก มอบประกันสังคมดูแลใกล้ชิด

จากเหตุการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีประกันสังคมที่ช่วยดูแลและให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานได้อย่างทันท่วงที

ประกันสังคมช่วยเหลือลูกจ้างจากเหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือกอย่างไร?

  • ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น 65,000 – 1,000,000 บาท
  • ค่าทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน (ไม่เกิน 1 ปี)
  • ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน (ตามอัตราการสูญเสีย)
  • ค่าทดแทนร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนตลอดชีวิต (กรณีทุพพลภาพ)

เหตุการณ์ “ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใย 3 ลูกจ้างบาดเจ็บ เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก มอบประกันสังคมดูแลใกล้ชิด ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้สถานประกอบการให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน และลูกจ้างเองก็ควรตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ที่ตนเองพึงได้รับจากประกันสังคม หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

หากท่านเป็นลูกจ้างและต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานประกันสังคมใกล้บ้านท่าน หรือโทรสายด่วน 1506

“ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใย 3 ลูกจ้างบาดเจ็บ เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก มอบประกันสังคมดูแลใกล้ชิดและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกจ้างและครอบครัว

ที่มา – “ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใย 3 ลูกจ้างบาดเจ็บ เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก มอบประกันสังคมดูแลใกล้ชิด

ตรีนุช เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

รมว.แรงงาน เสนอ ครม. หาแนวทางจัดการแรงงานกัมพูชาหมดอายุ รอทบทวนผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ เล็งต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้านทดแทน ชี้ ภาคเกษตรอาจได้รับผลกระทบ

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจัดการแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ภายหลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนขาขาดอีกครั้งว่า ขณะนี้เรื่องแรงงานอาจได้รับผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งไทยพยายามหาแรงงานมาทดแทนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากเมียนมา ลาว หรือเวียดนาม โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ จะมีการเสนอให้ที่ประชุมรับทราบแนวทางด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า แรงงานกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยขณะนี้จะดำเนินการอย่างไร จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง จึงต้องหารือใน ครม. แต่ยืนยันว่า สำหรับแรงงานที่ขาดแคลน ไทยจะหาแรงงานทดแทน และเร่งต่ออายุให้แรงงานจากเวียดนาม ลาว และเมียนมา อยู่ทำงานต่อได้ ซึ่งทั้ง 3 สัญชาตินี้เป็นแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทย แต่ก็ยอมรับว่า ภาคเกษตรของไทยอาจได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้แรงงานกัมพูชา

เมื่อถามถึงจำนวนแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยมีเท่าไหร่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ประมาณเกือบ 1 แสนคน ในจำนวนนี้ราว 9 หมื่นคน เป็นแรงงานถูกต้องตามกฎหมายแต่บัตรหมดอายุ นอกจากนี้ ด่านชายแดนปิด ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ จึงตกค้างอยู่ในไทย

เมื่อถามว่า หากเจอแรงงานกัมพูชาที่บัตรหมดอายุ จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง ส่วนหากมีการผลักดันแรงงานกัมพูชาออกนอกประเทศ จะกระทบภาคการเกษตร ภาคประมง หรือภาคอุตสาหกรรมหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ภาคประมงไม่ค่อยใช้แรงงานกัมพูชา ส่วนใหญ่ใช้ในภาคเกษตร โดยเฉพาะแรงงานตัดอ้อย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีรับทราบปัญหาเหล่านี้แล้ว และได้มอบมาตรการรองรับไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งการนำแรงงานในศูนย์พักพิงจำนวนกว่า 4 หมื่นคนออกมาช่วยบรรเทาการขาดแคลน รวมถึงการเร่งปลดล็อกแรงงานเมียนมาและเวียดนาม ที่หมดอายุหรือใกล้หมดอายุ เพื่อให้เข้ามาทดแทนแรงงานกัมพูชาได้ น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า แรงงานที่เข้ามาทดแทนอาจมีทักษะไม่ตรงกัน แต่ด้วยมิติด้านความมั่นคง และความกังวลของประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนอย่างรอบคอบ

ตรีนุช เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

สถานการณ์แรงงานในประเทศไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องแรงงานกัมพูชาที่กำลังจะหมดอายุการทำงาน รัฐบาลโดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำลังเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม

การพิจารณาว่าจะผลักดันแรงงานกัมพูชากลับประเทศหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีปัจจัยหลายด้านที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน

ทางออก: ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน?

หนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลกำลังพิจารณาคือ การต่ออายุแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และเวียดนาม เพื่อทดแทนแรงงานกัมพูชาที่อาจจะต้องเดินทางกลับประเทศ ซึ่งแนวทางนี้อาจช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงทักษะและความเชี่ยวชาญของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ว่าจะสามารถทดแทนแรงงานกัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้พิจารณามาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การนำแรงงานในศูนย์พักพิงออกมาช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลน และการเร่งปลดล็อกแรงงานเมียนมาและเวียดนามที่หมดอายุ เพื่อให้สามารถกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้อีกครั้ง

ปัญหาแรงงานเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ จึงเป็นทางออกหนึ่งที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ

อนาคตของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพื่อบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ เป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ แนวทางที่รัฐบาลกำลังพิจารณา และต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ที่มา – “ตรีนุช” เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

แรงงานไทยไร้แผน? วีระยุทธชี้ ษัษฐรัมย์ซัดทุจริต

วงเสวนาแรงงาน “ตรีนุช” รับ เรื่องแรงงานไทยแทบปรับตัวไม่ทัน “วีระยุทธ” เผย เรื่องน่าห่วงคือแผนยุทธศาสตร์ Reskill 2 กระทรวงยังไม่ซิงค์กัน ด้าน “ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตของกองทุนบำนาญคือการทุจริต ไม่ใช่เพราะต้องนำงบมาดูแลคนแก่หรือเด็ก

วันที่ 1 พ.ย. 2568 ที่ อาคารรัฐสภา มีการจัดงานประชุมวิชาการด้านแรงงานของประเทศไทย หัวข้อ “แรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” จัดโดยกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา, มูลนิธิ ฟรีดริช เอแบร์ท ประเทศไทย, ไทยรัฐกรุ๊ป และพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย โดยมีทั้งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญประเด็นแรงงานในมิติต่างๆ มากมาย ร่วมวงเสวนา

ด้านนางตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องทิศทางของกระทรวงแรงงานไทย ภายใต้การเปลี่ยนแปลง ว่า “ยอมรับว่าเราแทบจะเตรียมตัวกันไม่ทันเลยทีเดียว กับการเปลี่ยนแปลงถึงกระแสโลกที่เปลี่ยนไป วันนี้เมื่อเราพูดถึง AI พูดถึงเกี่ยวกับดิจิทัล เราจะทำยังไงที่จะทำให้คนของเราที่อยู่ในตลาดแรงงานหรือคนของเราที่เข้าสู่ระบบแรงงาน”

ประเด็นความท้าทายที่ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญ มี 4 เรื่อง

1 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงประชากร ปี พ.ศ. 2568 จะเป็นปีแรกที่ประเทศไทยมีอัตราการเกิดของประชากรต่ำกว่า 500,000 คน ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 700,000 คนเมื่อ 10 ปีก่อน

2 เทคโนโลยีเปลี่ยนฉับพลัน การเข้ามาของ AI ภาคธุรกิจมุ่งเน้นทักษะนี้มากขึ้น แต่การศึกษาและการพัฒนาบุคลากรตามไม่ทัน

3 ทักษะแรงงานไม่ตรงกับความต้องการ (Skills Mismatch) ผู้ประกอบการต้องการแรงงานที่มีทักษะสมัยใหม่ แต่แรงงานจำนวนมากในระบบขาดทักษะที่จำเป็น เกิดภาวะ “ว่างงานแฝง”

4 ปัจจัยภายนอกทางเศรษฐกิจและการเมือง สถานการณ์สงครามโลกส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงานและเศรษฐกิจไทย เช่น นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา หรือความไม่สงบในภูมิภาค เช่น สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในภาคเกษตรและก่อสร้าง

โดยจะมียุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน ดังนี้

1. การจัดการภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยจัดหาแรงงานทดแทน

2. ยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill & Reskill)

3. ส่งเสริมสวัสดิการและความมั่นคงในอาชีพ

4. การขยายโอกาสการทำงานในต่างประเทศ 

5. การปฏิรูปบริการสู่ระบบดิจิทัล

“วีระยุทธ” ห่วงไทยไร้แผนยุทธศาสตร์แรงงาน-“ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตกองทุนบำนาญคือการทุจริต

ด้าน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงประเด็นความท้าทายสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศไทย ว่า “กระทรวงแรงงานมีแผน กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีแผน แต่ปรากฏว่า ขาที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเรื่องการ Reskill ยังไม่ ซิงค์กัน ยังไม่เดินตาม ยีราฟตัวนี้เลยเดินไปไม่ถึงไหนและอาจล้มลงตรงนี้ครับ”

นายวีระยุทธยังได้กล่าวให้เห็นถึงช่องว่างที่น่ากังวลระหว่างการวางแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติกับการปฏิบัติงาน คือ การขาดการบูรณาการและการปฏิบัติตามแผนแม่บท นอกจากนี้ยังพบการยึดติดกับตัวชี้วัดเชิงปริมาณ (KPI) ที่บิดเบือนความเป็นจริง

กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ การจัดสรรงบประมาณในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาทักษะ งบประมาณส่วนใหญ่มุ่งไปที่การอุดหนุนการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แทนที่จะเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับและปรับทักษะ (Reskill) แรงงานกว่า 700,000 คนในภาคส่วนนี้อย่างจริงจัง หรืออย่างโครงการจัดหางานขนาดใหญ่อย่าง Job Expo แม้จะสร้างตัวเลขผู้เข้าร่วมที่สูง แต่กลับมีอัตราการจ้างงานจริงที่ต่ำมาก และไม่ตอบสนองความคาดหวังของผู้หางานอย่างแท้จริง 

“ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตกองทุนบำนาญคือการทุจริต ไม่ใช่ต้องนำงบมาดูแลคนแก่

ด้าน นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบอร์ดผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคม ชี้ให้ความเห็นในประเด็นการปฏิรูประบบประกันสังคมว่า  “ไม่มีสังคมไหนล่มสลายเพราะดูแลคนแก่ ไม่มีสังคมไหนล่มสลายเพราะดูแลเด็ก …วิกฤตของกองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพ่อแม่ของเราแก่ แต่เกิดขึ้นเพราะความไม่โปร่งใสของคณะกรรมการ”

นายษัษฐรัมย์ ยังให้ความคิดเห็นถึงวิกฤตที่แท้จริงของระบบบำนาญไทยที่ไม่ได้เกิดจาก “สังคมผู้สูงอายุ” นี่เป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจำกัดจินตนาการในการแก้ปัญหา แต่เกิดจากปัญหาการบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใสและการขาดเจตจำนงทางการเมือง การปฏิรูปที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองเป็นตัวนำ มากกว่าการรอข้อมูลหรือกฎหมายที่สมบูรณ์แบบ

ในปัจจุบันมีการผลักดันแผนปฏิรูประบบบำนาญ 3 ระยะ 

ระยะที่ 1 คือการปรับสูตรบำนาญเพื่อความเป็นธรรมได้ดำเนินการไปแล้ว 

ระยะที่ 2 คือการสร้างระบบแต้มบำนาญที่ยืดหยุ่น 

ระยะที่ 3 คือการขยายความครอบคลุมสู่แรงงานทุกคนในประเทศ 

อย่างไรก็ตาม มีความท้าทายสำคัญคือความไม่โปร่งใสในการลงทุนของกองทุน (กรณีการลงทุนใน STARK) และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ล้าสมัยซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสิทธิประโยชน์ 

สำหรับงานประชุมวิชาการด้านแรงงานของประเทศไทย หัวข้อ “แรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” ครั้งนี้จะจัดจนไปถึงวันที่ 2 พ.ย. 2568 นี้

ปัญหาแรงงานไทยไร้แผนยุทธศาสตร์ที่ต้องเร่งแก้ไข

จากประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าปัญหา แรงงานไทยไร้แผนยุทธศาสตร์ นั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง การขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การยึดติดกับ KPI ที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง และความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุน ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาศักยภาพ แรงงานไทยไร้แผนยุทธศาสตร์ เราจึงต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ แรงงานไทยไร้แผนยุทธศาสตร์ สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

การแก้ไขปัญหา แรงงานไทยไร้แผนยุทธศาสตร์ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบแรงงานที่แข็งแกร่งและยั่งยืนสำหรับอนาคต

ที่มา – “วีระยุทธ” ห่วงไทยไร้แผนยุทธศาสตร์แรงงาน-“ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตกองทุนบำนาญคือการทุจริต

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทย สั่งเยียวยาเต็มที่

“ตรีนุช” พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนสถานทูตอิสราเอล รับร่าง “สนธยา อัครศรี” แรงงานไทยที่เสียชีวิตในสงครามอิสราเอล หลังเสียชีวิตนานกว่า 2 ปี กำชับเยียวยา ดูแลสิทธิประโยชน์ครอบครัวที่พึงได้รับอย่างเต็มที่

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลา 16.45 น. ที่อาคารสำนักงานเขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย เดินทางไปรับร่างนายสนธยา อัครศรี แรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิตจากเหตุสงครามอิสราเอล-ฮามาส หลังถูกจับเป็นตัวประกันตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2566 โดยหลังเดินทางถึงบริเวณสำนักงานเขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวตรีนุช พร้อมด้วยทีมผู้บริหาร ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และ ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าสู่พื้นที่คลังสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

จากนั้น รมว.แรงงาน พร้อมคณะ ได้วางพวงหรีดไว้อาลัยแด่ผู้วายชนม์ และยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที ซึ่งบรรยากาศการรับร่างแรงงานไทยในวันนี้เป็นไปด้วยความเศร้าโศก ก่อนที่จะมีการนำร่างของนายสนธยา ขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับสู่อ้อมอกของครอบครัวในจังหวัดหนองบัวลำภู ต่อไป

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ตนรู้สึกเศร้ากับการสูญเสียพี่น้องแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศแต่ไม่สามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ ตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว “อัครศรี” ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ขอให้กำลังใจกับทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และลูกสาวของคุณสนธยา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอเป็นตัวแทนรัฐบาลไทย พาคุณสนธยากลับบ้าน หลังจากที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัวนานถึง 7 ปี

รมว.แรงงาน กล่าวว่า จะดูแลเรื่องการเยียวยาและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ครอบครัวของคุณสนธยาพึงได้รับอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ได้มีการดำเนินการไปแล้วในหลาย ๆ ส่วน เช่น เงินชดเชยจากสถาบันประกันภัยอิสราเอล หลังจากที่ได้รับร่างของคุณสนธยากลับคืนมายังประเทศไทยแล้ว จำนวน 5 ส่วน ดังต่อไปนี้

1.เงินช่วยเหลือค่าชดเชยการไว้ทุกข์ประมาณ 80,000 บาท

2.ค่าใช้จ่ายในการจัดการศพ จ่ายตามจริงไม่เกิน 40,000 บาท

3.เงินชดเชยรายเดือน ประมาณ 80,000 – 120,000 บาท

4.เงินช่วยเหลือประจำปี 40,000 บาท

5. เงินช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร เงินช่วยเหลือทางจิตวิทยา อีกจำนวนหนึ่ง

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีเงินชดเชยกรณีถูกเลิกจ้าง ที่เรียกว่า ปิซูอิม ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามขอรับเอกสารที่เกี่ยวข้องจากทายาท ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้มีการจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของกรมการจัดหางาน กรณีเสียชีวิตในต่างประเทศให้กับครอบครัวไปเรียบร้อยแล้ว จำนวน 40,000 บาท และในส่วนของสำนักงานประกันสังคม ที่เป็นเงินสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพให้กับทายาท อีกจำนวน 10,042 บาท รวมถึงเงินช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินสำหรับครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอลในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อีกจำนวน 3,000 บาท

“ดิฉันขอยืนยันว่า จะให้การดูแลแรงงานไทยทุกคนที่ไปทำงานในต่างประเทศให้ได้รับการดูแล การคุ้มครองสิทธิ รวมถึง ความปลอดภัยในการที่พวกท่านจะต้องออกไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง เพื่อนำรายได้กลับเข้าประเทศ อย่างเต็มที่” รมว.แรงงาน กล่าว

และในส่วนของการส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศอิสราเอล กระทรวงแรงงาน ได้ประกาศยกเลิกการชะลอการส่งแรงงานไทยไปอิสราเอลแล้ว และทางกรมการจัดหางาน ตั้งเป้าที่จะส่งแรงงานไทยไปทำงานที่อิสราเอล โดยขณะนี้ เรามีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในอิสราเอล ประมาณ 40,461 คน

น.ส.ตรีนุช ย้ำว่า การดูแลคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศ ได้ให้สำนักงานแรงงานในต่างประเทศ ทุกแห่ง ให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุกในการเข้าไปดูแลแรงงานไทยให้มีความปลอดภัย ในทุกมิติ อย่างเคร่งครัด

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่

การดำเนินการของกระทรวงแรงงานในการช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างแดน การยกเลิกการชะลอส่งแรงงานไทยไปอิสราเอล ควบคู่ไปกับการดูแลและคุ้มครองแรงงานอย่างเข้มงวด จะช่วยให้แรงงานไทยมีโอกาสในการสร้างรายได้ และได้รับการปกป้องสิทธิอย่างเต็มที่

มาตรการเยียวยาและสิทธิประโยชน์ที่ครอบครัวของตัวประกันไทยจะได้รับ

มาตรการเยียวยาต่างๆ ที่ “ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่ นั้น ครอบคลุมทั้งเงินชดเชย ค่าจัดการศพ เงินช่วยเหลือรายเดือน และเงินช่วยเหลืออื่นๆ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินของครอบครัวได้เป็นอย่างมาก การดำเนินการที่รวดเร็วและโปร่งใสในการจ่ายเงินชดเชย จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ ว่าพวกเขาจะได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐบาลไทย

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลและคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง กระทรวงแรงงานควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการในต่างประเทศ และให้ความรู้แก่แรงงานไทยเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของตน เพื่อให้แรงงานไทยทุกคนที่ไปทำงานในต่างแดนได้รับความปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศ การทำงานเชิงรุกของสำนักงานแรงงานในต่างประเทศ และการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับแรงงานไทย และส่งเสริมให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในการเป็นแรงงานไทยในต่างแดน

ที่มา – “ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่

ตรีนุช เข้ากระทรวงแรงงาน ลุยสางปมประกันสังคม

ตรีนุช เข้ากระทรวงแรงงาน ลุยสางปมประกันสังคม

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง ได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริหารและข้าราชการทุกคน การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้มาพร้อมกับภารกิจเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับประกันสังคมที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ตรีนุช ย้ำชัดว่าต้องเลือกปลัดกระทรวงคนใหม่จากบุคลากรภายใน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีมงาน

“ตรีนุช” เข้ากระทรวงแรงงานลุยสางปมประกันสังคม ย้ำปลัดฯ คนใหม่ต้องคนใน

การเข้ารับตำแหน่งของตรีนุช เทียนทอง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบแรงงานไทยในยุคใหม่ ด้วยวาระการทำงานที่จำกัดเพียง 4 เดือน เธอต้องเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความไม่สงบตามชายแดนใต้ และปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ต้องเร่งนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพื่อทดแทนแรงงานไทยที่หดหายไป ตรีนุช เปิดใจว่าต้องการให้ข้าราชการทุกคนกล้าเสนอแนะปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้การแก้ไขมีประสิทธิภาพสูงสุด

หนึ่งในประเด็นหลักที่ตรีนุช ให้ความสำคัญคือการแต่งตั้งปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ เธอเน้นย้ำว่าควรเลือกบุคคลจากภายในกระทรวงที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อรักษาขวัญกำลังใจของข้าราชการและความต่อเนื่องในการทำงาน แม้ว่าการตัดสินใจสุดท้ายจะต้องผ่านกลไกและขั้นตอนที่อยู่นอกเหนืออำนาจของกระทรวง แต่ตรีนุช ก็แสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องให้ความสำคัญกับ ‘คนในบ้าน’ เพื่อความมั่นคงขององค์กร

การตรวจสอบปัญหาประกันสังคม: ความโปร่งใสเป็นหลัก

นอกจากนี้ ตรีนุช ยังพูดถึงกรณีการสอบสวนการซื้อตึก Skyy9 ของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับประชาชนจำนวนมาก เธอระบุว่าจะเร่งตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยยึดหลักความโปร่งใสและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย การสางปมประกันสังคมนี้ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบประกันสังคม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปกระทรวงแรงงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ปัญหาประกันสังคมในปัจจุบันมีหลายมิติ เช่น การทุจริตที่อาจเกิดขึ้น การจัดการกองทุนที่ไม่โปร่งใส และการให้บริการที่ล่าช้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคน ตรีนุช วางแผนที่จะนำทีมผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจสอบ โดยอาจรวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบมากขึ้น เพื่อให้ระบบประกันสังคมไทยแข็งแกร่งและยั่งยืน

วิสัยทัศน์ของตรีนุช ต่อการพัฒนาแรงงานไทย

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรีนุช มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 เธอตั้งใจจะผลักดันโครงการฝึกอบรมอาชีพฟรีให้กับแรงงาน เพื่อลดปัญหาการว่างงานและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ยังเน้นการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการเอารัดเอาเปรียบแรงงานต่างด้าว โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

  • การนำเข้าแรงงาน: เร่งรัดกระบวนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนในภาคอุตสาหกรรม
  • การคุ้มครองสิทธิ: เสริมสร้างกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานหญิงและเด็ก
  • การพัฒนาดิจิทัล: สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการสมัครงานและรับสิทธิประกันสังคม

การทำงานของตรีนุช ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของรัฐบาลในการแก้ปัญหาแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย ผู้สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าผ่านทางเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน เพื่อไม่พลาดข้อมูลอัปเดตล่าสุด หากคุณเป็นแรงงานหรือผู้ประกอบการ ลองแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีขึ้น

สุดท้าย การเลือกปลัดกระทรวงจากคนใน จะช่วยสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งและมุ่งมั่น สู่การพัฒนาแรงงานไทยที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – “ตรีนุช” เข้ากระทรวงแรงงานลุยสางปมประกันสังคม ย้ำปลัดฯ คนใหม่ต้องคนใน

Scroll to top