ตํารวจไซเบอร์

รวบ 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับมิจฉาชีพออนไลน์กันมาบ้าง แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาวัย 19 ปีในจังหวัดสมุทรปราการนั้นถือว่าอุกอาจและน่ากลัวมากครับ เมื่อแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติใช้กลอุบายวิดีโอคอลข่มขู่เหยื่อจนต้องยอมทุบตู้เซฟของแม่เพื่อนำทรัพย์สินออกมาให้ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้ปฏิบัติการขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน บ่งบอกถึงความเอาจริงเอาจังในการกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก

ขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน

พฤติการณ์ของคนร้ายรายนี้ถือว่าแยบยลมากครับ โดยการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ DSI เข้ามาข่มขู่ผ่านวิดีโอคอลตลอด 24 ชั่วโมง จนเด็กหนุ่มเกิดความกลัวและหลงเชื่อว่าตนเองพัวพันกับคดีฟอกเงิน จึงยอมทำตามคำสั่งทุกอย่าง ตั้งแต่การทุบตู้เซฟ ขนเอาทั้งทองคำแท่ง สร้อยทอง และเครื่องประดับเพชรไปวางไว้ริมถนน ซึ่งรวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 6.8 ล้านบาท แต่เมื่อตำรวจเข้าตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน ก็พบว่ามูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้รวมถึงเหรียญดิจิทัลนั้นพุ่งสูงถึง 11 ล้านบาทเลยทีเดียว

กระบวนการฟอกเงินระดับมืออาชีพของแก๊งจีนเทา

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ บช.สอท. พบว่าขบวนการนี้มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ทั้งส่วนที่โทรหลอกลวง ส่วนที่เป็นคนขับรถรับทรัพย์สิน และส่วนที่นำเงินไปเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดิจิทัลเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ สิ่งที่น่าตกใจคือคนร้ายเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในการอำพรางร่องรอยทางการเงิน แต่ด้วยความพยายามของเจ้าหน้าที่ที่ติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งชาวจีนและคนไทย ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หน่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลงานจากการวิเคราะห์พยานหลักฐานเชิงลึก

  • การป้องกันที่ทำได้จริง: อย่าหลงเชื่อบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผ่านการวิดีโอคอล
  • สติคือสิ่งสำคัญ: เมื่อถูกข่มขู่ ให้รีบปรึกษาคนใกล้ชิดหรือโทรแจ้งสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ทันที
  • อย่าโอน-อย่าส่งมอบ: ห้ามส่งมอบทรัพย์สินส่วนตัวให้คนแปลกหน้าไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนใจเราทุกคนว่า มิจฉาชีพอาจอยู่ใกล้ตัวและมาในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง การรู้จักวิเคราะห์และไม่ตกเป็นเหยื่อของการข่มขู่ทางจิตวิทยาคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ขอให้ทุกท่านช่วยกันเฝ้าระวังคนรอบข้าง เพราะความปลอดภัยของทรัพย์สินเริ่มต้นที่การรู้เท่าทันกลโกงครับ

ที่มา – ขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน

รวบผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้า ย่านบางแค ยึดของกลาง 5 หมื่น

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวสะเทือนวงการนักสูบ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้บุกเข้าทลายแหล่งเก็บสินค้าและจับกุมผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ย่านบางแค พร้อมของกลางจำนวนมหาศาล โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการลักลอบจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดครับ

ปฏิบัติการกวาดล้างผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้า ย่านบางแค

จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ซอยเพชรเกษม 63 กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.2 ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นบ้าน 2 หลัง ซึ่งพบว่าเป็นคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่ใช้แพ็คและจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าทั่วประเทศ การจับกุมครั้งนี้นำไปสู่การควบคุมตัวผู้ต้องหาชายและหญิงที่ทำหน้าที่เป็นผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยยึดของกลางได้กว่า 50,000 ชิ้น พร้อมเงินสดในบัญชีและการหมุนเวียนกว่า 10 ล้านบาท นับว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อยสำหรับธุรกิจมืดประเภทนี้

เบื้องลึกเบื้องหลังการบุกค้นแหล่งกระจายสินค้า

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทางตำรวจต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เนื่องจากจุดเก็บสินค้าดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตชุมชนและใกล้กับสถานศึกษาขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่พ่อค้าแม่ค้ามักจะพุ่งเป้าไปหานักเรียนนักศึกษา จากการสืบสวนพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • สินค้ามีทั้งแบบใช้แล้วทิ้ง (Disposable Pod) และหัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า
  • มีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านและผลิตเองบางส่วน
  • สถานที่จัดเก็บมีการบริหารจัดการเหมือนบริษัทขนส่งสินค้าปกติ

การดำเนินการกวาดล้างผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้าในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องเยาวชนจากการเข้าถึงสารอันตรายที่ผิดกฎหมายอีกด้วยครับ เชื่อว่าหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการขยายผลเพื่อถอนรากถอนโคนเครือข่ายเหล่านี้ต่อไปอย่างแน่นอน

ข้อคิดทิ้งท้ายจากเหตุการณ์นี้

การซื้อขายหรือครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันยังคงเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการขายหรือการนำเข้า ล้วนมีโทษทางอาญาที่หนักหนา การพบเห็นแหล่งกระจายสินค้าใหญ่ขนาดนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าอย่าหลงเข้าสู่วงจรธุรกิจเถื่อน เพราะนอกจากจะสูญเสียเงินทองและเสี่ยงต่อการถูกจับกุมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานและส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาวครับ หากใครพบเบาะแสการลักลอบจำหน่าย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยได้ทันที

ที่มา – ค้น 2 จุดย่านบางแค รวบผู้ค้าระดับหัวจ่าย “บุหรี่ไฟฟ้า” ยึดของกลาง 5 หมื่นชิ้น

บุกรวบหนุ่มช่างภาพ ปล่อยภาพลับอดีตแฟนสาวลงโซเชียล

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อล่าสุดมีข่าวการ บุกรวบหนุ่มช่างภาพ ปล่อยภาพลับอดีตแฟนสาวลงโซเชียล หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้รับแจ้งความจากหญิงสาวผู้เสียหาย จนนำไปสู่การจับกุมตัวผู้กระทำความผิดถึงที่พักในจังหวัดสกลนคร เรื่องราวนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับคนรุ่นใหม่และผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์อยู่ในขณะนี้

บุกรวบหนุ่มช่างภาพ ปล่อยภาพลับอดีตแฟนสาวลงโซเชียล

เหตุการณ์ บุกรวบหนุ่มช่างภาพ ปล่อยภาพลับอดีตแฟนสาวลงโซเชียล ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากผู้ต้องหาวัย 23 ปี ถูกเจ้าหน้าที่บุกเข้าจับกุมคาห้องพัก พร้อมยึดของกลางเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และมือถือจำนวนมาก ผู้ต้องหายอมรับสารภาพว่าทำไปเพราะความคึกคะนอง โดยมีการนำคลิปไปปล่อยในกลุ่มลับที่มีสมาชิกกว่าแสนคน ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ทำลายชีวิตของผู้เสียหาย แต่ยังสะท้อนถึงภัยเงียบของช่างภาพที่ไม่หวังดีต่อลูกค้าของตัวเองอีกด้วย

ภัยร้ายจากโลกออนไลน์และการแบล็กเมล

จากคำให้การและข้อมูลของทนายความ พบว่าคดี บุกรวบหนุ่มช่างภาพ ปล่อยภาพลับอดีตแฟนสาวลงโซเชียล นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการใหญ่ที่นำสื่อลามกไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือแม้กระทั่งการนำไปผูกกับเว็บพนันออนไลน์ ข้อมูลเหล่านี้ถูกจัดเก็บเป็นดิจิทัลดาต้าที่ยากจะลบออกไปได้หมด หากภาพถ่ายเหล่านั้นหลุดไปแล้ว ผลกระทบที่ตามมาอาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้เหยื่อสูญเสียอนาคตและสุขภาพจิตอย่างรุนแรง

  • ระมัดระวังการถ่ายภาพส่วนตัวหรือภาพลับเก็บไว้ในมือถือ
  • ตรวจสอบประวัติช่างภาพก่อนที่จะรับงานถ่ายภาพส่วนตัว
  • อย่าหลงเชื่อคำพูดหรือการข่มขู่จากอดีตคนรักหรือใครก็ตาม
  • หากถูกแอบถ่ายหรือขู่แบล็กเมล ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ หลายกรณีเป็นเด็กนักเรียนมัธยมและนักศึกษาที่ไว้ใจช่างภาพ เพราะเห็นว่าเปิดเพจรับงานอย่างเป็นทางการ จึงอยากฝากเตือนไปยังน้องๆ ทุกคนว่า การเห็นว่าสนิทสนมหรือเป็นแฟนกัน ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าภาพเหล่านั้นจะปลอดภัย หากวันหนึ่งความสัมพันธ์จบลง สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นอาวุธที่ฝ่ายชายหยิบมาใช้ทำร้ายเราได้ทุกเมื่อ

สุดท้ายนี้ การดูแลตัวเองในโลกดิจิทัลเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่าปล่อยให้ความไว้ใจหรือความใจอ่อนนำพาเราไปสู่จุดที่แก้ไขไม่ได้ หากเจอปัญหาถูกคุกคามทางเพศออนไลน์ ให้รวบรวมหลักฐานและเข้าพบเจ้าหน้าที่โดยเร็วที่สุด อย่าปล่อยให้คนผิดลอยนวลครับ

ที่มา – บุกรวบหนุ่มช่างภาพ ปล่อยภาพลับอดีตแฟนสาวลงโซเชียล อ้างทำไปเพราะความคึกคะนอง

บุกรวบ “เจ้าของคอกม้า” กลุ่มขบวนการซื้อ-ขาย “บัญชีม้า”

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์กันมาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเรื่องของ “บัญชีม้า” ที่เป็นเครื่องมือสำคัญของแก๊งมิจฉาชีพ ล่าสุดทางตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ บุกรวบ “เจ้าของคอกม้า” กลุ่มขบวนการซื้อ-ขาย “บัญชีม้า” ส่งขายแก๊งสแกมเมอร์ ได้ถึงที่พักย่านดาวคะนอง ซึ่งถือเป็นการทลายรังใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมาตลอด 1 ปีเต็ม

จากเบาะแสสู่การบุกรวบ “เจ้าของคอกม้า” กลุ่มขบวนการซื้อ-ขาย “บัญชีม้า”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมสืบทราบข้อมูลว่า มีความเคลื่อนไหวของการซื้อขายบัญชีธนาคารภายในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านซอยตากสิน 33 โดยกลุ่มขบวนการนี้ทำหน้าที่รวบรวมบัญชีธนาคาร พร้อมบัตรเอทีเอ็ม และโทรศัพท์มือถือที่ผูกแอปพลิเคชันไว้เสร็จสรรพ เพื่อนำไปส่งต่อให้แก๊งสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่บ่อนทำลายความปลอดภัยในระบบการเงินของเราอย่างมาก

เปิดพฤติการณ์ “เจ้าของคอกม้า” กลุ่มขบวนการซื้อ-ขาย “บัญชีม้า”

ในการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบของกลางจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น:

  • โทรศัพท์มือถือที่ผูกแอปฯ ธนาคาร 5 เครื่อง
  • ซิมการ์ดโทรศัพท์ 3 หมายเลข
  • บัตรเอทีเอ็มกว่า 16 ใบ และสมุดบัญชีธนาคาร
  • บัตรประชาชนของบุคคลอื่นอีก 9 ใบ

รายงานระบุว่า น.ส.สมใจ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหลัก ทำหน้าที่เป็นนายหน้าหรือ “เจ้าของคอกม้า” ในการรับซื้อและรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลมาเปิดบัญชี แล้วนำไปขายต่อเอากำไรส่วนต่างบัญชีละ 2-3 พันบาท โดยมีเพื่อนร่วมขบวนการคอยสนับสนุน ซึ่งทุกคนต้องได้รับโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่มีความผิดชัดเจนทั้งการเป็นธุระจัดหา การฉ้อโกง และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

นอกเหนือจากคดีบัญชีม้าแล้ว เจ้าหน้าที่ยังตรวจค้นพบยาเสพติดทั้งยาไอซ์และยาบ้าภายในห้องพักของผู้ร่วมขบวนการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มคนที่ยุ่งเกี่ยวกับขบวนการเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับอาชญากรรมประเภทอื่นด้วย

ข้อคิดและคำเตือนจากเหตุการณ์นี้: การเปิดบัญชีธนาคารให้ผู้อื่นใช้ หรือการขายบัญชีตัวเองเพื่อแลกกับเงินเพียงไม่กี่พันบาท ไม่คุ้มค่าเลยเมื่อแลกกับคดีอาญาที่ติดตัวและอนาคตที่ต้องพังพินาศ อย่าหลงเชื่อหรือตกเป็นเหยื่อของการจ้างเปิดบัญชี เพราะคุณอาจกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความเสียหายให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

ที่มา – บุกรวบ “เจ้าของคอกม้า” กลุ่มขบวนการซื้อ-ขาย “บัญชีม้า” ส่งขายแก๊งสแกมเมอร์

จับแล้วผัวเมีย เจ้าของร้านแบรนด์เนมดัง หลอกลงทุนออเดอร์ทิพย์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้บุกเข้าจับกุมตัวสองสามีภรรยา ซึ่งเป็นเจ้าของร้านแบรนด์เนมชื่อดัง หลังจากที่มีผู้เสียหายระดับไฮโซ แพทย์ และนักธุรกิจหลายรายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่าถูกหลอกให้ร่วมลงทุนจนสูญเงินรวมกันถึง 133 ล้านบาท โดยเหตุการณ์ จับแล้วผัวเมีย เจ้าของร้านแบรนด์เนมดัง หลอกไฮโซสาว-แพทย์-นักธุรกิจ ลงทุนออเดอร์ทิพย์ นี้ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของการลงทุนที่ต้องระมัดระวังกันให้ดีครับ

จับแล้วผัวเมีย เจ้าของร้านแบรนด์เนมดัง หลอกไฮโซสาว-แพทย์-นักธุรกิจ ลงทุนออเดอร์ทิพย์

พฤติการณ์ของมิจฉาชีพคู่นี้ไม่ได้มาเล่นๆ ครับ โดยเริ่มจากการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการเปิดร้านขายสินค้าแบรนด์เนมจนมีชื่อเสียง เมื่อลูกค้าเริ่มตายใจ พวกเขาก็ใช้วิธีตีสนิทและชักชวนให้ลงทุนในลักษณะ “ออเดอร์ทิพย์” หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าหลอกให้เอาเงินไปลงทุนอ้างว่าจะนำไปซื้อของแบรนด์เนมมาขายต่อทำกำไร ซึ่งเหยื่อหลายรายโดยเฉพาะกลุ่มไฮโซและคนมีชื่อเสียงกลับหลงเชื่อเพราะเห็นโปรไฟล์ร้านที่ดูดี

รายละเอียดคดี จับแล้วผัวเมีย เจ้าของร้านแบรนด์เนมดัง หลอกไฮโซสาว-แพทย์-นักธุรกิจ ลงทุนออเดอร์ทิพย์

จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาได้กระทำการมาเป็นขบวนการ ซึ่งสรุปพฤติกรรมหลอกลวงได้ดังนี้:

  • หลอกให้ฝากขายสินค้าแบรนด์เนมแต่เมื่อขายได้กลับเชิดเงินหนี
  • อ้างว่าสินค้าถูกศุลกากรยึด หรือสินค้าหาย เพื่อไม่ยอมคืนเงินเจ้าของ
  • นำสินค้าของเหยื่อไปเวียนจำนำหรือโพสต์ขายซ้ำซ้อน
  • หลอกใช้บัตรเครดิตเหยื่อไปรูดเงินสด จนเหยื่อบางรายถึงขั้นต้องขายบ้านขายรถมาใช้หนี้
  • อ้างผลตอบแทนสูงในรูปแบบแชร์ลูกโซ่เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่

ความเสียหายที่เกิดขึ้นรวมสูงถึง 133 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในรูปแบบ “ออเดอร์ทิพย์” หรือการนำเงินไปร่วมทุนกับคนแปลกหน้า แม้จะดูน่าเชื่อถือในโลกออนไลน์ ก็มีความเสี่ยงมหาศาลครับ

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถออกหมายค้นบ้านพักหรูย่านสวนหลวงและจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายได้สำเร็จ พร้อมตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ทั้งนี้อยากฝากไว้ว่า ในยุคที่มิจฉาชีพมาในรูปแบบของ “เจ้าของร้านแบรนด์เนมดัง” หรือคนที่ดูภูมิฐาน เราต้องตรวจสอบที่มาที่ไปให้ดีก่อนตัดสินใจโอนเงิน ไม่ว่าจะสนิทกันแค่ไหนก็ตาม

การลงทุนใดๆ ที่อ้างว่าได้ผลตอบแทนสูงผิดปกติและรวดเร็ว มักลงเอยด้วยความเสียหายเสมอ ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้คนในสังคมไทยได้ตระหนักถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์และการทำธุรกรรมให้มากขึ้นครับ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้เสียหายทุกคนได้รับเงินคืนและได้รับความยุติธรรมโดยเร็วนะครับ

ที่มา – จับแล้วผัวเมีย เจ้าของร้านแบรนด์เนมดัง หลอกไฮโซสาว-แพทย์-นักธุรกิจ ลงทุนออเดอร์ทิพย์

จับปืนเถื่อนออนไลน์ หนุ่มโพสต์โชว์กลุ่มลับ ตำรวจรวบคาบ้าน

ยุคนี้การซื้อขายของผิดกฎหมายขยับเข้ามาอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น และล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาขานรับนโยบายกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างหนัก จนนำไปสู่เหตุการณ์จับปืนเถื่อนออนไลน์ หนุ่มโพสต์โชว์กลุ่มลับเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ตามถึงบ้าน เร่งขยายผล หลังจากมีหนุ่มวัย 28 ปีรายหนึ่งคิดคึกคะนองนำอาวุธปืนมาโพสต์โชว์อวดเพื่อนในกลุ่มลับบนเฟซบุ๊ก จนถูกเจ้าหน้าที่แกะรอยตามถึงบ้านพักในพื้นที่ จ.ปทุมธานี

เบื้องลึกการจับปืนเถื่อนออนไลน์ หนุ่มโพสต์โชว์กลุ่มลับเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ตามถึงบ้าน เร่งขยายผล

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการที่ตำรวจไซเบอร์ได้รับเบาะแสเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายปฏิมา ที่มักโพสต์ขายปืนและกระสุนผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งนับว่าเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมาย การจับปืนเถื่อนออนไลน์ หนุ่มโพสต์โชว์กลุ่มลับเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ตามถึงบ้าน เร่งขยายผลในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ใช้เวลาสืบสวนรอยต่อของข้อมูลอยู่นานนับเดือน จนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและขอหมายค้นศาลเข้าตรวจสอบบ้านพักได้สำเร็จ ของกลางที่พบถือว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นปืนไทยประดิษฐ์และกระสุนปืนหลายขนาดรวมกว่า 245 นัด

เส้นทางอาชญากรรมออนไลน์ที่ไปไม่รอด

จากการสอบสวนเพิ่มเติมพบว่า ผู้ต้องหารายนี้ยึดอาชีพนี้มานานกว่า 1 ปี โดยมีวงจรการจัดหาที่น่าสนใจคือ:

  • ติดต่อซื้อปืนมาจากกลุ่มเพื่อนในราคาต้นทุน 5,000-6,000 บาท
  • นำมาขายทำกำไรในตลาดมืดราคา 8,000-10,000 บาทต่อกระบอก
  • จัดหากระสุนปืนจากสนามยิงปืนหลายแห่งเพื่อมาขายบวกกำไรกล่องละ 400-500 บาท

พฤติกรรมลักษณะนี้ถือว่าเป็นการทำลายความปลอดภัยของสังคมโดยตรง ต่อให้คุณจะหลบอยู่ในกลุ่มลับแค่ไหน บนโลกออนไลน์ทิ้งร่องรอยไว้เสมอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ก็เชี่ยวชาญการแกะรอยดิจิทัลเป็นอย่างดี

สุดท้ายนี้ ฝากเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่คิดจะแสวงหาผลกำไรจากสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอาวุธปืนที่นำไปสู่ความสูญเสียใหญ่หลวงได้ การถูกจับปืนเถื่อนออนไลน์ หนุ่มโพสต์โชว์กลุ่มลับเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ตามถึงบ้าน เร่งขยายผลครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการโดนจับกุม แต่มันคือจุดเริ่มต้นของคดีความที่ทำลายอนาคตและสร้างภาระให้ครอบครัว อยากให้ทุกคนใช้โซเชียลมีเดียในทางที่สร้างสรรค์และถูกต้องตามกฎหมายจะดีที่สุดครับ

ที่มา – จับปืนเถื่อนออนไลน์ หนุ่มโพสต์โชว์กลุ่มลับเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ตามถึงบ้าน เร่งขยายผล

กัน จอมพลัง พาทหารเกณฑ์ ร้องตำรวจไซเบอร์ ปมรุ่นพี่ซ่อม

กัน จอมพลัง พาทหารเกณฑ์ ร้องตำรวจไซเบอร์ ปมถูกรุ่นพี่ซ่อมทารุณ เผยแพร่ภาพลงโซเชียล

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ กัน จอมพลัง ได้พาทหารเกณฑ์รายหนึ่งจากค่ายในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เข้าแจ้งความกับตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หลังจากผู้เสียหายถูกรุ่นพี่ซ่อมรับน้องอย่างทารุณ แถมยังใจคอทำด้วยการนำภาพและคลิปวิดีโอไปเผยแพร่ลงในกลุ่มไลน์อย่างสนุกสนาน

เปิดเบื้องหลังเหตุการณ์ กัน จอมพลัง พาทหารเกณฑ์ ร้องตำรวจไซเบอร์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำลายขวัญและกำลังใจของผู้ที่ต้องเข้ารับราชการทหารเป็นอย่างมาก การที่ กัน จอมพลัง พาทหารเกณฑ์ ร้องตำรวจไซเบอร์ ปมถูกรุ่นพี่ซ่อมทารุณ เผยแพร่ภาพลงโซเชียล ครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าเราไม่ควรเพิกเฉยต่อความรุนแรงในค่ายทหาร โดยเฉพาะเมื่อมีการนำภาพมาประจานหรือส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

  • ผู้เสียหายถูกรุ่นพี่ทำร้ายร่างกายระหว่างการรับน้อง
  • มีการถ่ายคลิปและภาพนิ่งนำไปเผยแพร่ในกลุ่มโซเชียล
  • เพื่อนร่วมกลุ่มไม่มีทีท่าสลดใจ กลับแสดงความเห็นในเชิงล้อเล่น
  • หน่วยงานต้นสังกัดสั่งย้ายผู้เสียหายชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

นายกัณฐัศว์ หรือ กัน จอมพลัง เผยว่าก่อนหน้าจะมาถึงจุดนี้ ผู้เสียหายได้เคยร้องเรียนภายในหน่วยแล้วแต่เรื่องเงียบหาย จึงต้องบุกมาถึงตำรวจไซเบอร์เพื่อตรวจสอบว่าพฤติกรรมนี้เข้าข่ายความผิดทางกฎหมายอย่างไรบ้าง ซึ่งทาง บช.สอท. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่หรือไม่

สิ่งที่น่าสะเทือนใจไม่ใช่แค่การซ่อมรับน้องที่รุนแรง แต่เป็นทัศนคติของผู้ที่อยู่ในกลุ่มไลน์เหล่านั้น ซึ่งมองว่าความทุกข์ทรมานของผู้อื่นเป็นเรื่องตลก การ กัน จอมพลัง พาทหารเกณฑ์ ร้องตำรวจไซเบอร์ ปมถูกรุ่นพี่ซ่อมทารุณ เผยแพร่ภาพลงโซเชียล จึงเปรียบเสมือนการขีดเส้นใต้ว่า ในยุคสมัยนี้เราต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน ไม่ควรมีใครต้องตกเป็นเหยื่อเพียงเพราะคำว่าโซตัสหรือระบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่บิดเบี้ยว

ในมุมมองของนักสังคมหลายฝ่าย การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างการย้ายหน่วยอาจช่วยได้เพียงชั่วคราว แต่การสร้างระบบการลงโทษที่เด็ดขาดกับผู้กระทำผิดต่างหากที่จะเป็นกุญแจสำคัญ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเคสนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้กองทัพต้องหันมาจัดการปัญหานี้อย่างจริงจังเสียที เพื่อไม่ให้เกิดวงจรความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบที่ผ่านมา

ที่มา – “กัน จอมพลัง” พาทหารเกณฑ์ ร้องตำรวจไซเบอร์ ปมถูกรุ่นพี่ซ่อมทารุณ เผยแพร่ภาพลงโซเชียล

เดินหน้าปราบเว็บพนันช่วงบอลโลก เครือข่าย PHAYAK789

ช่วงนี้กระแสการตื่นตัวเรื่องมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 กำลังมาแรง แต่ในอีกมุมหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ก็ไม่เคยนิ่งนอนใจ เดินหน้าปราบเว็บพนันช่วงบอลโลก จับแอดมินเครือข่าย “PHAYAK789” ได้สำเร็จในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญในการทลายแหล่งการพนันออนไลน์ที่มียอดเงินหมุนเวียนมหาศาล

สถานการณ์การเดินหน้าปราบเว็บพนันช่วงบอลโลก

การดำเนินการของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดในช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก เดินหน้าปราบเว็บพนันช่วงบอลโลก ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจับกุมตัวบุคคล แต่เป็นการสืบสวนขยายผลจนพบว่า เครือข่ายชื่อดังอย่าง “PHAYAK789” ได้ลักลอบเปิดฐานปฏิบัติการในบ้านพักส่วนตัวที่อำเภอมวกเหล็ก โดยพบว่ามีการเปิดให้บริการมานานกว่า 3 ปี และมีฐานลูกค้าสมาชิกกว่า 20,000 ราย

รายละเอียดการบุกจับกุมเครือข่าย PHAYAK789

จากการตรวจค้นบ้านพักของ น.ส.นิลุบล ผู้ต้องหาอายุ 31 ปี ตำรวจพบของกลางเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายรายการที่ใช้ในการบริหารจัดการเว็บพนัน สิ่งที่น่าตกใจคือข้อมูลที่พบว่า เดินหน้าปราบเว็บพนันช่วงบอลโลก ในครั้งนี้ สามารถยึดเครือข่ายที่มีเงินหมุนเวียนเฉลี่ยกว่า 40 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธุรกิจสีเทานี้เติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นอันตรายต่อสังคมและเยาวชนอย่างยิ่ง

  • เว็บพนันมักใช้รูปแบบการโอนเงินผ่านระบบอัตโนมัติ
  • มีแอดมินคอยเชิญชวนและแนะนำวิธีเล่นอย่างใกล้ชิด
  • พนันออนไลน์มีหลากหลายประเภททั้งบอล หวย และสล็อต

ผู้ต้องหาสารภาพว่าได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนจำนวน 25,000 บาทต่อเดือน เพื่อทำหน้าที่เป็นแอดมินตอบคำถามและคอยดูแลธุรกรรมทางการเงินให้ลูกค้า ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการแจ้งข้อหาหนักในฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน” เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

บทสรุปและข้อคิด
การจับกุมในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่กำลังคิดจะก้าวเข้าสู่วังวนธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะในฐานะผู้เล่นหรือคนดูแลระบบ ความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีมีสูงมาก โดยเฉพาะในช่วงมหกรรมกีฬาที่ทางการกำลังจับตาเป็นพิเศษ เราขอสนับสนุนให้ทุกคนหันมาเชียร์กีฬาอย่างสร้างสรรค์และหลีกเลี่ยงการพนันทุกรูปแบบเพื่ออนาคตที่ดีกว่าครับ

ที่มา – เดินหน้าปราบเว็บพนันช่วงบอลโลก จับแอดมินเครือข่าย “PHAYAK789” เงินหมุนกว่า 40 ล้าน

ตำรวจไซเบอร์จับแอดมินเว็บพนัน Ufabet777 ลอบเปิดฐานในหมู่บ้านหรู

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเห็นข่าวเกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกันอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อตำรวจไซเบอร์จับแอดมินเว็บพนัน “Ufabet777” ลอบเปิดฐานที่ตั้งอยู่ในโครงการหมู่บ้านหรู ซึ่งถือเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงวิถีการทำงานของกลุ่มมิจฉาชีพในยุคปัจจุบันที่พยายามปรับตัวเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

ตำรวจไซเบอร์จับแอดมินเว็บพนัน “Ufabet777” ลอบเปิดฐานที่ตั้งอยู่ในโครงการหมู่บ้านหรู

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าตรวจค้นบ้านพักย่านบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ หลังจากสืบทราบว่ามีการใช้หมู่บ้านหรูเป็นฐานที่ตั้งเพื่อดำเนินกิจการเว็บพนันออนไลน์ การที่ตำรวจไซเบอร์จับแอดมินเว็บพนัน “Ufabet777” ลอบเปิดฐานที่ตั้งอยู่ในโครงการหมู่บ้านหรูได้ในครั้งนี้ ถือเป็นผลงานจากการขยายผลที่น่าสนใจ เพราะสถานที่เหล่านี้มักมีความเป็นส่วนตัวสูง และสร้างความแนบเนียนในการก่อเหตุอาชญากรรม

เบื้องลึกเส้นทางการเงินของเว็บพนันชื่อดัง

จากการตรวจสอบพบว่าเว็บพนันดังกล่าวเปิดให้บริการมานานกว่า 1 ปี มีฐานลูกค้าสมาชิกมากกว่า 3 หมื่นราย มียอดเงินหมุนเวียนต่อเดือนสูงถึง 16 ล้านบาท หรือมากกว่า 200 ล้านบาทต่อปี ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจสีเทาประเภทนี้สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นวงกว้าง การที่ตำรวจไซเบอร์จับแอดมินเว็บพนัน “Ufabet777” ลอบเปิดฐานที่ตั้งอยู่ในโครงการหมู่บ้านหรูได้สำเร็จ จะช่วยหยุดยั้งเส้นทางการเงินที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ไม่ให้ขยายขอบเขตไปมากกว่านี้

  • ของกลางที่ยึดได้: โทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่องที่ใช้ในการบริหารจัดการ
  • พฤติการณ์: แอดมินมีหน้าที่หลักในการกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มเพื่อรับส่งผลประโยชน์
  • ความผิด: ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีในข้อหาจัดให้มีการเล่นพนันผิดกฎหมาย และความผิดฐานฟอกเงิน

มุมมองของผู้เขียน: กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนว่า แม้ผู้กระทำผิดจะพยายามใช้สถานที่ที่ดูปลอดภัยอย่างหมู่บ้านหรูเพื่ออำพรางตัว แต่ท้ายที่สุดแล้ว ‘ดิจิทัลฟุตพรินต์’ หรือร่องรอยบนโลกไซเบอร์ยังคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตำรวจไซเบอร์ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่ล้ำสมัยในการติดตามเส้นทางการเงิน ซึ่งหากใครคิดจะเข้าสู่วงจรเว็บพนันออนไลน์ ต้องตระหนักไว้เสมอว่านอกจากความเสี่ยงต่อทรัพย์สินส่วนตัวแล้ว คุณอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางฟอกเงินที่ผิดกฎหมายได้โดยไม่รู้ตัว

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์จับแอดมินเว็บพนัน “Ufabet777” ลอบเปิดฐานที่ตั้งอยู่ในโครงการหมู่บ้านหรู

Scroll to top