ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ขอบคุณแนวหลัง! การไฟฟ้าซ่อมไฟชายแดน

โลกโซเชียลแห่ ขอบคุณแนวหลัง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่เสียสละ สวมเสื้อเกราะเข้าซ่อมสายไฟแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลังได้รับความเสียหายจากการสู้รบ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ รวมถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างไฟฟ้าด้วย ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจ “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA” ได้เผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าสวมเสื้อเกราะลายพราง กำลังปฏิบัติหน้าที่ซ่อมแซมสายไฟฟ้า พร้อมข้อความว่า “เจ้าหน้าที่ PEA เข้าพื้นที่ซ่อมไฟจากการถล่มแม้ลำบากอันตรายเพียงใดเจ้าหน้าที่ต้องฝ่าฟันเพื่อให้มีแสงสว่าง ชายแดนไทย-กัมพูชา”

ภายหลังภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้รับการชื่นชมและส่งกำลังใจจากประชาชนจำนวนมากที่ซาบซึ้งในความเสียสละของเจ้าหน้าที่

ขอบคุณแนวหลัง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า สวมเสื้อเกราะซ่อมสายไฟแนวชายแดน

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลประชาชน แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากและอันตราย เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ย่อท้อ เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง นี่คือความเสียสละที่ควรค่าแก่การยกย่องและให้กำลังใจ

ความสำคัญของไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน

ไฟฟ้าถือเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในครัวเรือน ภาคธุรกิจ หรือภาคอุตสาหกรรม การมีไฟฟ้าใช้อย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น หากเกิดปัญหาไฟฟ้าดับ ย่อมส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการทำงานอย่างมาก

ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งเข้าแก้ไขปัญหาไฟฟ้าในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ จึงเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เพราะเป็นการช่วยเหลือประชาชนให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

ขอบคุณแนวหลัง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปฏิบัติหน้าที่ แม้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงภัยต่างๆ พวกเขาเหล่านี้คือฮีโร่ที่แท้จริง

นอกจากความกล้าหาญและความเสียสละแล้ว การทำงานของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ายังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีมและความสามัคคี การที่ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหา ทำให้สามารถฟื้นฟูระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว แม้ในสภาวะที่ท้าทาย

เราขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทุกท่าน และหวังว่าทุกท่านจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีไฟฟ้าใช้อย่างยั่งยืนต่อไป

การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ PEA ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการซ่อมแซมไฟฟ้า แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก แสดงให้เห็นว่ายังมีผู้ที่พร้อมจะช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขาเสมอ

ขอชื่นชม ขอบคุณแนวหลัง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า จริงๆ ครับที่ทำให้เราเห็นถึงความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ เพื่อให้ประชาชนได้มีไฟฟ้าใช้

ประชาชนคนไทยทุกคนขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าทุกท่าน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความปลอดภัย และขอให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ววัน

ที่มา – ​ขอบคุณแนวหลัง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า สวมเสื้อเกราะซ่อมสายไฟแนวชายแดน

สดุดีทหารกล้า น้องสมาร์ท-ธนกร สังเวยชายแดน

ขอสดุดีวีรกรรม สดุดีทหารกล้า น้องสมาร์ท-ธนกร และเหล่าทหารผู้กล้าที่พลีชีพปกป้องอธิปไตยชาติ ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเพิ่มขึ้นเป็น 9 นาย สร้างความเศร้าสลดใจแก่คนไทยทั้งประเทศ

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 เฟซบุ๊กเพจ Army Military Force ได้โพสต์ข้อความแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ “พลทหารชาญชัย ผดุงโชค” หรือ น้องสมาร์ท อายุ 22 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดกาฬสินธุ์ สังกัดกรมทหารราบที่ 112 กองพันทหารราบที่ 3 (ร.112 พัน.3) ตำแหน่งพลยิงปืนกล ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกกระสุนปืน ค. ของฝ่ายกัมพูชาตกใส่ บริเวณสมรภูมิบึงตะกวน-บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา

ต่อมาไม่นาน เพจดังกล่าวได้แจ้งข่าวร้ายอีกครั้งถึงการเสียชีวิตของ “พลทหารธนกร สิงหาชาติ” ภูมิลำเนาจังหวัดมหาสารคาม สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 211 กองพันทหารราบที่ 21 ตำแหน่งพลยิงลูกระเบิด 40 มม. (M203) ซึ่งพลีชีพกลางสมรภูมิปราสาทตาเมือนธม จากการถูกสะเก็ดกระสุนปืน ค. ของฝ่ายกัมพูชาเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาบริเวณชายแดน ตั้งแต่วันที่ 8-10 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้มีกำลังพลเสียชีวิตดังนี้:

  • จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต
  • พลทหาร วายุ ขวัญเสือ
  • ส.อ.ชวกร เดชขุนทด
  • จ.ส.ท.จิระวัฒน์ มุ่งกลาง
  • พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย
  • จ.ส.อ.อนันดา อุดร
  • พลทหาร ธนรัตน์ จันทร์ประทัด
  • พลทหารชาญชัย ผดุงโชค (น้องสมาร์ท)
  • พลทหารธนกร สิงหาชาติ

เหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นครั้งนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนต่างร่วมส่งกำลังใจให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และสดุดีวีรกรรมความกล้าหาญของเหล่าทหารกล้าที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย

สดุดีทหารกล้า น้องสมาร์ท-ธนกร วีรชนชายแดน

การเสียสละของทหารกล้าเหล่านี้จะไม่สูญเปล่า พวกเขาคือวีรบุรุษของชาติที่ควรค่าแก่การจดจำและยกย่อง เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิตทุกท่าน

สดุดีทหารกล้า น้องสมาร์ท-ธนกร และยอดนักรบผู้เสียสละ

กองทัพและรัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือและดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

สถานการณ์ชายแดนยังคงตึงเครียดและมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ทหารไทยยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน เราขอเป็นกำลังใจให้กับทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละและอดทน

เหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ และการให้ความสำคัญกับสวัสดิการและขวัญกำลังใจของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดน

พวกเราคนไทยทุกคน ขอร่วมส่งแรงใจให้ทหารหาญทุกท่าน และร่วมกัน สดุดีทหารกล้า น้องสมาร์ท-ธนกร รวมถึงวีรชนทุกท่านที่ได้สละชีพเพื่อชาติไทย

ขอให้ดวงวิญญาณของ สดุดีทหารกล้า น้องสมาร์ท-ธนกร และผู้เสียชีวิตทุกท่านไปสู่สุคติ และขอให้ครอบครัวของท่านเข้มแข็งและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี

การสูญเสียครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการมีเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดน จะเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

พวกเราคนไทยทุกคน จะไม่ลืมวีรกรรมและความเสียสละของทหารกล้าเหล่านี้ และจะร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมั่นคง เพื่อให้สมกับความเสียสละของพวกเขา

ที่มา – สดุดีทหารกล้า “น้องสมาร์ท-ธนกร” ยอดวีรชนสังเวยสนามรบชายแดนไทย-กัมพูชา พุ่ง 9 นาย

ด่วน! จับกุม “เจ๊ลัด” ส่อเป็นไส้ศึกกัมพูชา

กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ได้เข้าทำการจับกุม “เจ๊ลัด” อดีตภรรยากำนันลี หลังพบพฤติการณ์น่าสงสัยว่าอาจเป็นไส้ศึกให้กับทางการกัมพูชา ถือเป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ภายใต้กองกำลังบูรพา ได้ปฏิบัติการเชิงรุกเข้าควบคุมตัว “เจ๊ลัด” หรือ นางทองลัดกันหา อดีตภรรยาของกำนันลี ภายในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ภายหลังจากการสืบทราบว่ามีพฤติการณ์ที่น่าสงสัยในการลอบส่งข้อมูลความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยให้กับทางการกัมพูชาในช่วงสถานการณ์ชายแดนที่มีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นและทำการยึดโทรศัพท์มือถือ ซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นอุปกรณ์สื่อสารหลักที่ใช้ในการส่งข้อมูลสำคัญดังกล่าว โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะถูกส่งมอบให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึก รวมถึงหลักฐานการติดต่อที่อาจเชื่อมโยงกับขบวนการต่างชาติที่เกี่ยวข้อง

รายงานข่าวระบุว่า ในระหว่างการเข้าทำการจับกุม “เจ๊ลัด” นั้น ผู้ต้องหาไม่ได้แสดงท่าทีขัดขืนแต่อย่างใด ก่อนที่จะถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของหน่วยงานความมั่นคงในทันที โดยในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการกระทำ เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อความมั่นคงของประเทศไทย

ทางด้านกองกำลังบูรพาได้เน้นย้ำว่า การดำเนินการในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลทางทหาร ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน โดยคาดว่าจะมีการแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณี จับกุม “เจ๊ลัด” ในเร็วๆ นี้

จับกุม “เจ๊ลัด” เมียเก่ากำนันลี ส่อเป็นไส้ศึก

การจับกุม “เจ๊ลัด” อดีตภรรยาของกำนันลีในครั้งนี้ สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามถึงแรงจูงใจและความเป็นไปได้ที่เธอจะกระทำการดังกล่าว การสืบสวนขยายผลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อคลี่คลายปมปริศนาและป้องกันภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

ประเด็นสำคัญ: ทำไมต้องจับกุม “เจ๊ลัด”?

  • พฤติการณ์ส่อเป็นภัยต่อความมั่นคง: การลอบส่งข้อมูลให้ต่างชาติ ถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรง
  • ความสัมพันธ์กับกำนันลี: อดีตภรรยา อาจมีข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง
  • สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด: การสืบสวนอย่างละเอียดเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันเหตุร้าย

การจับกุม “เจ๊ลัด” ในครั้งนี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเข้มงวดในการรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ การรั่วไหลของข้อมูลเป็นภัยร้ายที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

การกระทำของ “เจ๊ลัด” หากเป็นจริงตามข้อกล่าวหา ถือเป็นการทรยศต่อชาติอย่างร้ายแรง และสมควรได้รับการลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด การสืบสวนเชิงลึกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเปิดเผยความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ที่มา – จับกุม “เจ๊ลัด” เมียเก่ากำนันลี พฤติการณ์ต้องสงสัยส่อเป็นไส้ศึกให้ทางการกัมพูชา

สื่อนอกตีข่าว: ไทยปะทะกัมพูชา อพยพครึ่งล้าน

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น สื่อต่างประเทศรายงานว่า เหตุปะทะทำให้มีประชาชนต้องอพยพแล้วกว่าครึ่งล้านคน (500,000 คน) ท่ามกลางความกังวลของนานาชาติที่พยายามผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบ

สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

สำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) รายงานว่า จำนวนผู้อพยพจากการปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิน 500,000 คน ประชาชนจำนวนมากต้องอาศัยหลบภัยตามวัด โรงเรียน และพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวอื่นๆ

เจ้าหน้าที่รายงานว่าการปะทะระลอกล่าสุดนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 คน รวมถึงทหารไทยและพลเรือนกัมพูชา สถานการณ์นี้ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 500,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ชายแดนที่อยู่ใกล้บริเวณที่มีการสู้รบอย่างหนัก ทั้งจากเครื่องบินขับไล่ รถถัง และโดรน

นักข่าวของ AFP รายงานจากเมืองสำโรง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชาว่า ได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังมาจากทิศทางของปราสาทเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนข้อพิพาท ในช่วงเช้า ครอบครัวหลายร้อยครอบครัวได้ออกจากวัดใกล้เมืองสำโรง ซึ่งพวกเขาใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราวตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ หลังจากเจ้าหน้าที่แจ้งว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชามีรากฐานมาจากข้อพิพาทเรื่องการปักปันเขตแดนในสมัยอาณานิคมตามแนวชายแดนยาว 800 กิโลเมตร การอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทโบราณได้นำไปสู่การปะทะกันด้วยอาวุธอย่างต่อเนื่อง

การปะทะกันในสัปดาห์นี้ถือเป็นเหตุการณ์นองเลือดที่สุดนับตั้งแต่การสู้รบห้าวันในเดือนกรกฎาคม ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน ก่อนที่จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวหลังจากการแทรกแซงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น

ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันว่าเป็นผู้เริ่มความขัดแย้งล่าสุด ซึ่งได้ขยายวงกว้างไปยังห้าจังหวัดของทั้งประเทศไทยและกัมพูชา ตามรายงานอย่างเป็นทางการของ AFP

นายสุรสรรค์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย กล่าวว่ามีพลเรือนมากกว่า 400,000 คนถูกอพยพไปยังที่หลบภัย ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีผู้อพยพมากกว่า 101,000 คน

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวว่าเขาได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา แต่ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ เกิดขึ้น ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเขากำลังวางแผนที่จะโทรศัพท์หาผู้นำไทยและกัมพูชาเพื่อหยุดการปะทะ

นายโฟลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่าข้อตกลงระหว่างไทยและกัมพูชายังไม่สามารถคุ้มครองพลเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิง และทรงสวดภาวนาให้กับผู้ที่ต้องหลบหนีจากการสู้รบ

ผลกระทบจากการปะทะ: สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน การอพยพครั้งใหญ่นี้สร้างความยากลำบากในการจัดหาที่พักพิง อาหาร และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้อพยพ

นานาชาติกำลังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพยายามหาทางให้ทั้งสองฝ่ายหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การยุติความรุนแรงและการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดและไม่แน่นอน การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งท้าทายที่ทั้งสองประเทศต้องเผชิญ

ที่มา – สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม: พลเรือนดับ 9 ศพ

กัมพูชาอ้าง กองทัพไทยโจมตีทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 9 ศพ รวมเด็กทารก และบาดเจ็บอีก 46 ราย พร้อมเรียกร้องให้ไทยหยุดโจมตีและเคารพข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาสันติภาพ นี่เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล และต้องการการตรวจสอบอย่างละเอียด

เมื่อวันพุธที่ 10 ธ.ค. 2568 กระทรวงกลาโหมของประเทศกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กอ้างว่า การโจมตีของกองทัพไทยบริเวณชายแดน ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 9 ศพ รวมถึงทารก 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บที่เป็นพลเรือนอีก 46 ราย ข่าวดังกล่าวสร้างความตกใจและเสียใจให้กับผู้ที่ได้รับทราบ

กระทรวงกลาโหมยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ ประณามไทยอย่างรุนแรง ต่อการละเมิดปฏิญญาร่วมและการก่ออาชญากรรมสงครามและการกระทำที่ผิดกฎหมายซ้ำ ๆ ของไทย และเรียกร้องให้ไทยรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ต่อการละเมิดที่อุกอาจดังกล่าว การเรียกร้องนี้แสดงถึงความรุนแรงของสถานการณ์ และความต้องการความยุติธรรม

โพสต์ระบุอีกว่า กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหมดทันที และถอนกำลังทหารออกจากบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา รวมถึงหลีกเลี่ยงการกระทำที่รุนแรงอันเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และเรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง, ปฏิญญาร่วม ตลอดจนพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยความจริงใจ, สุจริต, และเจตนาที่ดี

กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม: พลเรือนดับ 9 ศพ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่ กัมพูชาอ้าง นั้น จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตและการบาดเจ็บของพลเรือน การตรวจสอบนี้ควรมีผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศเข้าร่วม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นธรรม

ความสำคัญของการตรวจสอบกรณี กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้:

  • ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตและการบาดเจ็บ
  • กำหนดความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีกในอนาคต
  • สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ กัมพูชาอ้าง นี้ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงครอบครัวของพวกเขา ควรได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยบรรเทาความสูญเสียและความทุกข์ทรมานที่พวกเขาต้องเผชิญ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งโดยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและการทูต เป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ กัมพูชาอ้าง เรื่องนี้ออกมา ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความปลอดภัยของพลเรือน การดำเนินการใดๆ ควรคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสันติสุขอย่างยั่งยืน

สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสันติภาพ และความจำเป็นในการป้องกันความขัดแย้ง การลงทุนในสันติภาพ การพัฒนา และการศึกษา เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกคน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อกล่าวหาจากกัมพูชา แต่สิ่งสำคัญคือต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใสเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นธรรมที่สุด

ที่มา – กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม พลเรือนดับ 9 ศพ รวมเด็กทารก เจ็บอีก 46 ราย

กัมพูชายิงปืน ค. ทหารไทยดับ! อัปเดตล่าสุด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดขึ้น เมื่อมีรายงานเหตุการณ์ กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ บริเวณด่านบึงตะกวน อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ส่งผลให้มีทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บอีก 10 นาย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 10 ธันวาคม 2568 หลังจากที่กองทัพภาคที่ 1 ได้ส่งกำลังทหารราบพร้อมยานเกราะล้อยาง Stryker 8×8 เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณด่านบึงตะกวน ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งอยู่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา การเคลื่อนกำลังพลดังกล่าวมีขึ้นภายหลังความตึงเครียดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้มีการปักธงชาติไทยและตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลงเพื่อแสดงอาณาเขต (ยานเกราะ Stryker บุกยึดคืน “ด่านบึงตะกวน” ปักธงชาติไทย-ตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลง)

กัมพูชายิงปืน ค.

รายงานข่าวระบุว่า กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทหารที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการนำส่งโรงพยาบาลตาพระยาเพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ล่าสุดหลังกัมพูชายิงปืน ค.

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดน อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่ากองทัพไทยจะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และมีการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงซ้ำรอย

เหตุการณ์ กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ นับเป็นความสูญเสียที่สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ รวมถึงประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การรายงานข่าวที่ถูกต้องและเป็นกลางมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน การวิเคราะห์สถานการณ์อย่างมีเหตุผลจะช่วยให้สังคมเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหา และร่วมกันหาทางออกอย่างสร้างสรรค์

ความสูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรงย่อมนำมาซึ่งความเศร้าโศกและบาดแผลในจิตใจ การให้กำลังใจและช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องอาศัยความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน การสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ที่มา – กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ ทหารไทยเสียชีวิต 1 บาดเจ็บ 10

ร่าง “พลทหารเทิดศักดิ์” ถึงบ้านเกิด พี่ชายสานฝัน

ร่าง “พลทหารเทิดศักดิ์” ทหารกล้าพลีชีพใกล้ปราสาทคนา กลับถึงจังหวัดบ้านเกิดแล้ว บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ด้านพี่ชายรับปากจะสานต่อความฝันของน้อง ที่อยากเป็นทหารอาชีพ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของ พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย อายุ 20 ปี สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน.3) ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งพลีชีพจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ใกล้พื้นที่ปราสาทคนา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังถูกสะเก็ดระเบิดจากการยิงสนับสนุน BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ก่อนถูกนำส่งรักษาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก แต่ทนบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

พลทหารเทิดศักดิ์

ล่าสุด เวลา 15.00 น. ที่วัดกลาง ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ บรรยากาศภายในวัดเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ญาติพี่น้องและชาวบ้านจำนวนมากทยอยเดินทางมารอรับร่างของพลทหารเทิดศักดิ์ เพื่อประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพตามราชประเพณี มีเจ้าหน้าที่ MCATT ทีมเยียวยาจิตใจ มารอให้การช่วยเหลือ เยียวยาจิตใจญาติทหาร เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่และเครื่องประกอบพิธีไว้เป็นที่เรียบร้อย ทหารจาก มทบ.25 เข้าร่วมพิธี

ระหว่างนั้น ผู้สื่อข่าวได้พบกับ พลทหารณรงค์ ศรีลาชัย อายุ 23 ปี สังกัด ม.4 พัน.11 รอ. จังหวัดสระบุรี ทหารม้ารักษาพระองค์ ซึ่งเป็นพี่ชายของพลทหารเทิดศักดิ์ เผยกับผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงสั่นสะเทือนใจว่า ตนได้รับข่าวร้ายจากรุ่นน้องที่รู้จัก และเมื่อทราบว่าคือน้องชายตนเองก็รู้สึกเสียใจอย่างที่สุด

พลทหารณรงค์

พลทหารณรงค์ เล่าว่า ตนและน้องชายเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน และมีน้องอีกหนึ่งคนต่างบิดา แม้จะไม่ได้พบหน้ากันนาน แต่ตนกับโรจน์ติดต่อกันเสมอผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนเกิดเหตุไม่นาน น้องชายได้ลงสตอรี่เป็นภาพขณะนอนในคูเลตปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ตนเป็นห่วงจึงทักไปถาม แต่โรจน์ไม่ได้ตอบกลับและไม่ปรากฏว่าออนไลน์อีกเลย จนกระทั่งได้รับข่าวการเสียชีวิต

“ทหารคืออาชีพที่ตนรัก และเป็นความฝันของน้องชายเช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากสานฝันของน้องให้สำเร็จ” พลทหารณรงค์ กล่าว

ต่อมาในเวลา 16.30 น. ศพของ พลทหารเทิดศักดิ์ ก็เดินทางมาถึงวัดกลาง ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ทหารตั้งแถวเป่าแตรรับ เพื่อสดุดีทหารกล้า สำหรับบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างโศกเศร้า โดยมี นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พร้อมวางพวงมาลาหลวง พระราชทานพวงมาลาหลวง และตะกร้าพระราชทาน มอบแก่ครอบครัวของพลทหารผู้เสียชีวิต ท่ามกลางข้าราชการ เหล่าทหาร และประชาชนที่ร่วมแสดงความอาลัยอย่างสงบสำรวม

พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ

ทั้งนี้จะมีสวดอภิธรรมศพในเวลา 18.00 น. ของวันนี้ จนถึงวันที่ 12 ธ.ค. 68 โดยจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 13 ธ.ค. 68 ที่จะถึงนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การที่นำศพของ พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย มาประกอบพิธีที่ วัดกลาง ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากที่บ้านของ พลทหารเทิดศักดิ์ เป็นพื้นที่สีแดง และระหว่างที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปทำข่าวที่บ้านของ พลทหารเทิดศักดิ์ ก็ยังได้ยินเสียงปืนดังมาจากด้านชายแดนไทย–กัมพูชา อยู่เป็นระยะ จึงได้นำร่างมาจัดพิธีที่วัดแห่งนี้แทน

ชายแดนไทย-กัมพูชา

ร่าง “พลทหารเทิดศักดิ์” กลับถึงบ้านเกิด พี่ชายรับปาก จะสานต่อความฝันน้อง

ความเสียสละของพลทหารเทิดศักดิ์

การจากไปของพลทหารเทิดศักดิ์ ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวและกองทัพไทย ความกล้าหาญและความเสียสละของเขา จะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของพลทหารเทิดศักดิ์

ผมมองว่าเรื่องราวของพลทหารเทิดศักดิ์เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติอย่างไม่ย่อท้อ ขอสดุดีวีรชนผู้กล้า

ที่มา – ร่าง “พลทหารเทิดศักดิ์” กลับถึงบ้านเกิด พี่ชายรับปาก จะสานต่อความฝันน้อง

ปศุสัตว์ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์


กรมปศุสัตว์ เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์ ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมปศุสัตว์เร่งส่งหญ้าแห้ง อาหารสัตว์ เวชภัณฑ์และทีมสัตวแพทย์ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย–กัมพูชา ต่อเนื่อง ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการด่วนให้กรมปศุสัตว์เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หลังเกิดสถานการณ์สู้รบที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เกษตรกร ตลอดจนปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และดูแลสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ตราด และสระแก้ว จำนวน 20 อำเภอ 196 ตำบล 1,704 หมู่บ้าน จากการสำรวจเบื้องต้น ณ.วันที่ 9 ธันวาคม 2568 พบว่าประชากรสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 5,599,993 ตัว ประกอบด้วย โค 432,585 ตัว กระบือ 90,672 ตัว สุกร 122,716 ตัว แพะและแกะ 23,959 ตัว สัตว์ปีกกว่า 4.7 ล้านตัว รวมถึงสุนัข 148,647 ตัว และแมวอีก 65,139 ตัว โดยขณะนี้ได้รับรายงานสัตว์ตายหรือสูญหายแล้ว 432 ตัว ในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ โดยส่วนใหญ่เป็นสัตว์ปีก โค และกระบือ

การส่งความช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน กรมปศุสัตว์ได้แจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์ไปแล้ว 11,000 กิโลกรัม อาหารสุนัข–แมว 8,000 กิโลกรัม อาหารโค 1,000 กิโลกรัม สนับสนุนกรงสุนัข-แมว ชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ ยาปฏิชีวนะ วิตามิน) อพยพสัตว์ออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว 30 ตัว และจัดทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่เข้าดูแลต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนหญ้าฟ่อนแห้งจากกรมการสัตว์ทหารบก และมีแผนจัดส่งเสบียงอาหารสัตว์เพิ่มเติมอีก 111,000 กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยกรมปศุสัตว์ได้ประชุมคณะกรรมการอำนวยการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจฯทุกวันเพื่อติดตามสถานการณ์และให้การสนับสนุนได้อย่างรวดเร็วในระยะเผชิญเหตุรวมถึงในระยะหลังเหตุการณ์สงบอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

กรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์อย่างมาก กรมปศุสัตว์จึงเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูความเป็นอยู่ของเกษตรกร กรมปศุสัตว์ เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์ ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจัดส่งอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ และทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่เข้าไปดูแลสุขภาพสัตว์ รวมถึงให้คำแนะนำในการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างถูกต้อง

หากเกษตรกรท่านใดได้รับผลกระทบและต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ/จังหวัด หรือติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือโทรด่วนตามเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุไว้ กรมปศุสัตว์พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพื่อให้เกษตรกรและสัตว์เลี้ยงปลอดภัย

  • อุบลราชธานี: 064-295-5989
  • ศรีสะเกษ: 045-612-928
  • สุรินทร์: 044-511-488
  • บุรีรัมย์: 044-611-988
  • สระแก้ว: 037-258-039
  • จันทบุรี: 039-312-601
  • ตราด: 081-831-6590

กรมปศุสัตว์ เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์ ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นภารกิจสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนและสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ การทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพของกรมปศุสัตว์ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรในพื้นที่

ที่มา – กรมปศุสัตว์ เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์ ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา

ด่วน! ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว

สถานการณ์ล่าสุด! มีประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 19.00 น. ถึง 05.00 น. มีผลบังคับใช้แล้ว! กองกำลังบูรพาได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกและมาตรการเคอร์ฟิวในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 พลตรีเบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ได้ลงนามในประกาศกองกำลังบูรพาที่ 166/2568 เรื่อง ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด โดยอ้างอิงอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457

สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้คือ การห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานในช่วงเวลา 19.00 น. ถึง 05.00 น. ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสระแก้ว ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ และอำเภอคลองหาด

มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ลดความหวาดระแวงภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ และปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว

ประกาศดังกล่าวระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายจะเป็นไปตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 อย่างเคร่งครัด ซึ่งครอบคลุมถึงการควบคุมพื้นที่ การควบคุมบุคคล และการตรวจค้นที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบหรือกระทบต่อความมั่นคง

ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 4 อำเภอที่กล่าวมาข้างต้น ควรปฏิบัติตามประกาศอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางกฎหมาย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเคอร์ฟิว

  • การเดินทาง: การเดินทางในช่วงเวลาเคอร์ฟิวเป็นสิ่งต้องห้าม ยกเว้นได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ
  • ธุรกิจ: ธุรกิจบางประเภทอาจได้รับผลกระทบเนื่องจากต้องปิดทำการก่อนเวลา 19.00 น.
  • ชีวิตประจำวัน: ประชาชนอาจต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการเคอร์ฟิว

คำแนะนำสำหรับประชาชน

  • ติดตามข่าวสาร: ติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อม: เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
  • ให้ความร่วมมือ: ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามมาตรการ

สถานการณ์ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว นี้ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ประชาชนในพื้นที่ต้องรับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การทำความเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นของมาตรการ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จะช่วยให้ทุกคนสามารถปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

การประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ถึงแม้ว่ามาตรการนี้อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันภัยคุกคามและรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – ด่วน ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว ห้ามออกนอกเคหสถาน 19.00-05.00 น.

Scroll to top