ทหารไทยปะทะกัมพูชา

กองทัพบกยัน สื่อกัมพูชาใส่ร้ายไทยจัดฉาก

จากกรณีที่“กองทัพบก” ออกมายืนยันว่า “สื่อกัมพูชา” ใช้วิธีการสกปรกแบบเดิมๆ ด้วยการกล่าวหาว่าไทยจัดฉากวางระเบิดเพื่อให้กำลังพลของตนเองได้รับอันตรายนั้น ได้สร้างความเข้าใจผิดและความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก ล่าสุดทางกองทัพบกได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ทีมโฆษกกองทัพบก (Army Spokes Team) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุถึงกรณีที่สื่อกัมพูชากล่าวหาว่าไทย “จัดฉากเป็นผู้วางระเบิดเอง” พร้อมอ้างหลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียมของประเทศมาเลเซีย และกล่าวหาว่าไทยสั่งซื้อทุ่นระเบิดมาใช้งาน

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแถลงการณ์อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่สื่อกัมพูชานำเสนอมานั้น ล้วนแต่เป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง และเป็นเพียงวิธีการสกปรกแบบเดิมๆ ที่มุ่งหวังจะใส่ร้ายป้ายสีประเทศไทย ยิ่งเมื่อพิจารณาจากภาพประกอบข่าวที่สื่อกัมพูชานำมาเผยแพร่ ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีลักษณะของการตกแต่งดัดแปลง ทำขึ้นเป็นการเฉพาะที่ไม่แนบเนียน เพื่อใช้หลอกลวงสังคมทั้งในประเทศและสังคมโลกให้เข้าใจผิดฝ่ายไทย

ลักษณะพฤติกรรมดังกล่าวของสื่อกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่จะปกปิดและเบี่ยงเบนการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวาในเรื่องการใช้ทุ่นระเบิด รวมถึงการลักลอบวางทุ่นระเบิดมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่มีข้อตกลงหยุดยิง

กองทัพบกยัน สื่อกัมพูชาใส่ร้ายไทยจัดฉาก

กองทัพบกได้ยืนยันอีกครั้งว่า ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2 ที่ตรวจพบตามแนวชายแดนเป็นจำนวนมากนั้น กองทัพไทยไม่เคยมีไว้ในครอบครอง และไม่เคยมีอยู่ในระบบการจัดหาเพื่อใช้ในทางทหาร นอกจากนี้ หลักฐานต่างๆ ที่ได้บันทึกรวบรวมไว้ในอดีต ล้วนชี้ชัดว่าเป็นทุ่นระเบิดของกัมพูชา ที่มีการนำมาวางใหม่ เพื่อใช้เป็นอาวุธซ่อนรูป คุกคามและทำร้ายฝ่ายไทยอย่างแน่นอน

กองทัพบกตอบโต้สื่อกัมพูชาประเด็นใส่ร้ายจัดฉาก

สถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีความละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การนำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จและบิดเบือนความจริงของสื่อกัมพูชา ยิ่งเป็นการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเป็นการทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

กองทัพบกจึงขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนง รวมถึงประชาชนทั่วไป ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้านก่อนที่จะเชื่อและส่งต่อข้อมูล เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิด

การที่กองทัพบกยืนยัน สื่อกัมพูชาใส่ร้ายไทยจัดฉากครั้งนี้เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่ากองทัพไทยจะไม่ยอมให้มีการบิดเบือนข้อมูลและใส่ร้ายป้ายสีประเทศ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) เป็นภัยคุกคามที่สำคัญในยุคปัจจุบัน การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ล่าสุดนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสติและความรอบคอบในการบริโภคข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวสารที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือข่าวสารที่อาจมีเจตนาแอบแฝง การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่ง จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและไม่ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูล

ท้ายที่สุดนี้ หวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาจะคลี่คลายไปในทางที่ดี และทั้งสองประเทศจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยสันติวิธี บนพื้นฐานของความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ให้ปลอดภัยและประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยัน “สื่อกัมพูชา” ใช้วิธีการสกปรกเดิมๆ กล่าวหาไทยจัดฉากวางระเบิด

กองทัพภาคที่ 1 เผย กัมพูชายิง AK-47 ก่อนถูกโต้ตอบ

กรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจังหวัดสระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มใช้อาวุธก่อน ด้วยการยิงปืนเล็กยาว AK-47 จำนวนประมาณ 30 นัด ก่อนที่ฝ่ายไทยจะทำการตอบโต้เพื่อระงับสถานการณ์

จากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 1 ได้ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ จต.ส.34-35 บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดังนี้:

  • เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.10 น. ได้เกิดเหตุการณ์ใช้อาวุธปืนยิงมาจากฝั่งกัมพูชา
  • คาดการณ์ว่าอาวุธที่ใช้คือปืนเล็กยาว AK-47 จำนวนประมาณ 30 นัด
  • กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ของไทยได้ทำการยิงเตือน และตอบโต้เหตุการณ์
  • การปะทะใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนสถานการณ์จะสงบลง
  • ไม่มีรายงานความสูญเสียของฝ่ายไทย

กองทัพภาคที่ 1 เน้นย้ำว่า การตอบโต้ของฝ่ายไทยเป็นไปตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด โดยเป็นการใช้มาตรการตอบโต้เมื่อสถานการณ์มีความจำเป็นเพื่อปกป้องชีวิตและรักษาอธิปไตยของชาติ การใช้อาวุธตอบโต้เป็นทางเลือกสุดท้าย โดยกำลังพลได้ยิงตอบโต้ไปยังทิศทางที่ฝ่ายตรงข้ามยิงมา ด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้กระทบต่อพลเรือน และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การตอบโต้ได้ยุติลงทันทีเมื่อภัยคุกคามจากฝั่งตรงข้ามสิ้นสุดลง

กองทัพภาคที่ 1 เผย กัมพูชายิง AK-47 ก่อนถูกโต้ตอบ

รายละเอียดเพิ่มเติมจากกองทัพภาคที่ 1 เกี่ยวกับเหตุการณ์

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน แม้ว่าจะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ก็เป็นสัญญาณที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด กองทัพภาคที่ 1 ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ล่าสุดยังคงต้องได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง และมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเจรจาและประสานงานระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ความโปร่งใสในการรายงานเหตุการณ์ของกองทัพภาคที่ 1 เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยลดความเข้าใจผิด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจ และลดความขัดแย้ง การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการค้าขายชายแดน สามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และลดโอกาสในการเกิดความขัดแย้งได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองฝั่ง เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในระยะยาว

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 1” เผย “กัมพูชา” ใช้ปืนเล็ก AK-47 ยิงมา 30 นัด ก่อนถูกไทยโต้กลับ

กัมพูชายิงปืนเล็ก: สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดน! ได้ยินเสียงกัมพูชายิงปืนเล็ก ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้ว นานประมาณ 10 นาที สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ทางการไทยยืนยันเตรียมพร้อมแต่ไม่ตอบโต้ คาดเป็นการสร้างสถานการณ์จากฝั่งกัมพูชา

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว “Fresh News” สื่อออนไลน์ของกัมพูชา ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงภาพชาวกัมพูชากำลังวิ่งหนี พร้อมข้อความกล่าวหาว่า “ทหารไทยใช้อาวุธปืนเข้าอาณาเขตอธิปไตยของกัมพูชาทำร้ายประชาชน” โดยอ้างคำกล่าวของนายอ้อม ราตรี ผู้ว่าฯ Banteay Meanchey ว่าทหารไทยใช้อาวุธปืนไรเฟิล ทำให้ชาวกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 5 คน ในหมู่บ้านซัสดรา จังหวัดบันเตียเมียนเจย

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่า จากการตรวจสอบกับกองกำลังบูรพา พบว่าเวลาประมาณ 16.00 น. ได้ยินเสียงปืนเล็กดังมาจากฝั่งกัมพูชา บริเวณตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วจริง แต่ฝ่ายไทยไม่ได้มีการตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น และคาดว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายกัมพูชา

กัมพูชายิงปืนเล็ก ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านในบ้านหนองหญ้าแก้วเกิดความวิตกกังวล ทีมข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจและพบว่าชาวบ้านหลายรายได้ยินเสียงปืนจริง และมีการจับกลุ่มพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วเผยนาทีระทึก! ได้ยินเสียงปืนจากฝั่งกัมพูชา

นางสาวภัชดาพร ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว เล่าว่า ได้ยินเสียงปืนในช่วงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ขณะที่ตนเองกำลังพักผ่อนอยู่ที่สวน ได้ยินเสียงปืนดังมาจากฝั่งกัมพูชาประมาณ 2 นัด ด้วยความตกใจจึงรีบพาลูกออกจากพื้นที่ และได้รับแจ้งจากทหารไทยให้อยู่ในจุดที่ปลอดภัย

นางสาวภัชดาพรยังกล่าวอีกว่า ตนเองเชื่อว่าทหารไทยไม่ได้ตอบโต้ และไม่คิดว่าทหารไทยจะใช้อาวุธตอบโต้ก่อน ส่วนเรื่องการอพยพนั้น ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งให้อพยพ และตนเองก็ไม่กลัวกัมพูชา และจะไม่ยอมอพยพไปไหน เพราะที่นี่คือบ้านของตนเอง

สถานการณ์กัมพูชายิงปืนเล็กในครั้งนี้ สร้างความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าทางการไทยจะยืนยันว่าไม่ได้มีการตอบโต้ แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย

เหตุการณ์กัมพูชายิงปืนเล็กในครั้งนี้ทำให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ การสื่อสารที่ชัดเจนและการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างปลอดภัย

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์กัมพูชายิงปืนเล็กจะสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย แต่ด้วยความอดทน ความรอบคอบ และความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี และรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป

ที่มา – กัมพูชายิงปืนเล็ก ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้ว ราว 10 นาที คาดสร้างสถานการณ์

ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำ

“ผู้บัญชาการทหารบก” ประกาศจุดยืน ลั่นจำเป็นต้องยุติทุกข้อตกลง “กัมพูชา” เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม

วันที่ 11 พ.ย. 2568 มีรายงานว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่มีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ภายหลังเหตุการณ์ที่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด

ล่าสุด พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงจุดยืนของกองทัพบกว่า “ความจริงได้ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่า ท่าทีแห่งความเป็นปรปักษ์ยังคงอยู่ กองทัพบกจำเป็นต้องยุติทุกข้อตกลง เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม”.

ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ทำให้เกิดความกังวลในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การประกาศยุติข้อตกลงต่างๆ กับ “กัมพูชา” ของผู้บัญชาการทหารบกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศชาติ

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบและการกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงในภูมิภาค การยุติข้อตกลงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางทหาร และความสัมพันธ์ทางการทูตในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจนำไปสู่การทบทวนและปรับปรุงความสัมพันธ์ให้มีความชัดเจน และเป็นประโยชน์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการยุติข้อตกลงกับกัมพูชา

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจยุติข้อตกลงกับ “กัมพูชา” ในครั้งนี้ ปัจจัยเหล่านั้นอาจรวมถึง:

  • การละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่: หากมีการละเมิดข้อตกลงทวิภาคี หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจเป็นเหตุผลให้ต้องทบทวน หรือยุติข้อตกลงนั้น
  • ความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ความมั่นคง: ความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน เช่น การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือการปรากฏตัวของกลุ่มติดอาวุธ อาจเป็นเหตุผลให้ต้องปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย และยุติข้อตกลงที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
  • การทบทวนผลประโยชน์ร่วมกัน: การทบทวนผลประโยชน์ร่วมกัน และพบว่าข้อตกลงบางอย่างไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน อาจนำไปสู่การเจรจาใหม่ หรือการยุติข้อตกลงนั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการเจรจาอย่างเปิดเผยและจริงใจ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของ ผบ.ทบ. ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แม้ว่าอาจจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ และการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

การประกาศ ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะยืนหยัดเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของชาติ หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำไปสู่การเจรจาและแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนกับประเทศกัมพูชาต่อไป

ที่มา – ผบ.ทบ. ประกาศยุติทุกข้อตกลง “กัมพูชา” พร้อมป้องกันการถูกกระทำที่ไม่เป็นธรรม

“ทหารเหยียบระเบิด”: กองทัพบก” ยันลอบวางใหม่

ทหารเหยียบระเบิด” ที่ห้วยตามาเรีย กองทัพบกยืนยันเป็นการลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการละเมิดปฏิญญาร่วม และแสดงความเป็นปรปักษ์

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมถึงกรณี กำลังพลประสบเหตุทหารเหยียบระเบิด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า จากรายงานล่าสุด พบว่ามีกำลังพลได้รับบาดเจ็บรวม 4 นาย ได้แก่

  • จ่าสิบเอก เทอดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าขวาขาด
  • พลทหาร วชิระ พันธะนา มีอาการแน่นหน้าอกจากแรงอัด
  • พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขา
  • พลทหาร อนุชา สุจารี มีอาการระคายเคืองตาจากฝุ่นหรือสารเคมีของระเบิด

ขณะนี้ทุกนายได้รับการรักษาในโรงพยาบาลในพื้นที่แล้ว พลตรี วินธัย กล่าวต่อว่า กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนจะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา

โดยหลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิด วางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางไว้ถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน จากนั้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 08.30 น. หน่วยในพื้นที่จึงได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่าง เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเกิดเหตุกำลังพลทหารเหยียบระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นายข้างต้น

หลังจากเกิดเหตุ เวลาประมาณ 15.50 น. หน่วยในพื้นที่ได้จัดกำลังร่วมกับชุดตรวจค้น นปท.3 ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงมะลู เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยตรวจพบรายละเอียดดังนี้

  1. หลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 55 ซม. ลึก 18 ซม. จำนวน 1 หลุม
  2. ชิ้นส่วนทุ่นระเบิด PMN-2 อยู่ภายในหลุมและพื้นที่ใกล้เคียง
  3. ทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมจำนวน 3 ทุ่น โดยแต่ละทุ่นวางห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 1 เมตร

จากหลักฐานที่ปรากฏ จึงสรุปได้ว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นการลักลอบรื้อถอนลวดหนามและเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย โดยมีเป้าหมายคือกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำ การกระทำดังกล่าวแสดงถึงความไม่จริงใจในการลดความขัดแย้งของฝ่ายกัมพูชา และสะท้อนถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน ซึ่งขัดต่อปฏิญญาร่วมที่ได้ลงนามไว้อย่างชัดเจน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อท่าทีของฝ่ายไทยและข้อตกลงต่างๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง.

กองทัพบกยืนยันเหตุทหารเหยียบระเบิดเป็นการลอบวางใหม่

เหตุการณ์ ทหารเหยียบระเบิด ที่ห้วยตามาเรียนี้ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นในกระบวนการสร้างสันติภาพชายแดนเป็นอย่างมาก การลอบวางระเบิดในลักษณะนี้ ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล และเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ผลกระทบจากเหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดน และเร่งรัดการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน การวางทุ่นระเบิด เป็นการกระทำที่สร้างความหวาดกลัว และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝั่ง การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก แต่การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีต่างหาก ที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยัน “ทหารเหยียบระเบิด” ห้วยตามาเรีย เป็นการลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน

(แฟ้มภาพ)

โฆษก ทบ. แจงปมของบริจาค ยันกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติทางทหาร แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน แม้บางชิ้นไม่ได้ใช้ แต่มีคุณค่าทางใจที่คนไทยมอบให้กัน

วันที่ 1 พ.ย. 68 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการทหารว่า กองทัพบกมุ่งมั่นแน่วแน่ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศและดูแลประชาชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการรักษาอธิปไตยของชาติ การป้องกันไม่ให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสีย การทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายบรรลุผลสำเร็จ รวมถึงการสร้างความมั่นใจว่ากำลังพลทุกนายจะสามารถปฏิบัติภารกิจในสนามรบได้อย่างปลอดภัย และทำให้ประชาชนที่เฝ้าดูกองทัพรู้สึกมั่นใจ

ในส่วนของคำว่า “กองทัพไม่ขาดแคลน” ที่มีการกล่าวถึงนั้น หมายถึงสิ่งอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นในการปฏิบัติทางทหารเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ากองทัพจะปฏิเสธความมีน้ำใจจากประชาชนหรือภาคส่วนต่าง ๆ กองทัพยังคงยินดีและขอบคุณในทุกรูปแบบของการสนับสนุน ทั้งสิ่งของอุปโภคบริโภคและสิ่งของเพื่อการดำเนินชีวิตที่อยู่นอกเหนือระบบราชการ ซึ่งล้วนมีคุณค่าทางจิตใจ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นของใช้ที่จำเป็น แต่ยังสะท้อนถึงน้ำใจ ความห่วงใย และกำลังใจที่พี่น้องคนไทยมอบให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ที่ผ่านมา มีบางกรณีที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากมีการนำคำพูดบางส่วนไปเผยแพร่โดยไม่ครบถ้วน ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผมเคยกล่าวว่า “บางอย่างรับมาอาจไม่ได้ใช้” ซึ่งไม่ได้หมายถึงสิ่งของทั่วไปที่ได้รับจากผู้มีจิตศรัทธา แต่หมายถึงกรณีเฉพาะที่พบว่าผู้ให้ความอนุเคราะห์บางท่านนำแผ่นเหล็กที่มีทั่วไปในท้องตลาดมาดัดแปลงเป็นแผ่นเกราะกันกระสุนเพื่อมอบให้ทหารแนวหน้า ในกรณีเช่นนี้จึงได้ให้ข้อสังเกตว่า แผ่นเกราะลักษณะดังกล่าวอาจไม่สามารถนำไปใช้งานจริงได้ด้วยเหตุผลทางเทคนิค แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กองทัพไม่เคยปฏิเสธน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดคือความตั้งใจและกำลังใจที่คนไทยมอบให้กันในยามที่ชายแดนของประเทศกำลังเผชิญวิกฤติ

กองทัพบกขอแสดงความซาบซึ้งและขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแสดงออกถึงน้ำใจในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ แม้ว่ากองทัพจะมีการจัดเตรียมความพร้อมและสิ่งอุปกรณ์ไว้อย่างเพียงพอตามระบบราชการ แต่การที่ประชาชนยังคงเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม ทั้งในรูปของสิ่งของอุปโภคบริโภคหรือสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะหน้า ถือเป็นพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ช่วยเสริมขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนาย

สำหรับข้อกังวลจากสังคมที่ต้องการให้มีการตรวจสอบและจัดทำรายการสิ่งของที่ได้รับมอบอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ส่วนตัว กองทัพเห็นด้วยและได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในส่วนกลางได้มีการบันทึกหลักฐานการรับมอบสิ่งของไว้อย่างละเอียด พร้อมจัดให้มีพิธีรับมอบและแสดงความขอบคุณต่อผู้มีจิตศรัทธาทุกรายอย่างเหมาะสม ส่วนในระดับภูมิภาคและระดับหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำส่งให้ส่วนกลางทราบต่อไป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่ได้รับในนามหน่วยหรือนามส่วนตัว ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจและได้รับการขอบคุณจากกองทัพทั้งสิ้น

สำหรับกรณีที่อาจมีผู้ไม่หวังดีพยายามฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ กองทัพเชื่อมั่นว่าคนไทยส่วนใหญ่มีเจตนาดี และสังคมเองก็กำลังจับตามองอยู่ จึงไม่มีใครกล้ากระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีใครยอมรับได้หากเกิดเหตุเช่นนั้นขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้คือการรักษาความเข้าใจอันดีและความสามัคคีของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ควรตีความหมายหรือเข้าใจผิดไปจากเจตนาที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน สิ่งที่มีค่ามากที่สุดไม่ใช่สิ่งของหรือจำนวนการบริจาค แต่คือ “ความห่วงใยและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ที่พวกเราทุกคนยังคงมีให้กันเสมอ

ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน

จากกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับของบริจาคที่ส่งมอบให้กับกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังคงยินดีรับน้ำใจจากประชาชน

ทำไมกองทัพถึงยังรับบริจาค แม้จะบอกว่าไม่ขาดแคลน?

แม้ว่ากองทัพบกจะยืนยันว่า ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งของจำเป็นในการปฏิบัติภารกิจ แต่การรับบริจาคจากประชาชนยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสิ่งของที่ได้รับมอบนั้นเป็นเสมือนกำลังใจและความห่วงใยจากพี่น้องชาวไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าทางจิตใจอย่างมากสำหรับผู้ปฏิบัติงาน

  • กำลังใจจากประชาชน: สิ่งของบริจาคเป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใยและกำลังใจที่ประชาชนมอบให้
  • เสริมสร้างขวัญและกำลังใจ: ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่
  • แสดงถึงความสามัคคี: สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ

กองทัพบกให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสิ่งของบริจาคทุกชิ้นอย่างละเอียด เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด กองทัพบกขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ร่วมกันส่งมอบความช่วยเหลือและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน และขอให้ทุกท่านมั่นใจว่ากองทัพจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้นการที่ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน ไม่ได้หมายความว่ากองทัพจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากประชาชน แต่เป็นการเน้นย้ำถึงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ ควบคู่ไปกับการขอบคุณในน้ำใจไมตรีที่มีให้เสมอมา

การแสดงออกถึงความห่วงใยและส่งกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ มาร่วมกันสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ทหารกล้าของเรา เพื่อประเทศชาติที่มั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – โฆษก ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็น แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน

“ทรัมป์” สักขีพยาน ไทย-กัมพูชา ถกสันติภาพ

“อนุทิน” บินมาเลเซีย ลงนามสันติภาพ “ไทย- กัมพูชา” มี “ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยาน ขณะเดียวกัน มอบ “สีหศักดิ์” ร่วมวงเอเปกแทน ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 หารือผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา เห็นพ้องปรับอาวุธหนักออกจากพื้นที่ขัดแย้ง สร้างเสถียรภาพชายแดน เตรียมตั้งกลไก AOT และนัดหารือวันเริ่มปฏิบัติอีกครั้งหลัง 26 ต.ค.นี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 26 ต.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ว่า คืนวันที่ 25 ต.ค.ตนเดินทางไปที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อลงนามในถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา ช่วงเช้าวันที่ 26 ต.ค. ได้ประสานงาน และแจ้งถึงเหตุผลที่ขอร่นเวลาลงนามมาเป็นช่วงเช้า ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ (เอเปก) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ตนขอเป็นมติ ครม.คลุมไว้ก่อนหากไม่สามารถไปได้ จะมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมแทน แต่มีเรื่องที่จะหารือกับผู้นำหลายประเทศ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเหมือนกัน ดังนั้น พยายามจะบริหารเวลาให้ดีที่สุด เพราะนอกจากกลุ่มอาเซียนและกลุ่มเอเปก จะมีการเชิญผู้นำที่อยู่นอกกลุ่มมาด้วย และในส่วนของประเทศไทยช่วงนี้ได้รับการร้องขอในระดับผู้นำแบบทวิภาคีหลายราย ล้วนก่อให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือด้านต่างๆ ตนจะพยายามบริหารเวลาให้ดีที่สุด

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เวลา 21.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) มีดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน รมว.กลาโหมมาเลเซีย ต้อนรับ ภารกิจวันที่ 26 ต.ค. นายอนุทินจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง และพิธีลงนามเอกสารรับติมอร์ เลสเต เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ นายกฯมีกำหนดหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อกระชับความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนาม “Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand” ว่าด้วยแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของสองประเทศ มีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความจริงใจของไทยต่อการผลักดันกระบวนการสันติภาพชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ขอมติคณะรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องให้ผู้นำประเทศร่วมหารือ จะให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ทำหน้าที่แทน ส่วนตัวมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องอยู่ในประเทศ

ด้านนายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การลงนามในคำประกาศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นการย้ำความตกลงเรื่องเดิมที่ไทยและกัมพูชามีการประชุม JBC-GBC ได้หารือข้อตกลง 4 ข้อของฝ่ายไทยที่เสนอไปยังกัมพูชา ทั้งการถอนอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ และการจัดระเบียบชายแดน ซึ่งทั้ง 4 เรื่องได้เริ่มแล้ว ไทยหวังว่าการมีสหรัฐฯมาร่วมสังเกตการณ์จะทำให้ฝ่ายกัมพูชามีความจริงใจ ตั้งใจจริง มีสปิริตของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และยังไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพ

ขณะเดียวกัน พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงผลการประชุมหารือระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ณ จุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 ต.ค.ในประเด็นการเห็นชอบ “แผนปฏิบัติการ (Action Plan)” ว่าด้วยการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อันเป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Com mittee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า การหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความเห็นชอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อนำไปสู่ผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมแท้จริง

โฆษกกองทัพบกกล่าวอีกว่า ส่วนของการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเข้าสังเกตการณ์ผลการปฏิบัติตาม “แผนปฏิบัติการ” ในการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้งของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อมว่าสามารถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้เป็นต้นไป ส่วนฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คาดว่าจะจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ได้ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ และหลังจากนั้นจะเชิญฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมเพิ่มเติมภายใน 1-2 วัน เพื่อหารือในการกำหนดวันเริ่มปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้คณะทำงานร่วมประสานงาน อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อตกลงที่มีระหว่างกันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ และคงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความร่วมมือระหว่างกัน

วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เผยกับผู้สื่อข่าวถึงการเดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย เพื่อลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา ในวันที่ 26 ต.ค. และเดินทางกลับประเทศไทย จากนั้น เพื่อเตรียมงานพระบรมศพของสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน รวมทั้งยกเลิกการเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเปก ที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.

ต่อมาช่วงเย็น ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ต.ค. ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ที่น่าสนใจคือสืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญระหว่างหลักเขต แดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น เมื่อวันที่ 24 ต.ค.กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการปักหมุดชั่วคราว และในวันนี้ พ.อ.ยุทธพล จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งจากการคำนวณจากหลักหมุดที่ 42 ถึง 47 ต้องวางหมุดชั่วคราวทั้งหมด 838 หมุด จากหลักเขตทั้งสองพื้นที่ต้องปักหมุดทุก 25-50 เมตร เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ระดับนโยบายที่จะปรับการถือครองพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะมีการคำนวณในโปรแกรม GPS เมื่อลงพื้นที่จริง หากเดินครบ 25 หรือ 50 เมตร จะมีสัญญาณดังขึ้นแล้วปักหมุดชั่วคราว เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ และหลักหมุดอาจจะมีการทำสัญลักษณ์ เช่น กัมพูชาทาสีแดง ไทยทา สีน้ำเงิน ที่ปักหมุด ซึ่งการลงไปปักหมุดชั่วคราว จะไปพร้อมกันทั้งสองฝั่ง

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผนอีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

การลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในภูมิภาคต่อไป

“ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

“ทรัมป์” มีบทบาทสำคัญในการลงนามสันติภาพ ไทย-กัมพูชา

การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน ในการลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่นานาชาติให้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีส่วนร่วมของบุคคลระดับโลกอย่าง “ทรัมป์” จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในการดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพ

การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน การมีกลไกและมาตรการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดความขัดแย้งในอนาคต

ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความมั่นคงชายแดน แต่ยังครอบคลุมถึงด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกมิติ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน แต่การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในอนาคต การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

“ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากทุกประเทศในภูมิภาคร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะสามารถสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับลูกหลานได้

การเดินทางไปมาเลเซียเพื่อร่วมลงนามสันติภาพ “ไทย-กัมพูชา” โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลปัจจุบันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในระดับภูมิภาค

ที่มา – “ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” เกี่ยวกับการกำหนดปักหมุดชั่วคราว เพื่อกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น พร้อมเริ่มสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลือ

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ดังนี้

สถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดน จ.สระแก้ว ฝ่ายไทย บ.หนองจาน มีมวลชนและกลุ่มสื่อมวลชน ประมาณ 20-35 คน ปักหลักทำกิจกรรมแสดงออกถึงความรักชาติหวงแหนอธิปไตย ไม่พบบุคคลสำคัญในพื้นที่ ส่วน บ.หนองหญ้าแก้ว ประชาชนในพื้นที่ยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ส่วนฝั่งตรงข้ามฝ่ายกัมพูชา จนท.ทหาร และตำรวจ ยังคงมีการตรึงกำลังและจัดกำลังเฝ้าระวังสลับเปลี่ยนเวรยามอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด ในส่วนของมวลชนชาวกัมพูชา ยังคงพบการเคลื่อนไหวในพื้นที่ สถานการณ์ทั่วไปเป็นปกติ

การปฏิบัติการที่สำคัญ สืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย – กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญ ระหว่างหลักเขตแดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น โดยวานนี้ (24 ต.ค.68) กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และบ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการกกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ถือเป็นการกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับฝ่ายไทย ทั้งนี้จะดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อยืนยันพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภารกิจในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 (ช.พัน 2) จัดกำลังร่วมกับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 ได้เริ่มดำเนินการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลืออยู่ของบ้านหนองหญ้าแก้ว (พื้นที่ E) โดยชุดตรวจค้นและชุดเครื่องจักรกวาดล้างทุ่นระเบิด GCS 200 ผลการปฏิบัติในวันนี้ ได้พื้นที่ปลอดภัย จำนวน 3,268 ตร.ม. ยังไม่มีรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติม

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.68 ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผน อีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 จะยังคงเดินหน้าในภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนได้ทำกิน ตลอดจนเดินหน้าสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” กองทัพบก ตามแผนที่กำหนด พร้อมยืนยันความพร้อมในทุกมิติเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และภารกิจปกป้องผืนแผ่นดินของไทยอย่างดีที่สุด

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว มีความสำคัญอย่างไร?

การดำเนินการของ กกล.บูรพา ในการเตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน การสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การวางหลักเขตแดนชั่วคราวนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน แต่ยังเป็นการยืนยันอธิปไตยของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนอีกด้วย

ที่มา – กกล.บูรพา ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านหนองจาน- หนองหญ้าแก้ว เตรียมปักหมุดชั่วคราว

อัปเดตบ้านใหม่พลทหารโก้ สร้างใกล้เสร็จแล้ว!

ความคืบหน้าล่าสุดของบ้านหลังใหม่ของ พลทหารโก้ ผู้กล้าที่เสียสละจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิด! กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าโครงการสร้างบ้านให้ พลทหารโก้ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งขณะนี้บ้านใกล้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์แล้ว

อัปเดตบ้านใหม่ “พลทหารโก้” เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ล่าสุดสร้างใกล้เสร็จแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ภาพความคืบหน้าผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ กองทัพภาคที่ 2 พร้อมข้อความที่สร้างความประทับใจว่า “บ้านหลังใหม่ใกล้เสร็จแล้ว ตอบแทนกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด พื้นที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์” โดยกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 ได้จัดกำลังพลชุดช่าง ร่วมกับผู้นำชุมชน และประชาชนจิตอาสา ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของ พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด

การก่อสร้างในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความร่วมมืออันดีระหว่างทหาร ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการจากทุกภาคส่วน ที่ต่างร่วมกันเป็นพลังจิตอาสา ทำให้การก่อสร้างดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างบ้านให้เสร็จทัน เพื่อให้พลทหารและครอบครัวได้เข้าพักอาศัยและฟื้นฟูร่างกายและจิตใจต่อไป ซึ่งเป็นการตอบแทนความเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติจนได้รับบาดเจ็บ

ความคืบหน้าล่าสุดของบ้านใหม่พลทหารโก้

จากภาพที่เผยแพร่ออกมา เราจะเห็นได้ว่าตัวบ้านนั้นเป็นรูปเป็นร่างเกือบสมบูรณ์แล้ว โครงสร้างหลักเสร็จเรียบร้อย หลังคามุงเสร็จแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการตกแต่งภายในและภายนอก คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นานบ้านหลังนี้ก็จะพร้อมให้ พลทหารโก้ และครอบครัวได้เข้าอยู่

เรื่องราวของ พลทหารโก้ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของทหารหาญที่ปกป้องประเทศชาติ และแสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามยากลำบาก การสร้างบ้านหลังใหม่นี้จึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพลทหารและครอบครัว ให้พวกเขามีกำลังใจที่จะต่อสู้และดำเนินชีวิตต่อไป

การอัปเดตบ้านใหม่ของ พลทหารโก้ ในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ และเป็นกำลังใจให้กับทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติของเรา

หวังว่า พลทหารโก้ และครอบครัว จะมีความสุขกับบ้านหลังใหม่ที่สร้างขึ้นด้วยความรักและความปรารถนาดีจากทุกภาคส่วน และขอเป็นกำลังใจให้พลทหารหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ววันครับ

ที่มา – อัปเดตบ้านใหม่ “พลทหารโก้” เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ล่าสุดสร้างใกล้เสร็จแล้ว

Scroll to top