ทหารไทยปะทะกัมพูชา

กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน

กระทรวงการต่างประเทศประณามการกระทำของกัมพูชาที่ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือประณามกัมพูชาที่ใช้เด็ก สตรี และคนชราเป็นโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ยืนยันว่าเป็นเขตอธิปไตยของไทย และเร่งส่งหนังสือประท้วงไปยังสถานทูตทั่วโลก

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเหตุการณ์ที่มวลชนชาวกัมพูชารื้อลวดหนามบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พลเรือน สตรี เด็ก และผู้สูงอายุในการรื้อลวดหนาม และก่อความวุ่นวายในพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยยืนยันว่าบ้านหนองจานนั้นตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งเดิมเคยใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราวของชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามในอดีต แต่หลังจากสงครามสิ้นสุดลง ชาวกัมพูชาได้ขยายชุมชนออกไป ซึ่งถือเป็นการละเมิด MOU2543 โดยไทยได้คัดค้านและประท้วงการล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทยโดยตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยและไม่ได้ตอบสนองใดๆ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวอีกว่า ฝ่ายไทยได้หยิบยกประเด็นการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนร่วมกัน รวมถึงพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน ขึ้นหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบรับ พร้อมย้ำว่าการวางลวดหนามในเขตอธิปไตยของไทยนั้นไม่ขัดต่อข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา โดยเป็นการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทย ไม่ให้มีการรุกล้ำเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการป้องกันการวางทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม มีคลิปวิดีโอยืนยันอย่างชัดเจนว่าทหารกัมพูชาปล่อยให้ประชาชนชาวกัมพูชารื้อลวดหนาม สร้างสถานการณ์ที่เป็นการยั่วยุอย่างต่อเนื่อง เช่น การตะโกนไล่ทหารไทย และแสดงท่าทีพร้อมที่จะก่อความรุนแรง มีภาพสตรีอุ้มทารกเข้าไปเผชิญหน้ากับทหารไทย ซึ่งทหารไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างสูงสุดต่อการยั่วยุดังกล่าว แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงปล่อยให้ประชาชนของตนเองเป็นผู้ออกหน้าแทน ทั้งที่ในทางกลับกัน ฝ่ายทหารควรจะอยู่แนวหน้าเพื่อปกป้องประชาชน

กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน

ประเทศไทยขอประณามฝ่ายกัมพูชาที่ใช้ประชาชน โดยเฉพาะสตรีและเด็กบังหน้าเสมือนโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ไม่สอดคล้องต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำในลักษณะดังกล่าว รวมทั้งการจัดฉากโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือด้วย และเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศกำลังมีหนังสือตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการ และดำเนินกรอบในคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา ด้วย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังจะเดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 สิงหาคม โดยมีภารกิจสำคัญในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่กัมพูชาลอบวางระเบิดสังหารบุคคลในเขตอธิปไตยของไทย จนเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดหลายครั้ง ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังจะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ OHCHR และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เพื่อย้ำว่าการดำเนินการทั้งหมดของไทยนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และจะใช้โอกาสนี้แสดงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นถึงการกระทำของกัมพูชาที่ไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม และขัดต่อหลักกติกาสากลอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่กระทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีเป้าหมายพลเรือน การนำเด็กมาใช้ในคลิปวิดีโอ การใช้ทุ่นระเบิด การใช้พื้นที่ชุมชนเป็นฐานที่มั่นทางการทหาร หรือการผลักดันเด็ก สตรี และผู้สูงอายุให้ออกมาเป็นหน้าด่าน รวมถึงพฤติกรรมล่าสุดในการยั่วยุเพื่อนำประชาชนมาเป็นโล่มนุษย์

ทำไมกัมพูชาถึงใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน?

การกระทำดังกล่าวของกัมพูชาอาจมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความกดดันต่อประเทศไทยในประเด็นพื้นที่ชายแดน และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่เป็นการยั่วยุ และหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจานเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและควรได้รับการประนาม

การที่กระทรวงการต่างประเทศออกมาประณามอย่างชัดเจนแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ดังนั้นเราในฐานะประชาชนคนไทยก็ควรติดตามข่าวสารและให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่อไป

ที่มา – กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ทั้งที่เป็นเขตแดนไทย

กองทัพภาคที่ 2 ยันชายแดนไทย-กัมพูชาปกติ

“กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันสถานการณ์ 4 จังหวัดตามแนวชายแดน “ไทย–กัมพูชา” ยังคงเป็นไปตามปกติ ไม่มีการปะทะ พร้อมทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ-ดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด

วันที่ 26 ส.ค. 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความโดยระบุว่า “ตามที่ปรากฏข่าวสารในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้ประกาศจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่อำเภอเมืองสุรินทร์ เพื่อรองรับประชาชนที่อพยพจากอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์นั้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่แล้ว พบว่า การเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับและดูแลประชาชนในกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนบางส่วนที่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ โดยขณะนี้มีประชาชนจากอำเภอกาบเชิง อพยพเข้ามาในพื้นที่อำเภอเมืองสุรินทร์ ประมาณ 200 คน

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า สถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ยังคงเป็นไปตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์ปะทะระหว่างกำลังทหารไทยกับกัมพูชา จึงขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันการสับสนจากข่าวลือหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 2 อยู่เคียงข้างประชาชน และจะทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติและดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด”.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยัน 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา สถานการณ์ยังปกติ ไม่มีปะทะ

จากสถานการณ์ที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาให้ความกระจ่างแล้วว่า สถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนยังคงเป็นปกติ และไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น ข่าวดังกล่าวสร้างความสบายใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลังจากที่หลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันสถานการณ์ชายแดนปกติ

การยืนยันสถานการณ์ปกติจากกองทัพภาคที่ 2 ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่อาจสร้างความตื่นตระหนกและความเข้าใจผิดได้

นอกจากนี้ การที่กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวในจังหวัดสุรินทร์ ก็ช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดตั้งศูนย์ฯ และลดความกังวลที่ไม่จำเป็นลงได้ ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ การมีสติและความรอบคอบในการรับข้อมูลจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง และไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่อาจสร้างความเสียหายได้

ความมุ่งมั่นของกองทัพภาคที่ 2 ในการปกป้องประเทศชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และเป็นกำลังใจให้กับพวกเราทุกคนในการร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัย

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ยืนยัน 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา สถานการณ์ยังปกติ ไม่มีปะทะ

วีระแจ้งเอาผิด ปล่อยกัมพูชายึดที่ดินทำกิน

นายวีระ สมความคิด แจ้งความเอาผิด ม.157 กับแม่ทัพภาคที่ 1 และผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กรณีปล่อยให้ชาวกัมพูชายึดครองที่ดินทำกินของคนไทยในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว งานนี้ร้อนถึงผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ต้องติดตามกันยาวๆ ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

“วีระ” แจ้งเอาผิด ม.157 ปล่อยกัมพูชายึดที่ดินทำกิน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระแก้ว สาขาอรัญประเทศ, เจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดสระแก้ว, พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 และนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นายวีระกล่าวว่า การแจ้งความร้องทุกข์ครั้งนี้ สืบเนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในหมู่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ว่ามีชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในที่ดินทำกินของตนเอง ทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก และที่สำคัญคือมีการปล่อยปละละเลยจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ นายวีระยังกล่าวถึงกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้กล่าวในการชี้แจงต่อผู้ช่วยทูตทหารประจำอาเซียน 8 ประเทศ (IOT) ว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวไม่มีเอกสารสิทธิ ทำให้ชาวบ้านที่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน (น.ส.3 และ ส.ค.1) เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะคำพูดดังกล่าวถูกนำไปขยายผลโดยสื่อกัมพูชาว่าที่ดินบริเวณชายแดนเป็นของกัมพูชาไปแล้ว

“ผมในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้าน จึงต้องดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้าน และเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ” นายวีระกล่าว

ทำไมวีระถึงแจ้งเอาผิดมาตรา 157 กรณีปล่อยกัมพูชายึดที่ดินทำกิน?

การตัดสินใจของนายวีระในการแจ้งความเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความเชื่อมั่นว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งการปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามายึดครองที่ดินทำกินของคนไทย ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

คดีนี้ถือเป็นคดีที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องอธิปไตยของชาติ ความเดือดร้อนของประชาชน และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ หากผลการสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การรุกล้ำที่ดิน การลักลอบเข้าเมือง และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ยังคงเป็นความท้าทายที่หน่วยงานภาครัฐต้องให้ความสนใจและแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศ

การที่นายวีระ สมความคิด ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่มีอำนาจและหน้าที่ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการดูแลประชาชนอย่างจริงจัง การละเลยหรือปล่อยปละละเลย จะนำมาซึ่งความเสียหายที่ยากจะแก้ไข

โดยสรุปแล้ว เรื่องราวของวีระที่ออกมาแจ้งความเอาผิดกรณี ปล่อยกัมพูชายึดที่ดินทำกิน นั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์นี้ และนี่ไม่ใช่แค่การเรียกร้องความเป็นธรรม แต่มันคือการรักษาซึ่งแผ่นดินไทย

ที่มา – “วีระ” แจ้งเอาผิด ม.157 แม่ทัพภาค 1-ผู้ว่าฯ สระแก้ว ปล่อยกัมพูชายึดที่ดินทำกิน

เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชา กลับประเทศ

เสธ.เบิร์ด ลุยบ้านหนองจาน ตอกย้ำแผ่นดินไทย ซัด ฮุนเซน ไม่ได้โง่แต่ขี้โกง จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ หากนิ่งไทยจะเดินหน้าผลักดันเอง

วันที่ 26 ส.ค. 68 ที่บ้านหนองจาน ต.โดนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว พล.ต.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ บ้านหนองจาน ว่า จุดที่เรายืนอยู่ในขณะนี้คือ บ้านหนองจานอยู่ในเขตของประเทศไทยปัจจุบันตอนนี้ หลักเขตที่ไทยและกัมพูชายอมรับตรงกัน คือหลักเขตที่ 46 และ 47 ซึ่งมีหลักเขตอยู่จริง แต่พื้นที่ที่อ้างสิทธิ์ระหว่างหลักเขตพื้นที่ 46 และ 47 เราอ้างสิทธิ์ไม่ตรงกัน นั่นหมายความว่ามีพื้นที่ที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันอยู่ แต่สิ่งที่แน่ที่สุดคือ หลักเขตที่กัมพูชาได้เซ็นยอมรับเมื่อปี 49 ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ มันมีหมู่บ้านของเขาที่ล้ำมาในแผ่นดินไทยอย่างชัดเจน ตนฝากไปถึงว่าผู้ที่มาเซ็นยอมรับไว้เมื่อปี 49 ว่าคุณจะต้องจัดการกับหมู่บ้านเหล่านี้ โดยทำแผนอพยพประชาชนให้แล้วเสร็จ และจะต้องมีเวลากำหนด คุณต้องอพยพออกไป เพราะนี่เป็นการละเมิดอย่างชัดเจน

แต่หมู่บ้านแห่งนี้อาจจะมีข้อแตกต่างจากบ้านหนองหญ้าแก้วนิดหน่อยคือ บ้านหนองหญ้าแก้วไม่ได้เป็นพื้นที่ศูนย์อพยพมาก่อน แต่พื้นที่บ้านหนองจานเป็นศูนย์อพยพมาก่อน แต่ตนยืนยันเหมือนเดิมว่าพื้นที่ที่เรายืนอยู่ตรงนี้เป็นแผ่นดินไทย สิ่งที่เราได้เปรียบคือไม่ว่าคุณจะยอมรับหลักเขตหรือไม่ แต่ตรงนี้คุณล้ำเขตแดนอย่างแน่นอน ฮุน เซนไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนโกง มันถึงพยายามที่จะฮุบเอาแผ่นดินของไทยไป

“เราอยากเรียกร้องให้อพยพประชาชนชาวกัมพูชาที่ล่วงล้ำแผ่นดินไทยออกไป ซึ่งมีประมาณ 50 ครัวเรือนในพื้นที่เกือบ 60 ไร่ ถ้าไม่เป็นไปตามข้อตกลงนั้น เราจะใช้สิทธิ์ผลักดันต่อไป ฮุน เซน ไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนขี้โกง แม้กระทั่งเส้นที่เขาอ้างสิทธิ์ก็ยังล้ำมาในแผ่นดินไทย จึงเรียกร้องให้เขาทำแผนอพยพประชาชนออกไป ส่วนพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิ์จะต้องมาคุยกันต่อในการประชุม JBC จุดที่เราเรียกร้องอยู่นอกเหนือ MOU43 เพราะเขาล้ำมาในแผ่นดินไทย ถ้าเขายังไม่ยอมทำ เราก็ต้องทำแผนของเรา เพื่อผลักดันเขาออกไป”

เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่นี่

เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ

จากกรณีความขัดแย้งเรื่องพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

พล.ต.วันชนะ สวัสดิ์ดี หรือ เสธ.เบิร์ด รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ลงพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เพื่อตรวจสอบสถานการณ์และยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของประเทศไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการ เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาการละเมิดอธิปไตย

ทำไมต้อง เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ

การที่ เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ นั้นมีเหตุผลสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ: การที่ชาวกัมพูชาเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของประเทศไทยถือเป็นการละเมิดอธิปไตย
  • เพื่อป้องกันความขัดแย้ง: การที่ประชากรของทั้งสองชาติอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง
  • เพื่อการบริหารจัดการ: การมีประชากรที่ไม่ได้อยู่ในระบบทะเบียนราษฎรทำให้การบริหารจัดการเป็นไปได้ยาก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน การรักษาอธิปไตยของชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ การที่ เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องแผ่นดินไทย

การดำเนินการเรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

แน่นอนว่าปัญหาชายแดนเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างรอบคอบ แต่การที่ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา

ที่มา – เสธ.เบิร์ด ลุยบ้านหนองจาน ซัด ฮุนเซน ไม่ได้โง่แต่ขี้โกง จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ

“ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพหากต้องการ

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด “ภูมิธรรม” สั่งการให้ทุกหน่วยงานสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก. เพื่อดำเนินการทันที

“ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก.

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนกองทัพในการดูแลสถานการณ์ชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีความอ่อนไหวและอาจมีการยั่วยุจากฝ่ายกัมพูชาได้

นายภูมิธรรมได้กล่าวขอบคุณทหารหาญทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละและอดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการทางทหาร หรือการใช้โล่มนุษย์โดยอาศัยประชาชนนำหน้าในการเคลื่อนไหวต่างๆ ท่านรองนายกฯ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ ให้กับกองทัพอย่างเต็มที่ หากกองทัพต้องการอุปกรณ์หรือทรัพยากรเร่งด่วนใดๆ ก็ตาม ขอให้แจ้ง ศบ.ทก. (ศูนย์บัญชาการทางทหาร) เพื่อดำเนินการประสานงานและจัดการให้ทันที

ทำไมการสนับสนุนกองทัพจึงสำคัญ?

การสนับสนุนกองทัพมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ชายแดนมีความตึงเครียด การมีทรัพยากรและอุปกรณ์ที่เพียงพอจะช่วยให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การแสดงออกถึงการสนับสนุนและความห่วงใยจากรัฐบาลและประชาชนก็เป็นขวัญและกำลังใจที่สำคัญสำหรับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า

“ภูมิธรรม” สั่งการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ รวมถึงการให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและความปลอดภัยของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

นอกจากเรื่องสถานการณ์ชายแดนแล้ว นายภูมิธรรมยังได้สั่งการให้กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ติดตามสถานการณ์พายุคาจิกิอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ระบบ cell broadcast เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการกู้ภัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ

“ทุกหน่วยงานต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนและรักษาความมั่นคงของชาติ” นายภูมิธรรมกล่าว

การสั่งการของ “ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก. และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์พายุ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในทุกสถานการณ์

“ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก. เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลัง และรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

ที่มา – “ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก.

“เจ๊เอ๋ มาตามนัด” ถึงชายแดน หลังท้าชนกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อกลุ่มชาวกัมพูชาพยายามรื้อรั้วลวดหนามที่ฝ่ายไทยติดตั้งไว้ เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยจำนวนมาก รวมถึง “เจ๊เอ๋ มาตามนัด” เจ้าหนี้ชื่อดังที่ได้ประกาศว่าจะเดินทางไปยังชายแดนเพื่อแสดงจุดยืน

“เจ๊เอ๋ มาตามนัด” เดินทางถึงชายแดนบ้านหนองจาน

จากเหตุการณ์ที่ชาวกัมพูชาบางส่วนรวมตัวกันประท้วงและพยายามรื้อถอนรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ทำให้สถานการณ์บริเวณนั้นตึงเครียดขึ้นอย่างมาก การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการบุกรุกพื้นที่ แต่ยังรวมถึงการขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ไทย ทำให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

ท่ามกลางความตึงเครียดนี้ “เจ๊เอ๋ มาตามนัด” บุคคลที่มีชื่อเสียงในโลกโซเชียลมีเดีย ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจน โดยโพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า “พรุ่งนี้เจอกันบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว มันเกินไปแล้วพวกเขมร ไม่นึกถึงตอนมาหาแดรกบนแผ่นดินไทย ใครไปยกมือขึ้น” นอกจากนี้ยังมีการระบุเพิ่มเติมว่า “อยากได้รถดูดส้วมเต็มคัน จำนวน 3 คัน จะยอมเสียสละเป็นคนจับปลายสายเองกับมือ ส่งตรงถึงเขมรแนวรั้วบ้านจาน” ข้อความเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะช่วยเหลือสนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของชาติ

“ประชาชนไม่ได้อยากปะทะเพราะไม่ใช่หน้าที่ แต่ถ้าผู้นำไม่สามารถควบคุมอะไรได้ประชาชนมันก็ต้องออกมาเองปกป้องแผ่นดินไทย ช่วงเวลาที่พี่น้องสระแก้วเสียสละพื้นที่ให้พวกขโมยเข้ามาอยู่อาศัยทำมาหากิน ไล่ก็ไม่ไป ลาดก็ไม่ลง คนไทยยังไม่ทำอย่างพวกกัมพูชา” เจ๊เอ๋กล่าว

ล่าสุดวันนี้ (26 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อติดตามสถานการณ์ภายหลังเหตุการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ พบว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงรายงานว่า กองกำลังทหารที่ประจำการในพื้นที่ได้ดำเนินมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยและปฏิบัติการตามขั้นตอนที่วางไว้ เพื่อยืนยันการรักษาอธิปไตยของไทยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ การประสานงานกับทุกฝ่ายได้เป็นไปอย่างต่อเนื่องจนทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือประชาชนให้งดเว้นการเดินทางเข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุในช่วงนี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและเอื้อต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณต่อพี่น้องประชาชนที่ได้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องชายแดน

สถานการณ์ในปัจจุบันยังอยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังทหารอย่างเข้มงวด โดยมีการเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก ด้านทางฝั่งกัมพูชายังคงมีชาวบ้านที่ยังนอนเฝ้าอยู่บริเวณรั้วตลอดทั้งคืนแต่ยังไม่มีการก่อความวุ่นวายใดๆ

ขณะที่ “เจ๊เอ๋ มาตามนัด” ก็ได้เดินทางมาถึงชายแดนบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้วแล้วเวลานี้ หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

ทำไม “เจ๊เอ๋ มาตามนัด” ถึงเป็นที่สนใจ?

การปรากฏตัวของ “เจ๊เอ๋ มาตามนัด” ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเธอเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามจำนวนมาก การออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเช่นนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยและปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

  • จุดยืนที่ชัดเจน: เจ๊เอ๋แสดงออกถึงความรักชาติและการปกป้องแผ่นดินอย่างชัดเจน
  • การสนับสนุนจากประชาชน: มีผู้คนจำนวนมากที่เห็นด้วยกับการกระทำของเจ๊เอ๋และพร้อมที่จะสนับสนุน
  • การสร้างความตระหนัก: เหตุการณ์นี้ช่วยกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาชายแดนและความสำคัญของการรักษาอธิปไตย

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่สิ่งสำคัญคือการเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย การร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยและปกป้องอธิปไตยของชาติ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องจัดการด้วยความรอบคอบ การแสดงออกถึงความรักชาติเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรอยู่ในขอบเขตของกฎหมายและไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม

ที่มา – “เจ๊เอ๋” มาตามนัด เดินทางถึงชายแดนบ้านหนองจาน หลังท้าชนกัมพูชาป่วนรื้อลวดหนาม

“บิ๊กเล็ก” ยันยิงตอบโต้ หากกัมพูชารุกล้ำ

“บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ

“บิ๊กเล็ก” ชี้ มวลชนกัมพูชาป่วนรื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองจาน ทำแบบนี้ในพื้นที่อธิปไตยไทยไม่ได้ จ่อแจ้งความเอาผิดทำลายทรัพย์สินราชการ เล็งใช้ตำรวจควบคุมมวลชน ยัน หากรุกล้ำยิงตอบโต้ได้ทันที

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่มวลชนชาวกัมพูชาเข้ารื้อรั้วลวดหนาม บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า จากที่ได้รับรายงานคือผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วจะเดินทางมาพบประชาชนคนไทยในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทางกองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพา จึงได้วางแนวรั้วลวดหนามเพิ่มเติมเพื่อป้องกันชาวบ้านชาวกัมพูชาจะเข้ามารบกวน ซึ่งไม่ใช่ส่วนที่วางไว้เดิม

ทั้งนี้ตนได้ให้แนวทางไปว่าเป็นการปฏิบัติในพื้นที่ประเทศไทย จะทำอย่างนี้ไม่ได้ ผิดกฎหมายอาญา ในฐานความผิดทำลายทรัพย์สินทางราชการ และขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย อย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 อีก ซึ่งผู้ที่จะแจ้งความเป็นใครก็ได้ จะเป็นกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 หรือจังหวัดสระแก้ว แต่จะต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีกเพราะประชาชนรับไม่ได้ อีกทั้งได้สั่งการให้ทำหนังสือประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปด้วย เพราะนี่คือพื้นที่อธิปไตยของไทยเขาจะมาทำอย่างนี้ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ การปฏิบัติการหลังจากนี้จะเป็นในลักษณะการปราบกลุ่มผู้ชุมนุมใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า ทางกองทัพภาคที่ 1 เริ่มใช้ LRAD เครื่องมือที่ช่วยสลายการชุมนุมในเบื้องต้น เพราะฉะนั้นจะต้องมีการเตรียมกำลังเพิ่มเติม พิจารณาใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะกำลังทหารอาจจะดูรุนแรงเกินไป

เมื่อถามต่อถึงกรณีที่ชาวกัมพูชามีความพยายามจะใช้ชาวบ้านเป็นโล่กำแพงมนุษย์ เข้ามาสร้างความปั่นป่วนในพื้นที่ไทย มีรายงานหรือไม่ว่ามีทหารกัมพูชาอยู่เบื้องหลัง พล.อ.ณัฐพล เผยว่า ไม่ต้องมีข้อมูล เพราะเขายืนอยู่ข้างหลังอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ให้กองทัพภาคที่ 1 ทำหนังสือประท้วงไป และเรื่องนี้จะนำเข้าหารือในที่ประชุม GBC ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2568 ด้วย แต่อย่างไรก็ไม่ได้รอการประชุม GBC เพราะได้สั่งให้ทำหนังสือประท้วงไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนจะถึงขั้นใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงหรือแก๊สน้ำตาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งจากการประชุม RBC ของกองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 มีข้อตกลงว่าจะมีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้ประสานงานในพื้นที่ วันนี้อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ยอมรับว่าเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม กองทัพภาคที่ 1 มีการพูดคุยกับทางกัมพูชา เหตุการณ์จึงคลี่คลายลงในตอนหลัง เนื่องจากกัมพูชาเข้าใจแล้วว่าไม่ได้เป็นการวางเพื่อสกัดกั้นเพิ่มเติม แต่เป็นการวางป้องกันเฉพาะกรณี

ในคำถามว่าพื้นที่เขาพระวิหาร มีรายงานสถานการณ์เข้ามาบ้างหรือไม่ เนื่องจากมีการรายงานว่าทางกัมพูชาเติมกำลังเข้ามาในพื้นที่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า มี เราได้เตรียมพร้อมเอาไว้ ส่วนเจรจาก็เจรจาไป ส่วนเตรียมกำลังก็เตรียมกำลังไป เราจะต้องไม่ยอมมาปฏิบัติการอะไรทางทหารในพื้นที่เป็นอันขาด

ไฟเขียวยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ

เมื่อถามอีกว่าจากที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาระบุ หากมีการล้ำในพื้นที่จะไฟเขียวให้ยิงตอบโต้ได้ในทันทีนั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า แน่นอน เพราะตนพูดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ว่าหยุดยิงแล้วหยุดยิงตลอดไป หากเขาล่วงล้ำอธิปไตยก็สามารถทำตามอำนาจหน้าที่ได้เลย กฎใช้กำลังของกระทรวงกลาโหม ได้ให้อำนาจไว้แล้ว ผบ.เหล่าทัพ แม่ทัพภาค มีอำนาจทำได้อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าหยุดยิงแล้วอย่างไรก็ไม่ยิง ยืนยันว่าไม่ใช่แน่นอน แต่อย่างไรไทยเรามีการเตรียมพร้อมไว้ทั้งหมด

ในประเด็นว่าหากมีการปะทะเกิดขึ้นอีกครั้งจะมีการเตรียมพร้อมอพยพประชาชนอย่างไร พล.อ.ณัฐพล บอกว่า ทางกระทรวงมหาดไทยเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เช่น เหตุการณ์เมื่อคืนที่ จ.สุรินทร์ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ มีการเตรียมศูนย์อพยพเพิ่มเติม ยอมรับว่าทำให้คนในพื้นที่แตกตื่นอยู่เหมือนกัน แต่ยืนยันว่าไม่มีอะไร เป็นการเตรียมความพร้อมเอาไว้ เพราะไม่สามารถคาดการณ์เหตุการณ์อะไรไว้ล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงกรณีที่ ผู้ว่า บันเตียเมียนเจย ส่งหนังสือมายังผู้ว่าฯ สระแก้ว เรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินจะกระทบต่อความมั่นคงหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องแยกกัน การออกเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดเป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย แต่เรื่องความมั่นคง ปกป้องอธิปไตย เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม โดยมีกระทรวงมหาดไทยสนับสนุน ต้องแยกออกจากกัน เรื่องเอกสารสิทธิ์ก็ว่ากันไป ส่วนการปกป้องอธิปไตยกระทรวงกลาโหมไม่ยอมอยู่แล้ว.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติเเละความปลอดภัยของประชาชนคนไทย การ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่าไทยจะไม่ยอมให้มีการรุกล้ำอธิปไตยอย่างแน่นอน เเต่ทั้งนี้ก็หวังว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายจนเกิดความสูญเสีย

การที่ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” นั้นเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เเละกองทัพก็มีความพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การเจรจาเเละการพูดคุยกันระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมทางทหาร เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดเเย้งที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายเเดน เเละปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การที่กองทัพมีความชัดเจนในเรื่องการ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” จะช่วยป้องปรามไม่ให้เกิดการรุกล้ำอธิปไตยได้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ เล็งใช้กำลัง ตร.ควบคุมมวลชน

“ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับเรื่องบิ๊กเต่า

“ภูมิธรรม” ชี้ แก้ปัญหาตามสภาพการณ์ หลังชาวกัมพูชาบุกรื้อลวดหนามบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ยืนยันไทยทำถูกต้องภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นร้องขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้ายโผตำรวจจริง

เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสถานการณ์ความวุ่นวายหลังชาวกัมพูชาบุกรื้อรั้วลวดหนามที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว จะมีมาตรการอย่างไร ว่า ทางโฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงแล้ว ก็เป็นไปตามนั้นเลย

ส่วนคำถามว่าจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายภูมิธรรม ย้ำว่า ตามที่โฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงแล้ว ซึ่งตรงนี้ยังเป็นปัญหาที่กระทบกันอยู่ ก็ต้องแก้ไขปัญหาไปตามสภาพการณ์ เราก็ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง เราทำทุกอย่างภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่ประเทศมาเลเซีย

“ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย

ขณะเดียวกัน นายภูมิธรรม ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมการแต่งตั้งโยกย้ายที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มายื่นหนังสือ ตนได้รับเรื่องไว้แล้ว เมื่อถามต่อไปว่าจะพิจารณาอย่างไร นายภูมิธรรม ตอบว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จึงรับเรื่องไว้เพื่อส่งให้ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องได้พิจารณา ก็ต้องไปคุยกันต่อถือว่าเรารับหนังสือด้วยความเข้าใจ เห็นใจ แต่ต้องขอดูรายละเอียดอีกครั้ง

ในกรณีที่การเสนอเรื่องมาแบบนี้ถือว่ามีปัญหาภายในของตำรวจสอบสวนกลางหรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า ยังไม่รู้ว่าจะตอบว่ามีปัญหาที่ไหน ซึ่ง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มองว่ากระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดที่เสนอมามีบางคนที่ท่านคิดว่าไม่เกิดความยุติธรรม ท่านก็มีสิทธิร้อง ตนก็เป็นคนที่รับเรื่อง ต้องไปหารายละเอียดว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องพยายามคืนความเป็นธรรมให้ได้ แต่ถ้าไม่ได้มีปัญหาอะไรก็ต้องชี้แจงให้ท่านทราบ ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าอะไรเป็นอะไร เพียงแต่รับเรื่องด้วยความเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ไม่ทันได้พบกัน เพราะตนออกจากทำเนียบรัฐบาลก็ไปที่กระทรวงมหาดไทยเลย แต่ได้รับโทรศัพท์คุยกันแล้ว ได้รับทราบเข้าใจเรื่องราวแล้ว.

“บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย: ภูมิธรรมรับเรื่องแล้ว

จากกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น นายภูมิธรรมได้กล่าวว่า ได้รับเรื่องไว้แล้วและจะส่งให้ผู้มีอำนาจพิจารณาต่อไป ประเด็นนี้เป็นที่สนใจของสังคมเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสและความยุติธรรมในการบริหารงานภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่าหากพบว่ากระบวนการไม่เป็นธรรม จะดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีชาวกัมพูชารื้อรั้วลวดหนาม โดยยืนยันว่าไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงและจะแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การยืนกรานในหลักการและข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

สถานการณ์ทั้งสองประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศ การแก้ไขปัญหาด้วยความรอบคอบ การยึดมั่นในหลักการ และการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความสงบและความเจริญรุ่งเรือง

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญคือ 1) การรับเรื่องร้องเรียนของ “บิ๊กเต่า” และการให้คำมั่นว่าจะพิจารณาด้วยความเป็นธรรม และ 2) การยืนยันว่าไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงกับประเทศกัมพูชา ทั้งสองประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย

ตึงเครียด! ทหารไทยตรึงกำลังชายแดนบ้านหนองจาน สระแก้ว

สถานการณ์ยังคงตึงเครียด! “ทหารไทย” ยังคงตรึงกำลังอย่างหนาแน่นบริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ที่อาจปะทุขึ้นได้ตลอดเวลา หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่ฝั่งกัมพูชาได้ประกาศระดมชาวบ้านให้ออกมารวมตัวกันในพื้นที่พิพาทบริเวณชายแดน โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ที่ดินของกัมพูชาร่วมอยู่ด้วย

ทหารไทยตรึงกำลังชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวบ้านจำนวนหนึ่งเดินทางมาถึงที่บริเวณชายแดน ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย เมื่อกลุ่มชาวกัมพูชาบางส่วนได้บุกเข้ามารื้อรั้วลวดหนามที่ฝ่ายไทยได้ทำการติดตั้งไว้เพื่อป้องกันการรุกล้ำดินแดน นอกจากนี้ ยังมีการขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ฝั่งไทย ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ในขณะปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าประชาชนจากฝั่งกัมพูชายังคงทยอยเดินทางเข้ามาสมทบอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศบริเวณชายแดนตึงเครียดยิ่งขึ้น กองกำลังทหารไทยได้เสริมกำลังเข้าตรึงพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย ที่น่าสังเกตคือ ฝั่งกัมพูชาได้เปิดเพลงเสียงดัง คาดว่าเป็นเพลงปลุกใจเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและกระตุ้นให้ชาวบ้านเกิดความฮึกเหิม เสียงเพลงดังกล่าวดังก้องไปทั่วบริเวณชายแดน สร้างความกดดันให้กับเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์ล่าสุด: ทหารไทยยังคงตรึงกำลัง

สถานการณ์ล่าสุดยังคงมีการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย ทหารไทยยังคงตรึงกำลังอย่างแน่นหนาเพื่อเฝ้าระวังการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับส่วนกลางเพื่อรายงานความคืบหน้าของสถานการณ์ และเตรียมมาตรการรองรับหากสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น

  • การเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดกำลังดำเนินการ
  • ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • เจ้าหน้าที่ไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนเสมอ

การรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

การที่ “ทหารไทยตรึงกำลัง ชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน แม้ว่าสถานการณ์จะตึงเครียด แต่การมีสติและความอดทนจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหา

ที่มา – สถานการณ์ยังตึงเครียด “ทหารไทย” ตรึงกำลัง ชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

Scroll to top