ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ทหารกัมพูชา รุกล้ำ! วางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่ม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อ “กองทัพบก” เผยว่า “ทหารกัมพูชา” ได้รุกล้ำอธิปไตยไทยอีกครั้ง โดยมีการดักซุ่มและลอบวางทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่ ล่าสุด พบว่ามีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีกถึง 3 ทุ่น ทำให้สถานการณ์ชายแดนน่ากังวลยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่อธิปไตยไทย โดยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 16.00 น. หน่วยทหารในพื้นที่ตรวจพบทหารกัมพูชาจำนวน 2–3 นาย ซึ่งจากการแต่งกายคาดว่าเป็นหน่วย BHQ ปฏิบัติการดักซุ่มและตรวจการณ์ฝ่ายไทย บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยอยู่ห่างจากแนวเส้นปฏิบัติการเข้ามาในเขตอธิปไตยไทยประมาณ 100 เมตร

จากการรุกล้ำอธิปไตยไทยดังกล่าว ฝ่ายไทยได้ทำการยิงขับไล่จนฝ่ายกัมพูชาหลบหนีไป เมื่อมั่นใจว่าพื้นที่ปลอดภัยแล้ว หน่วยจึงเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ และตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณจุดที่พบทหารกัมพูชาดักซุ่ม จำนวน 1 ทุ่น จึงได้ทำการตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียด พร้อมทำเครื่องหมายไว้ เพื่อรอรับการสนับสนุนจากชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดดำเนินการต่อไป ซึ่งการกระทำของ ทหารกัมพูชา ในครั้งนี้ ถือเป็นการยั่วยุและละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน

ต่อมา ในวันที่ 23 สิงหาคม จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบของชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดอีกครั้ง พบการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีกจำนวน 2 ทุ่น (รวมเป็นทั้งหมด 3 ทุ่น) พร้อมลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิด 2 ลูก และตะปูเรือใบจำนวนมาก ทำให้เห็นได้ชัดว่ามีการเตรียมการเพื่อก่อเหตุร้ายในพื้นที่

ทหารกัมพูชา รุกล้ำอธิปไตยไทย

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า เป็นที่ปรากฏชัดเจนอีกครั้งว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากผลการประชุม GBC ที่ผ่านมาในหลายข้อ ทั้งการยั่วยุ การรุกล้ำดินแดน และการใช้ทุ่นระเบิดในการลอบทำร้ายฝ่ายไทย การกระทำดังกล่าวย้อนแย้งกับท่าทีที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือนต่อประชาคมระหว่างประเทศว่าฝ่ายไทยรุกราน ทั้งที่ความเป็นจริงและหลักฐานต่าง ๆ ที่พบ ยืนยันได้ว่ากัมพูชากระทำการรุกรานและละเมิดข้อตกลง รวมทั้งอนุสัญญาออตตาวามาโดยตลอด

การตอบโต้และมาตรการของไทยต่อการรุกล้ำของทหารกัมพูชา

กองทัพบกจะได้ส่งหลักฐานทั้งหมดให้คณะ IOT ทราบถึงพฤติกรรมดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา และแจ้งเตือนทุกหน่วยตามแนวชายแดนให้เฝ้าติดตามการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเพิ่มความระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับการรุกล้ำอธิปไตยจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง การกระทำของ ทหารกัมพูชา ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า บ่งบอกถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกและต้องการการแก้ไขอย่างจริงจังในระดับทวิภาคีและระดับนานาชาติ

ทางกองทัพบกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ และการเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องอธิปไตย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความสูญเสียที่ไม่จำเป็น การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

อย่างไรก็ตาม การวางทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ต่อทหาร แต่ยังรวมถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนด้วย การดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “ทหารกัมพูชา” รุกล้ำอธิปไตยไทย พบวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 3 ทุ่น

ผงะ! **ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ใกล้ชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดมีการ**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ในบริเวณที่ทหารกัมพูชาเข้ามาดักซุ่มตรวจการณ์ทหารไทย กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมยืนยันว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ใกล้จุดดักซุ่มทหารกัมพูชา

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้แจ้งข่าวการ**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. ทหารไทยได้ตรวจพบทหารกัมพูชาจำนวน 2-3 นาย บริเวณเนิน 350 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งห่างจากแนวชายแดนเข้ามาในฝั่งไทยประมาณ 100 เมตร

จากการตรวจสอบพบว่าทหารกัมพูชาดังกล่าว สวมหมวกทรง FAST สีดำ ซึ่งคาดว่าเป็นหน่วย BHQ และกำลังดักซุ่มตรวจการณ์ทหารไทย

หลังจาก**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าทำการตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด โดยใช้เครื่องตรวจทุ่นระเบิด และทำเครื่องหมายเอาไว้ เพื่อรอการสนับสนุนจากชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดต่อไป

PMN-2 คืออะไร? ทำไมถึงอันตราย?

ทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดหนึ่ง ที่ออกแบบมาเพื่อทำอันตรายต่อมนุษย์โดยเฉพาะ มีขนาดเล็ก พกพาง่าย และตรวจจับได้ยาก แรงระเบิดของ PMN-2 สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัส หรือถึงแก่ชีวิตได้ การ**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** ในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

การลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และสนธิสัญญาออตตาวา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อห้ามการใช้ การผลิต การสะสม และการถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ และยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความสงบสุขของประชาชน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น: การ**ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2** อาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

  • การลาดตระเวนชายแดนถี่ขึ้น
  • การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย
  • การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อกำจัดทุ่นระเบิดให้หมดไปจากพื้นที่ชายแดน และสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 ในจุดที่เจอทหารกัมพูชา หน่วย BHQ ดักซุ่มตรวจการณ์ฝ่ายไทย

กองทัพภาคที่ 1 ยัน! รื้อแนวรั้วลวดหนาม ไม่จริง

กองทัพภาคที่ 1 ยันการหารือ “รื้อแนวรั้วลวดหนาม” ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงประชุม RBC

กองทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้เแจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็น “การรื้อแนวรั้วลวดหนาม” และสิ่งกีดขวางตามแนวชายแดน โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงของการประชุม RBC สมัยวิสามัญที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2567 (อ้างอิงตามข้อมูลเดิม) ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 1 ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว สืบเนื่องจากมีการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลการประชุม RBC สมัยวิสามัญที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนสิ่งกีดขวาง

ทางกองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ข้อความที่มีการกล่าวถึงเรื่องการรื้อแนวรั้วลวดหนามนั้น เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นจากฝ่ายเดียว และไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในเอกสารข้อตกลงอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการฯ และคณะเลขานุการฯ ของทั้งสองฝ่าย แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำกล่าวของ รอง ผบ.ทบ./ผบ.ภท.5/ประธานร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ฝ่ายกัมพูชา

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหารือเรื่อง “รื้อแนวรั้วลวดหนาม”

ในการกล่าวเปิดประชุม ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ เรื่องของการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้ MOU ปี 2543 ซึ่งควรที่จะให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศ คือ กัมพูชาและไทย ได้มีการหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ในช่วงของการกล่าวปิดการประชุม ก็มีการพูดถึงประเด็น “การรื้อแนวรั้วลวดหนาม” ยางรถยนต์ และสิ่งกีดขวางอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนในบริเวณชายแดน เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม พลโท แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ฝ่ายไทย ได้ตอบกลับในประเด็นดังกล่าวในช่วงปิดการประชุม โดยสรุปว่า ข้อหารือต่างๆ ที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในเอกสารข้อตกลงของคณะกรรมการ และคณะเลขานุการฯ ของทั้งสองฝ่ายนั้น จะถูกนำไปพิจารณาในการประชุมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อที่จะนำไปสู่การดำเนินการในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ในลำดับต่อไป

ดังนั้น กองทัพภาคที่ 1 จึงขอยืนยันว่า การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “การรื้อแนวรั้วลวดหนาม” และสิ่งกีดขวางตามแนวชายแดน จะต้องเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง และผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย

การชี้แจงครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคมได้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และคลายความสงสัยของประชาชนได้

การแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความมั่นคงและเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ยันการหารือ “รื้อแนวรั้วลวดหนาม” ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงประชุม RBC

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย ฮุนเซนรักษาการ

สมเด็จนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา เสด็จฯ กรุงปักกิ่ง ของจีน เข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามปกติ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐระหว่างที่พระองค์ไม่ประทับในราชอาณาจักร

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักพระราชวังกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์สำคัญว่า สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อทรงเข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามกำหนดการเป็นประจำทุกปี ซึ่งถือเป็นกิจวัตรที่ทรงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

แถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ให้ทำหน้าที่ รักษาการประมุขแห่งรัฐ แทนพระองค์ ในระหว่างที่พระองค์มิได้ประทับอยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชา การมอบหมายหน้าที่สำคัญนี้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่ทรงมีต่อสมเด็จฮุน เซน และความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน

ในสารที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานถึงประชาชนชาวกัมพูชา พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำรัสถวายพระพรแด่ผู้นำทางศาสนาพุทธและพระสงฆ์ทุกรูป พร้อมทั้งแสดงความรักและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งต่อพสกนิกรชาวกัมพูชาทุกคน พระองค์ทรงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศชาติจะยังคงดำรงไว้ซึ่งสันติสุข ความเจริญรุ่งเรือง และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ภายใต้ร่มพระบารมีแห่งพระพุทธศาสนา

การเสด็จพระราชดำเนินไปตรวจพระพลานามัยในต่างประเทศเป็นประจำ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สมเด็จพระนโรดม สีหมุนี ทรงยึดมั่นมาโดยตลอด เพื่อให้มั่นพระทัยว่าพระองค์ทรงมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนได้อย่างเต็มที่ ครั้งล่าสุดที่พระองค์เสด็จฯ ไปทรงตรวจพระพลานามัย คือเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งในครั้งนั้น สมเด็จพระราชชนนี นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระราชชนนีเจ้า ได้เสด็จฯ ไปพร้อมกับพระองค์ด้วย

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย

การที่ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย เป็นประจำ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในสุขภาพของพระองค์เอง เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศกัมพูชาและจีนอีกด้วย

ทำไมกษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัยบ่อย?

เหตุผลหลักที่ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย เป็นประจำนั้น เนื่องมาจากการที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อให้สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการติดตามอาการและป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

  • การตรวจสุขภาพเป็นประจำช่วยให้ค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
  • การรักษาสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำประเทศ
  • ความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัมพูชาและจีนเอื้อต่อการตรวจสุขภาพ

การแต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการประมุขแห่งรัฐในระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่ ถือเป็นการดำเนินการที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และเป็นไปเพื่อให้การบริหารประเทศดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและราบรื่น สมเด็จฮุน เซน ทรงมีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างยาวนาน และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ทำให้พระองค์สามารถปฏิบัติหน้าที่รักษาการประมุขแห่งรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย ในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน ให้เป็นผู้รักษาการประมุขแห่งรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมและความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ที่มา – กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯ จีนตรวจพระพลานามัย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งฮุนเซน รักษาการประมุขแห่งรัฐแทนพระองค์

ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย

ฮุน เซน โพสต์เดือด! โต้สถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ตั้งแต่ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด บอกไม่ใช่สิ่งที่สร้างความสำเร็จในชีวิตการเมือง แต่เป็นประชาชนและสถาบันกัมพูชาต่างหาก

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียตอบโต้กรณีมีสถาบันการศึกษาไทยแห่งหนึ่งประกาศเพิกถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ที่เคยมอบให้ โดยย้ำชัดว่าเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากไทยตั้งแต่ต้น และได้ทิ้งทั้งหมดไปแล้ว

ฮุนเซนเผยว่า ปริญญาบัตรทั้ง 3 ใบ มอบให้เขาเมื่อปี 2544 2549 และ 2562 แต่ไม่มีส่วนใดที่มีคุณค่าในการสร้างความสำเร็จของชีวิตการเมืองเลย เพราะความรู้ ความสามารถ และความสำเร็จทั้งหมดมาจากประชาชนกัมพูชาและสถาบันการศึกษาของกัมพูชาเอง ไม่ใช่จากไทย พร้อมระบุว่าสถาบันไทยเหล่านี้ควรละอายใจเสียด้วยซ้ำ ที่นำประเมินคุณงามความดีของเขาเพื่อขอให้รับปริญญาบัตรโดยสมัครใจ ไม่ใช่เขาที่เป็นฝ่ายร้องขอ

ทั้งนี้ ฮุนเซนยังท้าว่าสำนักงานของเขาจะนำเอกสารการประเมินคุณสมบัติจากสถาบันการศึกษาไทยที่ใช้ในการมอบปริญญาบัตรมาประกาศต่อสาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า สถาบันไทยเหล่านี้เป็นฝ่ายมอบเกียรติยศให้เอง ไม่ใช่สิ่งที่เขาแสวงหา พร้อมย้ำว่าความภาคภูมิใจของเขามาจากการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่จากกระดาษเพียงแผ่นเดียว

ทั้งนี้ โพสต์เดือดล่าสุดของอดีตผู้นำกัมพูชามีขึ้นหลังจากที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นแก่ฮุน เซน และก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีมติลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จฮุน เซน หลังมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย แสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณ

ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย

เรื่องราว ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย นี้ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา หลายคนแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของสถาบันการศึกษาไทยที่ถอนปริญญาบัตร ในขณะที่บางส่วนก็มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การที่สถาบันการศึกษาไทยตัดสินใจถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์จากสมเด็จฮุน เซน นั้น สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของสถาบันต่อสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การกระทำดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่าสถาบันการศึกษาไทยให้ความสำคัญกับหลักการและค่านิยมที่ถูกต้อง

ทำไมสถาบันการศึกษาไทยถึงถอนปริญญาบัตรจากฮุนเซน?

เหตุผลหลักที่สถาบันการศึกษาไทยตัดสินใจถอนปริญญาบัตรจากสมเด็จฮุน เซน นั้น มาจากท่าทีและพฤติกรรมของสมเด็จฮุน เซน ที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย และขัดแย้งกับคุณสมบัติและเกียรติคุณที่เคยได้รับจากสถาบัน การถอนปริญญาบัตรจึงเป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนต่อพฤติกรรมดังกล่าว

นอกจากนี้ การถอนปริญญาบัตรยังเป็นการปกป้องชื่อเสียงและเกียรติภูมิของสถาบันการศึกษาไทย การที่สถาบันยังคงมอบปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ให้กับบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่สังคมมีต่อสถาบันได้

ประเด็นเรื่อง ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในสังคม หลายฝ่ายต่างจับตาดูว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศอย่างไรต่อไป

สำหรับสมเด็จฮุน เซน การถูกถอนปริญญาบัตรจากสถาบันการศึกษาไทย อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานะและความนิยมของท่านในประเทศกัมพูชามากนัก เพราะความสำเร็จทางการเมืองของท่านมาจากปัจจัยอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการได้รับการยอมรับจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสถาบันการศึกษาไทย ในการพิจารณาและคัดเลือกบุคคลที่จะได้รับปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติและพฤติกรรมที่เหมาะสม และสมควรได้รับการยกย่องจากสังคมอย่างแท้จริง

การออกมาตอบโต้เรื่อง ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย ของสมเด็จฮุน เซน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของสถาบันการศึกษาไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการยืนยันว่าท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากต่างประเทศมากนัก

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือด้วยการกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่การได้รับการยอมรับจากภายนอกเท่านั้น

ที่มา – ฮุนเซน โพสต์เดือดโต้ปมสถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด

เปิดใจ! อดีตเชลยศึกถูกทหารกัมพูชาจับ 4 ปี

เรื่องราวสุดสะเทือนใจของอดีตเชลยศึกที่ถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปนานถึง 4 ปี ถูกบังคับใช้งานเยี่ยงทาส ฝึกฝนให้สู้รบแลกกับอาหารเพียง 3 มื้อ ชายแดนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจ

นายสมภาร สาริก อายุ 53 ปี ชาวบ้านใกล้ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เปิดเผยประสบการณ์อันเลวร้ายเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ในวัย 15 ปี เขาถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปเป็นเชลยศึก ถูกคุมขังในค่ายนานถึง 4 ปีเต็ม

เหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2529 ขณะที่เขากำลังเลี้ยงควายอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จู่ๆ ทหารกัมพูชาก็เข้ามาจับตัวเขา พาไปยังฐานทัพ พยายามหลบหนีหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เพราะทหารได้วางกับระเบิดไว้โดยรอบ ภายในค่ายยังมีคนไทยอีกกว่า 300 คน ที่ถูกจับมาใช้งาน บ้างก็ถูกบังคับให้ร่วมรบ

ด้วยความที่ยังเด็ก เขาจึงถูกใช้งานในค่ายทหาร หากไม่ทำงานก็จะได้รับอาหารเพียง 2 มื้อ แต่ถ้าใครเข้ารับการฝึกทหารก็จะได้รับอาหารครบ 3 มื้อ

จนกระทั่งปี 2532-2533 ในสมัยรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ไทยและกัมพูชาจึงได้เจรจาและมีการปล่อยตัวเชลยศึก เขารอดชีวิตกลับบ้าน สร้างความดีใจให้กับครอบครัวที่คิดว่าเสียชีวิตไปแล้วสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดในปัจจุบัน ทำให้เขาอดเป็นห่วงไม่ได้ อยากจะเตือนทุกคนว่าอย่าประมาทและอย่าไว้ใจทหารกัมพูชาเด็ดขาด และยืนยันว่าช่องอานม้าเป็นของไทยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเปิดใจ อดีตเชลยศึก เล่าถูกทหารกัมพูชาจับตัวไป 4 ปี บังคับใช้งาน-สู้รบ

เรื่องราวของนายสมภารไม่ได้เป็นเพียงอดีตที่ขมขื่น แต่เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงความซับซ้อนและความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ความทรงจำอันเลวร้ายจากการถูกจับเป็นเชลยศึก บังคับใช้แรงงาน และการต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงภัยต่างๆ ตลอด 4 ปี ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของเขา

ความทรงจำที่ยังคงตามหลอกหลอน

แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายสิบปี แต่นายสมภารยังคงจดจำช่วงเวลาที่ถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปได้อย่างแม่นยำ เขาเล่าว่าชีวิตในค่ายเชลยศึกเต็มไปด้วยความยากลำบาก การถูกบังคับให้ทำงานหนัก การขาดแคลนอาหาร และการต้องอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวตลอดเวลา

เขายังจำได้ถึงเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายคนที่ต้องเสียชีวิตจากการถูกทหารทำร้าย หรือจากการเจ็บป่วยเนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย ความทรงจำเหล่านั้นยังคงตามหลอกหลอนเขามาจนถึงทุกวันนี้

บทเรียนราคาแพงจากอดีต

ประสบการณ์ที่นายสมภารได้รับจากการถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปเป็นเชลยศึก ได้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่เขาต้องการจะถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลัง เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสติและความระมัดระวังในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

“อย่าประมาทและอย่าไว้ใจทหารกัมพูชาเด็ดขาด” นายสมภารกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่าสถานการณ์ชายแดนมีความไม่แน่นอน และเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอ”

อดีตที่ไม่ควรถูกลืม

เรื่องราวของนายสมภารเป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งและความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งสิ่งดีงาม ความสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากสงครามและการเผชิญหน้ากันยังคงส่งผลกระทบต่อผู้คนและสังคมในระยะยาว การเรียนรู้จากอดีตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายซ้ำรอย

เหตุการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจา การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและยั่งยืน

เรื่องราวของอดีตเชลยศึกท่านนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เรารู้จักรักและหวงแหนแผ่นดินเกิด และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขและปราศจากความขัดแย้ง

ที่มา – เปิดใจ อดีตเชลยศึก เล่าถูกทหารกัมพูชาจับตัวไป 4 ปี บังคับใช้งาน-สู้รบ

มรภ.บ้านสมเด็จฯ ถอนปริญญา “ฮุน เซน” | อัปเดตล่าสุด

สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของ ฮุน เซน กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมขณะนี้

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ประกาศ เรื่อง เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของสมเด็จ ฮุน เซน โดยระบุว่า มติสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ 8 / 2568 วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ อนุมัติการเพิกถอนการให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ของสมเด็จ ฮุน เซน

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ได้มีมติเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของ ฮุน เซน ไปแล้วเช่นกัน

มรภ.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “ฮุน เซน”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนและความสำคัญของการพิจารณาการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดที่สถาบันการศึกษามอบให้แก่บุคคลที่มีคุณูปการต่อสังคม

เหตุผลเบื้องหลังการเพิกถอนปริญญาของฮุน เซน

ถึงแม้ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาจะไม่ได้ระบุเหตุผลอย่างเป็นทางการในการเพิกถอนปริญญาครั้งนี้ แต่คาดการณ์กันว่า อาจมีปัจจัยหลายประการที่นำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว เช่น ท่าทีทางการเมือง หรือการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเหมาะสมในการดำรงเกียรติยศของปริญญา

อย่างไรก็ตาม การเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ถือเป็นเรื่องใหญ่ และส่งผลกระทบต่อทั้งตัวผู้ได้รับปริญญา สถาบันการศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและมีเหตุผลที่ชัดเจน

การพิจารณาคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์นั้น ครอบคลุมหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ความสามารถ คุณธรรมจริยธรรม การทำคุณประโยชน์ต่อสังคม และการเป็นแบบอย่างที่ดี การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังการมอบปริญญา อาจนำไปสู่การทบทวนและพิจารณาเพิกถอนได้ หากพบว่าผู้ได้รับปริญญาขาดคุณสมบัติ หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ มหาวิทยาลัยต่างๆ มีเกณฑ์ในการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์อย่างไร และกระบวนการดังกล่าวมีความโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่ การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณชน จะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของสถาบันการศึกษา

นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสถาบันการศึกษาต่างๆ ในการพิจารณาและทบทวนหลักเกณฑ์การมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ รวมถึงการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของผู้ได้รับปริญญาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติและความน่าเชื่อถือของสถาบัน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ฮุน เซน เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเมือง การศึกษา และสังคม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน ทำให้สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ที่มา – มรภ.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “ฮุน เซน”

ชายแดนระอุ! ชาวบ้านยังผวา อพยพไปวัด

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่ากังวลใจ… ชาวบ้านยังคงอยู่ในอาการชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด วอนรัฐบาลเร่งหาทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้จบโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น กองกำลังทหารกัมพูชาเพิ่มกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาประชิดชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณอำเภอกาบเชิง และอำเภอพนมดงรัก ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มไม่มั่นใจในสถานการณ์และตัดสินใจชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา

บางส่วนเริ่มทยอยออกจากพื้นที่เพราะไม่ไว้วางใจทหารกัมพูชา หวั่นเกรงว่าจะมีการยิงปืนใหญ่เข้ามา แต่ส่วนใหญ่ยังคงรอฟังคำสั่งจากผู้นำชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมอพยพหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ชาวบ้านอพยพ

ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด

วัดเทพสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ กลายเป็นที่พักพิงของผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กๆ จากอำเภอกาบเชิง เกือบ 300 คน มีผู้ป่วยติดเตียง 4 ราย และเด็กแรกเกิดรวมอยู่ด้วย ทางวัดยังต้องการรับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค ผงซักฟอก และแพมเพิร์สสำหรับผู้ป่วยและเด็กเล็ก

นายศิริวัฒน์ จันทร์ทวี ชาวบ้านสกลพัฒนา ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิง เล่าว่า หลานโทรศัพท์มาแจ้งว่าทหารกัมพูชาประชิดชายแดน ตนจึงยังไม่กล้ากลับบ้าน ขอดูสถานการณ์ก่อน อยากให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องศูนย์อพยพและเงินเยียวยา

นายนครินทร์ สารพิษ อายุ 23 ปี ชาวบ้านสกลพัฒนา ที่อพยพมาพร้อมภรรยาและลูกอ่อนวัย 14 วัน กล่าวว่า ตนและครอบครัวมาอยู่ที่วัดได้ 7 วันแล้ว หลังจากภรรยาเพิ่งคลอดลูกได้เพียง 14 วัน ตอนนี้ยังไม่มีรายได้ ไม่สามารถไปทำงานได้ จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำอะไรต่อ วอนรัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน และเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

พระครูศรีปริยัติสาทร เจ้าอาวาสวัดเทพสุรินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้มีผู้อพยพมาอยู่ที่วัดประมาณ 264 คน ชาวบ้านอพยพมากันเองโดยที่ทางการยังไม่ได้สั่งการ เพราะพวกเขายังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ชายแดน รู้สึกหวาดกลัวจนนอนไม่หลับ ทางวัดยังต้องการข้าวสาร อาหารสด อาหารแห้ง รวมถึงผงซักฟอก และของใช้สำหรับผู้ป่วยและเด็ก เช่น แพมเพิร์ส ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคได้ที่วัด

ความเดือดร้อนของชาวบ้านชายแดน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมาก หลายคนต้องทิ้งบ้านเรือนและไร่นามาอาศัยอยู่ในวัดด้วยความยากลำบาก ขาดแคลนสิ่งของจำเป็น และไม่รู้ว่าจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เมื่อไหร่

สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งในเรื่องของอาหาร น้ำดื่ม ยา เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ รวมถึงความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และที่สำคัญที่สุดคือความมั่นใจในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภาพรวมอีกด้วย หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อีกด้วย

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งหาทางแก้ไขปัญหาโดยเร็ว โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

การแก้ไขปัญหาอาจต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทางออกที่ดีที่สุดคือการเจรจาและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิดที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้

สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และส่งกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

ที่มา – ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด

ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

กองทัพบก (ทบ.) ปฏิเสธข้อเสนอจากกัมพูชาที่ให้ไทยรื้อลวดหนามตามแนวชายแดนเพื่อแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยยืนยันว่าต้องยึดตามคำแถลงการณ์ของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมากล่าวเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 17.19 น. ถึงกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวว่า หากไทยต้องการเก็บกู้วัตถุระเบิด จะต้องรื้อรั้วลวดหนามออกจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด ซึ่งประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

พลตรีวินธัย สุวารี ได้ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ในวันดังกล่าว กัมพูชาไม่ได้มีเงื่อนไขให้ไทยรื้อรั้วลวดหนามจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ดังนั้นจึงขอย้ำให้ยึดตามคำแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น ข้อมูลอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่เป็นความจริง

ความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ชายแดน

การรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค การเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรมีเงื่อนไขที่ไม่สมเหตุสมผลมาเกี่ยวข้อง กรณี ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาระหว่างทั้งสองฝ่าย

การที่กองทัพบกออกมาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างชัดเจน เป็นการยืนยันถึงจุดยืนของประเทศไทยในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านความมั่นคงและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก

  • การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพ

การเจรจาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น การเคารพซึ่งกันและกันและยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การรับฟังข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

การตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องสำคัญเช่นนี้ ต้องพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวต่อความมั่นคงของชาติและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชนทั้งสองประเทศ การดำเนินการใดๆ ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่าย

โดยสรุปแล้ว กองทัพบกได้ออกมาปฏิเสธข้อเสนอของกัมพูชาเกี่ยวกับการรื้อลวดหนามแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และยืนยันว่าให้ยึดตามคำแถลงการณ์ของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องต่อไป

การที่ประเทศไทยและกัมพูชายังคงเจรจาและหารือกันอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงของภูมิภาค

ที่มา – ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน แลกกับเก็บกู้ทุ่นระเบิด

Scroll to top