เปิดใจ! อดีตเชลยศึกถูกทหารกัมพูชาจับ 4 ปี
เรื่องราวสุดสะเทือนใจของอดีตเชลยศึกที่ถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปนานถึง 4 ปี ถูกบังคับใช้งานเยี่ยงทาส ฝึกฝนให้สู้รบแลกกับอาหารเพียง 3 มื้อ ชายแดนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจ
นายสมภาร สาริก อายุ 53 ปี ชาวบ้านใกล้ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เปิดเผยประสบการณ์อันเลวร้ายเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ในวัย 15 ปี เขาถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปเป็นเชลยศึก ถูกคุมขังในค่ายนานถึง 4 ปีเต็ม
เหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2529 ขณะที่เขากำลังเลี้ยงควายอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จู่ๆ ทหารกัมพูชาก็เข้ามาจับตัวเขา พาไปยังฐานทัพ พยายามหลบหนีหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เพราะทหารได้วางกับระเบิดไว้โดยรอบ ภายในค่ายยังมีคนไทยอีกกว่า 300 คน ที่ถูกจับมาใช้งาน บ้างก็ถูกบังคับให้ร่วมรบ
ด้วยความที่ยังเด็ก เขาจึงถูกใช้งานในค่ายทหาร หากไม่ทำงานก็จะได้รับอาหารเพียง 2 มื้อ แต่ถ้าใครเข้ารับการฝึกทหารก็จะได้รับอาหารครบ 3 มื้อ
จนกระทั่งปี 2532-2533 ในสมัยรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ไทยและกัมพูชาจึงได้เจรจาและมีการปล่อยตัวเชลยศึก เขารอดชีวิตกลับบ้าน สร้างความดีใจให้กับครอบครัวที่คิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดในปัจจุบัน ทำให้เขาอดเป็นห่วงไม่ได้ อยากจะเตือนทุกคนว่าอย่าประมาทและอย่าไว้ใจทหารกัมพูชาเด็ดขาด และยืนยันว่าช่องอานม้าเป็นของไทยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเปิดใจ อดีตเชลยศึก เล่าถูกทหารกัมพูชาจับตัวไป 4 ปี บังคับใช้งาน-สู้รบเรื่องราวของนายสมภารไม่ได้เป็นเพียงอดีตที่ขมขื่น แต่เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงความซับซ้อนและความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ความทรงจำอันเลวร้ายจากการถูกจับเป็นเชลยศึก บังคับใช้แรงงาน และการต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงภัยต่างๆ ตลอด 4 ปี ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของเขา
ความทรงจำที่ยังคงตามหลอกหลอน
แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายสิบปี แต่นายสมภารยังคงจดจำช่วงเวลาที่ถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปได้อย่างแม่นยำ เขาเล่าว่าชีวิตในค่ายเชลยศึกเต็มไปด้วยความยากลำบาก การถูกบังคับให้ทำงานหนัก การขาดแคลนอาหาร และการต้องอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวตลอดเวลา
เขายังจำได้ถึงเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายคนที่ต้องเสียชีวิตจากการถูกทหารทำร้าย หรือจากการเจ็บป่วยเนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย ความทรงจำเหล่านั้นยังคงตามหลอกหลอนเขามาจนถึงทุกวันนี้
บทเรียนราคาแพงจากอดีต
ประสบการณ์ที่นายสมภารได้รับจากการถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปเป็นเชลยศึก ได้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่เขาต้องการจะถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลัง เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสติและความระมัดระวังในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน
“อย่าประมาทและอย่าไว้ใจทหารกัมพูชาเด็ดขาด” นายสมภารกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่าสถานการณ์ชายแดนมีความไม่แน่นอน และเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอ”
อดีตที่ไม่ควรถูกลืม
เรื่องราวของนายสมภารเป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งและความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งสิ่งดีงาม ความสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากสงครามและการเผชิญหน้ากันยังคงส่งผลกระทบต่อผู้คนและสังคมในระยะยาว การเรียนรู้จากอดีตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายซ้ำรอย
เหตุการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจา การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและยั่งยืน
เรื่องราวของอดีตเชลยศึกท่านนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เรารู้จักรักและหวงแหนแผ่นดินเกิด และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขและปราศจากความขัดแย้ง
ที่มา – เปิดใจ อดีตเชลยศึก เล่าถูกทหารกัมพูชาจับตัวไป 4 ปี บังคับใช้งาน-สู้รบ