ทหารไทยปะทะกัมพูชา

กลาโหมมอบ “เหรียญบางระจัน” ให้พลทหารตะวัน

กระทรวงกลาโหมเชิดชูทหารกล้า มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” ผู้เสียสละจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพลทหารตะวัน สิงห์เรือง ได้เสียสละดวงตาข้างซ้ายเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

จากกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา พลทหารตะวัน สิงห์เรือง อายุ 21 ปี สังกัด ร.4 พัน 1 ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ถูกลูกระเบิดจนสูญเสียดวงตาข้างซ้ายที่ภูมะเขือ จ.อุบลราชธานี เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก

หลังจากพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน พลทหารตะวันยังมีอาการผวาและสะดุ้งตื่นจากเหตุการณ์สู้รบอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนฝูง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้พลทหารตะวันมีกำลังใจในการต่อสู้และฟื้นฟูร่างกายต่อไป

ล่าสุด พันโท เพทาย สมฤทธิ์ ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 ค่ายจิระประวัติ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยแพทย์ทหาร และส่วนราชการ ได้เดินทางไปให้กำลังใจพลทหารตะวัน พร้อมทั้งมอบประกาศนียบัตรและ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและความเสียสละ

พลทหารตะวัน สิงห์เรือง เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” และขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความช่วยเหลือและดูแลเป็นอย่างดี นอกจากนี้ พลทหารตะวันยังมีความหวังที่จะกลับไปรับราชการต่อ โดยมีความใฝ่ฝันที่จะเป็น “นักรบชุดดำ”

มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน”

ความกล้าหาญและความเสียสละของพลทหารตะวัน สิงห์เรือง เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนไทยทั้งประเทศ การได้รับ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” ถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของชีวิตทหาร และเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงความเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง

ความหวังของพลทหารตะวัน

ถึงแม้จะสูญเสียดวงตาข้างซ้าย แต่พลทหารตะวันยังคงมีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะรับราชการต่อไป ความฝันที่จะเป็น “นักรบชุดดำ” สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็งและความรักชาติอย่างเปี่ยมล้น

  • การดูแลรักษา: พลทหารตะวันได้รับการส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
  • กำลังใจจากทุกภาคส่วน: ได้รับความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี
  • ความกังวลเรื่องอนาคต: ยังมีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตการทำงาน

“ตอนแรกเหมือนเรารู้สึกโดนทิ้ง แค่แบบรอ… แต่พอเวลาพี่นักข่าวมาช่วย ก็กลายเป็นว่า เขาก็หันมาสนใจเรามากขึ้น หันมาแบบว่ามาบอกเราดูแลเรา” พลทหารตะวันกล่าว

เรื่องราวของพลทหารตะวันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชาติบ้านเมือง และความเสียสละของทหารกล้าที่พร้อมจะเสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” เจ้าตัวหวังอยากรับราชการต่อ เป็น “นักรบชุดดำ”

“แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้ว รายงานตัววันแรก!

ตม.สระแก้วเปิดลงทะเบียนผ่อนผันให้ “แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้วที่ถือบอเดอร์พาส เพื่อลงทะเบียนผ่อนผันการทำงานและอยู่ในไทยต่อ วันแรกมีผู้ทยอยมารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่กำชับดูแลความสะดวก

“แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้ว แห่รายงานตัววันแรก

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 ส.ค. 2568 ที่จุดคัดกรองแรงงานต่างด้าว หน้าอาคารผู้โดยสารขาเข้า ด่าน ตม.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พ.ต.อ.ณภัทรพงศ์ สุภาพร ผกก.ตม.จว.สระแก้ว ได้นำเจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว มาตั้งโต๊ะรับลงทะเบียนให้แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา ที่ไม่ได้เดินทางกลับประเทศในช่วงเหตุการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และยังคงทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทย หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาที่ยังทำงานอยู่ในประเทศไทย สามารถอยู่ทำงานในไทยได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา 64 ลงวันที่ 8 ส.ค. 2568 ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2568 – 9 ก.พ. 2569 หรือจนกว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ

วันนี้เป็นวันแรกที่ ตม.จว.สระแก้ว ได้เปิดรับลงทะเบียนผ่อนผันทำงานให้แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา ที่ถือบอเดอร์พาส (หนังสือเดินทางท้องถิ่น) และทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้ว มาลงทะเบียน ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ตั้งแต่เวลา 08.30 น.- 16.30 น. แรงงานกัมพูชายังคงทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้ว โดยเฉพาะเป็นแรงงานภาคการเกษตร เดินทางมาลงทะเบียนผ่อนผันกว่า 100 คน

โดยมีเจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว มาคอยอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งแนะนำการนำเอกสารมาลงทะเบียน สร้างความประทับใจให้กับ“แรงงานกัมพูชา” ที่ยังทำงานอยู่ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งบางคนถึงกับพูดว่า “ดีใจที่ตัดสินใจถูกไม่เชื่อผู้นำตนเองเดินทางกลับกัมพูชา ทำให้สามารถทำงานอยู่ต่อในประเทศไทยต่อได้อีก เพราะเพื่อนที่เดินทางกลับกัมพูชาตอนนี้อยากกลับมาไทยเป็นจำนวนมาก เพราะอยู่ในกัมพูชาไม่มีงานทำและอยู่กันอย่างอดอยาก รัฐบาลเขมรก็ไม่ดูแล”

พ.ต.อ.ณภัทรพงศ์ สุภาพร ผกก.ตม.จว.สระแก้วเผยว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ ตม.จว.สระแก้ว เปิดให้รายงานและลงทะเบียนแรงงานสัญชาติกัมพูชา ที่ได้รับการผ่อนผัน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 8 ส.ค. 2568 ซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2568 – 9 ก.พ. 2569 หรือจนกว่ามาตรการควบคุมการผ่านแดน จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

โดยวันนี้เป็นวันแรกที่ ตม.สระแก้ว เปิดรายงานตัวมาแรงงานชาวกัมพูชาเดินทางมารายงานตัว และลงทะเบียนวันแรก ขณะนี้ประมาณ 100 คนเศษ และสามารถมารายงานตัวล่วงหน้าได้ไม่เกิน 7 วัน ซึ่งการรับรายงานตัวนี้ ให้เฉพาะแรงงานกัมพูชาที่ถือบอเดอร์พาส (หนังสือเดินทางท้องถิ่น) ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้วเท่านั้น โดยจะต้องมีเอกสารบุคคลและหนังสือรับรองจากนายจ้างมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ และต้องมารายงานตัวทุก 30 วัน เป็นเวลา 6 เดือน

สิ่งที่แรงงานกัมพูชาต้องเตรียมตัวเมื่อไปรายงานตัว

  • บัตรประจำตัว
  • บอเดอร์พาส (หนังสือเดินทางท้องถิ่น)
  • หนังสือรับรองจากนายจ้าง

จากการตรวจสอบในฐานข้อมูลของ สตม. พบว่ายังมีแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ถือบอเดอร์พาส และทำงานอยู่ในจังหวัดสระแก้ว ประมาณ 10,000 คนเศษ คาดว่าจะมีชาวกัมพูชาทยอยเดินทางมารายงานตัว และลงทะเบียนกันทั้งวัน ได้กำชับ จนท.ตม.จว.สระแก้วให้อำนวยความสะดวก และดูแล“แรงงานกัมพูชา”เหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะแรงงานเหล่านี้เขาไม่ทิ้งงานฝั่งไทยหนีกลับประเทศ แต่เขายังคงมั่นใจประเทศไทยและทำงานอยู่ในประเทศไทยโดยไม่กลัวใดๆ

การที่แรงงานกัมพูชาจำนวนมากเลือกที่จะอยู่ในประเทศไทยต่อ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าที่พวกเขาได้รับในประเทศบ้านเกิด การสนับสนุนและดูแลแรงงานเหล่านี้อย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานและสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มที่

ที่มา – “แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้ว แห่รายงานตัววันแรก ลงทะเบียนผ่อนผันอยู่ไทย-ทำงานต่อ

สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์”

สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” หลังสละชีพขณะปกป้องอธิปไตยที่ปราสาทตาควาย ด้านพ่อแม่ซึ้งใจขอบคุณกองทัพที่ให้เกียรติลูกชายและครอบครัว

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก กองกำลังนเรศวร ได้โพสต์ข้อความสดุดีวีรกรรมสหาย UAS#4 ที่ได้สละชีวิตอย่างกล้าหาญ ณ ปราสาทตาควาย เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมกับเผยภาพโดรนที่มีการสลักชื่อของกำลังพลทั้ง 3 นาย ได้แก่ สิบเอก จิรายุ สิงห์อั้น สิบเอก นพดล บุญเลิศ และ สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร

ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร
ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร

โดยระบุข้อความว่า ชื่อของทั้งสามท่านจะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป และจะสืบสานเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่านักรบทุกคนเดินหน้าขับไล่ศัตรู และปกป้องประเทศชาติจนกว่าลมหายใจสุดท้าย ในนามแห่งเกียรติภูมิ ได้มีการนำนามของวีรบุรุษทั้งสามมาเป็นชื่อโดรนฟีนิกซ์ เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ และตอกย้ำว่า “แม้ร่างกายจากไป แต่เกียรติศักดิ์จะคงอยู่เหนือกาลเวลา”

ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร
ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร

“นกฟีนิกซ์” คือ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องกับเทพแห่งไฟ เพราะขนของฟีนิกซ์นั้นจะออกเป็นประกายเหลืองทองคล้ายเปลวไฟ บ้างก็ว่าปกคลุมด้วยเปลวไฟทั้งตัว มีเสียงร้องที่ไพเราะดังเสียงดนตรี รูปร่างสวยสง่างาม เปี่ยมด้วยความเป็นมิตร ตามความเชื่อ เชื่อว่านกฟีนิกซ์สามารถชุบชีวิตผู้ตายได้ และสามารถฟื้นพลังทั้งหมดให้กลับสู่ปกติได้ เพลงของฟีนิกซ์มีเวทมนตร์สามารถกระตุ้นความกล้าหาญแห่งจิตใจบริสุทธิ์ และทำให้เกิดความกลัวในจิตใจที่คิดชั่วร้าย

“ฟีนิกซ์” จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะ มีชีวิตยั่งยืนนิรันดร์ เพราะสามารถฟื้นคืนชีพได้ด้วยตัวเอง เมื่อร่างกายสิ้นอายุขัย (500 ปี หรือ 1,461 ปี) ตัวจะลุกเป็นไฟ จากนั้นฟีนิกซ์ก็จะฟื้นจากกองขี้เถ้ามาเป็นนกตัวใหม่

ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร
ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร

ล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังพื้นที่ ต.ลือ อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นบ้านของ สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร หนึ่งในทหารที่มีชื่อสลักอยู่บนโดรน พบกับนายเสกสรรค์ น้อยโคตร อายุ 55 ปี และนางกฤษณา น้อยโคตร อายุ 53 ปี พ่อแม่ของ สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร

โดยนายเสกสรรค์ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากที่ทราบข่าวว่าทางกองทัพได้นำชื่อของลูกชายมาตั้งเป็นชื่อโดรนฟีนิกซ์ ก็รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก นับเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของครอบครัวน้อยโคตร และขอขอบคุณทางกองทัพที่ยังไม่ลืมทหารตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ขอขอบคุณจากหัวใจ

ต่อมาทางแม่ของสิบเอก กฤษฎา ได้พาผู้สื่อข่าวไปดูของใช้ส่วนตัวของลูกชาย ซึ่งได้จัดใส่ไว้ในตู้กระจกอย่างสวยงาม มีธงชาติ เครื่องแบบ เกียรติบัตร กรอบรูป เสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันที่เสียชีวิต รองเท้าคอมแบท ที่เก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกถึงลูกชาย ถึงแม้จะเสียใจกับการจากไปของลูกแต่ก็ภาคภูมิใจในตัวเขา เพราะอาชีพทหารเป็นความใฝ่ฝันของเขาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ในวันนี้เขาก็ได้ทำเต็มที่แล้ว ขอบคุณกองทัพที่ให้เกียรติลูกชายและครอบครัว

สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์”

การสดุดีวีรกรรมของทหารกล้าทั้ง 3 นายด้วยการจารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” ไม่เพียงแต่เป็นการให้เกียรติแก่ผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยและความเสียสละเพื่อส่วนรวม

โดรนฟีนิกซ์ สัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ

การตั้งชื่อโดรนว่า “ฟีนิกซ์” เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นอมตะและการฟื้นคืนชีพ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า แม้ร่างกายของทหารกล้าทั้ง 3 จะจากไป แต่เกียรติประวัติและความกล้าหาญของพวกเขายังคงอยู่ตลอดไป การสดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” จึงเป็นการเชิดชูเกียรติอย่างสูงสุด

เราขอสดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย

ที่มา – สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” สละชีพเหตุปะทะที่ปราสาทตาควาย

ภูมิธรรมแนะ “โรม” มาคุยกันได้ เข้าใจเรื่อง ICC

ภูมิธรรมแนะ “โรม” มาคุยกันได้ หลังข้องใจเรื่อง ICC

“ภูมิธรรม” สอนมวย “โรม” มาคุยกันตรงๆ อย่าถามออกสื่อ ชี้ กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลังข้องใจรัฐบาลไม่ฟ้อง ICC ติงควรเข้าใจในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หวังผลการเมือง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศสภาผู้แทนราษฎร ระบุ รัฐบาลยั้งมือไม่ฟ้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพราะเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ของ 2 ตระกูลของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ว่า ต้องถามนายรังสิมันต์ ว่าพูดในฐานะประธาน กมธ. หรือพูดในฐานะนายรังสิมันต์ เพราะถ้าพูดในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ก็น่าจะเข้าใจ เพราะหลายเรื่องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่มานั่งตั้งคำถามแบบนี้ เพราะเรื่องนี้ข้อเท็จจริงก็ว่าไปอย่างหนึ่ง แต่อีกหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่หยิบประเด็นใดประเด็นหนึ่งมาตัดสินใจได้ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของประเทศ และเกี่ยวพันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกี่ยวพันกับอะไรหลายอย่าง ควรจะเข้าใจในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หวังผลทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ

“ถ้าคุณรังสิมันต์ โรม ไม่มั่นใจ หรือสงสัย อย่าถามออกอากาศ มาถามผมได้ มาพบได้ บอกได้เลย ชี้แจงให้เข้าใจว่าเรื่องไหนสำคัญไม่สำคัญ แล้วทำไมการพูดจึงไม่ควรพูดออกอากาศ ในเรื่องที่เป็นคดีความระหว่างประเทศ และเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถ้าเป็นนักการเมืองที่เข้าใจควรเข้าใจสิ่งนี้”

ทำไมภูมิธรรมถึงแนะ “โรม” มาคุยกันได้ เรื่อง ICC?

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมหยิบยกขึ้นมาคือ การที่นายรังสิมันต์ โรม ตั้งคำถามเกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลต่อการฟ้องร้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นายภูมิธรรมมองว่าการตั้งคำถามดังกล่าวออกสื่อ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และควรพิจารณาถึงผลประโยชน์ของชาติโดยรวม

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ นายรังสิมันต์ โรม ควรจะมีความเข้าใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน การตั้งคำถามโดยขาดความเข้าใจ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผลสรุปของผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ที่ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จะมีผลสรุปออกมาอย่างไร นายภูมิธรรม ตอบว่า ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ให้เขาทำก่อน ถ้าพบหลักฐานหรืออะไรที่สำคัญ ตนคิดว่าเขาคงไม่เที่ยวมาออกข่าว เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยวันที่ 10 กันยายน 2568 ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ติดขัดตรงไหนไปพูดกันตรงนั้น และชัดเจนเมื่อไหร่ ได้ข้อสรุปอย่างไรก็จะออกมา การทำงานของรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เอาข่าวลือ หรือพูดไปโดยยังไม่ยืนยัน หรือมีมติ เพราะทุกอย่างต้องพูดด้วยความระมัดระวัง เราไม่ได้ปรารถนาจะไปใส่ร้ายป้ายสีใคร ต้องการเอาข้อเท็จจริงและความจริงออกมา และ GBC จะเป็นเรื่องระดับทวิภาคีคุยกัน ซึ่งมีการพูดคุยระดับรัฐมนตรี และมีผู้สังเกตการณ์ร่วมด้วยอยู่แล้ว ถือเป็นเวทีที่ดีที่สุด เขาไม่พูดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านสื่อ.

การที่นายภูมิธรรมออกมา แนะ “โรม” มาคุยกันได้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลกับการรักษาผลประโยชน์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็น ICC เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การหารือและทำความเข้าใจในรายละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น การที่นายภูมิธรรม แนะ “โรม” มาคุยกันได้ ในประเด็นที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับ ICC จึงเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในฐานะประชาชน การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และสนับสนุนนโยบายที่เหมาะสมต่อประเทศชาติ

ที่มา – แนะ “โรม” มาคุยกันได้ หลังข้องใจรัฐบาลไม่ฟ้อง ICC ชี้เป็น ปธ.กมธ.มั่นคงฯ น่าจะเข้าใจ

กฟภ. แจงแล้ว! ปมบิลค่าไฟ หลังเยียวยา

เกิดอะไรขึ้น ทำไมชาวบ้านที่อพยพถึงยังได้ บิลค่าไฟ ทั้งๆ ที่รัฐบาลประกาศเยียวยา? มาไขข้อสงสัยกับประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในขณะนี้กันค่ะ

กฟภ. ชี้แจงปมชาวบ้านได้ “บิลค่าไฟ” หลังเยียวยา

จากกรณีที่มีข่าวว่าชาวบ้านที่อพยพจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อกลับถึงบ้านกลับต้องตกใจ เพราะเจอบิลค่าไฟพุ่งสูงถึง 2,000 บาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือเรื่องค่าน้ำค่าไฟเป็นเวลา 2 เดือน ทำเอาหลายคนเกิดความสงสัยและตั้งคำถามถึงความชัดเจนของมาตรการดังกล่าว

ล่าสุด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวของชาวบ้านในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้รับใบแจ้งค่าไฟฟ้า ทั้งที่รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยางดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลา 2 เดือนนั้น กฟภ. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และขอชี้แจงให้ทราบดังนี้

ทำไมถึงยังได้รับบิลค่าไฟ?

กฟภ. อธิบายว่า ค่าไฟฟ้าที่ปรากฏในบิลนั้น เป็นค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีการจดหน่วยและแจ้งค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ดังนั้น จึงอาจเกิดความสับสนในทางปฏิบัติกับมาตรการเยียวยาที่รัฐบาลประกาศออกมา ทั้งนี้ ทาง กฟภ. ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยอย่างเคร่งครัด

ตามนโยบายดังกล่าว กฟภ. จะให้ความช่วยเหลือค่าไฟฟ้าฟรีในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2568 ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐประกาศให้อพยพไปยังศูนย์พักพิง

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน กฟภ. จึงขอย้ำว่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว จะไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2568 หากท่านได้ชำระเงินไปแล้ว ทาง กฟภ. จะดำเนินการคืนเงินให้โดยนำไปหักลดจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่โทร. 1129 PEA Contact Center ตลอด 24 ชั่วโมง

สรุปง่ายๆ คือ บิลค่าไฟที่ได้รับนั้นเป็นของเดือนก่อนหน้าที่จะมีมาตรการเยียวยา แต่ไม่ต้องกังวล เพราะ กฟภ. จะดูแลค่าไฟในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมให้ฟรีตามเงื่อนไขที่กำหนด

ข่าวนี้สอนให้เรารู้ว่า การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้นได้

กฟภ. ชี้แจงปมชาวบ้านได้ “บิลค่าไฟ” หลังเยียวยา ก็เพื่อให้ทุกคนคลายความกังวลใจ และเข้าใจถึงขั้นตอนการดำเนินการของมาตรการเยียวยาอย่างถูกต้องนั่นเอง

ที่มา – กฟภ. ชี้แจงปม ชาวบ้านอพยพได้ “บิลค่าไฟ” หลังรัฐบาลประกาศเยียวยาไม่เก็บ 2 เดือน

บิ๊กเล็กย้ำ! ความจริงสู้เฟกนิวส์ทหารเขมรวางระเบิด

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ย้ำความจริงสู้เฟกนิวส์ พร้อมส่งคลิปทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติ โดยเน้นกำลังอาเซียนกู้ทุ่นระเบิด จีนและสหรัฐฯ ขอเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ยืนยันกัมพูชาคุม ARMAC ไม่มีปัญหา

บิ๊กเล็กย้ำ! ความจริงสู้เฟกนิวส์ทหารเขมรวางระเบิด

จากกรณีที่กองทัพเรือพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชา ซึ่งมีหลักฐานเป็นวิดีโอการลอบวางทุ่นระเบิด PMN-2 พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า รัฐบาลได้เผยแพร่ให้สังคมโลกรับทราบถึงพฤติกรรมยั่วยุและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของกำลังพลหน้างานในพื้นที่ แม้รัฐบาลไทยจะแสดงความจริงใจด้วยการหยุดยิงก็ตาม หากกัมพูชามีความจริงใจ ทหารก็ควรมีวินัย ตอนนี้ขอมองเช่นนั้นก่อน แต่หากพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจก็ต้องว่ากันอีกที คณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวาที่ควบคุมเรื่องทุ่นระเบิดก็จะมีการประชุมในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. โดยมีผู้แทนถาวรจากกระทรวงการต่างประเทศคอยติดตามอยู่ นอกจากนี้ จะมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ครั้งหน้า

พลเอกณัฐพลกล่าวอีกว่า กลไก GBC และ ศบ.ทก. มีนโยบายคือการใช้กลไกของศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม หรือ ARMAC ในการจัดการ โดยประเทศอื่นถ้าจะมาก็ขอให้เป็นการบริจาค หรือสนับสนุนเครื่องมือเท่านั้น จะไม่เอากำลังจากนอกภูมิภาคอาเซียนมา และจะเน้นในเรื่องทวิภาคีเป็นหลัก หากเป็นพหุภาคีอื่นๆ ก็ขอให้อยู่ในประเทศอาเซียน เพื่อแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่าอาเซียนดูแลกันเองได้

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจะเข้ามาร่วมช่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิด พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ยืนยันว่าจีนและสหรัฐฯ ขอเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ หลักของตนเองคือขอแก้ปัญหาด้วยกลไกทวิภาคีเป็นลำดับแรก และขอให้ประเทศอื่นเป็นผู้สังเกตการณ์อย่างเดียว ฝ่ายความมั่นคงของไทยยึดนโยบายสมดุลมาโดยตลอด เพราะการยอมรับให้ประเทศหนึ่งเข้ามาก็จะนำไปสู่ความยุ่งเหยิง

ความจริงสู้เฟกนิวส์: หลักการที่ยั่งยืน

กรณีที่กัมพูชาอ้างว่า คลิปวางระเบิดทุ่นระเบิดที่ออกมาเป็นการจัดฉากของฝ่ายไทย พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ตราบใดที่ยึดมั่นในข้อเท็จจริง เครดิตจะเป็นสิ่งที่สังคมเชื่อถือ การใช้ความจริงสู้กับเฟกนิวส์ จะทำให้ได้รับความเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ หรือระดับบุคคล หลักของ ศบ.ทก. คือ การยึดถือความจริงไปสู้กับเฟกนิวส์ ตามที่สื่อได้เห็น “Peace comes from Truth” หรือ สันติสุขมาจากความจริง หลักฐานคลิปวิดีโอดังกล่าวจะถูกส่งไปให้กับประเทศที่สนับสนุนงบประมาณประเทศกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย เพื่อให้แต่ละประเทศพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ

พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าเรื่องของศูนย์อาเซียน เพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม หรือ ARMAC ที่มีประธานเป็นชาวกัมพูชา จะไม่มีปัญหาเรื่องความร่วมมือ เพราะยังมีอีก 9-10 ประเทศสมาชิกเป็นชาติอื่น การสู้ด้วยความจริง ด้วยกฎหมาย และด้วยความถูกต้องอาจจะยาก แต่ยั่งยืน

สำหรับเรื่องผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว หรือ IOT และผู้สังเกตการณ์อาเซียน AOT พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า IOT ใช้กลไกภายในประเทศ และจากอาเซียน หากจะขอคนมาเพิ่ม ต้องดึงเจ้าหน้าที่ในสถานทูตมาช่วยได้ แต่เอาคนเพิ่มมายังไม่ได้ ส่วน AOT จะเริ่มมีคนจากประเทศนั้น ๆ เข้ามาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะมีกฎหมายแต่ละประเทศเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเทศไทยหากใช้ AOT กระทรวงการต่างประเทศกำลังศึกษาอยู่ ย้ำว่า ไทยโปร่งใส ตรวจสอบได้ ยอมรับ IOT แต่ IOT ขอกรอบแค่นี้ นี่คือจุดยืนของไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การยึดมั่นใน ความจริงสู้เฟกนิวส์ และการแก้ไขปัญหาด้วยกลไกทวิภาคีและความร่วมมือในกรอบอาเซียนเป็นสิ่งสำคัญ การที่ บิ๊กเล็กย้ำ ความจริงสู้เฟกนิวส์ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงจุดยืนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส

การที่ พล.อ.ณัฐพล ย้ำความจริงสู้เฟกนิวส์ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและความร่วมมือระหว่างประเทศ ความโปร่งใสในการดำเนินการต่างๆ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ย้ำความจริงสู้เฟกนิวส์ ส่งคลิปทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติแล้ว

“โรม” จี้ “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ เอากัมพูชาขึ้นศาล!

“รังสิมันต์ โรม” สวด “นายกฯ อิ๊งค์” ไร้สปิริต จี้กระทรวงการต่างประเทศทำงานเชิงรุกและเอากัมพูชาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิดเรื่องโจมตีเป้าหมายพลเรือนและคอลเซ็นเตอร์

วันที่ 19 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีคลิปเสียง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และ รมว.วัฒนธรรม สนทนากับสมเด็จฮุน เซน วันที่ 21 ส.ค. ว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่จะใช้นิติสงครามใดๆ และต้องยอมรับว่านายกฯ ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองที่ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคลิปเสียง เราต้องการนักการเมืองที่กล้าหาญมากกว่านี้ ปัญหาหลายอย่างแก้ไม่ตก ท่านไม่รู้จักคำว่าความรับผิดชอบ บ้านเมืองเรายุ่งเหยิงเกิดปัญหาเสถียรภาพแบบนี้ อยากเห็นนายกฯ แสดงสปิริต แต่ก็คงช้าไปเพราะที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าท่านไม่ได้มีสปิริตอะไรเลย

นายรังสิมันต์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทหารไทยได้พบโทรศัพท์ของกัมพูชา เผยให้เห็นคลิปการวางทุ่นระเบิด ว่าตอนนี้เรามีแต้มต่อเยอะมาก แต่อยู่ที่ว่าจะใช้หรือไม่ เรื่องการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา กระทรวงการต่างประเทศต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมนานาชาติถึงไม่มีการประณามหรือตำหนิกัมพูชาที่ละเมิดอนุสัญญาในเรื่องนี้ ต้องทำงานเชิงรุกต่อไป กระทรวงการต่างประเทศเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะเสียเชิง มากไปกว่านั้น อีกทั้งต้องพากัมพูชาไปศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ดำเนินการเอาผิดได้ทั้งมิติคอลเซ็นเตอร์ การโจมตีเป้าหมายพลเรือน จุดนี้จะทำให้ไทยได้เปรียบ ถามรัฐตั้งใจยั้งมือหรือกลัวคลิปเสียง

เมื่อถามว่าการที่มติ สมช. ฟ้องสมเด็จฮุน เซน แค่ภายในประเทศ สะท้อนอะไรบ้าง นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนคิดว่ามันก็เท่านั้น ทุกคนในฝ่ายความมั่นคงทราบว่ากัมพูชาใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน มีทรัพย์สินจำนวนมากอยู่ในประเทศไทย หากไม่มีการยึดทรัพย์อย่างแท้จริงก็เปล่าประโยชน์ ตนจึงคิดว่าถ้าจะดำเนินการในประเทศก็ทำ แต่ต้องยึดทรัพย์จริงๆ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องเข้าแล้ว วันนี้ ปปง. ยังเงียบทำอะไรอยู่ ต้องนำไปสู่การยึดทรัพย์ยึดไว้ก่อนได้ เห็นความล่าช้าของหน่วยงานรัฐในหลายภาคส่วน เลยสงสัยว่าตกลงจะเอาจริงหรือไม่ หรือกลัวว่าเขาจะมีคลิปเสียงอีกจำนวนมาก วันนี้เราต้องเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักก่อน

เมื่อถามอีกว่าการที่รัฐบาลไม่ฟ้องศาล ICC เพราะมีผลประโยชน์กับนักการเมืองไทยหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนก็เป็นห่วงว่าที่ประเทศไทยยั้งมือ เพราะเรามีผลประโยชน์กับกัมพูชาเยอะหรือไม่ ถ้ามีเยอะก็เป็นไปได้ว่าเขาเอาเรื่องนี้มาต่อรอง ซึ่งรัฐบาลต้องออกมาตอบคำถามเพื่อสร้างความมั่นใจว่าตัวเองไม่มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ เรียนตามตรงว่าผลประโยชน์ของทั้งสองตระกูลก็คงมีมานาน แต่วันนี้ต้องยึดผลประโยชน์ของชาติ รัฐบาลควรยึดผลประโยชน์ของชาติให้มากที่สุด และใช้โอกาสนี้ในการสร้างสันติภาพระยะยาว

“โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศนำประเด็นกัมพูชาขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นั้น มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างละเอียด

ประเด็นความรับผิดชอบทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร

นายรังสิมันต์ โรมมองว่า น.ส.แพทองธารไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างเหมาะสมต่อกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก การที่นักการเมืองระดับสูงถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความรับผิดชอบ ถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะความไว้วางใจจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังกล่าวถึงเรื่องการใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงินของกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ หากเป็นเรื่องจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการตรวจสอบและยึดทรัพย์สินอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดกฎหมาย

ความเห็นของนายรังสิมันต์ในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจมีระหว่างนักการเมืองไทยและกัมพูชา ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา การเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใสและยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การที่นายรังสิมันต์ “โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดและโปร่งใสในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประเด็นที่นายรังสิมันต์ยกขึ้นมานั้นมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงผลประโยชน์ทางการเมือง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือการยึดมั่นในหลักการของความถูกต้องและโปร่งใส

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในประเด็นเหล่านี้ และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่ว่าผลประโยชน์ของชาติจะได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ การติดตามข่าวสารและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน

การที่ “โรม” ออกมาเรียกร้องให้ เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่าการดำเนินการใดๆ จะต้องเป็นไปตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC

ชาวบ้านชายแดนจี้ สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดไทย-เขมร

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนยังคงใช้ชีวิตด้วยความกังวลใจ และเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งงดเว้นความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างก็ประสบกับบรรยากาศการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่คึกคักเท่าที่ควร ร้านค้าหลายแห่งยังคงปิดทำการตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นใจในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่มีการปะทะหรือการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่ก็ตาม

ประชาชนยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะสงบลงอย่างแท้จริงหรือไม่ จากการติดตามข่าวสารทั่วไป พบว่าฝ่ายกัมพูชายังคงยั่วยุและก่อกวนฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในช่วงที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้นำคณะผู้ช่วยทูตจากประเทศอาเซียน 8 ประเทศ มาร่วมสังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ทหารกัมพูชายังคงเข้ามาแสดงพฤติกรรมยั่วยุและโวยวายต่อหน้าทูตทหาร ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ชาวบ้านเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง”

นางทัศนีวรรณ แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง ทำให้การดำรงชีวิตประจำวันและการค้าขายของคนในพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก การค้าขายซบเซา และไม่กล้าซื้อสินค้ามาเก็บตุนไว้เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากขาดความมั่นใจในสถานการณ์ และไม่รู้ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

“อยากให้มีความชัดเจนของสถานการณ์มากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข ทุกวันนี้ยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวงและวิตกกังวล” นางทัศนีวรรณกล่าว

สนับสนุนเต็มที่ให้สร้าง “รั้วกำแพง”

แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวรายเดิมยังกล่าวถึงกระแสข่าวการสนับสนุนการสร้างรั้วกั้นเขตแดนไทย-กัมพูชาว่า พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ “ล้านเปอร์เซ็นต์ให้ทำรั้วกำแพงไปเถอะ เพื่อลูกหลานในอนาคต เพราะเขมรไม่รักษาสัจจะ พูดอะไรออกมาก็ไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทยเราพยายามประนีประนอมมาโดยตลอด หากรัฐบาลขาดแคลนงบประมาณ เชื่อว่าประชาชนทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น”

นางจิระภิญญา แม่ค้ากาแฟน้ำชงในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวเสริมว่า อยากให้สร้างเป็นรั้วกำแพงปูนที่มั่นคง เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่านี่คือแนวเขตแดนของประเทศไทย การมีรั้วกั้นเขตแดนที่มั่นคงจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามแนวชายแดนได้ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำเข้าสิ่งของผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่าคนไทยทุกคนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกาย

“อยากให้สร้างรั้วกั้นปิดเขตพรมแดนที่ชัดเจนไปเลย เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปิดกั้นไปเลยไม่ต้องให้คนกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย เพราะเข้ามาแล้วก็จะสร้างความวุ่นวาย ทำให้ประชาชนคนไทยได้รับความเดือดร้อน” นางจิระภิญญากล่าว “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ยังนอนหลับไม่เต็มตื่น ต้องพะวงลุ้นวันต่อวันว่าแต่ละวันจะเป็นอย่างไร ถ้าสร้างรั้วปิดประเทศได้ก็สร้างไปเลย ประชาชนอย่างพวกตนพร้อมสนับสนุน”

จากความเห็นของชาวบ้าน จะเห็นได้ว่าพวกเขาสนับสนุนให้สร้าง “รั้วกำแพง” เพื่อความสงบสุขในชีวิตของพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน เรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดพรมแดนไทย-กัมพูชา

กมธ.มั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ

“รังสิมันต์” ประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ชี้ เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี กระทบเศรษฐกิจแน่ ปูด พบบริษัทนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุม กมธ. ในวันนี้ว่า จะคุยกันถึงเรื่องผลกระทบจากการที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับไปยังประเทศ ซึ่งปัจจุบันจากเดิมตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 3 แสนคน เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี และถ้าหากนับจากแรงงานผิดกฎหมายอาจจะมีมากกว่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่า 10% ที่เหลืออยู่ในภาคการผลิตของเรา ทั้งเกษตรและก่อสร้างได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

สถานการณ์ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก การขาดแคลนแรงงานทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ เราต้องยอมรับว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนหลังจากมีการปะทะกันแล้วไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม ไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องการเยียวยาไม่เพียงพอแต่มีปัญหาในมิติเศรษฐกิจด้วย ถ้าหากเราฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจไม่ได้จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดนทั้งระบบ เรื่องผลกระทบของการไม่มีแรงงาน ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เราจำเป็นต้องดำเนินการและหาแนวทางแก้ปัญหา

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า หลักๆ ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กลุ่มสมาคมสหกรณ์จังหวัดตราด และอีกหลายภาคส่วนมาร่วมประชุม ทางกระทรวงแรงงานเองมีความพยายามนำเข้าแรงงานจากศรีลังกาเข้ามา ซึ่งต้องพูดคุยกันถึงความจำเป็น แต่มากไปกว่านั้นมีอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการทุจริตในเรื่องการนำเข้าแรงงานกัมพูชา ซึ่งวันนี้เรามีชื่อบริษัทเป้าหมายแล้ว

“สิ่งที่ต้องยอมรับ วงการแรงงานมีเรื่องการทุจริตเรื่องค้ามนุษย์เรื่องสีเทาดำเต็มไปหมด ทางกรรมาธิการก็จะสอบในเรื่องเหล่านี้ ส่วนลักษณะการทุจริตจะเป็นการนำแรงงานเข้ามาโดยจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ได้สิทธิพิเศษ หรือพูดง่ายๆ คือมีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ยืนยันว่าเรามีชื่อบริษัทแล้ว”

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทย ซึ่งพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก การที่แรงงานกัมพูชาจำนวนมากเดินทางกลับประเทศ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและก่อสร้าง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการ

ผลกระทบจากปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ

  • ภาคเกษตรกรรม: ขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้ผลผลิตเสียหายและราคาตกต่ำ
  • ภาคก่อสร้าง: โครงการก่อสร้างล่าช้า ต้นทุนสูงขึ้น
  • ภาคอุตสาหกรรม: กำลังการผลิตลดลง

นอกจากนี้ การที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่เคยพึ่งพาแรงงานจากกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

ทางออกของ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ คืออะไร? รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยอาจพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้

  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลทางการเกษตร: เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคน
  • พัฒนาทักษะแรงงานไทย: เพื่อให้สามารถทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะสูงได้
  • เจรจาและทำข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน: เพื่อนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย

การแก้ไขปัญหา ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

การที่กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณา แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กมธ.มั่นคงฯ ถกปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ เหตุเหลืออยู่ราว 10%

Scroll to top