ทหารไทยปะทะกัมพูชา

มาริษคุยจีน-กัมพูชา ย้ำร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีนและกัมพูชา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญที่กัมพูชาจะต้องร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความปกติสุขในพื้นที่

มาริษคุย รมว.ต่างประเทศจีน-กัมพูชา เน้นย้ำกัมพูชาต้องร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศตามกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 10 ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ได้รับเชิญจากนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน ให้เข้าร่วมการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ไทย และกัมพูชา

นายมาริษได้แสดงความขอบคุณต่อบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีต่างๆ และการบังคับใช้ให้เกิดการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากอาเซียน

ความสำคัญของการร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ประเด็นสำคัญที่นายมาริษเน้นย้ำคือ ความจำเป็นเร่งด่วนที่ไทยและกัมพูชาต้องร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดและฟื้นฟูความเป็นปกติสุขในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศอีกด้วย

นายมาริษได้กล่าวขอบคุณนายหวัง อี้ สำหรับการสนับสนุนในประเด็นนี้ และคาดการณ์ว่าจะมีการหารือกันในรายละเอียดเพิ่มเติมในการประชุม RBC ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นพ้องกันถึงความจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในสื่อโซเชียล ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น

การหารือในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนกับกัมพูชาอย่างสันติวิธี โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากจีน การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ความร่วมมือระหว่างประเทศถือเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย การที่ไทย กัมพูชา และจีน จับมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับชายแดนควรเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากประเด็นเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจและการส่งเสริมการค้าชายแดนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การสร้างงาน การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสร้างโอกาสและความหวังให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาชายแดนจึงไม่ใช่เพียงแค่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจอันดี การส่งเสริมความร่วมมือ และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “มาริษ” คุย รมว.ต่างประเทศจีน-กัมพูชา เน้นย้ำกัมพูชาต้องร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กองทัพภาคที่ 2 สรุปชายแดน ทหารกัมพูชา?


สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์บริเวณชายแดน โดยพบว่ามี ทหารกัมพูชา พยายามข้ามลวดหนามเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย แต่ทางกองทัพยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่มีการปะทะใดๆ เกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน พบ ทหารกัมพูชา พยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ณ เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จำนวนมากในพื้นที่ตอนในของจังหวัดสุรินทร์, บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, นครราชสีมา และร้อยเอ็ด รวม 94 ลำ
  • ตรวจพบโดรนบริเวณชายแดน 5 พื้นที่ จำนวน 25-30 ลำ บินเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย
  • ตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา พยายามเข้ามาเกาะแนวลวดหนามหีบเพลง และพยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

ทางฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามกฎการปะทะ ทำให้ทหารกัมพูชา ถอยร่นออกไปจากพื้นที่ ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงตรึงเครียด แต่ไม่มีการปะทะเกิดขึ้น กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังที่ฐานปฏิบัติการในเขตอธิปไตยของไทย พร้อมทั้งเตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยึดมั่นในข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมา

การทำพื้นที่ให้ปลอดภัย

มีการจัดชุดทำลายล้างวัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อทำลายวัตถุระเบิดที่ยังตกค้าง โดยได้ตรวจสอบไปแล้ว 269 พื้นที่ รอการตรวจสอบอีก 43 พื้นที่ และอยู่ระหว่างดำเนินการรอทำลายอีก 9 พื้นที่ ทางกองทัพเน้นย้ำให้ประชาชนหากพบวัตถุต้องสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที

ในส่วนของงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี ได้จัดชุดปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน ลงพื้นที่ในจังหวัดบุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชน ป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกจากข่าวปลอม โดยขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ กองทัพบก และกองทัพภาคที่ 2 เท่านั้น

สำหรับความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 256 หลังคาเรือน แบ่งเป็น:

  • เสียหายเล็กน้อย: 185 หลังคาเรือน
  • เสียหายมาก: 29 หลังคาเรือน
  • เสียหายทั้งหลัง (เกิน 70%): 42 หลังคาเรือน

ทางจังหวัดกำลังรวบรวมข้อมูลความเสียหายและวางแผนให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหลายภาคส่วน

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นำแจกันดอกไม้และสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 4 นาย

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” สรุปสถานการณ์ชายแดน พบ “ทหารกัมพูชา” พยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน อพยพวัดกว่า 100

ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ชายแดน พากันอพยพมาอยู่วัดกว่า 100 ชีวิต เต็มใจดูแลกันเอง เพียงขอให้มีที่นอนปลอดภัย สถานการณ์ที่ทำให้ ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน นี้ ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างมาก

วันนี้ 14 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ยังคงตึงเครียด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงก็ตาม แต่ชาวบ้านยังไม่สามารถไว้วางใจทหารกัมพูชาได้ เนื่องจากมักจะไม่สนใจการเจรจาและพยายามจะละเมิดข้อตกลงต่างๆ มาโดยตลอด ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต่างวิตกกังวลว่าจะมีการปะทะกันรอบ 2 จนเริ่มมีการอพยพหนีเข้าไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้านญาติและวัดต่างๆ

แม้จะไม่ได้เปิดเป็นศูนย์พักพิงตามที่ส่วนราชการกำหนดก็ตาม โดยเฉพาะที่วัดศรีรัตนนาราม ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ พบว่ามีชาวบ้านจากหมู่บ้านด่านและหมู่บ้านไผ่เงิน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อพยพเข้าไปพักอาศัยกันในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง รวมทั้งเด็กๆ เยาวชนต่างๆ กว่า 117 คนแล้ว

สำหรับชาวบ้านที่อพยพต่างต้องดูแลตัวเอง และช่วยกันออกเงินซื้ออาหารการกินกันเองครอบครัวใครครอบครัวมัน รวมไปถึงทำกับข้าวกินกันเอง เพราะทางวัดไม่ได้มีงบประมาณเบิกจากส่วนราชการแต่อย่างใด ซึ่งชาวบ้านก็ยินดีและเต็มใจที่จะไปพักอาศัย เนื่องจากมีความสะดวก ไม่แออัด มีห้องให้อยู่เป็นห้องๆ ซึ่งที่ผ่านมาทางวัดก็ได้เปิดให้ชาวบ้านที่อพยพมาพักอาศัยมาแล้ว

ทางด้าน พระครูศรีสุนทร สรกิจ หรือ ผศ.ดร.เริงศักดิ์ เขมวีโร เจ้าอาวาสวัดศรีรัตนาราม เจ้าคณะอำเภอลำดวน กล่าวว่า วัดศรีรัตนาราม เฉพาะตึกเดียวรองรับประชาชนได้ประมาณ 200 กว่าคน 30 ห้องนอน ติดแอร์ทุกห้องและศาลาการเปรียญสองห้องก็ได้หลายร้อยคนเช่นกัน และศาลาอีกหลัง ที่นี่พร้อมเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ที่ประสบผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนก็สามารถที่จะมาพักได้.

ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน

สถานการณ์ความไม่แน่นอนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความไม่มั่นคงในชีวิต การอพยพมายังวัดเพื่อแสวงหาความปลอดภัยเป็นทางเลือกสุดท้ายที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ แม้จะต้องดูแลตัวเองและช่วยเหลือกันเอง แต่การมีที่พักพิงที่อุ่นใจก็ยังดีกว่าต้องเสี่ยงภัยอยู่ในพื้นที่ที่อาจเกิดการปะทะกันได้ทุกเมื่อ

ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

ผลกระทบหลักที่เกิดขึ้นคือความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์ ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน ทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบาก การทำมาหากินหยุดชะงัก เด็กๆ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ และผู้สูงอายุต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

นอกจากนี้ การอพยพยังนำมาซึ่งปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง การขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ยิ่งทำให้ปัญหาสุขภาพทวีความรุนแรงมากขึ้น

ความช่วยเหลือที่จำเป็น

ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะช่วยเหลือกันเองอย่างเต็มที่ แต่ความช่วยเหลือจากภายนอกก็ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ควรเข้ามาให้การสนับสนุนด้านอาหาร น้ำดื่ม ยาเวชภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และจิตวิทยา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

นอกจากนี้ การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันแก่ประชาชน ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความวิตกกังวลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนอย่างยั่งยืน จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกครั้ง ความร่วมมือและการเจรจาอย่างสันติ จะนำมาซึ่งความสงบและมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และชาวบ้านที่อพยพมา จะสามารถกลับไปยังบ้านเรือนของตนเองได้อย่างปลอดภัย หากคุณต้องการช่วยเหลือ สามารถติดต่อวัดศรีรัตนาราม หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้โดยตรง ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ของท่าน อาจเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน อพยพมาอยู่วัดกว่า 100 คน เต็มใจดูแลกันเอง

แพทองธารแจง! ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก ปมหยุดปฏิบัติหน้าที่

เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร ชินวัตร” คดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ขอศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก เพื่อข้อเท็จจริงรอบด้าน ชี้แจงคำพูดในคลิป พร้อมขอพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

จากกรณีคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) โดยพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียก หากไม่มาตามกำหนดนัดถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาล หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่น โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ นัดฟังคำวินิจฉัย

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยรายละเอียดคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดย น.ส.แพทองธาร ยืนยันว่า การกระทำของตนเองตามข้อกล่าวหาของผู้ร้อง ไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 แต่อย่างใด และยังได้ขออนุญาตให้ไต่สวนพยานบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ปากเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านความมั่นคงของประเทศและตามแนวชายแดนปัจจุบันและบางรายมีประสบการณ์ในอดีตทั้งความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้แก่

ขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ในฐานะผู้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่า และเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้สั่งการฝ่ายปกครองด้านชายแดน

พล.อ.ภุชงค์ รัตนวรรณ ในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกัมพูชา ทำงานด้านปฏิบัติในกัมพูชามาตั้งแต่ยศ ร.ท. และทำงานอยู่กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการรบพิเศษอย่างต่อเนื่อง

พล.ท.พุฒิพงษ์ ชีพสมุทร รองเจ้ากรมพระธรรมนูญทหาร ในฐานะผู้ชำนาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของทหารและเรื่องอำนาจอธิปไตยของประเทศ

นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ อดีตทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น, ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศรัสเซีย ในฐานะผู้ชำนาญด้านการต่างประเทศ และสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงวิธีปฏิบัติทางการทูตในการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ

อีกทั้งพยาน 5 รายดังกล่าว ยังเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน เพื่อให้ศาลฯ ได้รับทราบถึงความคิดเห็นว่าการดำเนินการของตนในช่วงเหตุการณ์ ไม่ได้กระทำโดยมีเจตนาตามที่ผู้ร้องกล่าวหา หรือเป็นการละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ทั้งยังเป็นการดำเนินการตามข้อมูลและคำแนะนำของฝ่ายความมั่นคงที่ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน และเพื่อแสดงว่าเจตนาของตนมุ่งเพื่อรักษาเอกราชอธิปไตย และความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เจตนาดังที่ผู้ร้องกล่าวหา จึงขอศาลฯ โปรดพิจารณาอนุญาตให้มีการไต่สวนพยานบุคคลดังกล่าว เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรม โดยปราศจากข้อสงสัยอันอาจกระทบต่อความชอบธรรมและสถานะของตนในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศ

ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงความเป็นสัดส่วนในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่กล่าวมา หากตนยังคงปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ต่อไป ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอธิปไตยของชาติ อีกทั้งสามารถปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะบูรณาการเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายให้สนับสนุนการทำหน้าที่ของฝ่ายทหาร และแสดงถึงความเข้มแข็งภายในชาติ ซึ่งส่งผลเชิงจิตวิทยาแก่กัมพูชาในการรุกรานประเทศไทย

น.ส.แพทองธาร ขอศาลมีคำสั่งยกเลิกมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71 ตามที่ผู้ร้องมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลเพียง 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการ สมช.

ขณะเดียวกัน มีการยืนยันข้อมูลในเรื่องการใช้ถ้อยคำว่า “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” เป็นเพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาเสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคสำคัญ คือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง ไม่ได้มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณี

ส่วนถ้อยคำที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า “เป็นฝั่งตรงข้าม” เนื่องจาก นายเคลียง ฮวด คนสนิทของสมเด็จฮุน เซน พยายามอธิบายมูลเหตุของการที่สมเด็จฮุน เซน สั่งการให้มีการปิดด่านชายแดนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องมาจากความไม่พอใจของสมเด็จฮุน เซน ที่มีต่อแม่ทัพภาคที่ 2 (พล.ท.บุญสิน พาดกลาง) เป็นการเฉพาะเจาะจง ตนจึงจำต้องใช้เทคนิคการเจรจาที่แยกปัญหาออกจากตัวบุคคล ไม่ได้เป็นการตำหนิติเตียนในทางลบหรือแสดงให้เห็นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทยแต่อย่างใด แต่เป็นการอธิบายสถานการณ์ต่อฝ่ายกัมพูชาในเชิงสร้างความเข้าใจว่าฝ่ายบริหารของไทยมีเจตนาที่จะรักษาสันติและไม่ได้เป็นการโอนอ่อนหรือเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นการดำเนินนโยบายโดยอาศัยหลักทางการทูตเพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศและป้องกันความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

ทำไมแพทองธาร ชินวัตรถึงขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก?

ในคำชี้แจง น.ส.แพทองธาร ยังระบุด้วยว่า การที่ตนเองกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ในบทสนทนาเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับแจ้งจากฝ่ายความมั่นคงว่าทางการกัมพูชาไม่พอใจการเคลื่อนย้ายกำลังทหารของไทย ณ ช่องบก ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าในวันที่ 4 มิถุนายน 2568 จึงจำเป็นต้องสื่อสารเพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง ซึ่งสมเด็จฮุน เซน รู้สึกว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับกัมพูชาในขณะนั้น และเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจที่อาจนำไปสู่การเปิดเจรจาในระดับทางการต่อไปโดยไม่ใช้มาตรการทางทหาร และทางเศรษฐกิจ อันอาจส่งผลกระทบแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ในการขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากครั้งนี้ น.ส.แพทองธารหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

ความตั้งใจเดียวของข้าพเจ้าตลอดบทสนทนา จึงเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยไม่มีเจตนาจะได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาว่าไม่มีข้อความตอนใดที่ตนเรียกร้องเอาผลประโยชน์ให้ตกเป็นของตนเองหรือครอบครัวแต่อย่างหนึ่งอย่างใดหรือได้ถือเอาประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ.

การขอไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถือเป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร” ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก วอนพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

ในหลวงทรงห่วงใย! แม่ทัพภาค 2 เผยความรู้สึก

ในหลวงทรงห่วงใย สถานการณ์บ้านเมืองอยู่เสมอ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่เคยเหน็ดเหนื่อยในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินไทย

ในหลวงทรงห่วงใย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และบทบาทหน้าที่ของกองทัพบก รวมถึงคนไทยทุกคน ในกิจกรรม “สาธิตเกษตรรวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน” ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

พล.ท.บุญสิน ได้เล่าถึงสถานการณ์ของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าให้เด็กๆ ฟัง โดยกล่าวว่า “พี่เขาฝากมาว่า หากพี่น้องคนไทยสู้ ลูกหลานเราสู้ พี่ๆ ทหารก็สู้ พี่ๆ ทหารฝากบอกว่าไม่ต้องห่วงพวกผม ขอเพียงกำลังใจจากคนไทยเท่านั้น”

ความห่วงใยที่ ในหลวงทรงมีต่อทหารและประชาชน

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กล่าวอีกว่า “นี่คือทหารไทย เมื่อถึงเวลามีจิตวิญญาณของพระนเรศวร พวกเราไม่ต้องหวังว่าสถานการณ์ทหารไทยจะสู้หรือไม่ ชัดเจนอยู่แล้ว เพื่อแผ่นดินดี ที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้เราจะต้องปกป้อง ใครรุกล้ำดินแดนของเรา ต้องผลักดันออกไป ยืนยันว่าเราไม่ได้รุกล้ำประเทศอื่น เรารบในประเทศไทยทั้งนั้น”

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ท่านได้สอบถามสถานการณ์ไปยังแม่ทัพทุกวัน โดยกองงานของพระองค์ได้สอบถามสถานการณ์จากแม่ทัพ และได้รายงานทุกวัน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นจอมทัพไทยอย่างแท้จริง และตั้งแต่ประวัติศาสตร์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์นำกองทัพ และปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ดังนั้นทหารทุกคนพร้อมสละชีพเพื่อชาติ และปัจจุบันเรายังคงอยู่หน้าที่หน้าแนว แม้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร เราก็พร้อม ไม่ว่าจะยุติหรือจะรบต่อก็พร้อม

ในช่วงหนึ่งของการบรรยาย พล.ท.บุญสิน ได้ตอบคำถามนักเรียนว่า หากขอพรได้อยากขอสิ่งใด ซึ่งท่านตอบว่า “ลุงแม่ทัพอยากให้ประเทศไทยสงบสุข เจริญรุ่งเรือง ไม่มีสิ่งเดือดร้อน มีความร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนไม่ทะเลาะเบาะแว้ง” นอกจากนี้ ท่านยังตอบคำถามเกี่ยวกับกรณีที่ไทยถูกรุกรานว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยท่านกล่าวว่า จะดำเนินการเหมือนที่เคยทำกับกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการตอบคำถาม มีเด็กตะโกนถึงเครื่องบิน F-16 ทำให้ พล.ท.บุญสิน ยิ้มพร้อมตอบว่า F-16 ก็ใช้เหมือนกัน ท่านยังกล่าวว่า “แม่ทัพจะบอกว่านี่คือเขตแผ่นดินไทย เอาแผนที่ให้เขาดู หากล้ำเขตเข้ามาจะว่าอย่างไร เขาก็จะอ้างแผ่นดินเขา หากไม่ถอนกำลังออกไป จะใช้วิธีเบาไปหาหนักผลักดันออกไป”

“ทุกพื้นที่หากแม่ทัพยังเป็นแม่ทัพอยู่ รุกล้ำเข้ามา แม่ทัพเข้าตีอย่างเดียว ไม่คุย ผมมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ ผมมาเพื่อสิ่งนี้ เพื่อขับไล่ศัตรูออกจากแผ่นดินใหญ่ให้รวดเร็ว” พล.ท.บุญสิน กล่าวย้ำ

นอกจากนี้ พล.ท.บุญสิน ยังตอบคำถามนักเรียนว่าเหนื่อยกับอะไรมากที่สุด โดยท่านตอบว่า ไม่เคยเหนื่อยกับการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เพื่อแผ่นดิน ไม่มีเวลาป่วยไข้ หรือทะเลาะกับคนในประเทศ มีอย่างเดียวคือไล่ศัตรูออกจากเขตประเทศ หากแม่ทัพไม่เข้มแข็ง จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นคำว่าเหนื่อยไม่มี พร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน

ท่านยังฝากถึงเด็กๆ เรื่องการเสพสื่อว่า หากเป็นเรื่องแตกความสามัคคี ใส่ร้าย ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน ให้เกิดปัญหา ขอให้คิดก่อนว่าจริงหรือไม่ อย่าไปเชื่อง่ายๆ ต้องมีสติ หาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และขอให้ยึดมั่นในห้วงเวลาที่ประเทศชาติเป็นอย่างนี้ นับจากวันนี้เป็นต้นไป อยากให้คนไทยกลับมาดูผืนธงชาติไทย จำให้ดีว่า สิ่งเหล่านี้จะต้องอยู่กับแผ่นดินไทยชั่วลูกชั่วหลาน เราจะต้องช่วยกันรักษาสีธงชาติให้ครบ แดง คือ ชาติเสียสละเลือดบรรพบุรุษ รักษาแผ่นดิน ขาว คือ ศาสนา ยึดถือยึดมั่นในความดี น้ำเงิน คือ พระมหากษัตริย์ เป็นองค์ที่ก่อบ้านสร้างเมือง ตั้งแต่โบราณเป็นจอมทัพที่นำคนไทยต่อสู้ จนมีแผ่นดินอยู่ทุกวันนี้

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทย และความห่วงใยที่ ในหลวงทรงห่วงใย พสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง พวกเราคนไทยทุกคนควรตระหนักถึงหน้าที่ของตนเองในการปกป้องรักษาชาติบ้านเมืองให้สงบสุขสืบไป

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 เผย “ในหลวง” ทรงห่วงใยสถานการณ์ทุกวัน ลั่นไม่เคยเหนื่อยเพื่อแผ่นดินไทย

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตลวดหนามหีบเพลง ลั่น แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดความปลอดภัยกำลังพล แนะรัฐบาลลดขั้นตอนจัดซื้อให้ทันสถานการณ์ ตำหนิ “โรม” ใจแคบมีอคติ ย้อนดูพรรคตัวเองก็เปิดรับบริจาคทำกิจกรรม

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ที่เปิดรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชนว่าไม่เหมาะสม ว่า ที่ผ่านมานายรังสิมันต์ก็ได้เห็นภาพความสูญเสียจากเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชามาแล้ว ซึ่งขณะนี้มีบริเวณพื้นที่ครอบคลุมถึง 7 จังหวัดแล้ว ส่งผลให้พี่น้องประชาชนพลเรือนต้องบาดเจ็บล้มตายและอพยพหลายแสนคน

นายธนกร ระบุต่อไป การเปิดรับบริจาคของกองทัพภาคที่ 2 ครั้งนี้ เป็นการขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงเพื่อใช้ในพื้นที่สำคัญที่เป็นอธิปไตยของไทยอย่างเร่งด่วน จึงเป็นเหตุผลในการเปิดรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงในครั้งนี้ เนื่องจากความเร่งด่วนฉุกเฉินเฉพาะหน้าที่จำเป็นต้องใช้ทันที หากจะต้องรอระบบราชการ ขั้นตอนการจัดซื้อที่มีความละเอียดรอบคอบซึ่งต้องใช้เวลาราว 1 เดือนจึงไม่ทันการที่จะป้องกันความสูญเสียหรือความเสียหายได้

แต่การออกมาตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ว่าทำเรื่องไม่เหมาะสมนั้น ตนมองว่า นายรังสิมันต์ มองเรื่องนี้ด้วยใจคับแคบ มีอคติ ทั้งที่ควรจะมองถึงความปลอดภัยในชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหาร การออกมาตำหนิลักษณะนี้ถือว่าไม่สร้างสรรค์ แต่กลับกันเมื่อมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่พรรคประชาชนของนายรังสิมันต์ได้ขับเคลื่อนมาตลอดนั้น พบว่ามีการเปิดระบบรับบริจาคเงินจากประชาชนแบบรายเดือนเพื่อนำไปจัดกิจกรรมพรรคอยู่เป็นระยะ ทั้งที่ก็มีงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่แล้ว จึงขอตั้งคำถามย้อนไปถึงนายรังสิมันต์ว่า การขอรับบริจาคจากพี่น้องประชาชนในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วหรือไม่

ขณะเดียวกัน นายธนกร ยังได้ขอบคุณพี่น้องคนไทยทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ให้การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ในการป้องกันอธิปไตยของไทยมาโดยตลอด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและเหมาะสมอย่างยิ่งที่คนไทยเราทุกคนจะลุกขึ้นร่วมแรงร่วมใจสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพ สิ่งไหนที่สามารถร่วมด้วยช่วยกันได้เราก็พร้อมยินดีสนับสนุน ส่งเสริมให้กองทัพได้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องพื้นแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง ตนในฐานะ สส. ขอเป็นอีกแรงสนับสนุนให้มีการปรับยุทธวิธีใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาใช้แทนการเดินลาดตระเวนซึ่งมีความเสี่ยงสูงของเจ้าหน้าที่ทหาร ส่วนจุดไหนที่จะต้องมีการเดินลาดตระเวนก็ควรจะมีอุปกรณ์เคลียร์พื้นที่ก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีทุ่นระเบิด จึงขอฝากให้รัฐบาลสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

“กรณีนี้ถือเป็นกรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลเองควรมีส่วนเร่งช่วยหาช่องทางลดขั้นตอนการจัดซื้อที่ใช้เวลานานลง และแก้ปัญหาให้กับกองทัพภาคที่ 2 เป็นการเร่งด่วน เพราะแม่ทัพภาคที่ 2 เล็งเห็นความสำคัญของชีวิตกำลังพลทุกนายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียอีกต่อไป ถือว่าเหมาะสมแล้ว ไม่ควรที่จะมีบางพรรคการเมืองออกมาตำหนิ เพราะสิ่งที่กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำ ไม่ได้ขอรับบริจาคเพื่อตัวเอง แต่เป็นการทำเพื่อปกป้องประเทศชาติ”

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาแสดงความขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ให้การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่องในการปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลดขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างทันท่วงที

ทำไมนายธนกรถึงขอบคุณคนไทยที่ซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนที่มีความตึงเครียด การสนับสนุนจากประชาชนเป็นกำลังใจสำคัญให้กองทัพ และยังสะท้อนให้เห็นถึงความรักชาติ ความสามัคคีของคนในชาติอีกด้วย การที่นายธนกร “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 จึงเป็นการแสดงความสำนึกในน้ำใจของประชาชน

นอกจากนี้ นายธนกรยังวิพากษ์วิจารณ์การออกมาแสดงความคิดเห็นของนายรังสิมันต์ โรม ที่ตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม โดยมองว่านายรังสิมันต์มีอคติและใจแคบ ควรจะมองถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหารเป็นสำคัญ

นายธนกรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลควรให้การสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อลดความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร และควรเร่งแก้ไขปัญหาขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า เพื่อให้กองทัพสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 นั้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ประเทศชาติต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ การรวมพลังของคนในชาติเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านอุปสรรคไปได้

การที่นายธนกรออกมาชื่นชมและสนับสนุนการทำงานของกองทัพภาคที่ 2 รวมถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของกองทัพนั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 เป็นการส่งสัญญาณว่าทุกภาคส่วนในสังคมจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติ และกองทัพก็เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ดังนั้นการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่กองทัพจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง เพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ และปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติให้คงอยู่สืบไป

ที่มา – “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 ขอ รบ.เร่งลดขั้นตอน ติง “โรม” ใจแคบ-อคติ

สหรัฐฯ เปิดตัว โดรนสอยโดรน! สกัดภัยทางอากาศ

กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว "สกายเรเดอร์" โดรนสอยโดรน สุดล้ำ! สามารถทำลายโดรนของศัตรูที่บินอยู่กลางอากาศได้ด้วยระบบบังคับทางไกล พร้อมติดระเบิดเคลย์มอร์ ยิงสกัดเป้าหมายกลางอากาศได้สำเร็จ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งานจริง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองทัพสหรัฐฯ ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทดสอบการใช้งาน "สกายเรเดอร์" (SkyRaider) โดรนสอยโดรนกลางอากาศ (air-to-air drone) เป็นครั้งแรก! โดรนสุดไฮเทคนี้สามารถยิงสกัดโดรนของศัตรูที่บินอยู่กลางอากาศได้อย่างแม่นยำ โดยใช้ระบบบังคับแบบ "มุมมองบุคคล" (first-person view ) พร้อมติดอาวุธร้ายอย่าง “ระเบิดเคลย์มอร์” เพื่อยิงทำลายเป้าหมายกลางอากาศอย่างเด็ดขาด

ทางกองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า การทดสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการรบแบบไร้คนขับ โดยใช้โดรนรุ่น “สกายเรเดอร์” ที่ติดตั้งระเบิดเคลย์มอร์ บินไล่สกัดและทำลายโดรนเป้าหมายในการจำลองสถานการณ์เหนือน่านฟ้าแทเบอร์นาเคิล ฟิลด์ ภายในฐานทัพฟอร์ต รักเกอร์ รัฐแอละแบมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ เนต เชีย รับหน้าที่ควบคุมการบิน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ แอนดรูว์ โทพิตส์ ทำหน้าที่ควบคุมโดรนเป้าหมาย

การทดสอบครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการรบอัตโนมัติและการควบคุมจากระยะไกล และจัดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดระบบอากาศยานไร้คนขับของกองทัพบกสหรัฐฯ เพื่อแสดงศักยภาพและแนวทางการพัฒนาในอนาคต

โดรนสอยโดรน: อาวุธใหม่แห่งอนาคต

การพัฒนาโดรนสอยโดรนนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในวงการเทคโนโลยีทางการทหาร เนื่องจากเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศ และลดความเสี่ยงต่อชีวิตของทหารลงได้อย่างมาก ระบบการควบคุมจากระยะไกลยังช่วยให้สามารถปฏิบัติภารกิจในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายหรือเข้าถึงยากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมโดรนสอยโดรนถึงสำคัญ?

  • ป้องกันภัยทางอากาศ: สามารถสกัดและทำลายโดรนของศัตรูได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  • ลดความเสี่ยง: ลดความจำเป็นในการส่งทหารเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง
  • ปฏิบัติการหลากหลาย: สามารถใช้งานในภารกิจลาดตระเวน สอดแนม และโจมตี
  • ประสิทธิภาพสูง: ระบบอัตโนมัติและควบคุมจากระยะไกลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรบ

สกายเรเดอร์: โดรนสอยโดรนรุ่นบุกเบิก

สกายเรเดอร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโดรนสอยโดรนในอนาคต คาดการณ์ว่าในอนาคตเราจะได้เห็นโดรนที่มีความสามารถในการสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศได้หลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโดรนขนาดเล็ก หรือแม้แต่ขีปนาวุธ

การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ยังส่งผลกระทบต่อกระบวนการคิดเชิงยุทธศาสตร์และการวางแผนทางการทหารในอนาคต กองทัพต่างๆ จะต้องปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโดรนสอยโดรนก็มาพร้อมกับข้อกังวลเกี่ยวกับจริยธรรมและความรับผิดชอบในการใช้งาน การตัดสินใจว่าจะใช้โดรนสังหารเป้าหมายใดนั้น ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์หรือไม่? และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหากเกิดความผิดพลาดหรือผลกระทบที่ไม่คาดฝัน?

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมและผู้กำหนดนโยบายจะต้องขบคิดและหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้เทคโนโลยีโดรนถูกนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบและเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง โดรนสอยโดรนจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือทางการทหาร แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความท้าทายและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว “โดรนสอยโดรน” ระเบิดโดรนศัตรูร่วงกลางอากาศ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งาน

ตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา! อย่าเชื่อข่าวปลอมอพยพ

รัฐบาลย้ำกองทัพยังตรึงกำลังแนวที่มั่น 11 พื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา วางรั้วลวดหนามรักษาอธิปไตย หากถูกรุกล้ำตอบโต้ทันที อย่าเชื่อข่าวปลอมให้อพยพ เร่งสำรวจซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนเสียหาย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามาแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตยของไทย ประเด็นสำคัญคือการตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา

ขณะที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดยังตรวจพบกับระเบิดที่ลักลอบเข้ามาวางในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชานำมาวางไว้ ซึ่งเป็นการผิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดต่อสนธิสัญญาออตตาวาที่ห้ามใช้กับระเบิดบุคคล ถือเป็นการละเมิดระดับโลกอย่างร้ายแรง และรัฐบาลไทยจะดำเนินการต่อคณะกรรมการสนธิสัญญาออตตาวา เพื่อให้ดำเนินการกับกัมพูชาต่อไป

พร้อมกันนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชารับข้อตกลงหยุดยิง 2 ข้อ ที่รัฐบาลไทยเคยเสนอไว้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ประเทศมาเลเซีย คือ 1. การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์รวมทั้งยาเสพติด และ 2. การเก็บกู้ทุนระเบิดที่วางไว้

ส่วนการเดินทางกลับภูมิลำเนาของพี่น้องประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากมีเหตุการณ์ใดๆ รัฐบาลจะดำเนินการแจ้งให้ทราบ ผ่านเครือข่ายองค์กรปกครองท้องถิ่นและกองทัพทันที ทั้งนี้ ขอให้ตรวจสอบข่าวอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล เนื่องจากวานนี้ (13 สิงหาคม) มีการปล่อยข่าวปลอมออกมาอย่างต่อเนื่องว่า ให้อพยพออกจากพื้นที่

“รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่มีสถานการณ์ใดๆ พี่น้องประชาชนที่กลับภูมิลำเนาสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ส่วนพี่น้องประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา หากพบวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที”

ตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา หากรุกล้ำตอบโต้ทันที รัฐบาลขออย่าเชื่อข่าวปลอมอพยพ

ทางด้าน นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคาร เพื่อซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัด จากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้นพบบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ จำนวน 307 หลัง, สถานที่ราชการ (โรงเรียน โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล วัด) จำนวน 7 แห่ง, สถานที่เอกชน (ปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ) จำนวน 2 แห่ง, ปศุสัตว์ (วัว กระบือ แพะ ไก่) จำนวน 39 ตัว และสิ่งสาธารณประโยชน์ (ถนน) จำนวน 1 แห่ง การดำเนินการเรื่องการตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นไปอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ กรมโยธาฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 7 จังหวัด ได้ประสานความร่วมมือมอบหมายให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกรมโยธาฯ ร่วมกับวิศวกรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และวิศวกรอาสาของเอกชนในพื้นที่ สำรวจตรวจสอบประเมินสภาพความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมออกแบบและประมาณราคาค่าซ่อมแซมตามระเบียบของราชการ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมอย่างเร่งด่วน โดยได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานความมั่นคงเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกรณีบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายทั้งหลัง กรมโยธาฯ ออกแบบอาคารไว้กว่า 10 แบบ เพื่อให้ประชาชนพิจารณาในการก่อสร้างทดแทนหลังเก่า ซึ่งทั้งราคาและขนาดจะมีความใกล้เคียงกับหลังเดิม คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน และเมื่อทำการสำรวจความเสียหายเสร็จสิ้น จะนำข้อมูลสรุปผลความเสียหายพร้อมประมาณราคาซ่อมแซมทั้งหลังให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดไปพิจารณางบประมาณเยียวยาต่อไป

“ภารกิจซ่อมแซมบ้าน มุ่งหวังให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาใช้ชีวิตมีที่อยู่อาศัยตามปกติ โดยรัฐบาลเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้ง 7 จังหวัดชายแดน ให้มีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงและปลอดภัย”

สถานการณ์ล่าสุด: กองทัพตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลและกองทัพกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

(แฟ้มภาพ)

ที่มา – กองทัพตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา หากรุกล้ำตอบโต้ทันที รัฐบาลขออย่าเชื่อข่าวปลอมอพยพ

กองทัพบก โต้กัมพูชา อ้างไทยเตรียมโจมตี จริงหรือ?

กองทัพบก ออกมาโต้ตอบข่าวลือจากฝั่งกัมพูชา ที่อ้างว่าประเทศไทยเตรียมการโจมตี โดยยืนยันว่าไม่มีคำสั่งให้อพยพประชาชน หรือปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์แต่อย่างใด ข่าวลือดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ กองทัพบกจึงต้องออกมาชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่มีสำนักข่าว Fresh News ในประเทศกัมพูชา ได้เผยแพร่ข่าวในหัวข้อที่สร้างความเข้าใจผิด โดยอ้างว่า “ด่วนที่สุด: กองทัพไทยเตรียมเปิดการโจมตีต่อกัมพูชาอีกครั้ง อาจเกิดขึ้นในคืนวันที่ 13 และเช้าวันที่ 14 สิงหาคม!” พร้อมทั้งระบุว่า ทางฝ่ายไทยได้มีคำสั่งให้ปิดโรงเรียน และอพยพประชาชนในพื้นที่บ้านด่าน ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีกัมพูชา

กองทัพบก ยืนยันข่าวลือโจมตีกัมพูชาไม่เป็นความจริง

ทางกองทัพบกได้ทำการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และขอยืนยันว่าไม่มีคำสั่งให้อพยพประชาชน หรือปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่านแต่อย่างใด โรงเรียนบ้านด่านยังคงเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ ส่วนโรงเรียนบางแห่งในตำบลด่านฯ ที่มีการเลื่อนการเปิดเรียน On-site นั้น เป็นเพียงการเลื่อนเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนดเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข่าวลือเรื่องการเตรียมโจมตีแต่อย่างใด

พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จที่ถูกสร้างขึ้น กองทัพบกขอยืนยันว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง และข้อตกลงที่ได้มีการประชุมร่วมกันในคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) อย่างเคร่งครัด และขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวสารที่ไม่มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

กองทัพบก เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

สถานการณ์ข่าวปลอมในปัจจุบันมีความรุนแรงและแพร่หลายมากขึ้น การตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ กองทัพบกจึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลดังกล่าว เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิด และความตื่นตระหนกในสังคม

ข่าวลือเรื่องการเตรียมโจมตีกัมพูชา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างข่าวปลอมเพื่อหวังผลบางอย่าง การที่กองทัพบก ออกมาชี้แจงอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้เป็นอย่างดี

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวสารเสมอ
  • อย่าเชื่อข่าวสารที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน
  • ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข่าวสาร
  • หากไม่แน่ใจ ให้สอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การเผยแพร่ข่าวปลอมไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงของชาติได้ ดังนั้น การร่วมมือกันในการตรวจสอบ และต่อต้านข่าวปลอม จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม

ดังนั้นเราควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมต่างๆ

ที่มา – “กองทัพบก” โต้ “กัมพูชา” อ้างไทยเตรียมโจมตี ยืนยันไม่มีคำสั่งอพยพ-ปิดโรงเรียน

Scroll to top