ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ศ.ดร.กันตธีร์ แจง UN ท่าทีไทยต่อกัมพูชา

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต “ศ.ดร.กันตธีร์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN-OHCHR) เกี่ยวกับปฏิกิริยาของประเทศไทยต่อการรุกรานโดยกัมพูชา การดำเนินการนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมโลก

ศ.ดร.กันตธีร์ แจง UN ท่าทีไทยต่อกัมพูชา

ศ.ดร.กันตธีร์ ศุภมงคล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ใช้โอกาสในการพบปะและทานอาหารกลางวันที่นครเจนีวา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 กับ Mr. Volker Turk ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN-OHCHR) เพื่อชี้แจงรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้ทราบอย่างละเอียด

การดำเนินการนี้เกิดขึ้นก่อนที่ฝ่ายกัมพูชาจะยื่นฟ้องต่อ UN-OHCHR ในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีผลให้ UN-OHCHR ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับปฏิกิริยาของประเทศไทยต่อการรุกรานโดยกัมพูชาล่วงหน้าแล้ว

การชี้แจงของ ศ.ดร.กันตธีร์ เน้นย้ำว่าการตอบสนองของประเทศไทยต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงของชาติ

ทำไมการชี้แจงของ ศ.ดร.กันตธีร์ จึงมีความสำคัญ

การชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ UN-OHCHR ล่วงหน้ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือคลาดเคลื่อนส่งผลกระทบต่อการพิจารณาของ UN-OHCHR และประชาคมโลก การดำเนินการเชิงรุกของ ศ.ดร.กันตธีร์ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความโปร่งใสของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ

  • ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ: การชี้แจงข้อเท็จจริงทำให้ UN-OHCHR เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงและป้องกันการตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรมต่อประเทศไทย
  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง: การสื่อสารโดยตรงกับ UN-OHCHR ช่วยลดความเข้าใจผิดและความคลางแคลงใจที่อาจเกิดขึ้น
  • ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การแสดงความโปร่งใสและความจริงใจในการแก้ไขปัญหาช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ UN-OHCHR และประเทศสมาชิกอื่นๆ

แม้ว่าปัจจุบัน ศ.ดร. กันตธีร์ จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลแล้ว แต่ท่านยังคงให้ความสำคัญกับการปกป้องประเทศไทยและผลประโยชน์ของชาติอย่างต่อเนื่อง การดำเนินการในอดีตเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและความเสียสละของท่านที่มีต่อประเทศชาติ

สถานการณ์ชายแดนและการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่ง การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การที่ ศ.ดร.กันตธีร์ ได้แสดงบทบาทในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อองค์กรระหว่างประเทศ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อปกป้องประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วยสันติวิธีและการเคารพซึ่งกันและกันเป็นแนวทางที่ยั่งยืน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

จากกรณีศึกษา ศ.ดร.กันตธีร์ แจง UN ท่าทีไทยต่อกัมพูชา แสดงให้เห็นว่าการมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และมีความเข้าใจในกฎหมายระหว่างประเทศ มีความสำคัญต่อการปกป้องผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก

ที่มา – “ศ.ดร.กันตธีร์” อดีต รมว.กต. แจง UN-OHCHR ท่าทีไทยต่อการรุกรานของกัมพูชา

บุรีรัมย์ อีโอดี เร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ขาดอุปกรณ์

หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ร่วมกับชุด EOD ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เร่งสำรวจเพื่อพิสูจน์ทราบ เก็บกู้และทำลายระเบิดในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ขณะที่ชุดเก็บกู้ฯ เผยอยากได้ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) เพื่อนำมาใช้เก็บกู้ เนื่องจากส่วนใหญ่ฝังลึกอยู่ในดิน จึงยากต่อการเก็บกู้ ส่วนที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการใช้ปฏิบัติหน้าที่

ความเคลื่อนไหวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ยังคงปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับ หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ (EOD กก.สืบสวน ภ.จว.บุรีรัมย์)

ออกทำการสำรวจเพื่อพิสูจน์ทราบ เก็บกู้ และทำลายสรรพาวุธระเบิด ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ที่ถูกยิงตกลงมาในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ที่ยังคงพบว่าในพื้นที่ตำบลกระสุนตกของ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ทั้งจากการยิงปืนใหญ่ และจรวด BM-21 รวมแล้วมากกว่า 200 ลูก ตกอยู่ในพื้นที่ชุมชน บ้านเรือน และพื้นที่ทางการเกษตร ทั้งที่ระเบิดแล้วและที่ยังไม่ระเบิด ซึ่งได้ตรวจพื้นที่ระเบิดไปแล้วจำนวน 124 จุด มีการทำลายไปแล้ว 1 ลูก และรอการเก็บกู้นำไปทำลายอีก 7 ลูก

เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จึงได้ทำการเก็บเศษชิ้นส่วนของวัตถุระเบิด พร้อมมาร์กจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเก็บกู้และทำลายได้อย่างปลอดภัย เพื่อสร้างความสบายใจให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเมื่อช่วงบ่ายของวานนี้ (12 ส.ค. 68) เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ ได้ทำการสำรวจ พิสูจน์ทราบ เก็บกู้ และทำลายสรรพาวุธระเบิด รวมจำนวน 18 จุด เป็นพื้นที่กระสุนปืนใหญ่ 6 จุด และจรวด BM-21 อีก 12 จุด

นอกจากนี้ ยังได้ทำการเก็บกู้กระสุนปืนใหญ่และจรวด BM-21 ที่พบว่าฝังอยู่ในชั้นใต้ผืนดินลึกลงไปไม่ต่ำกว่า 1-7 เมตร ซึ่งยากต่อการเก็บกู้ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จึงได้ทำการเก็บกู้ โดยการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดระยะไกล ด้วยชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัย (Hook and Line) คือการใช้เชือกและตะขอเกี่ยวสำหรับใช้เคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยออกจากสถานที่ ที่ไม่สามารถทำการเก็บกู้ได้สะดวก โดยสามารถทำงานจากระยะไกล เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ ซึ่งการเก็บกู้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี

บุรีรัมย์ อีโอดี เร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ขาดอุปกรณ์

อย่างไรก็ตาม พบว่าเจ้าหน้าที่ หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด EOD กก.สืบสวน ภ.จว.บุรีรัมย์ ยังขาดแคลนและมีความต้องการ ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) เพื่อนำมาใช้ในการเก็บกู้ เนื่องจากที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการใช้ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากกระสุนปืนใหญ่และจรวด BM21 ที่ตกลงมาในพื้นที่นั้น ได้ตกลงไปฝังลึกอยู่ในชั้นผิวดินมากกว่า 1-7 เมตร ทำให้ยากต่อการเก็บกู้นำมาทำลาย จำเป็นต้องขุดดินลึกลงไป แล้วใช้ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยในระยะไกล แล้วทำการเกี่ยวลากขึ้นมา ซึ่งเป็นวิธีที่จะเกิดความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ ผู้ปฏิบัติงาน

ความท้าทายในการ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ของ EOD บุรีรัมย์

สถานการณ์การเก็บกู้ระเบิดชายแดนในจังหวัดบุรีรัมย์ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การทำงานของหน่วย EOD เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากระเบิดส่วนใหญ่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน การสนับสนุนอุปกรณ์ที่เพียงพอและทันสมัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

การ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ในพื้นที่บุรีรัมย์ยังคงต้องดำเนินต่อไปอย่างระมัดระวัง และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

การสนับสนุนเพื่อการ เก็บกู้ระเบิดชายแดน อย่างยั่งยืน

เพื่อให้การ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ในบุรีรัมย์เป็นไปอย่างยั่งยืน ควรมีการสนับสนุนด้านต่างๆ เพิ่มเติม เช่น การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ การจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัย และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากวัตถุระเบิดที่หลงเหลืออยู่

ที่มา – บุรีรัมย์ อีโอดีเร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ยังขาดแคลนอุปกรณ์ ระเบิดฝังลึกไม่ต่ำกว่า 7 ม.

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน เปิดปกติวันแรก

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กลับมาเปิดทำการตามปกติแล้ววันนี้ หลังเหตุปะทะบริเวณชายแดน แม้บรรยากาศโดยรวมยังคงบางตา ผู้อำนวยการโรงเรียนเผยถึงแผนรับมือหากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นอีก

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน กลับมาเปิดตามปกติเป็นวันแรก

เมื่อเช้าวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานบรรยากาศที่โรงเรียนบ้านโซง ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 พบว่ามีครูและนักเรียนทยอยเดินทางมาโรงเรียนตามปกติ หลังจากที่โรงเรียนได้ปิดทำการเรียนการสอนไปตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยคณะครูและนักเรียนได้ร่วมกันทำความสะอาดบริเวณสนามฟุตบอลและพื้นที่โดยรอบโรงเรียน ก่อนที่จะร่วมกันทำกิจกรรมเคารพธงชาติ และรับฟังการชี้แจงแนวทางการปฏิบัติตนหากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น

นายคมสันต์ บรรเทิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโซง กล่าวว่า ปกติโรงเรียนมีนักเรียนทั้งหมดเกือบ 500 คน แต่วันนี้มีนักเรียนมาเรียนประมาณ 300 กว่าคน อาจเป็นเพราะวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดเรียน ผู้ปกครองหลายท่านยังไม่มั่นใจที่จะให้บุตรหลานมาโรงเรียนหลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นสถานการณ์การปะทะมา ทั้งนี้ ในวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุปะทะกันวันแรก ทางโรงเรียนได้ทำการอพยพนักเรียนภายใน 15 นาที ถือเป็นโรงเรียนแรกในอำเภอน้ำยืนที่สามารถสั่งอพยพนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว และทางโรงเรียนก็มีแผนเผชิญเหตุรองรับอยู่แล้วหากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นอีก

โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน เปิดให้บริการวันแรกเช่นกัน

ในส่วนของโรงพยาบาลในพื้นที่อำเภอน้ำยืนก็กลับมาเปิดให้บริการเป็นวันแรกเช่นกัน แต่พบว่ามีผู้ป่วยเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ค่อนข้างบางตา ซึ่งในช่วงที่โรงพยาบาลปิดทำการนั้น ทางโรงพยาบาลได้ทำการจัดส่งยาให้กับผู้ป่วยที่บ้าน และมีผู้ป่วยบางส่วนที่จำเป็นต้องเดินทางมารับยาที่โรงพยาบาลเนื่องจากเลยกำหนดนัดมาหลายวัน

นางผาด บุญสิทธิ์ อายุ 64 ปี ชาวอำเภอน้ำยืน เปิดเผยว่า วันนี้แพทย์นัดให้มารับยาเนื่องจากเลยกำหนดนัดมาแล้ว และไม่สามารถเดินทางมารับยาได้เนื่องจากโรงพยาบาลปิดทำการ วันนี้จึงเดินทางมารับยาเอาไว้ก่อน เผื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ซึ่งแพทย์ได้จ่ายยาให้สำหรับ 10 วัน และแจ้งว่าหากยาหมดและโรงพยาบาลยังคงปิดทำการอยู่ ทางโรงพยาบาลจะจัดส่งยาไปให้ที่บ้านแทน ช่วงเวลาเช่นนี้ ทุกคนต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และทหาร ขอให้ทุกคนปลอดภัย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนและการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน การกลับมาเปิดทำการของ โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการกลับสู่ภาวะปกติ แม้ว่าความกังวลจะยังมีอยู่บ้าง แต่การมีแผนรับมือและความร่วมมือของทุกฝ่าย จะช่วยให้ผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ที่มา – โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน กลับมาเปิดตามปกติเป็นวันแรก หลังเกิดเหตุปะทะ

กัมพูชาทะลักรายวัน: จับ 10 ชีวิต ซักรองเท้าโรงเกลือ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่จับกุมแรงงานชาวกัมพูชาถึง 10 ชีวิตที่พยายามลักลอบเข้าประเทศ หวังซักรองเท้าที่โรงเกลือ เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว สะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้านของเรา

กัมพูชาทะลักรายวัน: จับ 10 ชีวิต ซักรองเท้าที่โรงเกลือ

เมื่อเวลา 01.20 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองกำลังบูรพา, หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1204 ได้ร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวนหนึ่งกำลังเดินเท้าเข้ามาในประเทศไทย

จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นแรงงานชาวกัมพูชาจำนวน 10 คน ประกอบด้วยชาย 4 คน หญิง 4 คน และเด็กหญิง 2 คน ทั้งหมดไม่มีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้อง

สารภาพหมดเปลือก! หวังซักรองเท้าที่โรงเกลือ

จากการสอบสวนเบื้องต้น แรงงานชาวกัมพูชากลุ่มนี้ให้การว่า พวกเขาเดินทางมาจากประเทศกัมพูชา โดยมีจุดหมายปลายทางคือตลาดโรงเกลือ พวกเขาต้องการทำงานรับจ้างซักรองเท้าที่โรงเกลือ โดยยอมจ่ายค่านำพาให้กับผู้นำทางเป็นเงินคนละ 3,500 บาท

แรงงานทั้งหมดให้การเป็นเสียงเดียวกันว่า สาเหตุที่พวกเขาตัดสินใจลักลอบเข้ามาในประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำในกัมพูชา ทำให้พวกเขาขาดรายได้และไม่สามารถดำรงชีพได้อย่างเพียงพอ พวกเขาจึงจำเป็นต้องเสี่ยงเข้ามาหางานทำในประเทศไทยเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว

หลังจากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวแรงงานชาวกัมพูชาทั้ง 10 คน ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะดำเนินการผลักดันพวกเขากลับประเทศต่อไป

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากที่แรงงานเพื่อนบ้านต้องเผชิญ และความจำเป็นที่พวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพ อย่างไรก็ตาม การลักลอบเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายไม่ใช่ทางออก และอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ร้ายแรงกว่าเดิมได้ ทั้งต่อตัวแรงงานเองและต่อสังคมโดยรวม

ทางภาครัฐเองก็ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดแรงจูงใจในการลักลอบเข้าเมือง และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคนี้

เหตุการณ์กัมพูชาทะลักรายวันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้ผู้คนต้องแสวงหาโอกาสในต่างแดน การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาทะลักรายวัน จับอีก 10 ชีวิต ยอมรับเจอพิษเศรษฐกิจ เสี่ยงมาซักรองเท้าที่โรงเกลือ

อนุดิษฐ์จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโน **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16**

“อนุดิษฐ์” จี้รัฐบาลเร่งฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิดกัมพูชาลอบวางระเบิดทำทหารไทยสูญเสียขา 5 นาย ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาชัดเจน ดับมโนกระแสข่าวกัมพูชาจ่อใช้โดรนสกัด F-16 ไม่น่าเกิดขึ้นได้

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 13 สิงหาคม 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดได้รับบาดเจ็บขาซ้ายขาด ระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทำให้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 จนถึงวันนี้ ทหารไทยสูญเสียขาไปแล้วถึง 5 นาย ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างที่จะระบุได้ชัดเจนว่า ประเทศไทยเราไม่ได้เป็นคนวางกับระเบิดไว้แน่นอน เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เห็นจะมีทหารกัมพูชาไปเหยียบเลยสักคน โดยกัมพูชาจะดูตามพื้นที่ที่เราลาดตระเวนและอาศัยช่วงเวลาที่ไม่มีทหารปฏิบัติภารกิจ แอบเข้ามาวางกับระเบิดไว้ ทำให้ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฟ้องร้องต่อนานาชาติ เพราะเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาของฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน และสามารถที่จะเอาเรื่องดังกล่าวขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ผมเชื่อว่ารัฐบาลและกองทัพคงจะมองประเด็นนี้อยู่และก็ไม่น่าจะละเลย อย่างไรก็ตาม ควรสื่อสารกับพี่น้องประชาชนว่าอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว”

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาพยายามจะใช้โดรนมาเพื่อสกัดกั้นการวิ่งขึ้นของเครื่องบิน F-16 ในกรณีที่อาจจะมีการสู้รบกันในอนาคตนั้น น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลตรงนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะว่าความเร็วของเครื่องบินรบอย่าง F-16 คงไม่มีใครสามารถบังคับให้โดรนมาเจอกันได้ ทั้งตอนออกตัว หรือจะอยู่กลางอากาศก็ตาม เป็นไปได้ยากมากๆ ขอให้อุ่นใจได้ และไม่ต้องกลัวในเรื่องนี้.

อนุดิษฐ์จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโน กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16

จากกรณีที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการฟ้องร้องกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) จากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียขาไปถึง 5 นายนั้น ได้สร้างความสนใจและเกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการดำเนินการดังกล่าว นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องข่าวลือที่ว่ากัมพูชาอาจใช้โดรนในการสกัดกั้นเครื่องบิน F-16 ก็ได้รับความสนใจเช่นกัน

ความเห็นของ น.อ.อนุดิษฐ์ ที่ว่าเรื่อง **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** เป็นไปได้ยากนั้น ช่วยคลายความกังวลให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด

ความเป็นไปได้ที่ กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16

แม้ว่า น.อ.อนุดิษฐ์ จะมองว่าความเป็นไปได้ที่ **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** นั้นต่ำมาก แต่การพิจารณาถึงศักยภาพและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ การพัฒนาโดรนในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งในด้านความเร็ว ความคล่องตัว และความสามารถในการบรรทุก ทำให้ไม่สามารถมองข้ามความเป็นไปได้ทั้งหมดได้

ดังนั้น การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

การที่ น.อ.อนุดิษฐ์ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ถือเป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายไม่ประมาท และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารและความมั่นคงของประเทศให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ

นอกจากประเด็นเรื่องความมั่นคงแล้ว การที่ น.อ.อนุดิษฐ์ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งฟ้องร้องกัมพูชาต่อ ICC ยังเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่าประเทศไทยจะไม่ยอมรับการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

รัฐบาลควรพิจารณาข้อเรียกร้องนี้อย่างรอบคอบและดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม เพื่อความเป็นธรรมและเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าความเป็นไปได้ที่ **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** จะค่อนข้างต่ำ แต่การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็น และการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง การตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการตัดสินใจต่างๆ ของรัฐบาลจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “อนุดิษฐ์” จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโนกระแสกัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16 ไม่น่าทำได้

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ ตลอดคืนถึงเช้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความตึงเครียดเกิดขึ้น บทความนี้จะสรุปสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความพร้อมในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

“จิรายุ” เผย สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดคืนถึงเช้าไม่มีการปะทะ กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่น พร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตย

สถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้แถลงว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 จนถึง 07.00 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะเกิดขึ้น กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นอย่างแข็งขันใน 11 พื้นที่ และพร้อมที่จะตอบโต้ทันทีหากมีการรุกล้ำอธิปไตย

กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกระทำใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ การวางกำลังอย่างเข้มแข็งตามแนวชายแดนเป็นมาตรการสำคัญในการรักษาอธิปไตยและความสงบเรียบร้อย

จุดยืนของประเทศไทย

ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในข้อตกลงของการประชุม GBC (General Border Committee) ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังคงพบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและสนธิสัญญาออตตาวาของกัมพูชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองและแก้ไขต่อไป

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธีและการเจรจา แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ การรักษาสมดุลระหว่างการเจรจาและการป้องกันตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารจัดการสถานการณ์ชายแดน

คำแนะนำสำหรับประชาชน

ศบ.ทก. ได้แจ้งเตือนประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาแล้ว หากพบวัตถุต้องสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อให้หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการอย่างรวดเร็ว การแจ้งเบาะแสวัตถุต้องสงสัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ประชาชนควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้หรือสัมผัสวัตถุต้องสงสัยด้วยตนเอง ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สถานการณ์ ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ เป็นสัญญาณที่ดี แต่การเฝ้าระวังและการเตรียมพร้อมยังคงเป็นสิ่งจำเป็น กองทัพไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อรักษาความสงบและความปลอดภัยตามแนวชายแดน ความร่วมมือของประชาชนในการแจ้งเบาะแสและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ

การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ รวมถึงการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ จะช่วยให้ประชาชนสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม การมีสติและความตระหนักรู้เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตในพื้นที่ชายแดน

แม้ว่าสถานการณ์ ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ แต่เราต้องไม่ประมาทและยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ พร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตย

รวบ! 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย


จันทบุรี – เจ้าหน้าที่จับกุมชาวกัมพูชากว่า 50 ชีวิต ลักลอบข้ามแดนเข้าประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติ หลังเผชิญความยากลำบากและอดอยากในบ้านเกิด พวกเขาตัดสินใจเสี่ยงชีวิตกลับมาทำงานในประเทศไทยอีกครั้ง โดยให้ข้อมูลว่า พวกเขาหลงเชื่อคำสัญญาของผู้นำประเทศที่บอกว่าเมื่อกลับบ้านจะมีงานทำและชีวิตที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายไม่เป็นเช่นนั้น นี่คือเรื่องราวของ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย

จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย เพราะความอดอยาก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เมื่อนาวาเอก ไกรสร โพธิ์ตุน หัวหน้าชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 ทำการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ผ่านช่องทางธรรมชาติในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน ในกลุ่มผู้ถูกจับกุมมีทั้งเด็กชาย, เด็กหญิง และทารก

ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่สืบทราบว่าจะมีการนำพาแรงงานชาวกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทยเพื่อส่งให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ จึงได้วางกำลังตามแนวชายแดน กระทั่งเวลาประมาณ 20:00 น. พบเห็นชาวกัมพูชาจำนวนมากทยอยเดินข้ามแดน จากนั้นมีรถกระบะมารับแรงงานไปยังบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่บ้านคลองบอน ตำบลหนองตาคง อำเภอโป่งน้ำร้อน

เมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวแรงงานชาวกัมพูชาทั้งหมด พร้อมกับนายสมนึก พัดเล็ก อายุ 49 ปี ผู้ว่าจ้างนำพา ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี จากการสืบสวน นายสมนึกมีพฤติกรรมนำพาแรงงานมานานแล้ว และเคยถูกจับกุมมาหลายครั้ง แต่หลักฐานไม่เพียงพอ

จากการสอบถามแรงงานชาวกัมพูชากลุ่มนี้ พวกเขาให้ข้อมูลว่า พวกเขาเดินทางกลับบ้านเกิดเมื่อไม่นานมานี้ตามคำเชิญชวนของรัฐบาลและฮุนเซน ที่สัญญาว่าจะมีงานและเงินให้ใช้ แต่เมื่อกลับไปกลับไม่เป็นไปตามนั้น ทำให้พวกเขากลัวอดตายและพยายามหาวิธีกลับมายังประเทศไทยอีกครั้ง นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย

ทำไมถึงต้อง ลักลอบเข้าไทย?

แรงงานชาวกัมพูชาเหล่านี้ ตัดสินใจ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย เพราะความสิ้นหวังในบ้านเกิด พวกเขาเชื่อในคำสัญญาว่าจะได้ชีวิตที่ดีขึ้น แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้าย พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเสี่ยงอันตรายเพื่อหาเลี้ยงชีพ

หลังจากบันทึกข้อมูลและทำเอกสารแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดแยก โดยผู้ชายจะถูกนำไปฝากขังที่ สภ.โป่งน้ำร้อน ส่วนผู้หญิงและเด็กจะถูกนำไปไว้ที่โรงพักใกล้เคียงกับจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม เพื่อรอผลักดันกลับประเทศในวันรุ่งขึ้น

นาวาเอก ไกรสร โพธิ์ตุน กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้มาจากการสืบสวนและแกะรอยพฤติกรรม จนกระทั่งสามารถจับกุมได้ และขอฝากถึงชาวไทยที่จะทำอาชีพนำพาแรงงานเข้าประเทศว่าอย่าทำ เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติ เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ด้านนายสมนึก พัดเล็ก อ้างว่า เขาเพิ่งทำเป็นครั้งแรก โดยได้รับว่าจ้างจากเถ้าแก่เจ้าของสวนในราคาหัวละพันกว่าบาท และอ้างว่ามีแรงงานที่เขานำมาเพียง 8-9 คน ส่วนที่เหลือเป็นของคนอื่น

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความยากจนและการขาดโอกาสในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ผลักดันให้ผู้คนต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อแสวงหาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในต่างแดน นอกจากนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความเป็นจริง ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางกลับประเทศตามคำเชิญชวนใดๆ

ที่มา – จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย งานไม่มีทำ ประสบกับความอดอยากในบ้านเกิด

ชาวบ้านอพยพ! เหตุไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก แม้จะยังไม่มีประกาศอพยพอย่างเป็นทางการ แต่ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” จึงตัดสินใจอพยพครอบครัวออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณถนนหมายเลข 221 กันทรลักษณ์-เขาพระวิหาร พบว่ามีรถของชาวบ้านทยอยเดินทางออกจากพื้นที่เป็นจำนวนมากผิดปกติ สืบเนื่องจากกระแสข่าวการแจ้งเตือนว่าอาจจะเกิดการปะทะกันขึ้นอีกครั้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ความกังวลใจนี้เอง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลเสาธงชัย ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง ได้ตัดสินใจอพยพออกจากบ้านเรือน พร้อมทั้งขนทรัพย์สินและสิ่งของจำเป็นติดตัวไปด้วย

จากการสอบถามชาวบ้านที่กำลังอพยพ พวกเขาให้เหตุผลว่า ตัดสินใจขนข้าวของและพาครอบครัวออกมาจากหมู่บ้าน เพราะไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” แม้ว่าผู้นำชุมชนจะยังไม่ได้ประกาศให้อพยพก็ตาม นอกจากนี้ ชาวบ้านยังแสดงความต้องการให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชายุติลงโดยเร็ว เพราะพวกเขาไม่อยากต้องอพยพหนีภัยอีกต่อไปแล้ว

ทำไมชาวบ้านถึงไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

เหตุผลหลักที่ทำให้ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” และตัดสินใจอพยพ คือ ประสบการณ์ในอดีตที่เคยเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบและการปะทะกันในพื้นที่ชายแดนมาแล้วหลายครั้ง ความทรงจำและความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เหล่านั้น ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของพวกเขา ทำให้เมื่อมีข่าวลือหรือสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่แน่นอน พวกเขาจึงเลือกที่จะป้องกันตนเองและครอบครัวไว้ก่อน โดยการอพยพไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า

ผู้นำท้องถิ่นในตำบลเสาธงชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งให้อพยพ แต่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนการที่ชาวบ้านตัดสินใจอพยพนั้น เป็นเพราะต้องการความสบายใจ เนื่องจากเคยมีประสบการณ์อพยพมาแล้วหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมายืนยันผ่านทางเฟซบุ๊กเมื่อเวลา 22.32 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ว่า “สถานการณ์ชายแดนตลอดแนว กองกำลังสุรนารียังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียดตามที่ปรากฏในสื่อโซเชียล ขอประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก”

ถึงแม้ว่ากองทัพจะออกมายืนยันถึงสถานการณ์ปกติ แต่ความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่ยังคงอยู่ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกและการอพยพโดยไม่จำเป็น

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และไม่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนอีกต่อไป

ที่มา – ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” พากันอพยพครอบครัวออกนอกพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 ยันชายแดนปกติ! ประชาชนอย่าตระหนก

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์ชายแดนกับ กองทัพภาคที่ 2 กันหน่อยนะครับ หลังจากที่มีข่าวลือต่างๆ นาๆ ในโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจ ล่าสุดทางกองทัพได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันแล้วว่าสถานการณ์ยังคงปกติ ไม่ได้มีความตึงเครียดอย่างที่หลายคนคิดครับ

กองทัพภาคที่ 2 ย้ำสถานการณ์ชายแดนปกติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ทางเฟซบุ๊กของ กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยระบุว่า “สถานการณ์ชายแดนตลอดแนว กองกำลังสุรนารียังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียดตามที่ปรากฏในสื่อโซเชียล ขอประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก” ข้อความนี้เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปตามปกติ และไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่ากังวล

ทางกองทัพขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

ทำไมต้องติดตามข่าวสารจากกองทัพภาคที่ 2?

การติดตามข่าวสารจาก กองทัพภาคที่ 2 โดยตรงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นทางการที่สุด ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่ถูกต้องสามารถสร้างความสับสนและความหวาดกลัวในสังคมได้ ดังนั้น การรับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งจำเป็น

นอกจากนี้ ทางกองทัพยังมีการรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งจะช่วยลดความกังวลและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การที่กองทัพออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อประชาชน

สถานการณ์ชายแดนนั้นมีความอ่อนไหว การแพร่กระจายข่าวลืออาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดังนั้น การรับข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น เรามาดูกันว่า กองทัพภาคที่ 2 มีบทบาทหน้าที่อะไรบ้างในการดูแลชายแดน:

  • รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน
  • ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย
  • ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดน

จะเห็นได้ว่ากองทัพมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาความสงบและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน การที่ประชาชนให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของกองทัพ จะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หากใครที่มีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กองทัพภาคที่ 2 ได้โดยตรงผ่านช่องทางต่างๆ ที่ได้แจ้งไว้ เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารอย่างมีสติ อย่าหลงเชื่อข่าวลือ และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองนะครับ

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ย้ำสถานการณ์ชายแดนตลอดแนว ยังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียด

Scroll to top