ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ทักษิณ บริจาค 2.6 ล้าน สร้างบ้านผู้ประสบภัย

ทักษิณ” ร่วมสมทบ 2.6 ล้านบาท สร้างบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยชายแดน ขณะที่กรมราชทัณฑ์ส่งผู้ต้องขังไปช่วยซ่อมแซมบ้านที่เสียหาย

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินจำนวน 2,600,000 บาท (สองล้านหกแสนบาท) ให้กับรัฐบาลเพื่อจัดสร้างบ้านน็อกดาวน์สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งจะนำไปใช้เป็นที่พักชั่วคราวระหว่างรอการก่อสร้างบ้านใหม่ให้แล้วเสร็จ โครงการทักษิณ สร้างบ้าน นับเป็นความช่วยเหลือที่สำคัญต่อผู้ประสบภัย

การบริจาคในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อส่งมอบบ้านน็อกดาวน์สำเร็จรูป 11 หลังแรก ให้กับประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยล็อตแรกมีผู้ประสบภัย 4 ครอบครัวได้รับมอบบ้านไปแล้ว ทำให้พวกเขามีที่พักอาศัยชั่วคราวที่ปลอดภัยและมั่นคง

นอกจากนี้ กรมราชทัณฑ์ยังได้ระดมผู้ต้องขังชั้นดีจากเรือนจำกลางอุบลราชธานี เข้าไปช่วยซ่อมแซมและรื้อถอนบ้านเรือนที่เสียหาย เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด การช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

ทักษิณ ร่วมสมทบ 2.6 ล้านบาท สร้างบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยชายแดน

เหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินทำให้พวกเขากลายเป็นผู้พลัดถิ่นและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การสร้างบ้านน็อกดาวน์จึงเป็นทางออกที่ช่วยให้พวกเขามีที่พักอาศัยชั่วคราวที่มั่นคงและปลอดภัย

ความสำคัญของบ้านน็อกดาวน์ต่อผู้ประสบภัย

บ้านน็อกดาวน์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประสบภัยเนื่องจาก:

  • เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวที่รวดเร็วและง่ายต่อการก่อสร้าง
  • มีความแข็งแรงและทนทาน สามารถป้องกันสภาพอากาศเลวร้ายได้
  • มีความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว ช่วยให้ผู้ประสบภัยรู้สึกอุ่นใจและมีกำลังใจ
  • สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ทำให้สะดวกต่อการปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัยในอนาคต

การที่นายทักษิณ ชินวัตร และหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก เราหวังว่าความช่วยเหลือนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นและกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม เราสามารถร่วมกันช่วยเหลือได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือแรงกายแรงใจ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ที่มา – “ทักษิณ” ร่วมสมทบ 2.6 ล้านบาท สร้างบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยชายแดน

ทอ. โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” อวดแสนยานุภาพ!

กองทัพอากาศไทยแชร์โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” แสดงแสนยานุภาพ และความสามารถในการทำลายเป้าหมายทางทหารอย่างแม่นยำ ตอกย้ำความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

รักสงบ F-16 จบให้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 กองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force) ได้โพสต์ภาพเครื่องบิน F-16 พร้อมข้อความ “รักสงบ F-16 จบให้!” ผ่านทางเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของกองทัพในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ โดยข้อความดังกล่าวเป็นการแชร์มาจาก Defense Info TH ซึ่งเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเครื่องบิน F-16 ในการปกป้องน่านฟ้าไทย

F-16: กำลังหลักของกองทัพอากาศไทย

แม้ว่าเครื่องบินรบ F-16 A/B หรือ บข.19 จะประจำการในกองทัพอากาศไทยมานานกว่า 37 ปี แต่ก็ยังคงเป็นกำลังหลักในการปฏิบัติภารกิจคุ้มครองน่านฟ้า โดยประจำการอยู่ในฝูงบินรบหลัก คือฝูงบิน 103 และฝูงบิน 403 เครื่องบินเหล่านี้ได้ปฏิบัติภารกิจการป้องปราม สกัดกั้น และภารกิจพิเศษต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

ในอดีตที่ผ่านมา ความขัดแย้งด้านพรมแดนกับประเทศกัมพูชาได้กลายเป็นเวทีให้เครื่องบิน F-16 A/B ได้แสดงแสนยานุภาพอย่างเต็มที่ ทั้งในการครองอากาศและการโจมตีสนับสนุนการรบภาคพื้นดิน การปฏิบัติการในครั้งนั้นสร้างจุดเปลี่ยนทางการรบด้วยการทำลายเป้าหมายทางทหารได้อย่างหนักหน่วงและแม่นยำ ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของฝ่ายตรงข้ามอย่างมีนัยสำคัญ

กองทัพอากาศไทยได้ให้ความสำคัญกับการจัดหาระบบอาวุธที่ทันสมัย และทำการปรับปรุงตามระยะเวลาที่เหมาะสม พร้อมกับการฝึกฝนให้กำลังพลและนักบินมีความพร้อมในการปฏิบัติงานการรบทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กองทัพอากาศสามารถมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการยุทธบดินทร์ และปกป้องอธิปไตยของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชื่อเสียงของ F-16 เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนไทยในฐานะเครื่องบินรบที่มีสมรรถนะและความสำเร็จที่โดดเด่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่ากองทัพอากาศไทยมีความสามารถในการรบได้อย่างเต็มรูปแบบ และพร้อมเผชิญหน้ากับภัยคุกคามต่างๆ ด้วยความเท่าทันในเทคโนโลยีการรบทางอากาศยุคใหม่ ในฐานะ The Unbeatable Air Force การที่กองทัพอากาศไทยยังคงใช้งาน F-16 แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าและความสามารถในการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ

กองทัพอากาศไทยยืนยันว่าการปฏิบัติการต่างๆ เป็นไปตามหลักสากล โดยยึดถือการตอบโต้ที่ได้สัดส่วน คำนึงถึงมนุษยธรรม และเป็นไปตามกฎบัตรสหประชาชาติมาตราที่ 51 ในการป้องกันตนเอง การเน้นย้ำถึงหลักการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของกองทัพ

เครื่องบิน F-16 ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องน่านฟ้าไทยและพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่กองทัพอากาศไทยก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่กองทัพอากาศนำเสนอเรื่องราวของ F-16 ในรูปแบบนี้ ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงศักยภาพของกองทัพ และสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานเพื่อปกป้องประเทศชาติได้อย่างดีเยี่ยม โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” จึงเป็นการสื่อสารที่เข้าถึงง่ายและสร้างความภาคภูมิใจในกองทัพอากาศไทย

ที่มา – ทอ. แชร์โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” แสดงแสนยานุภาพ ทำลายเป้าหมายทางทหารแม่นยำ

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด! อาการปลอดภัยแล้ว

โฆษกกองทัพบกเผยอาการ “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิดใกล้ปราสาทตาเมือนธม พ้นขีดอันตรายแล้ว ซัดกัมพูชาคุกคามชัดเจน ใช้อาวุธแบบซ่อนเร้น ลั่น หากสถานการณ์บีบบังคับไทยจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ของวันนี้ สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 พร้อมกำลังพลรวม 7 นาย ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทยบนเส้นทางประจำ ห่างจากปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างปฏิบัติภารกิจ สิบเอกธีรพลได้เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางไว้ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณข้อเท้าซ้าย ปัจจุบันได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

โฆษกกองทัพบก เผยต่อไปว่า เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และไม่เคารพต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้และวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด นับเป็นการลอบโจมตีที่มีเป้าหมายต่อกำลังพลฝ่ายไทยโดยตรง และเกิดขึ้นในเขตแดนไทย

“เหตุลักษณะเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน สะท้อนถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามฝ่ายไทย ละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย สวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศในการประชุม GBC ที่ผ่านมา จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการใช้อาวุธโดยฝั่งกัมพูชายังคงมีอยู่ตลอดเวลาในช่วงมีข้อตกลงหยุดยิง”

พลตรีวินธัย ระบุต่อไป ยอมรับว่าพฤติกรรมและการกระทำลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการในมาตรการหยุดยิงอย่างแน่นอน รวมถึงเป็นท่าทีที่ชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาต้องการจะคุกคามฝ่ายไทยด้วยการใช้อาวุธทางทหารในรูปแบบซ่อนเร้นไม่เปิดเผย ทำให้เชื่อได้ว่ากัมพูชายังคงดำรงความมุ่งหมายที่จะทำร้ายฝ่ายไทยด้วยรูปแบบลอบทำร้ายอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่า ณ ช่วงเวลานี้จะอยู่ในช่วงการตกลงที่จะหยุดยิงซึ่งต้องไม่มีการใช้อาวุธต่อกันในทุกรูปแบบ

ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นยังสอดรับกันอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะจากการที่กัมพูชาไม่ยอมตอบรับข้อเสนอฝ่ายไทยในเรื่องของทุ่นระเบิดจากการประชุม GBC ในครั้งที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าเรื่องทุ่นระเบิดนี้น่าจะมีการวางแผนใช้กันมาอย่างเป็นระบบเพื่อเจตนานำมาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทย

“ที่ผ่านมา กองทัพบกได้ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด และไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่หากสถานการณ์บีบบังคับก็อาจจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ในป้องกันตนเองภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องสูญเสียกำลังพลอย่างต่อเนื่อง จากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและรุกล้ำอธิปไตยของทหารกัมพูชา”

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความตึงเครียดและความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ แม้จะมีการเจรจาและข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นแล้วก็ตาม การกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

การที่กองทัพบกออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ในการใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการหารือและการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางออกที่เป็นสันติวิธี

อาการล่าสุดของ ส.อ.ธีรพล

ถึงแม้ว่าอาการของ ส.อ.ธีรพล จะพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • การดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
  • การให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านจิตใจ
  • การช่วยเหลือด้านสวัสดิการและค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ที่ ส.อ.ธีรพล ประสบ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนและแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างสรรค์สันติสุขในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิด อาการพ้นขีดอันตราย ทบ. ซัดกัมพูชาคุกคามไทยชัดเจน

ชายแดนไทย-กัมพูชา ไร้ปะทะ ประชาชนกลับแล้ว

สถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดเป็นอย่างไร? หลายคนคงกังวลใจเกี่ยวกับข่าวความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดมาฝากกัน เพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 จนถึงเช้าวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น

กองกำลังของทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยยึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัด และมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ นี่เป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพในพื้นที่

ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

ข่าวดีอีกเรื่องคือ ประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพทั้ง 4 จังหวัด ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยหรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อรักษาความสงบและอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเดินหน้าต่อไปได้

แต่ก็มีข่าวร้ายล่าสุดคือ กองทัพบกได้รับรายงานว่า หน่วยทหารพรานร้อย ทพ.2610 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขา 1 นาย ซึ่งขณะนี้ได้ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์โดยรวมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แม้จะยังมีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกิดขึ้นบ้าง แต่หน่วยงานต่างๆ ก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพปกติ

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากพบสิ่งผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่สงบลงนี้ เป็นผลมาจากการเจรจาและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ และนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่

ดังนั้นการตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศ หลังครบกำหนด 14 วันตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมขอบคุณนานาชาติที่ให้ความช่วยเหลือในการกดดันประเทศไทย และย้ำว่ากัมพูชาจะไม่ทอดทิ้งกำลังพล

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวในประเทศไทย โดยระบุว่าบัดนี้เป็นเวลา 14 วันแล้วนับตั้งแต่กองกำลังของประเทศไทยได้ควบคุมตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ภายหลังจากการประกาศใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการระหว่างทั้งสองประเทศ

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ และทำการส่งตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายกลับประเทศโดยเร็ว เพื่อให้พวกเขาได้กลับไปพบกับครอบครัวที่กำลังรอคอยการกลับมาของพวกเขาด้วยความหวังและความคิดถึง

นอกจากนี้ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อประเทศคู่มิตรและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชาโดยเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจจากนานาชาติต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่แน่วแน่ของกัมพูชาว่า รัฐบาลและกองทัพจะไม่ทอดทิ้งหรือละเลยกำลังพลของตนเองแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือและปกป้องกำลังพลถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่ง

กัมพูชาต้องการให้ไทย ปล่อยทหาร 18 นาย กลับประเทศ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งมีทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งปะปนกันไป การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศทั้งสอง และป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

การที่กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้ไทยปล่อยทหาร 18 นาย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและดูแลสวัสดิภาพของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการปล่อยตัวทหารทั้ง 18 นาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะมีการตอบสนองจากรัฐบาลไทยอย่างไร และสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในอนาคตอย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การสื่อสารและการเจรจาอย่างเปิดอกและสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การใช้ความรุนแรงหรือการเผชิญหน้ากันจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

หวังว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติวิธี และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไว้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในระยะยาวได้ การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและการเจรจาอย่างเปิดอกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

จตุพร เร่งฟื้นการค้าชายแดน เน้นตลาดเดิม หาตลาดใหม่

รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

“จตุพร” รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ เล็งคุยทูต สปป.ลาว ขอผ่านทางส่งสินค้าจากอุบลราชธานีไปกัมพูชา หวังลดค่าใช้จ่าย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวงถึงการฟื้นฟูการค้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หากมีการประเมินเรื่องการเปิดด่าน ว่า รอข้อมูล แต่ศูนย์ที่เราตั้งก็มีการปรึกษาเรื่องการค้าชายแดน วันนี้สินค้า Modern Trade ของเราที่กัมพูชาก็พอมี ซึ่งผู้ประกอบการก็มีการปรับตัวเรื่องการขนส่งไปใช้ทางเรือและทาง สปป.ลาว และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้เจอทูต สปป.ลาว และคิดว่าจะไปหารืออีกครั้งว่าจะขอผ่านจาก จ.อุบลราชธานีไป สปป.ลาว และไปยังกัมพูชา จะมีค่าผ่านทางอย่างไร จะหารือเพื่อลดค่าใช้จ่าย

แนวทางการฟื้นการค้าชายแดนที่สำคัญ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การฟื้นการค้าชายแดนถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาว กระทรวงพาณิชย์จึงมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ

การหารือกับทูต สปป.ลาว เพื่อขอใช้เส้นทางผ่านแดนจากอุบลราชธานีไปยังกัมพูชา ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยให้สินค้าไทยมีราคาที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น นอกจากนี้ การรักษาตลาดเดิมและการเร่งหาตลาดใหม่ ยังเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการฟื้นการค้าชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงแนวโน้มการฟื้นฟูตลาดยากหรือไม่ นายจตุพร ตอบว่า วันนี้เน้นรักษาตลาดเดิมให้ได้ไว้ก่อน ขณะเดียวกันก็เร่งหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ

ดังนั้น การฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อคว้าโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

ที่มา – รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

“แม่พลทหารธีรยุทธ” เศร้า! วันแม่ปีนี้ไม่มีลูก

ความเศร้าในวันแม่ปีนี้! “แม่พลทหารธีรยุทธ” เผยความรู้สึกสุดอาลัย คิดถึงลูกชายที่จากไป พร้อมเล่าความฝันถึงลูกชายที่พาไปยังสนามรบ สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

เรื่องราวของครอบครัวพลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง หรือ ส.ต.ธีรยุทธ กระจ่างทอง ทหารกล้าที่เสียชีวิตในการปกป้องชายแดน ได้รับการช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงพระราชทานบ้านให้ใหม่ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นมาก

“แม่พลทหารธีรยุทธ” เผยความรู้สึกสุดเศร้าในวันแม่

นางติน กระจ่างทอง แม่ของพลทหารธีรยุทธ ได้เปิดเผยความรู้สึกในวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นกว่าเดิมมาก แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ในใจคือความคิดถึงลูกชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันแม่ที่ใกล้จะมาถึง เพราะทุกๆ ปี ลูกชายจะกลับบ้านมากราบเท้า อาบน้ำให้ และให้เงินแม่ใช้จ่าย แต่ปีนี้ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว ได้แต่เพียงมองรูปถ่ายและคิดถึงลูกชายสุดหัวใจ

นางตินกล่าวทั้งน้ำตาว่า “ทุกปีลูกจะกลับมาหา มาให้เงินแม่ใช้ ปีนี้ไม่มีแล้ว…”

แม่พลทหารธีรยุทธ

ความฝันถึงลูกชายที่สนามรบ

นางตินยังเล่าถึงความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนว่า เธอฝันเห็นลูกชายพาเธอไปยังสนามรบ เป็นซอกแคบๆ ที่เดินเข้าไป แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ลูกชายบอกให้เธอหลบ และจูงมือพาเธอหนีออกมาจากการสู้รบ ในความฝันนั้น นางตินวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ร้องลั่นกลางป่า จนกระทั่งตื่นขึ้นมา คนที่นอนข้างๆ ต้องมาปลุก และบอกว่าเธอร้องอะไร ซึ่งนางตินเชื่อว่าลูกชายมาหาเธออย่างแน่นอน เพราะหลังจากตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนอยู่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นวันพระพอดี

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ฟังเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความรักและความผูกพันระหว่างแม่กับลูก แม้ว่าลูกชายจะจากไปแล้ว แต่ความรักและความคิดถึงยังคงอยู่เสมอ

แม่พลทหารธีรยุทธ

เรื่องราวของ “แม่พลทหารธีรยุทธ” เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ และความรักอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่ ที่แม้จะสูญเสียลูกชายไปแล้ว แต่ความรักและความทรงจำดีๆ จะยังคงอยู่ตลอดไป

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นคุณค่าของความรักและความผูกพันในครอบครัว และให้ความสำคัญกับคนที่เรารัก ก่อนที่จะสายเกินไป อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้แสดงความรักและความห่วงใย เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

ความเศร้าของ “แม่พลทหารธีรยุทธ” ในวันแม่ปีนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกของหลายๆ ครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และขอสดุดีวีรกรรมของพลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง ที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ

กำลังใจให้กับคุณแม่ทุกท่านที่สูญเสียลูกชายไป ขอให้เข้มแข็งและผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้นะคะ

ที่มา – “แม่พลทหารธีรยุทธ” เศร้าวันแม่ปีนี้ ไม่มีลูกกราบเท้า ได้แต่มองรูปคิดถึงลูกชาย

กต.โต้กัมพูชา! ไทยไม่เคลื่อนกำลังพล ยึดมั่นหยุดยิง

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์ตอบโต้กัมพูชา ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพล และยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การสื่อสารที่ถูกต้องและชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

กต.แถลงโต้ “กัมพูชา” ยืนยันไทยไม่ได้เคลื่อนย้ายกำลังพล ยึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจชี้แจงกรณีที่มีการบิดเบือนคำกล่าวของแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดน

จากกรณีที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับคำสัมภาษณ์ของพลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เรื่องปราสาทตาควาย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 และมีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ ของกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศจึงขอชี้แจงว่า กองทัพบกได้ยืนยันแล้วว่า ฝ่ายไทยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลเพื่อรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด โดยยังคงรักษาสถานะการวางกำลังในปัจจุบัน ภายหลังมาตรการหยุดยิงมีผล

ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ร่วมกับกัมพูชา ภายในสองสัปดาห์หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เพื่อให้กองกำลังในพื้นที่ได้หารือเกี่ยวกับมาตรการหยุดยิงในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ไทยยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง

ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันในการประชุม GBC อย่างเคร่งครัด และเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการหยุดยิงอย่างเคร่งครัดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การงดเว้นการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจผิด และร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพูดคุยอย่างสันติต่อไป

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน การรายงานข่าวที่ถูกต้องและแม่นยำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

กระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านการเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติวิธี การรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

การที่ กต. ออกมาแถลงโต้ตอบอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ และป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในระดับนานาชาติ การสื่อสารที่ชัดเจนและทันต่อเหตุการณ์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้

ความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาชายแดนถือเป็นสิ่งสำคัญ การเคารพซึ่งกันและกัน และการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศในระยะยาว การที่ไทยและกัมพูชายังคงเจรจาและหารือกันอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

การออกมาแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันจุดยืนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และความมุ่งมั่นที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสแก่ประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ความร่วมมือและการเจรจาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

การที่ กต. แถลงโต้ตอบอย่างชัดเจนเช่นนี้ ช่วยลดความสับสนและป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศไทย

ที่มา – กต.แถลงโต้ “กัมพูชา” ยืนยันไทยไม่ได้เคลื่อนย้ายกำลังพล ยึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิง

ทบ.โต้! แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้รุกล้ำกัมพูชา

จากกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงคำสัมภาษณ์ของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องปราสาทตาควาย ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา อย่างที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า สิ่งที่ พล.ท.บุญสิน ได้กล่าวถึงนั้นคือ ปราสาทตาควายอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย และในช่วงที่มีการปะทะกันในอดีต ได้มีความพยายามที่จะเข้าไปยึดครองพื้นที่ดังกล่าว แต่ยังไม่สำเร็จ จึงได้มีการวางกำลังบริเวณด้านนอก ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 30 เมตร อย่างไรก็ตาม ท่านได้กล่าวว่าในอนาคต จะต้องพยายามนำปราสาทตาควายกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของไทยให้ได้ ตามขั้นตอนและวิธีการที่เหมาะสม

แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

โฆษกกองทัพบกยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จะมีการเตรียมการนำเรื่องดังกล่าวไปพูดคุยเจรจาในวงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และย้ำถึงจุดยืนของประเทศไทยว่า จะไม่ถอยออกจากแนวการวางกำลังเดิม

เพื่อเน้นย้ำความเข้าใจที่ถูกต้อง พล.ต.วินธัย กล่าวอย่างชัดเจนว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา และไม่ได้มีการใช้กำลังทางทหารในการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น การกล่าวอ้างว่ามีความพยายามที่จะยั่วยุ หรือมีการวางแผนใช้กำลังทางทหารต่อกรณีปราสาทตาควาย จึงไม่เป็นความจริง

ทำไมการยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาจึงสำคัญ

การที่กองทัพบกต้องออกมาตอบโต้และยืนยันความถูกต้องของข้อมูลในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

  • การยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียดระหว่างประเทศ
  • ป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด
  • สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และการสื่อสารที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้ การที่กองทัพบกออกมาแสดงความชัดเจนในประเด็นนี้ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพในภูมิภาค

ในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองประเทศจะสามารถพูดคุยและเจรจากันด้วยเหตุผลและสันติวิธี เพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน และรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันต่อไป การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและความร่วมมือจะเป็นหนทางที่ยั่งยืนที่สุดในการสร้างความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – สวนกลับ “มาลี” ทบ. ยันแม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

Scroll to top