ที่ดินเขากระโดง

มท.ไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง อนุทินลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยา

ในสถานการณ์การเมืองและภัยพิบัติที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ มท.ยุคนี้ไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง “อนุทิน” ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยาพรุ่งนี้ รับน่าห่วง ได้กลายเป็นหัวข้อที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนเกี่ยวกับหลักการทำงานที่ยึดมั่นในกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีคดีเขากระโดงที่เป็นข้อพิพาทเรื่องที่ดินมานาน

มท.ยุคนี้ไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง “อนุทิน” ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยาพรุ่งนี้ รับน่าห่วง

คดีเขากระโดงเป็นหนึ่งในประเด็นที่สร้างความเคลื่อนไหวในวงการการเมือง โดยเกี่ยวข้องกับการเพิกถอนที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรค 8 นายอนุทินย้ำว่าการดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น ไม่มีการวางหลักหรือแทรกแซงใดๆ จากฝั่งรัฐบาล “ผิดก็ว่าตามผิด ถูกก็ให้ความเป็นธรรม” คำพูดนี้สะท้อนถึงความโปร่งใสและยุติธรรมที่รัฐบาลยุคนี้มุ่งมั่น

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงแนวทางของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีที่เสนอให้การรถไฟฟ้องร้องรายแปลง นายอนุทินเห็นด้วยว่าต้องทำตามกฎหมาย แต่ย้ำว่าจะไม่กลั่นแกล้งหรือให้ความได้เปรียบทางการเมืองแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้พรรคเพื่อไทยจะเตรียมแถลงนโยบายเพื่อถล่ม แต่เขาก็พร้อมชี้แจงทุกประเด็นอย่างเปิดเผย

ภาพนายอนุทิน

สำหรับการตรวจสอบคณะกรรมการชุดนายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย นายอนุทินชี้แจงว่าไม่จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่ม เพราะปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมที่ดินได้แถลงไปแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ว่าการกระทำก่อนหน้านี้ถูกต้องตามขั้นตอน หากใครไม่พอใจสามารถฟ้องร้องทางกฎหมายได้ตามสิทธิ์ ตัวเขาเองสั่งการชัดเจนว่ารัฐมนตรีมหาดไทยจะไม่แทรกแซงเด็ดขาด

อนุทินย้ำหลักกฎหมายในคดีเขากระโดง

ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องคือการพิจารณาเพิกถอนไพ่โป๊กเกอร์ออกจากบัญชีการพนัน อธิบดีกรมการปกครองได้ชงร่างมาแล้ว แต่ มท.ยุคนี้ไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง “อนุทิน” ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยาพรุ่งนี้ รับน่าห่วง จะพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่หุนหันพลันแล่น โดยสอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ การใช้ดุลยพินิจแบบนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ภาพสถานการณ์

转向มาที่ประเด็นภัยพิบัติ นายอนุทินเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ น้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 27 กันยายน 2568 พื้นที่นี้เป็นจุดรับน้ำสำคัญ หากน้ำเอ่อล้นอาจกระทบจังหวัดใกล้เคียง เขาเน้นย้ำว่าการลงพื้นที่ไม่ใช่แค่เยียวยาบ้านเรือน แต่รวมถึงการช่วยเหลือชาวบ้านอย่างครอบคลุม พื้นที่นี้น้ำท่วมซ้ำซาก จึงต้องวางแผนแก้ไขระยะยาว

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เช่น การเตรียมพร้อมที่ จ.อ่างทอง เมื่อสัปดาห์ก่อน แม้จะมีช่วงขาดตอนหลังเปลี่ยนรัฐบาล แต่โครงการที่เคยริเริ่มยังสามารถเชื่อมต่อได้ รัฐบาลยุคนี้มุ่งเน้นการป้องกันและบรรเทาภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและประชาชน

  • ยึดหลักกฎหมายในทุกคดี ไม่แทรกแซง
  • พิจารณานโยบายการพนันอย่างรอบคอบ
  • ลงพื้นที่ช่วยเหลือภัยน้ำท่วมทันที
  • วางแผนระยะยาวป้องกันน้ำท่วมซ้ำซาก
ภาพน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมปีนี้รุนแรงกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จ.พระนครศรีอยุธยาได้รับผลกระทบหนักจากฝนที่ตกหนักและน้ำจาก上游ไหลลงมา รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การลงพื้นที่ของนายอนุทินครั้งนี้จะช่วยประเมินความเสียหายและเร่งมาตรการเยียวยา เช่น การแจกจ่ายถุงยังชีพ สร้างที่พักชั่วคราว และซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากคดีเขากระโดงแล้ว ประเด็นอื่นๆ อย่างการจัดการน้ำท่วมยังแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาประชาชนจริง มท.ยุคนี้ไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง “อนุทิน” ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยาพรุ่งนี้ รับน่าห่วง เป็นตัวอย่างของการบริหารงานที่สมดุลระหว่างการเมืองและการช่วยเหลือสังคม

ภาพประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน การยึดมั่นในหลักกฎหมายและการลงพื้นที่ช่วยเหลือแบบนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มาก หากรัฐบาลดำเนินต่อเนื่อง ปัญหาการเมืองและภัยพิบัติจะได้รับการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมหรือสนใจติดตามข่าวสาร ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามอัปเดตจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้อง

ภาพสรุป

ที่มา – มท.ยุคนี้ไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง “อนุทิน” ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยาพรุ่งนี้ รับน่าห่วง

พรรคประชาชน ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

พรรคประชาชนเตรียมทีมอภิปรายนโยบายรัฐบาลใหม่! เน้น 4 หมวดหมู่หลัก ตรวจสอบละเอียดทุกประเด็นร้อน

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” เผย พรรคประชาชน ตั้งทีมเตรียมผู้อภิปรายวันแถลงนโยบายในสภาฯ แล้ว โดยแบ่งประเด็นการตรวจสอบออกเป็น 4 หมวดหมู่ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เงื่อนไข MOA ไปจนถึงประเด็นที่ดินเขากระโดง และโครงการคนละครึ่ง รวมถึงรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อาจมีข้อกังขา

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง สภาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ว่าเวทีแรกที่จะทำการตรวจสอบอย่างเข้มข้นคือการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยพรรคประชาชนได้จัดตั้งทีมและเตรียมผู้อภิปรายไว้ในระดับหนึ่งแล้ว แบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่

  1. การตรวจสอบและติดตามการรักษาสัญญาตามเงื่อนไขข้อตกลง (MOA) ที่รัฐบาลได้ให้ไว้
  2. การตรวจสอบประเด็นที่สังคมยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรม เช่น กรณีการฮั้ว สว. และประเด็นที่ดินเขากระโดงซึ่งยังคงเป็นข้อพิพาท
  3. การตรวจสอบนโยบายเฉพาะหน้าที่คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญและผลักดันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างโครงการคนละครึ่งที่มีข่าวออกมา รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้มีการใช้งบประมาณจำนวน 69 บาท เพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง
  4. การตรวจสอบความเหมาะสมของรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละท่าน เช่น กรณีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เคยเป็นอดีตตำรวจในจังหวัดบุรีรัมย์ และมีความเกี่ยวข้องกับอดีตตำรวจท่านหนึ่งที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามในคดีฮั้ว สว. รวมถึงจุดยืนของรัฐมนตรีท่านนี้ต่อนโยบายกัญชา

พรรคประชาชน ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับนิติสงคราม แต่เมื่อพิจารณารายชื่อ ครม. ชุดใหม่ กลับพบว่ามีบุคคลที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และอาจมีการยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระตรวจสอบคุณสมบัติ นายพริษฐ์ตอบว่า การใช้องค์กรอิสระในการตรวจสอบยังคงเป็นแนวทางเดิม คือหากมีการกระทำใดที่เป็นการทุจริต พรรคประชาชนมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องที่มีนิยามชัดเจน และสามารถใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการได้

อย่างไรก็ตาม จุดยืนที่พรรคประชาชนแตกต่างออกไปคือเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายอาจมีนิยามที่ไม่ตรงกัน และอาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นจุดยืนที่พรรคฯ ยึดมั่นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และจะเป็นจุดยืนเดิมที่ใช้ในการตรวจสอบทุกรัฐบาล ไม่ว่าหน้าตานายกรัฐมนตรีหรือ ครม. จะเป็นอย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนจะยังคงตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

จับตา 4 หมวดหมู่หลักในการ ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

การตรวจสอบของพรรคประชาชนจะเน้นไปที่:

  • ความโปร่งใสในการดำเนินนโยบาย
  • การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • ความเหมาะสมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

การจัดตั้งทีมเพื่อชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน การป้องกันการทุจริต และการส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ

นี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่และพร้อมที่จะตรวจสอบทุกประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะประกอบด้วยพรรคการเมืองที่หลากหลาย แต่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะยึดมั่นในหลักการและมาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบทุกรัฐบาล

การตรวจสอบอย่างเข้มข้นนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะขัดขวางการทำงานของรัฐบาล แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลจะอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม พรรคประชาชนเชื่อว่าการตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน ถือเป็นบทบาทสำคัญในการสร้างความสมดุลทางการเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – พรรคประชาชน จัดทีมชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน 4 หมวดหมู่

“ภูมิธรรม” แซะ ครม.ใหม่ “บุรีรัมย์โมเดล” ขู่ซักฟอก

“ภูมิธรรม” แซะ ครม.อนุทิน “บุรีรัมย์โมเดล” ใครเป็นใครเห็นกันอยู่ ขู่ปมเขากระโดงเจอซักฟอกแน่นอน ขณะที่ “อิ๊งค์” ยิ้มพาลูกเข้าพรรค

วันที่ 18 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้แสดงความเห็นถึงโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า น่าจะต้องไปถามพรรคร่วมรัฐบาลที่ส่งเสริมสนับสนุนนายอนุทินขึ้นมาเป็นผู้นำว่าพอใจหรือไม่ โดยเฉพาะที่มีชื่อบุคคลที่ติดขัดจากกรณีการชี้มูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อถามถึงโผคณะรัฐมนตรีใหม่ที่ถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ว่า “มันก็บุรีรัมย์โมเดลทั้งหมดอยู่แล้ว” โดยขอไม่วิจารณ์ในรายละเอียด แต่บอกให้ไปดูรายชื่อแต่ละคนว่ามาจากไหนและใครเป็นใคร

“ภูมิธรรม” แซะ ครม.ใหม่ “บุรีรัมย์โมเดล” ขู่ซักฟอก

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่ดินเขากระโดงว่า ตนยังไม่เห็นเอกสารที่มีการเปิดเผยออกมา แต่ยืนยันว่าปัญหานี้เป็นเรื่องที่ดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และกระบวนการทางกฎหมายได้ดำเนินการมาทั้งหมดแล้ว โดยเหลือเพียงแค่การเซ็นรับรองแนวเขตจากทั้งสองฝ่ายเท่านั้น เรื่องนี้คงมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน เห็นบอกว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้หมายความว่าต้องเข้าไปนั่งเป็นรัฐมนตรีถึงจะทำได้ ยิ่งตอนนี้เป็นนายกฯด้วย เดี๋ยวนี้เขาใช้โทรศัพท์สั่งก็ได้ ผู้ที่ชอบพลิกลิ้นอาจทำอะไรก็ได้ และขอให้รอดูข้อเท็จจริงเมื่อทุกอย่างถูกเปิดเผย

ทำความเข้าใจ “บุรีรัมย์โมเดล” ที่ถูกพูดถึง

การที่นายภูมิธรรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ครม.ใหม่ว่าเป็น “บุรีรัมย์โมเดล” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของกลุ่มการเมืองจากจังหวัดบุรีรัมย์ในการบริหารประเทศ หลายคนอาจสงสัยว่า “บุรีรัมย์โมเดล” คืออะไรกันแน่? ในบริบทนี้ หมายถึงการที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับจังหวัดบุรีรัมย์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจและบริหารจัดการประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในระดับรัฐมนตรี หรือตำแหน่งอื่นๆ ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย

ปรากฏการณ์ “บุรีรัมย์โมเดล” นี้ ได้จุดประกายคำถามมากมายในสังคม ทั้งในเรื่องของความโปร่งใส ความเป็นธรรม และผลประโยชน์ทับซ้อน การที่บุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่งเข้ามามีอำนาจ อาจนำไปสู่การเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง หรือการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวได้

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือ การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการบริหารประเทศเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง และไม่มีการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

สำหรับบรรยากาศภายในพรรคเป็นไปอย่างคึกคัก มีแกนนำและสมาชิกพรรคหลายคนทยอยเดินทางมาเพื่อเข้าร่วมประชุมทีมกฎหมายเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการวางแผนการทำงานในฐานะฝ่ายค้านและการเตรียมความพร้อมสำหรับการหาเสียงเลือกตั้งในอนาคต

ขณะเดียวกันนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ได้เดินทางเข้ามาที่ทำการพรรคพร้อมกับบุตรทั้งสองคนคือ ด.ญ.ธิธาร และ ด.ช.พฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์ โดยทั้งสามมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

จากประเด็นที่นายภูมิธรรมยกขึ้นมานี้ น่าติดตามว่าพรรคฝ่ายค้านจะดำเนินการตรวจสอบเรื่อง “บุรีรัมย์โมเดล” และประเด็นเขากระโดงอย่างไรต่อไป และรัฐบาลจะสามารถชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ได้กระจ่างชัดหรือไม่ ประชาชนคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ภูมิธรรม” แซะ ครม. ใหม่ “บุรีรัมย์โมเดล” ขู่เจอซักฟอกปม “เขากระโดง” แน่

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก ทั้งที่ศาลปกครองสูงสุดเคยพิพากษาแล้ว ซัด พรรคประชาชน ยื่นดาบให้ภูมิใจไทยมีอำนาจล้นฟ้า  ยังไม่ทันตั้งรัฐบาลเสร็จเรื่องต่างๆกลับสู่สภาพปกติ

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 18 ก.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีกรมที่ดินแถลงข่าวยุติการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง ว่า ไม่น่าแปลกใจ ตอนนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครใหญ่กว่าแล้ว ถ้ากล้าจะทำอะไรแบบนี้ ต้องคิดให้ดีๆ ซึ่งประเด็นเขากระโดง ถ้าเปรียบเทียบกับกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี ที่เป็นที่ดินของหลวงในการจัดสรรให้ราษฎรครอบครอง แต่เขากระโดงเป็นที่ดินพระราชทาน หัวใจของเรื่องนี้คือที่ดินพระราชทานของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และมีการออกกฤษฎีกาในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นเรื่องจริง ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ เมื่อจุดเริ่มต้นเป็นแบบนี้ เป็นที่ดินพระราชทาน ที่เป็นของหลวงโดยแท้ ไม่อาจเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้นการที่จะไปได้ที่ดินมาจากไหนก็ต้องไปพิสูจน์ตัวเองมาว่าได้มาโดยชอบธรรม ซึ่งมันชอบไม่ได้ มันไม่มีทางได้โดยชอบ การครอบครองที่ดินแปลงนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ไปเช่าซื้อ หรืออะไรต่างๆแต่อยู่ๆเรื่องนี้มาแปลสภาพเป็นแบบนี้ คนที่ตัดสินใจทำเรื่องนี้ไม่ว่าเป็นใครก็ตามต้องตัดสินใจและต้องดูเจตนาให้ดี ถึงอย่างไรก็ตามไม่อาจลบล้างการเป็นที่ดินของพระเจ้าอยู่หัว หรือที่ดินพระราชทานได้ และหลักฐานทั้งหมด นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และยืนยันทั้งสองฝ่าย ทั้งการรถไฟยืนยันว่าเป็นที่ดินของตน และไปรังวัดเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปี 2567 ส่วนกรณีของกรมที่ดินก็มีการรังวัดเรียบร้อยเมื่อปี 2567 เช่นกัน และแผนที่ที่ออกมาก็มีการรับรองทั้งสองฝ่าย และที่ดินตรงกัน แต่ยังมีส่วนที่ผิดพลาดอยู่บ้าง คือบริเวณโดยรอบ แต่ที่ดินเขากระโดงที่เป็นปัญหาอยู่ใจกลางแผนที่

ซัด ปชน. ยื่นดาบให้ภูมิใจไทย

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามพรรคประชาชน เพราะตอนที่ไปตกลงจะร่วมรัฐบาล ตนได้หยิบเรื่องเขากระโดงและฮั้วสว. เข้าไปพูดคุย แต่ก็รู้สึกแปลกใจทำไมเรื่องนี้นำไปพูดคุยแล้วเป็นปัญหา ซึ่งพรรคประชาชนมองว่ากระบวนการยุติธรรมมีอยู่แล้ว ทำไมเราต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา แสดงว่าอาจจะมองให้ความสำคัญไม่เหมือนกัน ตนให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะที่ดินกว่า 5,000 ไร่กับเรื่องคดีฮั้วสว. ไปกระทบกระเทือน และมีปัญหากับสถาบันรัฐสภา แต่พรรคประชาชนก็ไม่ได้รับทั้งสองเรื่อง แต่เรื่องนี้ก็เริ่มชัดแจ้ง และเรื่องฮั้วสว. รวมถึงเรื่องการใช้ถนนสาธารณะเป็นทางขึ้น–ลงสำหรับอากาศยาน ซึ่งเป็นถนนหลวง ทั้ง 3 เรื่อง เกิดพร้อมกันหมดก็ต้องถามว่าเรื่อง MOA ของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนที่เละไปหมดแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งตนแปลกใจตั้งแต่แรกแล้วว่า พรรคประชาชนมีคะแนนเสียงสูงสุด สามารถจับมือกับเขาตั้งรัฐบาลได้ และสามารถทำให้ตัวเองเข้าไปควบคุมได้ น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่อยากทำกระทรวงการคลัง นี่ไงเข้าไปได้เลย เรื่องที่จะเพิ่มค่าแรงให้ประชาชนก็เข้าไปคุมกระทรวงแรงงานได้ ทำไมถึงไม่ทำ หรือคิดว่าตัวเองทำไม่ไหว หรือไม่สามารถ เพราะไม่เคยทำมาก่อน ในเมื่ออยากทำก็ควรจะเข้าไป ซึ่งการไม่เข้าไปเป็นการยื่นดาบทั้งหมดให้กับพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ได้เตือนกันไปแล้วว่า พรรคประชาชนจะต้องรับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้ เพราะยังไม่ทันตั้งรัฐบาลเสร็จเลย เรื่องต่างๆก็ถูกกลับมาเป็นประเด็น และกำลังจะกลับสู่สภาพปกติ

ลั่นทำหน้าที่เต็มที่แล้ว

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ตนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว มีกรรมการเข้าไปตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว และให้ทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ถ้าไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นสิ้นเดือนกันยายนนี้ตนจะเพิกถอนอย่างแน่นอน แต่เมื่อเป็นแบบนี้ก็ต้องฝากให้นายอนุทิน ซึ่งเป็นนายกฯ ของประเทศไทย กับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อจับมือกันแล้วน่าจะคุมทุกอย่างได้ แก้ไขในสิ่งที่ผิดให้เป็นถูก ทำสิ่งที่ผิดปกติใช้อำนาจเกินขอบเขต ไปทำให้ถูกต้องไม่เช่นนั้นพรรคประชาชนจะตอบประชาชนทั้งประเทศไม่ได้ เพราะ 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปรู้สึกอยู่แล้ว เขากระโดงเมื่อไปทำโพลก็มีความเห็นทะลุ 80-90% ว่าจะต้องเอาคืนให้กับหลวง รวมถึงเรื่องสว. ที่จี้ให้ทำให้ได้ เพราะไปกระทบกระเทือนกับสถาบันชาติ และทำให้บางพรรคการเมืองมีอำนาจล้นฟ้าคุมได้หมด ทั้งสภา และฝ่ายบริหาร เรื่องนี้ต้องกลับไปถามพรรคประชาชน และนายอนุทินแม้ไม่ได้นั่งแถลงข่าว แต่การที่มีข่าวว่าโทรศัพท์หาผู้ใหญ่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมถึงโทรศัพท์หากระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ซึ่งคุมการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟม.) ต่อจากนี้ไปเป็นเรื่องของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยต้องแก้ปัญหา

ยันที่ดินปฏิบัติตามคำสั่งศาลไม่ครบ

เมื่อถามว่า ส่วนที่มีการอ้างอิงต้องรอคำสั่งศาลปกครองกลาง แต่ก่อนหน้านี้ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาเรื่องนี้ไปแล้วนั้น นายภูมิธรรม ถามกลับว่า เรื่องนี้ไม่ต้องถามตน เพราะตนก็สงสัยเช่นเดียวกัน เมื่อศาลตัดสินแล้วมาพลิกได้อย่างไร ที่ตนเข้าไปเจอคือยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างครบถ้วน จึงพยายามเข้าไปทำให้ครบถ้วน ดังนั้นต้องไปถามคนที่เกี่ยวข้อง พรรคประชาชนที่ยื่นดาบให้เขาไปแล้วบอกว่าจะคุมได้นั้น ตกลงเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล รวมถึงทางพรรคภูมิใจไทย 4 เดือนที่เข้ามาบอกว่าจะแก้ไขเรื่องรัฐธรรมนูญยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน มีแต่จัดการเรื่องตัวเองทั้งหมด นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้เห็น และพยายามบอกเสนอแล้วแต่ไม่ยอมรับกัน ซึ่งตนสงสัยว่าทำไมไม่รับ แต่เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น และจัดตั้งรัฐบาลแทนก็ต้องถามว่าทำไมจึงมีใจผูกพันกับพรรคภูมิใจไทยมากขนาดนั้น หรือได้อะไรตอบแทนมาหรือไม่ต้องไปเช็กดู

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก

ปมเขากระโดงพลิก: ภูมิธรรมชี้ใครต้องรับผิดชอบ?

สถานการณ์ที่ดินเขากระโดงกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของท่าทีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมที่ดินที่ยุติการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำพิพากษาแล้ว

นายภูมิธรรมยังวิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาชนว่า เป็นผู้ที่ส่งมอบอำนาจให้กับพรรคภูมิใจไทยในการจัดการเรื่องนี้ ทำให้เรื่องราวต่างๆ ที่ควรจะแก้ไข กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนการจัดตั้งรัฐบาลเสียอีก

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือ ที่ดินเขากระโดงเป็นที่ดินพระราชทาน ซึ่งมีความแตกต่างจากที่ดินที่รัฐจัดสรรให้ประชาชนทั่วไป การเปลี่ยนแปลงสถานะของที่ดินดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและโปร่งใส

สิ่งที่เกิดขึ้นกับปมเขากระโดงพลิกนี้ เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ดินในประเทศไทย และยังเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังมาอย่างยาวนาน ความโปร่งใสและความยุติธรรมในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินจะเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด

โดยสรุปแล้ว นายภูมิธรรมได้แสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงท่าทีของหน่วยงานราชการในกรณีปมเขากระโดงพลิก และเรียกร้องให้พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของส่วนรวม และหลักการความถูกต้องชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน

การออกมาแสดงความเห็นของนายภูมิธรรมในเรื่อง ปมเขากระโดงพลิกนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในรัฐบาลผสม และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – “ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก ซัด พรรคประชาชน ยื่นดาบให้ภูมิใจไทยมีอำนาจล้นฟ้า

ปชป.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก“รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซง

“อลงกรณ์” ลั่น ประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มสูบ ลุยปราบคอร์รัปชันเข้มข้น ชี้จุดตาย “รัฐบาลอนุทิน” คดีฮั้วเลือก สว.-เขากระโดง ดัก “นายกฯ หนู” จนถึง รมต. อย่าแทรกแซงคดีเด็ดขาด

วันที่ 8 กันยายน 2568 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน ว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อถ่วงดุลและตรวจสอบรัฐบาลภายใต้ระบบรัฐสภาอย่างเต็มที่ โดยจะร่วมมือและทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ จะเดินหน้าตรวจสอบปราบปรามการคอร์รัปชันเข้มข้นตามนโยบายของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ในคำถามว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเดินหน้าอย่างไร นายอลงกรณ์ มองว่า รัฐบาลใหม่มีเสียง สส.รัฐบาลไม่ถึงกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ถือเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไร้เสถียรภาพมากที่สุด วันใดที่พรรคประชาชนไม่สนับสนุนก็ไปไม่รอด นายกรัฐมนตรีอาจต้องลาออกหรือยุบสภา โดยเฉพาะจุดเสี่ยงจุดตายของรัฐบาลคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวโยงโดยตรงกับพรรคแกนนำรัฐบาล จึงขอฝากถึง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ว่าอย่าเข้าไปแทรกแซงคดีดังกล่าวเด็ดขาด ทั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีคนอื่นๆ

ส่วนประเด็นการยื่นถอดถอนนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน โดย สส.พรรคเพื่อไทยนั้น นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ตนไม่มีความเห็นและไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

ทางด้านประเด็นกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุจะขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น นายอลงกรณ์ เผยว่า เร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ ขณะนี้ยังตั้งรัฐบาลไม่เสร็จ น่าจะหารือในวิปฝ่ายค้านภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และรัฐบาลทำงานไประยะหนึ่งก่อน.

ปชป.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก“รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซง

จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ประกาศความพร้อมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประเด็นสำคัญที่พรรค ปชป. ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ปชป.จับตา “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดี

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ โดยจะร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด

นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งอาจเผชิญกับความท้าทายในการบริหารประเทศ เนื่องจากต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านในการผลักดันนโยบายต่างๆ หากพรรคฝ่ายค้านไม่ให้ความร่วมมือ รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมืองที่อาจนำไปสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรีหรือการยุบสภาได้

ประเด็นที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเตือนไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ระมัดระวังในการเข้าไปแทรกแซงคดีดังกล่าว เพื่อความเป็นธรรมและโปร่งใสในการดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยังคงสงวนท่าทีเกี่ยวกับการยื่นถอดถอนนายอนุทินและนายณัฐพงษ์ โดยเห็นว่าควรให้รัฐบาลได้มีโอกาสทำงานและแสดงผลงานก่อนที่จะมีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐบาลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการบริหารประเทศ ควรมีการหารือในวิปฝ่ายค้านภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและได้ทำงานไปสักระยะหนึ่งก่อน เพื่อให้มีข้อมูลและเหตุผลที่เพียงพอในการตัดสินใจ

อนาคตทางการเมืองของ “รัฐบาลอนุทิน”

การที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศพร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดีต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

การดำเนินงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินจึงต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – ปชป. พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดีฮั้วเลือก สว.-เขากระโดง

สิริพงศ์ ปัดภูมิใจไทย เอี่ยวคดีเขากระโดง

“สิริพงศ์” ปัด “ภูมิใจไทย” เอี่ยวปม รฟท. เลื่อนเข้าแจ้งความดีเอสไอ “คดีเขากระโดง” ชี้ไม่มีอำนาจดูแลคมนาคม ยอมรับ “อนุทิน” โดนหลายกระแสถาโถม แต่สิ่งที่จะสามารถพิสูจน์ได้คือข้อเท็จจริง

วันที่ 4 กันยายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย เลื่อนการเข้าแจ้งความต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ จนมีการเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยและการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปดูว่า ปัจจุบันผู้รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สังกัดพรรคอะไร ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรักษาการและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การดำเนินการของพรรคภูมิใจไทย และย้ำว่าข้อกฎหมายก็คือข้อกฎหมาย

ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ผลการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ในวันที่ 5 กันยายนนี้ จะเป็นอย่างไร และหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล ก็ยังไม่ทราบว่าใครจะได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม จึงยืนยันได้ว่าพรรคยังไม่มีอำนาจหรือบทบาทในการสั่งการใด ๆ ต่อกระทรวงคมนาคม โดยทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมาย และเป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน

นายสิริพงศ์ บอกต่อว่า เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นความรับผิดชอบของการรถไฟฯ ที่ต้องชี้แจงให้สังคมทราบ และมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะต้องออกมาชี้แจงต่อสังคม ไม่ใช่ดำเนินการแบบหนึ่งและผลออกมาอีกแบบหนึ่ง ยอมรับว่าเรื่องนี้ก็ส่งผลกระทบต่อพรรคภูมิใจไทย ที่อาจจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือถูกกล่าวหา ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่โดนกับกระแสต่างๆ มากมาย ซึ่งมีผู้ที่สนับสนุนชื่นชอบและมีผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ย้ำว่าสิ่งที่จะสามารถพิสูจน์ได้ก็คือข้อเท็จจริง

สิริพงศ์ ปัดภูมิใจไทย เอี่ยวคดีเขากระโดง

จากกรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เลื่อนการเข้าแจ้งความต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ใน “คดีเขากระโดง” ได้มีการเชื่อมโยงไปยังพรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยชี้แจงว่าพรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของ รฟท.

นายสิริพงศ์เน้นย้ำว่า ผู้รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในปัจจุบันคือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งสังกัดพรรคการเมืองอื่น ดังนั้นการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมจึงเป็นความรับผิดชอบของผู้รักษาการและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย

ความคืบหน้าคดีเขากระโดง และท่าทีของภูมิใจไทย

ถึงแม้ว่าพรรคภูมิใจไทยจะถูกเชื่อมโยงกับ คดีเขากระโดง แต่ทางพรรคยืนยันว่าไม่มีอำนาจสั่งการใด ๆ ต่อกระทรวงคมนาคม และทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยเป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน

นายสิริพงศ์ยังกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อพรรคภูมิใจไทย โดยยอมรับว่าพรรคอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือถูกกล่าวหา แต่เชื่อว่าข้อเท็จจริงจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพรรคได้ในที่สุด นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ แต่เชื่อมั่นว่าความจริงจะปรากฏ

ประเด็นเรื่อง คดีเขากระโดง ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และการเลื่อนการแจ้งความของ รฟท. ได้สร้างความสงสัยและความกังวลให้กับประชาชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ พรรคภูมิใจไทย, แม้จะออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่ก็ยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันและความคาดหวังจากสังคมในการแสดงความรับผิดชอบต่อประเด็นดังกล่าว

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อการดำเนินงานของรัฐ

ดังนั้น การที่นายสิริพงศ์ออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องของพรรคภูมิใจไทยกับ คดีเขากระโดง จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ความจริง และสังคมยังคงต้องติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “สิริพงศ์” ปัดภูมิใจไทย เอี่ยวปม รฟท. เลื่อนเข้าแจ้งความดีเอสไอ “คดีเขากระโดง”

“ภูมิธรรม” หวั่น ภท. เป็นรัฐบาล ห่วงคดีฮั้ว สว.

“ภูมิธรรม” ย้ำเห็นด้วยแก้รัฐธรรมนูญ ขอพรรคประชาชนคิดรอบคอบ หากภูมิใจไทยเป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ยัน เพื่อไทยไม่เคยบิดพลิ้ว แต่ติดที่ สว. ไม่โหวตให้ “พิธา”

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี กล่าวที่กระทรวงมหาดไทย ถึงการพูดคุยกับพรรคประชาชนวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ว่า เมื่อวานนี้ได้พบกับพรรคประชาชน จริงๆ แล้วตนไม่ต้องเดินทางไป แต่เมื่อมีการถามหาตนจึงต้องลาการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไป คิดว่าอนาคตของประเทศมีความสำคัญ แม้จะมีความกินแหนงแคลงใจ ไม่พอใจกันบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน การเดินทางไปพรรคประชาชนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นก่อนจะเข้าไป และหลังจากที่เดินเข้าไปแล้วก็รออยู่ไม่มีผู้บริหารรับ เดินเข้าไปพบ 4-5 คนในห้องประชุม

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า เราไปกับตัวแทนพรรคร่วมหลายคน พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรครับข้อเสนอของพรรคประชาชนทั้งหมด การทำตามข้อเสนอของพรรคประชาชนเป็นเรื่องที่ดีควรจะทำ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านกลไกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเห็นด้วย ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยไม่ได้สนับสนุน

เมื่อถามถึงเรื่อง MOU 2543-2544 นายภูมิธรรม ระบุ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลใหม่ ยืนยันไม่มีอะไรติดใจหากจะดำเนินการในเรื่องนี้ และไม่มีประโยชน์อะไรแอบแฝง จึงเห็นควรแนบไปกับประชามติ ถ้าประชาชนเห็นอย่างไรรัฐบาลใหม่ จะได้ดำเนินการตามนั้น วิกฤติเรื่องนี้จะได้จบลง

“ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

ส่วนประเด็นที่ดินเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. นายภูมิธรรม เผยว่า จริงๆ เป็นกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นคดีจากพรรคใดรวมถึงที่ดินอัลไพน์ ตนคิดว่าทำได้ทั้งนั้น เห็นแกนนำพรรคประชาชนหลายคนพูดว่าหัวใจสำคัญของการตัดสินใจจะดูว่าใครจะอยู่ในความควบคุมได้มากที่สุด ดูเหมือนว่าจะสนใจพรรคภูมิใจไทย หากพูดกันตามความจริงก็ไม่มีใครสามารถควบคุมใครได้ หากคิดว่าไม่ซื่อตรงแล้วจะตัดสินใจก็ตัดสินใจได้ แต่สิ่งสำคัญคือการที่จะปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ในเวลาอีก 4 เดือน ก่อนจะมีการเลือกตั้ง ขอถามว่าคดีเขากระโดงจะกลับไปเป็นแบบเดิมหรือไม่ ในการตีความของพรรคภูมิใจไทย เพราะขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่จะนำที่ของหลวงกลับมาในช่วงสิ้นเดือนนี้

เช่นเดียวกับเรื่องการฮั้ว สว. ที่กำลังเข้าสู่การเปิดประเด็นจับกุม ขณะนี้ติดอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตนเชื่อว่า 2 เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญ แต่ตนได้บอกไปว่าหากติดใจเรื่องนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ขออย่าให้มีกระบวนการแทรกแซง และไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรตนก็เคารพการตัดสินใจของพรรคประชาชน แต่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นหัวใจสำคัญ ใครจะทำเต็มที่ได้มากกว่ากัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องนี้มาตลอด สิ่งที่เคยเป็นปัญหาในเรื่องบางมาตราที่มีความแตกต่างกัน แต่ในเรื่องการยกมือโหวตตรงกัน คือให้มีการตั้ง ส.ส.ร. จึงถามว่าใครคือผู้มีบทบาทในการควบคุม สว. ฝากให้ไปคิด

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า หากให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะมีหลักประกันอะไรที่พรรคประชาชนสามารถทำให้เกิดขึ้น ในเมื่อตัวเองก็ไม่ได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เพราะพรรคภูมิใจไทยสามารถทำได้ง่าย จะรอให้อภิปรายไม่ไว้วางใจตนบอกว่าไม่ทัน เชื่อว่าจะดำเนินการไปก่อน เพราะอำนาจในการยุบสภารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้มีอำนาจ และสิ่งสำคัญขออย่าเบี่ยงประเด็นว่าใครจะได้มากได้น้อย หรือพรรคภูมิใจไทยมีน้อยกว่า 100 เสียง สามารถควบคุมได้ โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับพรรคเพื่อไทยยอมรับว่าเคยบาดหมางกัน แต่เรายืนยันในข้อตกลงมาตลอด การที่บอกว่าพรรคเพื่อไทยบิดพลิ้วหรือตระบัดสัตย์ 2 ครั้ง ที่มีการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล ล้วนเป็นคนของพรรคเพื่อไทยที่เป็นผู้เสนอชื่อทั้ง 2 ครั้ง และทุกเสียงของพรรคเพื่อไทยยกมือให้หมด แต่สิ่งที่บอกคือ สว. จะโหวตให้ แต่สุดท้ายไม่เลือก และประเด็นสุดท้ายขอเวลา 10 เดือน ซึ่งได้ประกาศไปชัดเจนตั้งแต่แรกว่ารอการตัดสินใจของประชาชนไม่ได้

“วันนี้อยากจะร่วมมือกัน ลืมเรื่องเก่าๆ และอยากจะร่วมมือกัน สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ทุกคนยอมรับว่าปล่อยประเทศให้พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่มี 360 เสียงเป็นฝ่ายค้านไม่ได้ ในขณะที่รัฐบาลมีเพียง 143 เสียง ไม่มีประเทศไหนมาเจรจาด้วย เพราะไม่มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้อยู่ในอำนาจของพรรคประชาชน ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ”

เมื่อถามว่าหากพรรคประชาชนไม่ร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านหรือตัดสินใจยุบสภา นายภูมิธรรม ตอบว่า ยังไม่ต้องตัดสินใจว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือยุบสภา เราเสนอประเด็นให้พรรคประชาชนตัดสินใจ ถ้าเขาเลือกพรรคภูมิใจไทยก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ ส่วนพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรก็มีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้วที่จะต้องหาทางออกในหลายๆ ทางที่เป็นไปได้ อันนั้นอยู่ที่ดุลยพินิจ ขอให้สถานการณ์ชัด ตอบให้ชัดว่าจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย และมีข้อกังวลอะไรบอกมาให้ชัด และข้อกังวลนั้นจะหาทางป้องกันอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กระบวนการของพรรคเพื่อไทยปลายทางจะไม่เป็นฝ่ายค้านใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เปล่าครับ ยังไม่มีการตัดสินใจ มีแต่เพียงว่าอยากจะร่วมการตั้งรัฐบาล โดยให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ แล้วจะดำเนินการตามนั้น บอกแล้วว่านโยบายมีเยอะ รวมถึงวาระแห่งชาติ คือต้องเปลี่ยนแปลงสภาพการเมืองที่ผิดเพี้ยนแบบนี้ ให้มีการรีเซ็ตใหม่คือต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นรัฐบาลที่ยังรักาการอยู่ คิดว่าการจับขั้วเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ควรจะใช้เวลาเร็วที่สุดเมื่อใด นายภูมิธรรม ระบุว่า เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น อยากได้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยสภาพแบบนี้ไว้ก็เป็นรัฐบาลเป็ดง่อย ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้ทั้งหมดอยู่ที่พรรคประชาชนตัดสินใจ อยากให้รอบคอบ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญ พรรคประชาชนยังไม่เคยเลือกนายกรัฐมนตรีจากนอกพรรค ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ถ้าจะประเดิมด้วยพรรคภูมิใจไทย ต้องมีหลักประกันว่าประเทศจะไม่เสียหาย

เมื่อถามอีกว่าวันนี้พรรคประชาชนจะมีคำตอบที่ชัดเจนมาให้กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายภูมิธรรม บอกว่า ไม่ทราบ ขอให้พรรคประชาชนใช้เวลาเต็มที่ แต่เมื่อเสร็จแล้วให้แจ้งเราด้วยเพื่อให้เราดำเนินการขั้นต่อไป ส่วนคำถามว่านอกจากพรรคประชาชนแล้วพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังอยู่ด้วยกันยังเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ชัดว่าจะไปต่อและการที่มาร่วมแถลงข่าวอาจเป็นเพียงมารยาททางการเมืองเท่านั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เขาไม่ได้พูดคำนี้ เขาพูดเพียงว่าขณะนี้เรายังร่วมกันอยู่ ทั้งหมดจะตัดสินใจอย่างไรขึ้นกับสถานการณ์ ซึ่งเราเคารพอยู่แล้วทุกพรรคต้องพิจารณาตามสถานการณ์การเมือง”

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล?

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น คำถามสำคัญคือ ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงออกมาขอให้พรรคประชาชนคิดอย่างรอบคอบ หากพรรคภูมิใจไทยจะขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล? ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความกังวลเกี่ยวกับ คดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามอง

ความเห็นของ “ภูมิธรรม” สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำ อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีเหล่านี้ได้ ดังนั้น การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

สิ่งที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือ ขอให้พรรคประชาชนพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงผลที่จะตามมา หากเลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวจะส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคต

มองในภาพรวม การออกมาแสดงความเห็นของนายภูมิธรรม เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการตัดสินใจทางการเมืองในขณะนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ

“ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และต้องติดตามกันต่อไปว่าพรรคประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร และอนาคตทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของทุกฝ่ายควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศชาติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

ทนายย้ำ!“เขากระโดง”ไม่ใช่คดีอาญา จบที่ศาล!

“ทนายชนินทร์” ย้ำ “คดีเขากระโดง” ไม่ใช่คดีอาญา ไม่ควรถูกสร้างให้เป็นคดีพิเศษโดยอาศัยแรงกดดันทางการเมือง ชี้ ควรจบลงในศาลยุติธรรมเสียที อย่าตกเป็นเครื่องมือของเกมการเมือง

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความคดีเขากระโดง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ คดีเขากระโดง ว่า คดีเขากระโดงคือข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เป็นคดีแพ่งที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม และในบางส่วนก็มีการพิจารณาอยู่ในศาลปกครองโดยใช้กลไกตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ใช่คดีอาญา ไม่ใช่คดีฟอกเงิน และไม่ใช่หน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่จะสอดรับคำสั่งการเมืองแล้วยกระดับคดีเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับบางคน หาก DSI ดำเนินการโดยไม่มีฐานความผิดตามกฎหมายรองรับ อาจเข้าข่ายกระทำโดยมิชอบตามกฎหมายเสียเอง และอาจมีผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่และองค์กรในภายหลัง

ส่วนคำคัดค้านของเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินกว่า 900 แปลง ที่คัดค้านไม่ให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์นั้น เห็นว่าเป็นแนวคำคัดค้านเดียวกันทั้งหมด โดยโต้แย้งว่าเอกสารสิทธิ์ของตนออกโดยชอบ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่พระราชกฤษฎีกา และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไม่เคยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเขากระโดง ดังนั้น เพื่อไม่ให้เรื่องนี้ต้องเสียเวลา เสียงบประมาณของรัฐ และตกเป็นเครื่องมือของเกมการเมืองอีก ขอเสนอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยใช้สิทธิตามกฎหมาย ฟ้องเจ้าของที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่ง หรือบางแปลงต่อศาลแพ่ง เพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัยว่า ข้อโต้แย้งสิทธิ ตามคำคัดค้านของเจ้าของที่ดินฟังขึ้นตามกฎหมายหรือไม่

นายชนินทร์เผยต่อไป และเพื่อยุติข้อถกเถียงในหมู่นักกฎหมายที่ยังเห็นต่างกันอยู่ว่า คำพิพากษาหลายคดีของศาลฎีกาที่วินิจฉัยเรื่องเขากระโดงนั้น จะมีผลผูกพันกับเจ้าของที่ดินทั้ง 900 กว่าแปลงได้โดยอัตโนมัติหรือไม่ จึงควรให้ศาลยุติธรรมพิจารณาในคราวเดียวกันนี้ด้วยว่า ตามหลักของมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “คำพิพากษาผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น” ศาลจะเห็นว่าคำพิพากษาก่อนหน้าสามารถนำมาใช้ยันบุคคลภายนอกได้หรือไม่ หากบุคคลภายนอกนั้นไม่มีสิทธิที่ดีกว่า เพื่อให้คำพิพากษาใหม่เป็นข้อยุติในทางกฎหมายและปิดข้อโต้แย้งที่มีอยู่ทั้งหมดเสียที

หากศาลเห็นว่าคัดค้านฟังไม่ขึ้น คณะกรรมการตามมาตรา 61 ก็สามารถเพิกถอนสิทธิในแปลงอื่นๆ ตามวรรค 8 ได้โดยไม่ต้องตั้งเรื่องซ้ำซ้อนอีก หากศาลเห็นว่าคัดค้านฟังขึ้น ก็ถือว่าเจ้าของเอกสารสิทธิ์มีสิทธิโดยชอบ และเรื่องนี้ก็จะยุติอย่างเป็นธรรม จบด้วยกระบวนการศาล ไม่ต้องตีความกันเอง ไม่ต้องใช้อำนาจนอกระบบ ไม่ต้องให้นักการเมืองแทรกแซง ข้าราชการไม่ต้องเสี่ยงผิดมาตรา 157

“ขอยืนยันว่าเขากระโดงไม่ใช่คดีพิเศษ และไม่ควรถูกสร้างให้เป็นคดีพิเศษโดยอาศัยแรงกดดันทางการเมือง ขอฝากข้อเสนอและคำเตือนนี้ถึงผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ทุกฝ่ายยืนหยัดในหลักนิติธรรม ยุติข้อขัดแย้งอย่างมีวุฒิภาวะ และไม่ให้กลไกรัฐตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่ว่าฝ่ายใดอีกต่อไป”

ทนายย้ำ “เขากระโดง” ไม่ใช่คดีอาญา ไม่ใช่หน้าที่ DSI ควรจบในศาลยุติธรรมเสียที

ทำไมทนายจึงย้ำว่า “เขากระโดง” ไม่ใช่คดีอาญา?

จากข้อมูลที่ทนายชนินทร์ได้ให้ไว้, ประเด็นสำคัญที่ทนายเน้นย้ำคือ คดีเขากระโดงเป็นข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งควรได้รับการแก้ไขในระบบศาลยุติธรรมปกติ ไม่ใช่การพิจารณาคดีอาญาหรือคดีพิเศษที่ต้องใช้กลไกของ DSI

การที่ทนายออกมาเน้นย้ำเช่นนี้ อาจเป็นเพราะมีความกังวลว่าคดีเขากระโดงกำลังถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือถูกทำให้กลายเป็นคดีอาญาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการดำเนินการบางอย่าง ซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม

ทนายชนินทร์ยังเสนอแนะให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ใช้สิทธิตามกฎหมายในการฟ้องร้องเจ้าของที่ดินต่อศาลแพ่ง เพื่อให้ศาลเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทนี้อย่างเป็นธรรมและโปร่งใส วิธีนี้จะช่วยให้เรื่องนี้จบลงด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการแทรกแซงจากภายนอก

นอกจากนี้ ทนายยังตั้งข้อสังเกตว่า ควรมีการพิจารณาว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีเขากระโดงก่อนหน้านี้มีผลผูกพันกับเจ้าของที่ดินรายอื่นหรือไม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นที่ทนายชนินทร์ยกขึ้นมานั้น ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษากระบวนการยุติธรรมและความเป็นอิสระของศาลในการพิจารณาคดีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่มีความซับซ้อนและอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง การที่ทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างความเป็นธรรมและความสงบสุขในสังคม

คดีเขากระโดงจึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีอย่างรอบคอบและเป็นธรรมตามหลักนิติธรรมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือน หรือถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบกฎหมาย

ดังนั้น การที่ทนายออกมาให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาในคดีเขากระโดง จึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คดีนี้จบลงด้วยความเป็นธรรม และเป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง

ที่มา – ทนายย้ำ “เขากระโดง” ไม่ใช่คดีอาญา ไม่ใช่หน้าที่ DSI ควรจบในศาลยุติธรรมเสียที

เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

เพื่อไทย ส่ง “สรวงศ์-จิราพร” คุยพรรคประชาชน บ่าย 2 วันนี้ ยินดีตอบรับข้อเสนอทุกประการ พร้อมยุบสภาใน 4 เดือน นับจากวันแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยประชามติแก้รัฐธรรมนูญ – คดีฮั้ว สว. – ที่ดินเขากระโดง

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการประสานงานและกำหนดนัดหมายกับพรรคประชาชน (ปชน.) เพื่อหารือเรื่องข้อเสนอในการจัดตั้งรัฐบาล ในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ ที่ทำการพรรคประชาชน โดย นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนของพรรค

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยินดีตอบรับข้อเสนอจากพรรคประชาชนทุกประการ และมีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติ และแก้ไขปัญหาของประเทศดังนี้

1. รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ตั้งขึ้นจากข้อตกลงนี้จะยุบสภาภายใน 4 เดือน นับจากวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และหากกระบวนการตามเงื่อนไขบรรลุผลก่อนกำหนดเวลา รัฐบาลจะยุบสภาทันที

2. การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะตั้งคำถามเรื่องเห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย พ.ศ. 2540 เป็นร่างหลักหรือไม่ เพื่อกระชับเวลาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

3. ในการทำประชามติครั้งเดียวกัน จะตั้งคำถามเรื่องการคงไว้หรือยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อหาข้อยุติและลดความขัดแย้งภายในประเทศ

4. รัฐบาลชุดนี้จะร่วมมือกับพรรคประชาชนและทุกฝ่าย เร่งดำเนินการคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน ตามกฎหมายและหลักนิติธรรมอย่างตรงไปตรงมา.

บ่าย 2 วันนี้ เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาชนเพื่อหาข้อสรุปในการจัดตั้งรัฐบาล โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะทำตามข้อเสนอต่างๆ ที่พรรคประชาชนได้ยื่นมา หนึ่งในนั้นคือการยุบสภาใน 4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย

รายละเอียดการพูดคุยเพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

การเจรจาในครั้งนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยพรรคเพื่อไทยแสดงความพร้อมที่จะดำเนินการตามข้อเสนอหลักๆ ของพรรคประชาชน ซึ่งรวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเร่งรัดคดีสำคัญต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน การที่พรรคเพื่อไทยยอมรับข้อเสนอยุบสภาใน 4 เดือน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้เสนอแนวทางเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการคดีที่ดินเขากระโดงอย่างตรงไปตรงมา การดำเนินการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและสร้างความปรองดองในสังคม

การที่พรรคเพื่อไทยยินดีตอบรับข้อเสนอต่างๆ รวมถึงเรื่องยุบสภาใน 4 เดือน ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การทำงานร่วมกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะเป็นก้าวสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นธรรม

การเจรจาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย การที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน นอกจากนี้ การเร่งรัดแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่สะสมมาเป็นเวลานาน จะช่วยสร้างความปรองดองและความสามัคคีในสังคม

การที่พรรคเพื่อไทยแสดงความชัดเจนในเรื่องการยุบสภาใน 4 เดือน ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อสร้างรัฐบาลที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย

โดยสรุปแล้ว การที่พรรคเพื่อไทยคุยกับพรรคประชาชนและยินดีตอบรับข้อเสนอต่างๆ รวมถึงการยุบสภาใน 4 เดือน ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลที่โปร่งใสและเป็นธรรม การทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จะช่วยนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

ที่มา – บ่าย 2 วันนี้ เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

Scroll to top