นนทบุรี

ทลายรังมังกรเทา บุกโรงแรมหรูเมืองนนท์ เปิดบ่อนครบวงจร

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวสะเทือนวงการอาชญากรรมไทย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ CIB เปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ ทลายรังมังกรเทา บุกโรงแรมหรูเมืองนนท์ เปิดบ่อน-ปาร์ตี้ยา-ค้ากามครบวงจร ซึ่งถือเป็นการกวาดล้างกลุ่มทุนจีนสีเทาที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นกระทำผิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัว โดยปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านงามวงศ์วาน จังหวัดนนทบุรี

ทลายรังมังกรเทา บุกโรงแรมหรูเมืองนนท์ เปิดบ่อน-ปาร์ตี้ยา-ค้ากามครบวงจร

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ชาวบ้านในพื้นที่ทนไม่ไหวกับพฤติกรรมสุดแปลกของโรงแรมแห่งนี้ เพราะพบเห็นกลุ่มคนจีนเข้าออกตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่กลับไม่ต้อนรับคนไทย โดยอ้างว่าห้องเต็มอยู่เสมอ เมื่อเจ้าหน้าที่สืบสวนลึกลงไปจึงพบความจริงว่า โรงแรมแห่งนี้ถูกดัดแปลงเป็น “รังลับ” ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ทั้งการคัดกรองคนเข้าผ่านคีย์การ์ดและการใช้วิทยุสื่อสารตรวจตราอย่างเข้มงวด

เบื้องหลัง ทลายรังมังกรเทา บุกโรงแรมหรูเมืองนนท์ เปิดบ่อน-ปาร์ตี้ยา-ค้ากามครบวงจร

พื้นที่ชั้น 7 และ 8 ของโรงแรมกลายเป็นสถานที่จัดปาร์ตี้มั่วสุมเสพยาเสพติด เช่น เคตามีน และแฮปปี้วอเตอร์ นอกจากนี้ยังมีบ่อนพนันบาคาร่าและบริการค้าประเวณีแบบเบ็ดเสร็จในที่เดียว โดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลเหล่านี้มีการจัดรถตู้คอยรับส่งลูกค้าชาวจีนโดยเฉพาะจากสนามบินตรงดิ่งมาที่แห่งนี้ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นการท้าทายกฎหมายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อสถานที่แห่งนี้เคยถูกบุกจับไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2566 แต่กลับแอบปรับปรุงและเปิดใหม่ด้วยระบบที่รัดกุมกว่าเดิม

จากการบุกเข้าตรวจสอบของตำรวจกว่า 100 นาย พบของกลางจำนวนมหาศาล ทั้ง:

  • ยาเสพติด เคตามีน และแฮปปี้วอเตอร์
  • ชิปแลกเงินพนันและโต๊ะบาคาร่า
  • เงินสดจำนวนกว่า 110,000 บาท
  • กล้องวงจรปิดที่ใช้ควบคุมการเข้าออก

แม้ว่าผู้ต้องหาชาวจีนจะอ้างว่าเป็นเพียงหัวหน้าคนงาน แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าขยายผลการสืบสวน เพื่อสาวไปถึงตัวการใหญ่และผู้สนับสนุนในไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้นอมินีครอบครองทรัพย์สิน เพราะเหตุการณ์ ทลายรังมังกรเทา บุกโรงแรมหรูเมืองนนท์ เปิดบ่อน-ปาร์ตี้ยา-ค้ากามครบวงจร ในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าประเทศไทยต้องเข้มงวดกับการปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาให้หมดไป เพื่อรักษาความมั่นคงและปลอดภัยของสังคมไทยเอาไว้ หากปล่อยให้กลุ่มเหล่านี้สร้างอิทธิพลต่อไปเรื่อยๆ อาจนำมาซึ่งปัญหาสังคมที่ยากจะแก้ไขในอนาคต

ที่มา – ทลายรังมังกรเทา บุกโรงแรมหรูเมืองนนท์ เปิดบ่อน-ปาร์ตี้ยา-ค้ากามครบวงจร

เมาขับชนดับ 3 ศพ ตำรวจยัน ยังไม่ได้แจ้งข้อหาประมาทร่วม คนขับตุ๊กตุ๊ก

จากเหตุสลดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา กรณีหนุ่มวัย 31 ปี ขับรถหรูพุ่งชนรถตุ๊กตุ๊กภายในหมู่บ้านชื่อดังย่านบางบัวทอง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 ราย สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ฟังข่าวเป็นอย่างมาก ซึ่งประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจคือเรื่องคดีความและกระแสข่าวลือเกี่ยวกับ เมาขับชนดับ 3 ศพ ตำรวจยัน ยังไม่ได้แจ้งข้อหาประมาทร่วม คนขับตุ๊กตุ๊ก แต่อย่างใด

เมาขับชนดับ 3 ศพ ตำรวจยัน ยังไม่ได้แจ้งข้อหาประมาทร่วม คนขับตุ๊กตุ๊ก

ร.ต.อ.นิพนธ์ พลสวัสดิ์ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีได้ออกมาชี้แจงความคืบหน้าว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาผู้ขับขี่รถบีเอ็มดับเบิ้ลยูในข้อหาขับรถขณะเมาสุราและกระทำประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้ว ส่วนประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการแจ้งข้อหาคนขับตุ๊กตุ๊กฐานประมาทร่วมนั้น เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ายังไม่มีการแจ้งข้อหาดังกล่าว เนื่องจากต้องรอผลพิสูจน์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และรวบรวมหลักฐานจากกล้องวงจรปิดให้ชัดเจนเสียก่อน

ความคืบหน้าทางคดีและการเรียกร้องความยุติธรรม

สำหรับประเด็นที่ญาติผู้เสียชีวิตกังวลใจเกี่ยวกับกระแสเรื่อง เมาขับชนดับ 3 ศพ ตำรวจยัน ยังไม่ได้แจ้งข้อหาประมาทร่วม คนขับตุ๊กตุ๊ก นั้น ทางครอบครัวผู้สูญเสียได้ปฏิเสธรับเงินเยียวยาเบื้องต้น เพราะเกรงว่าคดีจะสิ้นสุดหรือจบคดีง่ายเกินไป โดยต้องการให้กระบวนการกฎหมายเดินหน้าอย่างโปร่งใสที่สุด ซึ่งในส่วนของคนขับรถเก๋งนั้นได้เดินทางมาขอขมาศพแล้ว แต่ทางญาติยังคงยืนยันว่าให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

  • ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานจากกล้องวงจรปิด
  • ยังไม่มีการแจ้งข้อหาประมาทร่วมกับคนขับตุ๊กตุ๊กตามที่เป็นข่าว
  • รอผลตรวจสอบจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อสรุปสำนวน

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่เจ็บปวดสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะพฤติกรรมการเมาแล้วขับที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตผู้อื่นอย่างมหาศาล สังคมต่างรอคอยคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่า เมาขับชนดับ 3 ศพ ตำรวจยัน ยังไม่ได้แจ้งข้อหาประมาทร่วม คนขับตุ๊กตุ๊ก นั้นจะจบลงอย่างไร และความยุติธรรมจะถูกมอบให้กับครอบครัวผู้สูญเสียทั้ง 3 รายอย่างไรบ้าง งานนี้คงต้องติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง กันต่อไปอย่างใกล้ชิดครับ

ในมุมมองของเรา เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การสูญเสียครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดแล้ว ความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองคือสิ่งที่สังคมคาดหวังจากผู้กระทำความผิดมากที่สุด ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตทุกท่านด้วยครับ

ที่มา – เมาขับชนดับ 3 ศพ ตำรวจยัน ยังไม่ได้แจ้งข้อหาประมาทร่วม คนขับตุ๊กตุ๊ก

ศาลให้ประกัน “หนุ่มบีเอ็มเมาขับ” ชนรถตุ๊กตุ๊ก ดับ 3 ศพ

ประเด็นร้อน: ศาลให้ประกัน “หนุ่มบีเอ็มเมาขับ” ชนรถตุ๊กตุ๊ก ดับ 3 ศพ

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียล เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่า ศาลให้ประกัน “หนุ่มบีเอ็มเมาขับ” ชนรถตุ๊กตุ๊ก ดับ 3 ศพ ซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุที่สร้างความสลดใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ สภ.บางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี

จากรายงานระบุว่า นายยศธร คนขับรถยนต์ BMW ได้ขับรถพุ่งชนรถตุ๊กตุ๊กอย่างรุนแรงจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 ราย เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์พบว่าสูงถึง 152 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างมาก ทำให้หลายคนต่างตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนนและการเมาแล้วขับที่ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังในบ้านเรา

รายละเอียดการปล่อยตัวและมุมมองด้านคดี

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีในข้อหาเมาสุราและประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ล่าสุดศาลจังหวัดนนทบุรีได้อนุญาตให้ปล่อยตัว นายยศธร ชั่วคราว โดยมีการตีราคาประกันในวงเงิน 1.2 แสนบาท ซึ่งเหตุผลหลักที่ศาลอนุญาตนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาได้ออกไปดำเนินการพูดคุยกับบริษัทประกันภัยและครอบครัวผู้เสียชีวิตในการเยียวยาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น

  • อุบัติเหตุเกิดขึ้นเวลาประมาณ 04.30 น. ในพื้นที่บางบัวทอง
  • ผู้ก่อเหตุมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนด (152 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์)
  • ศาลให้ประกันตัวเพื่อเจรจาเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสีย

หลายฝ่ายมองว่า แม้กระบวนการยุติธรรมจะเปิดโอกาสให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย แต่สิ่งที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องสูญเสียไปนั้นไม่สามารถประเมินค่าได้เป็นเงินเพียงอย่างเดียว ศาลให้ประกัน “หนุ่มบีเอ็มเมาขับ” ชนรถตุ๊กตุ๊ก ดับ 3 ศพ ในคดีนี้จึงถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สังคมต้องย้อนกลับมาทบทวนว่า เราจะมีวิธีป้องกันอย่างไรไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

เหตุการณ์ ศาลให้ประกัน “หนุ่มบีเอ็มเมาขับ” ชนรถตุ๊กตุ๊ก ดับ 3 ศพ เตือนใจให้เราเห็นว่า การตัดสินใจขับรถในขณะมึนเมานั้นไม่ใช่เพียงแค่ความผิดพลาดส่วนตัว แต่คือการละเมิดชีวิตของผู้อื่นโดยสิ้นเชิง หวังว่ากระบวนการหลังจากนี้จะให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิตอย่างถึงที่สุด และเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมทางมากขึ้นครับ

ที่มา – ศาลให้ประกัน “หนุ่มบีเอ็มเมาขับ” ชนรถตุ๊กตุ๊ก ดับ 3 ศพ วงเงิน 1.2 แสน

หนุ่มบีเอ็มเมาขับเพิ่งกลับจากดูบอลโลก

เชื่อว่าเหตุการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดจากความประมาทอย่างการเมาแล้วขับ ล่าสุดเกิดเหตุเศร้าสลดเมื่อ หนุ่มบีเอ็มเมาขับเพิ่งกลับจากดูบอลโลก พุ่งชนรถตุ๊กตุ๊กอย่างรุนแรงในหมู่บ้านย่านบางบัวทอง ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 ราย ซึ่งเหตุการณ์นี้นับเป็นฝันร้ายของครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปอย่างกะทันหัน

หนุ่มบีเอ็มเมาขับเพิ่งกลับจากดูบอลโลก สาเหตุความสูญเสียครั้งใหญ่

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์หรู BMW สีดำ พุ่งชนรถตุ๊กตุ๊กบริเวณปากซอย 12 ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นนาทีชีวิตขณะรถตุ๊กตุ๊กกำลังจะเลี้ยวขวาเพื่อมุ่งหน้าไปตลาด แต่กลับถูกรถยนต์คันดังกล่าวพุ่งชนเข้าอย่างแรงจนกระเด็นไปชนต้นไม้ ทำให้คนขับรถตุ๊กตุ๊กและผู้โดยสารเสียชีวิตคาที่ทันที 3 ราย

เปิดใจญาติโศกเศร้า หลังเกิดเหตุหนุ่มบีเอ็มเมาขับเพิ่งกลับจากดูบอลโลก

เมื่อเราลงลึกถึงรายละเอียดของเหตุการณ์นี้ ทำให้ทราบว่าเหยื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมดกำลังออกเดินทางไปทำอาชีพค้าขายที่ตลาดบางบัวทองตามปกติทุกวัน ญาติของผู้เสียชีวิตต่างตั้งคำถามด้วยความสะเทือนใจว่า “ทำไมคนขับถึงได้ขับรถเร็วขนาดนี้ในพื้นที่หมู่บ้าน?” และยิ่งไปกว่านั้นคือพฤติกรรมการเมาแล้วขับที่กลายเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้

จากการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่รถ BMW พบว่ามีค่าสูงถึง 152 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มาก แม้เจ้าตัวจะยอมรับว่าเพิ่งกลับมาจากการดูบอลโลกและพร้อมจะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่สำหรับครอบครัวผู้เสียชีวิต การสูญเสียเสาหลักของครอบครัวไปนั้น ไม่สามารถประเมินค่าหรือชดเชยด้วยจำนวนเงินเพียงอย่างเดียวได้ โดยทางครอบครัวยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ล่วงลับ

  • ตรวจสอบกฎหมายเมาแล้วขับ: โทษจำคุกและปรับเงินสูงถึงหลักหมื่นหลักแสน
  • ความปลอดภัยในหมู่บ้าน: การจำกัดความเร็วรถยนต์เป็นเรื่องที่นิติบุคคลต้องเข้มงวด
  • ความรับผิดชอบต่อสังคม: การดื่มไม่ขับเป็นจิตสำนึกพื้นฐานที่ควรปลูกฝัง

บทสรุปและมุมมองต่อเหตุการณ์นี้: ความสูญเสียในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นว่า เพียงชั่ววูบของความมึนเมาและการไม่เคารพกฎจราจร สามารถทำลายชีวิตของผู้บริสุทธิ์ได้ในพริบตา เราในฐานะผู้ใช้รถใช้ถนนขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และอยากฝากให้สังคมร่วมกันตระหนักถึงภัยของการเมาแล้วขับ เพราะทุกครั้งที่คุณก้าวขึ้นรถภายใต้ฤทธิ์แอลกอฮอล์ คุณไม่ได้เสี่ยงแค่ชีวิตตัวเอง แต่กำลังเอาชีวิตผู้อื่นไปวางเดิมพันด้วยเช่นกัน

ที่มา – หนุ่มบีเอ็มเมาขับเพิ่งกลับจากดูบอลโลก เศร้าเหยื่อกำลังจะออกไปขายขนมที่ตลาดบางบัวทอง

จับ แซม ฆ่ายัดถังถ่วงน้ำ เจี่ย ตำรวจตั้ง 3 ข้อหาหนัก

กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ผู้คนให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการติดตามตัวคนร้ายในคดี จับ แซม ฆ่ายัดถังถ่วงน้ำ เจี่ย ซึ่งหลังจากที่นายอุเทน หรือ เจี่ย ปุญญาเจริญนนท์ ได้หายตัวไปอย่างปริศนานานนับเดือน ในที่สุดความจริงก็ปรากฏ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบทราบจนพบว่าเขาถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม โดยการยัดถังโบกปูนและนำไปถ่วงน้ำไว้ในบึงขนาดใหญ่ย่านบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี

สรุปคดีสะเทือนขวัญ จับ แซม ฆ่ายัดถังถ่วงน้ำ เจี่ย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการหายตัวไปของนายเจี่ย จนกระทั่งมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าค้นหาในบึงน้ำกว้างใหญ่ จนพบถังต้องสงสัยและกู้ขึ้นมาได้สำเร็จ พบหลักฐานชิ้นส่วนมนุษย์ภายในถัง นำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องสงสัยสำคัญในคดี จับ แซม ฆ่ายัดถังถ่วงน้ำ เจี่ย ที่หลายคนเฝ้าติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

เปิด 3 ข้อหาหนักที่ แซม ต้องเผชิญ

เมื่อคืนวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ชุดสืบสวน สภ.บางบัวทอง ประสบความสำเร็จในการเข้าควบคุมตัว นายณพรรษ วงษ์หาญ หรือ แซม ได้ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในซอยวัดลาดปลาดุก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาอย่างเด็ดขาดเพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม ดังนี้:

  • ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา
  • ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย
  • ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำผิด

บรรยากาศที่สถานีตำรวจในขณะนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้ต้องหา แต่แซมยังคงเก็บตัวเงียบ ไม่ตอบคำถามใดๆ ก่อนจะถูกคุมตัวเข้าห้องสอบสวนเพื่อเตรียมส่งฝากขังศาลจังหวัดนนทบุรีต่อไป คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างของความรุนแรงที่ทำลายความรู้สึกของสังคมอย่างรุนแรง การใช้วิธีอำมหิตเพื่อปิดปากเหยื่อไม่ใช่ทางออกและคนทำผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมายอย่างสาสม เราขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะนำความจริงมาตีแผ่ให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด

ที่มา – จับ “แซม” ฆ่ายัดถังถ่วงน้ำ “เจี่ย” ตำรวจตั้ง 3 ข้อหาหนัก

คดีฆ่าถ่วงน้ำที่นนทบุรี กู้ถังสีฟ้าขึ้นมาได้แล้ว พบชิ้นส่วนคล้ายมนุษย์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสะเทือนขวัญที่กำลังเป็นที่สนใจในขณะนี้ กับเหตุการณคดีฆ่าถ่วงน้ำที่นนทบุรี กู้ถังสีฟ้าขึ้นมาได้แล้ว พบชิ้นส่วนคล้ายมนุษย์ รอตรวจสอบ ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่ได้เร่งทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อคลี่คลายปมปริศนาในครั้งนี้ครับ

คดีฆ่าถ่วงน้ำที่นนทบุรี กู้ถังสีฟ้าขึ้นมาได้แล้ว พบชิ้นส่วนคล้ายมนุษย์ รอตรวจสอบ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสสำคัญ จนนำไปสู่การกู้ถังพลาสติกสีฟ้าขนาดใหญ่ที่ถูกถ่วงไว้ในบ่อน้ำ งานนี้บอกเลยว่าไม่ง่าย เพราะต้องใช้ทั้งกำลังและความเชี่ยวชาญของทีมนักประดาน้ำและเจ้าหน้าที่กู้ภัย จนกระทั่งสามารถนำถังขึ้นมาได้สำเร็จ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกดดัน

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีฆ่าถ่วงน้ำที่นนทบุรี กู้ถังสีฟ้าขึ้นมาได้แล้ว พบชิ้นส่วนคล้ายมนุษย์

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับแพทย์นิติเวชเปิดฝาถังออกมา ก็ต้องเผชิญกับกลิ่นที่รุนแรงและปูนซีเมนต์ที่ถูกเททับไว้ภายใน เมื่อเริ่มทำการผ่าถังก็ต้องคว้านหาพยานหลักฐานอย่างระมัดระวัง จนพบสิ่งที่ไม่คาดคิดอยู่ด้านใน โดยในเบื้องต้นทีมเจ้าหน้าที่ได้ยืนยันข้อมูลสำคัญดังนี้ครับ:

  • พบร่างผู้เสียชีวิตเพศชาย 1 รายภายในถังสีฟ้า
  • สภาพศพถูกอำพรางด้วยการหั่นชิ้นส่วนและฝังในปูนซีเมนต์
  • เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังกองพิสูจน์หลักฐานและนิติเวชเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด
  • ในระหว่างการตัดถัง เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความอดทนสูงเนื่องจากอุปกรณ์ตัดได้รับความเสียหาย

สิ่งที่น่าหดหู่ใจคือลักษณะการก่อเหตุที่แสดงถึงความอำมหิตผิดมนุษย์ การนำผู้เสียชีวิตมาใส่ถังแล้วเทปูนทับเพื่อถ่วงน้ำนั้น เป็นวิธีที่หวังจะอำพรางคดีให้มิดชิดที่สุด แต่โชคยังดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้พยานหลักฐานสำคัญถูกนำขึ้นมาสู่กระบวนการยุติธรรมได้ในที่สุด

ในขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งรัดในเรื่องของพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร เพื่อที่จะดำเนินการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้เร็วที่สุด เราทุกคนต่างหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม การกระทำที่รุนแรงเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมของเรา

ขอให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ หากใครมีเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ควรแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อให้คดีคืบหน้า สำหรับใครที่ติดตามข่าวนี้อยู่ อย่าลืมดูแลความปลอดภัยของบ้านเรือนและคนรอบข้างด้วยนะครับ เพราะโลกเราสมัยนี้น่ากลัวขึ้นทุกวันจริง ๆ และบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เราต้องคอยติดตามการแถลงข่าวจากผู้บังคับบัญชาต่อไปครับ

ที่มา – คดีฆ่าถ่วงน้ำที่นนทบุรี กู้ถังสีฟ้าขึ้นมาได้แล้ว พบชิ้นส่วนคล้ายมนุษย์ รอตรวจสอบ

7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินทัน

ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ภัยคุกคามก็ดูเหมือนจะขยับตัวตามมาได้รวดเร็วขึ้นทุกขณะ ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ออกมาเผยข้อมูลน่าตกใจว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุ 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อหลอกลวงประชาชน

สถานการณ์ 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท

จากการรายงานสถิติระหว่างวันที่ 21-27 มิถุนายน 2569 พบว่ามีคดีถูกแจ้งเข้ามาผ่านระบบ Thaipoliceonline สูงถึง 5,092 คดี แม้จำนวนคดีจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ยอดความเสียหายกลับพุ่งสูงขึ้นกว่า 160 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการที่ยังคงครองแชมป์การฉ้อโกงมากที่สุดถึง 81.4% ของคดีทั้งหมดที่ได้รับแจ้ง

เจาะลึก 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC และกลุ่มเสี่ยง

นอกจากสถิติทั่วไปแล้ว ข้อมูลเชิงลึกยังพบว่ากลุ่มคนวัยรุ่นและวัยทำงานช่วงอายุ 21-30 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้ง่ายที่สุด ผ่านช่องทางการซื้อขายออนไลน์และการแอบอ้างบุคคลอื่น พื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และนนทบุรี ยังคงเป็นพื้นที่สีแดงที่พบการแจ้งความสูงที่สุด โดยรูปแบบที่นิยมใช้มากที่สุดคือการหลอกล่อให้ย้ายช่องทางการพูดคุยไปยังไลน์หรือโทรเลขเพื่อสร้างความเชื่อใจและตัดขาดจากการตรวจสอบของแพลตฟอร์มหลัก

สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษหากไม่อยากตกเป็นเหยื่อ:

  • อย่าหลงเชื่อคำชวนให้ย้ายคุยนอกแอปพลิเคชันหลัก
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบัญชีธนาคารผู้รับโอนทุกครั้ง
  • ระวังข้อเสนอการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเกินจริง
  • หากพบความผิดปกติ ควรเก็บรวบรวมหลักฐานและติดต่อสายด่วน AOC 1441 ทันที

ทางด้านศูนย์ ACSC ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือนักลงทุนหรือผู้เสียหายที่โอนเงินพลาดไปแล้วได้ถึง 5 เคสสำคัญ ช่วยระงับเงินของเหยื่อได้ทันท่วงเวลากว่า 1.2 ล้านบาท ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าหากแจ้งเหตุได้เร็ว โอกาสในการดึงเงินคืนก็ยังมีอยู่มาก

สำหรับผู้อ่านที่กำลังทำธุรกรรมออนไลน์ ขอให้มีสติและรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมมิจฉาชีพอยู่เสมอ อย่าให้ความโลภหรือความรีบเร่งเข้าครอบงำ เพราะเมื่อเงินถูกโอนออกไปแล้ว การติดตามคืนอาจไม่ง่ายดายนัก หมั่นตรวจสอบข่าวสารจากทางราชการเพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยให้กับกระเป๋าสตางค์ของท่านเอง หากตกเป็นเหยื่อ โปรดอย่าอายที่จะแจ้งความออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.go.th ทันที

ที่มา – 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท

โผล่อีก 2 ราย ข้าราชการ สังกัด เทศบาลเมืองปลายบาง เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีข่าวฉาวเกี่ยวกับการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่ามี โผล่อีก 2 ราย ข้าราชการ สังกัด เทศบาลเมืองปลายบาง เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างยิ่ง หลังจากเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และตำรวจ บก.ปปป. ได้บุกทลายขบวนการโกงสอบที่ใช้บริษัทบังหน้าเพื่อแก้ไขกระดาษคำตอบ โดยคาดว่ามูลค่าความเสียหายและเงินสะพัดในขบวนการนี้สูงถึง 4,500 ล้านบาท

เผยเบื้องลึก โผล่อีก 2 ราย ข้าราชการ สังกัด เทศบาลเมืองปลายบาง เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการบุกค้นบ้านพักย่านอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งพบมีการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อแก้ไขผลสอบให้ผู้ที่จ่ายเงินซื้อตำแหน่ง ทำให้ผู้ร่วมขบวนการกว่า 10 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐถูกรวบตัวดำเนินคดี ล่าสุด นายพงษ์ศักดิ์ อัจฉริยะประสิทธิ์ นายกเทศมนตรีเมืองปลายบาง ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับกรณี โผล่อีก 2 ราย ข้าราชการ สังกัด เทศบาลเมืองปลายบาง เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น ว่าพนักงานจำนวน 2 คนที่มีรายชื่อพัวพันนั้น เป็นพนักงานจ้างปฏิบัติการที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียง 3-4 ปี และไม่คิดว่าจะกล้าเข้าไปรับจ๊อบสีเทาในขบวนการทุจริตระดับประเทศเช่นนี้

ท่าทีของหน่วยงานหลังพบเจ้าหน้าที่ทำผิด

ทางเทศบาลฯ ได้เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยพนักงานทั้ง 2 รายได้ยื่นใบลาพักงานชั่วคราวเนื่องจากทนแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว ทั้งนี้ทางผู้บริหารยืนยันจะดำเนินการอย่างโปร่งใสที่สุด โดยมีรายละเอียดการดำเนินการดังนี้:

  • เรียกหัวหน้างานและผู้ที่เกี่ยวข้องประชุมด่วน
  • ตรวจสอบพฤติกรรมพนักงานอย่างละเอียด
  • รายงานข้อเท็จจริงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง
  • ดำเนินการทางวินัยหากพบว่ามีความผิดจริง

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึง จ่าสิบตรี ดร. พ. อดีตนายช่างของเทศบาลเมืองปลายบางที่ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผอ.กองยุทธศาสตร์และงบประมาณที่อื่นไปแล้วหลายปี โดยทางนายกเทศมนตรีระบุว่าในขณะที่ปฏิบัติงานอยู่ที่นี่ จ่า พ. เป็นคนตั้งใจทำงานและใช้ชีวิตเรียบง่าย จึงรู้สึกตกใจมากเมื่อทราบข่าวว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตนี้

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นหยั่งรากลึกและกว้างขวางกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด การที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนร่วมทำลายระบบคุณธรรมในการสอบบรรจุเช่นนี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอย่างมาก เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าฝ่ายกฎหมายและหน่วยงานป้องกันการทุจริตจะขยายผลไปถึงกลุ่มผู้บงการใหญ่ได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ การล้างบางขบวนการโกงสอบครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการกอบกู้ภาพลักษณ์ของข้าราชการไทยกลับคืนมาครับ

ที่มา – โผล่อีก 2 ราย ข้าราชการ สังกัด เทศบาลเมืองปลายบาง เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น นายกฯ รับตกใจ

นายกรัฐมนตรี ให้รอดูคำสั่ง บ่ายนี้ หลัง ป.ป.ช.จับขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

นายกรัฐมนตรี ให้รอดูคำสั่ง บ่ายนี้ หลัง ป.ป.ช.จับขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดเหตุการณ์การทุจริตครั้งใหญ่ในระบบราชการไทย จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เข้าทลายขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอย่างมาก และล่าสุด นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สั้นๆ แต่เปี่ยมไปด้วยนัยสำคัญว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป

ความคืบหน้าสำคัญจาก นายกรัฐมนตรี ให้รอดูคำสั่ง บ่ายนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความชัดเจนในการจัดการกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในครั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวอย่างหนักแน่นให้ทุกคนรอติดตามความคืบหน้า โดยท่านได้ย้ำว่า นายกรัฐมนตรี ให้รอดูคำสั่ง บ่ายนี้ ซึ่งสร้างความสนใจให้กับผู้คนทั่วประเทศว่าบทลงโทษหรือมาตรการจัดการกับขบวนการนี้จะรุนแรงเพียงใด

สำหรับมูลค่าความเสียหายที่ตรวจพบจากขบวนการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นนั้น พุ่งสูงถึง 4,500 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและการวางแผนที่เป็นระบบอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีที่ตรวจพบหลักฐานสำคัญ การทุจริตในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ทำลายหลักความเสมอภาคในการสอบเข้าทำงานของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวงการข้าราชการไทยโดยตรง

  • ป.ป.ช. เดินหน้ากวาดล้างขบวนการทุจริตสอบบรรจุราชการ
  • จับตามาตรการสั่งการจากกระทรวงมหาดไทย
  • สังคมเรียกร้องความโปร่งใสและการลงโทษผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถึงที่สุด

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ เมื่อถูกถามจี้ถึงกรณีที่จะมีการสั่งย้ายอธิบดีหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะไม่ตอบคำถามดังกล่าวและสื่อสารเพียงสั้นๆ ว่า “คำถามต่อไป” ซึ่งยิ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตในมุมมองต่างๆ ทั้งในโซเชียลมีเดียและวงการเมือง ทำให้สถานการณ์ในช่วงบ่ายวันนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องติดตามการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงอย่างใจจดใจจ่อ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลปัจจุบันในการกอบกู้ศรัทธาของประชาชน หากมีการจัดการอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เชื่อว่าจะสามารถเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้ แต่หากเกิดการล่าช้าหรือไม่มีความชัดเจน ย่อมส่งผลกระทบไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ให้รอดูคำสั่ง บ่ายนี้ หลัง ป.ป.ช.จับขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

Scroll to top