นราธิวาส

“ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. บงการใหญ่

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศกันเลย นั่นคือ “ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่กว่า 5 ผู้ต้องหา-ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการพยายามลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมการเมืองไทยมากๆ

“ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่กว่า 5 ผู้ต้องหา-ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว

ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 พรรคประชาชาติได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค เป็นประธานเปิดประชุม ทวีได้แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. อย่างละเอียด แม้ตำรวจจะจับผู้ต้องหาได้ 5 รายแล้ว แต่ท่านยืนยันว่ามีผู้บงการใหญ่กว่านั้นซ่อนอยู่เบื้องหลัง หลักฐานที่ได้มาจากผู้ต้องหาผ่านญาติและทนาย ชี้ชัดว่ามีคนสั่งการมากกว่า 5 คนแน่นอน

ทวีเน้นย้ำว่า คดีจ้างวานแบบนี้หาพยานหลักฐานยาก แต่พรรคจะไม่ยอมให้จบง่ายๆ เพราะมันคือการทำลายพรรคการเมืองและ ส.ส.ที่ทำงานด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน ถ้าปล่อยไป ประชาชนจะหมดศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมทันที

ผู้บงการใหญ่กว่า 5 คนใน “ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส.

ข้อมูลเชิงลึกที่ทวีเปิดเผย มีพยานบอกว่าผู้บงการมีมากกว่า 5 คนที่ถูกจับ รถ ปืน และการติดต่อทั้งหมดต้องมีคนสั่งการแน่ๆ ทวีเรียกร้องให้ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินและระบบสื่อสารให้ละเอียด เพราะขบวนการนี้เตรียมการมานาน

นอกจากนี้ ทวียังซัด “ระบบคิด” ที่มองว่าพรรคท้องถิ่นเป็นภัยความมั่นคงว่าใช้ไม่ได้ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด ใครที่ประชาชนเลือกมา via รัฐสภา ก็ต้องเคารพ ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว โดยเฉพาะคนที่ออกข่าวบิดเบือน หลักฐานทั้งหมดเป็นวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบได้ชัดเจน

  • จับผู้ต้องหา 5 ราย แต่มีผู้บงการมากกว่านั้น
  • แจ้งจับ 2 นายทหารประจำการแล้ว กำลังรวบรวมหลักฐาน
  • หลักฐานจากคำซัดทอดและวิทยาศาสตร์
  • ตรวจสอบเส้นเงินและการสื่อสาร

ด้านนายกมลศักดิ์ ส.ส.นราธิวาส เอง บอกว่าทีมงานวิเคราะห์คดีมา 1 เดือน พบว่ามีผู้กระทำผิดมากกว่า 5 คน แต่จะไม่กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน คดีจ้างวานซับซ้อน ต้องอาศัยคำให้การซัดทอดถึงตัวการใหญ่ ล่าสุดแจ้งจับ 2 นายทหารที่ยังประจำการอยู่แล้ว

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค ปลุกใจสมาชิกให้สู้เพื่อความยุติธรรม เทียบกับคดียิงอดีต ส.ส.นราธิวาสเมื่อ 50 ปีก่อน ที่จับได้แค่ทหารชั้นผู้น้อย คดีนี้ต้องเป็นคดีสุดท้าย ถามว่ารถปืนมาจากไหน คนไม่รู้จักกันมายิงทำไม? ต้องมีคนเสียผลประโยชน์จากงาน สิทธิมนุษยชนแน่ๆ กลุ่มคนร้ายยังกล้าใช้รถรัฐ แสดงถึงความเหิมเกริม

พรรคจะเดินหน้าต่อ สมัครเป็นผู้เสียหายร่วม ตั้งทนายสู้คดีถึงที่สุด วันนอร์ดุอาอ์ให้เห็นผู้บงการชดใช้กรรมในคุก

เหตุการณ์ “ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่กว่า 5 ผู้ต้องหา-ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว นี้ สะท้อนปัญหาการเมืองชายแดนใต้ที่เต็มไปด้วยอิทธิพลมืดและผลประโยชน์เถื่อน แต่พรรคประชาชาติแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยอมแพ้ การต่อสู้นี้ไม่ใช่แค่เพื่อ ส.ส.คนหนึ่ง แต่เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนทั้งระบบ

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คิดว่าผู้บงการตัวจริงคือใคร? คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความยุติธรรม!

ที่มา – “ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่กว่า 5 ผู้ต้องหา-ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

ในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ยังคงตึงเครียด นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยนโยบายสำคัญหลังลงพื้นที่ตรวจราชการ โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ยกระดับการข่าวสาร และใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังอวยพรประชาชนหลังเทศกาลสงกรานต์ว่า “ขอให้เงินทองไหลมาเทมา” และติดตลกว่า “ไม่กล้าบอกว่าไม่ไหวแล้ว”

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยย้ำถึงบทบาทของ กอ.รมน. ที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อเข้มงวดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาพื้นที่ และการสร้างความร่วมมือกับประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายนี้มุ่งหวังลดปัญหาความไม่สงบและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ ระบุว่าทุกกระทรวงได้ส่งตัวแทนลงพื้นที่ช่วยเหลือ ยกเว้นกระทรวงสาธารณสุขเพียงแห่งเดียว แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือข้ามหน่วยงานในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังมีการอนุมัติสร้างรั้วชายแดนที่อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส กั้นแม่น้ำโก-ลก เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อนและสิ่งอันตราย รวมถึงป้องกันน้ำท่วมที่เป็นปัญหาประจำ

ความคืบหน้าคดีสำคัญหลังนายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

ในคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 จาก 5 คนแล้ว กำลังขยายผลเพื่อจับคนสุดท้ายที่อาจหลบหนีทางช่องทางธรรมชาติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้ลงพื้นที่ติดตามด้วย นอกจากนี้ กอ.รมน. ยังแจ้งดำเนินคดีนายทหารยศนาวาเอกที่อนุมัติยืมรถเกี่ยวข้องกับคดี สะท้อนความเด็ดขาดในการตรวจสอบภายใน

  • จับกุมผู้ต้องหา 4/5 คนในคดียิง ส.ส.
  • ขยายผลจับกุมคนร้ายที่เหลือ
  • ดำเนินคดีนายทหารที่เกี่ยวข้อง
  • สร้างรั้วชายแดนป้องกันลักลอบ
  • ยกระดับการข่าวและพัฒนาพื้นที่

นโยบาย นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย นี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคง แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น สถานการณ์ชายแดนใต้ที่เคยร้อนระอุกำลังดีขึ้นทีละน้อยจากการบูรณาการทุกฝ่าย

หลังเทศกาลสงกรานต์ นายกฯ อวยพรประชาชนว่า “ขอให้ทุกคนมีความสุข สำเร็จ สมปรารถนา เงินทองไหลมาเทมา” พร้อมแซวตัวเองว่า “เอาไหลมาเทมาทุกวันก็แล้วกัน ไม่กล้าบอกไม่ไหวแล้ว” คำพูดนี้สร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้คนไทยทั้งประเทศ

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการจัดการปัญหาความมั่นคงอย่างรอบด้าน หากรัฐบาลยังคงความเด็ดขาดแบบนี้ต่อไป สถานการณ์ชายแดนใต้จะยั่งยืนมากขึ้นแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่!

ที่มา – นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย อวยพรคนไทยเงินไหลมาเทมา ลั่นไม่กล้าใช้คำว่า “ไม่ไหวแล้ว”

ป่วนกลางดึก เผาแบ็กโฮ-ยางรถยนต์ ที่นราฯ คาดรับอนุทิน

เกิดเหตุป่วนกลางดึก เผาแบ็กโฮ-ยางรถยนต์ ที่นราฯ คาดสร้างสถานการณ์ รับ “อนุทิน” ลงใต้ เมื่อคืนวันที่ 16 เมษายน 2569 ทำให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่ตื่นตัวอย่างมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยังคงมีความเคราะห์รุนแรงซุกซ่อนอยู่

ป่วนกลางดึก เผาแบ็กโฮ-ยางรถยนต์ ที่นราฯ คาดสร้างสถานการณ์ รับ “อนุทิน” ลงใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 22.30 น. ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ธัญ ศิริขันธ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงเครื่องจักรกลของบริษัท ตากใบการโยธา จำกัด ซึ่งจอดอยู่บริเวณไซต์งานริมแม่น้ำโก-ลก บ้านมือบา หมู่ 4 ตำบลปาเสมัส เจ้าหน้าที่รีบระดมกำลังเข้าตรวจสอบทันที

ที่จุดเกิดเหตุ พบเพลิงกำลังลุกไหม้รถแบ็กโฮยี่ห้อแคสเตอร์พิรา ที่จอดอยู่ด้านซ้ายมือ และรถบดถนนล้อยางที่จอดอยู่ในเพิงพักด้านขวามือ เจ้าหน้าที่ประสานรถดับเพลิงจากหน่วยบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตำบลปาเสมัสมาช่วยฉีดน้ำดับไฟ ใช้เวลากว่า 30 นาทีเพลิงจึงสงบลง

รายละเอียดการก่อเหตุป่วนกลางดึก เผาแบ็กโฮ-ยางรถยนต์ ที่นราฯ

จากการตรวจสอบ พบคราบน้ำมันเชื้อเพลิงลอยอยู่บนพื้นถนนและผิวน้ำที่ใช้ดับไฟ เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานทั้งหมด คาดว่าคนร้ายไม่ทราบจำนวน แฝงตัวข้ามแม่น้ำโก-ลกจากฝั่งรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากในช่วงหน้าร้อนระดับน้ำลดเหลือเพียง 15 เมตร คนร้ายขู่คนงาน 2 คนที่เฝ้าไซต์ให้หลบหนี จากนั้นราดน้ำมันที่ล้อยางรถบดและใต้กลไกรถแบ็กโฮ ก่อนจุดไฟเผาและหลบหนีกลับทางเดิม

นายเสาวนันทน์ ดุกสุขแก้ว กรรมการผู้จัดการบริษัท ตากใบการโยธา จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทกำลังก่อสร้างโครงการระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนปาเสมัส ระยะที่ 1 ความยาว 2,505 เมตร จากหลังสภ.มูโนะ ถึงตรงข้ามศูนย์ฮีโน่ แล้วเสร็จ 43% ไม่คาดคิดว่าจะสูญเสียเครื่องจักร 2 คัน มูลค่ากว่า 6 ล้านบาท

เหตุลอบเผายางรถยนต์ที่ตากใบ

นอกจากนี้ ในพื้นที่อำเภอตากใบ เวลา 20.00 น. เดียวกัน คนร้ายแยกย้ายนำยางรถยนต์ไปเผา 2 จุด บริเวณถนนในหมู่บ้านชุมบก หมู่ 9 ตำบลเกาะสะท้อน ห่างกัน 500 เมตร ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ช่วยกันดับไฟได้ทัน

  • เหตุที่สุไหงโก-ลก: เผาแบ็กโฮและรถบดถนน
  • เหตุที่ตากใบ: เผายางรถยนต์ 2 จุด
  • เวลาที่เกิด: 20.00-22.30 น. 16 เม.ย. 2569
  • ความเสียหาย: เครื่องจักรกว่า 6 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่จะสอบสวนคนงาน 2 คนเพิ่มเติม เพื่อขยายผลจับกุมผู้ก่อเหตุ

คาดสร้างสถานการณ์ต้อนรับนายกฯ อนุทินลงพื้นที่ใต้

หน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นการสร้างสถานการณ์เชิงสัญลักษณ์ หลังทราบว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะลงพื้นที่ประชุมที่ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก แต่เปลี่ยนไปประชุมที่ด่านพรมแดนบูเก๊ะตา อำเภอแว้งแทน

เหตุการณ์ป่วนกลางดึก เผาแบ็กโฮ-ยางรถยนต์ ที่นราฯ คาดสร้างสถานการณ์ รับ “อนุทิน” ลงใต้ สะท้อนถึงความท้าทายด้านความมั่นคงในภาคใต้ที่ยังต้องเฝ้าระวัง แม้สถานการณ์จะดีขึ้นแต่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังคงเคลื่อนไหว

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาพื้นที่ชายแดนต้องคู่กับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มแข็ง ชาวบ้านและผู้ประกอบการต้องระมัดระวังมากขึ้น หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง แนะนำให้แจ้งเบาะแสทันทีหากพบสิ่งผิดปกติ

CTA: ติดตามข่าวสารความมั่นคงภาคใต้เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้!

ที่มา – ป่วนกลางดึก เผาแบ็กโฮ-ยางรถยนต์ ที่นราฯ คาดสร้างสถานการณ์ รับ “อนุทิน” ลงใต้

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต. เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนจับตามอง หลังจากมีกระแสข่าวดรามาร้อนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานนราธิวาส เวลา 09.28 น. ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้ว่าราชการจังหวัด พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และคณะผู้บริหารท้องถิ่น

นายกฯ อนุทิน ทักทายแม่ทัพภาค 4 ที่นราธิวาส

ภาพที่ทุกคนประทับใจคือ นายกฯ อนุทิน ทักทายและสวมกอด พล.ท.นรธิป อย่างเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำรัฐบาลกับกองทัพ แม้ก่อนหน้านี้จะมีดรามาเดือดในพื้นที่ที่ทำให้สังคมกังวล แต่เหตุการณ์นี้ช่วยคลายความตึงเครียดได้อย่างมาก ผู้ว่าราชการจังหวัดบุญช่วย หอมยามเย็น พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ต่างมารอต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

การต้อนรับนายกฯ ที่ท่าอากาศยานนราธิวาส

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.

หลังจากนั้น นายบุญช่วยและพล.ท.นรธิป ได้รายงานสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ นายกฯ ฟังอย่างละเอียด โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงและการพัฒนา นายกฯ ในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน (ผบ.บก.อส.) ยังได้ตรวจแถวกำลังพลอส.ที่มารักษาความปลอดภัยในการตรวจราชการครั้งนี้ ภาพกำลังพลยืนแถวตระหง่าน สร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่

นายกฯ ตรวจแถวกองอาสารักษาดินแดนภาพตรวจราชการนายกฯ ที่นราธิวาส

การเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์สู่ ศอ.บต.

จากท่าอากาศยาน นายกฯ และคณะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อมอบนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนใต้ นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา โดยเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างสันติภาพถาวร นอกจากนี้ยังตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้กำลังใจและติดตามความก้าวหน้า

บริบทดรามาเดือดก่อนหน้า

ก่อนเกิดเหตุการณ์ นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ มีดรามาเดือดในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นการบริหารจัดการและความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับกองทัพ ซึ่งถูกนำมาพูดถึงในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง แต่การปรากฏตัวของนายกฯ ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเป็นเอกภาพของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนงานเพื่อประชาชน

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นเรื้อรังมานาน รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญสูง โดยมีงบประมาณและโครงการพัฒนาจำนวนมาก เช่น โครงการสร้างอาชีพ สร้างโรงเรียน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกระบวนการพูดคุยสันติภาพ การเยือนครั้งนี้ของนายกฯ จึงไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ที่ชัดเจน

  • การต้อนรับอย่างอบอุ่น สร้างภาพลักษณ์บวก
  • มอบนโยบายแก้ปัญหาโดยตรง
  • ตรวจเยี่ยมกำลังพล เพิ่มขวัญกำลังใจ
  • รายงานสถานการณ์เพื่อปรับแผนงาน

เหตุการณ์นี้ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่ ว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ในมุมมองของผม การสวมกอดกันอย่างเป็นกันเองระหว่างนายกฯ กับแม่ทัพภาค 4 คือสัญลักษณ์ของความสามัคคีที่จังหวัดชายแดนใต้ต้องการมากที่สุดตอนนี้

คุณคิดอย่างไรกับการตรวจราชการครั้งนี้? มันจะช่วยคลายดรามาและนำพาสันติภาพมาสู่ภาคใต้ได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้จากเรา!

ที่มา – นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.

นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อหารือหน่วยงานความมั่นคงและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ โดยมีคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารชั้นนำร่วมเดินทางด้วย

นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ หารือหน่วยงานความมั่นคง

การเดินทางเริ่มต้นจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะบินตรงไปยังสนามบินนราธิวาส โดยมีรัฐมนตรีสำคัญหลายท่านร่วม เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงพล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

เมื่อถึงพื้นที่ นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยเริ่มที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อมอบนโยบายแก้ปัญหาตามแนวทางรัฐบาล และตรวจเยี่ยมการทำงานของเจ้าหน้าที่ จากนั้นเดินทางไปบ้านศรียะลา ต.สุเตง อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อหารือสำคัญกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเชื่อมโยงรัฐบาลกับชุมชนท้องถิ่น

นายกรัฐมนตรีหารือที่บ้านศรียะลา

ประชุมติดตามสถานการณ์ความมั่นคงที่ กอ.รมน. ภาค 4

ต่อมา คณะเดินทางไปยังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ณ ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมติดตามความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยหารือเรื่องสถานการณ์ปัจจุบัน มาตรการป้องกัน และแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความมั่นคง

  • มอบนโยบายแก้ปัญหายั่งยืน
  • ตรวจเยี่ยมกำลังพลและหน่วยงานความมั่นคง
  • ประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ชายแดน

ตรวจพื้นที่ชายแดนและเปิดงานท่องเที่ยวชุมพร

กำหนดการยังรวมถึงการตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดน อ.แว้ง จ.นราธิวาส ณ สะพานเชื่อมบูเก๊ะตา (ไทย) – บูกิต บุหงา (มาเลเซีย) เพื่อติดตามการป้องกันชายแดนและความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน ก่อนบินต่อไปเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ชายหาดบางเบิด ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

นายกฯ ตรวจพื้นที่ชายแดน

การนายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการเชื่อมโยงชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางหลักของรัฐบาลในการสร้างความสงบสุขยั่งยืน ปัญหาในภาคใต้เป็นประเด็นเรื้อรังมานาน แต่ด้วยการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องและการหารือกับผู้นำท้องถิ่น รัฐบาลมุ่งหวังว่าจะเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น

นอกจากนี้ การรวมคณะรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลาโหม ยุติธรรม มหาดไทย คมนาคม และศึกษาธิการ เพื่อแก้ปัญหาแบบองค์รวม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเยี่ยมชมชายแดนและการส่งเสริมท่องเที่ยวจะช่วยเสริมภาพลักษณ์บวกให้กับพื้นที่ ลดความขัดแย้ง และดึงดูดนักลงทุน

ในมุมมองของผู้เขียน การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลแสดงความจริงใจต่อประชาชนภาคใต้ หากดำเนินการต่อเนื่องและฟังเสียงจากทุกฝ่าย จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้ ลองติดตามข่าวสารและพัฒนาการเพิ่มเติม เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ หารือหน่วยงานความมั่นคง ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่

“เอกราช-เชตวัน” จี้ “อนุทิน” สอบ แม่ทัพภาค 4 ชี้ปฏิรูป กอ.รมน.

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ “เอกราช-เชตวัน” จี้ “อนุทิน” สอบ แม่ทัพภาค 4 ชี้ ถึงเวลาปฏิรูป กอ.รมน. แล้ว เรื่องนี้เกิดจากวาทะปิดไมค์ของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในกรณีคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างมาก คำพูดที่ว่า “ถ้าเป็นผมทำ ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” กลายเป็นจุดถกเถียงใหญ่ ว่ามันสอดคล้องกับหลักนิติธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. และรถของหน่วยงานที่ใช้ในการก่อเหตุ

“เอกราช-เชตวัน” จี้ “อนุทิน” สอบ แม่ทัพภาค 4 ชี้ ถึงเวลาปฏิรูป กอ.รมน. แล้ว

นายเอกราช อุดมอำนวย ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอนุทิน คณะรัตน์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ รมว. (ผอ.รมน.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแม่ทัพภาค 4 ทันที นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการกรมพระธรรมนูญเข้าสอบสวน เพื่อหาความจริงและหักล้างข้อครหาว่ากองทัพอาจใช้อำนาจนอกกรอบกฎหมายภายใต้ข้ออ้างความมั่นคง เอกราชย้ำว่านายกฯ ประกาศ “พูดแล้วทำ” ดังนั้นต้องพิสูจน์ด้วยการลงมือสอบจริงจัง คำพูดของแม่ทัพฯ บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความไม่สงบในภาคใต้ยืดเยื้อ ขัดกับหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ที่กองทัพมักอ้าง

วาทะปิดไมค์ที่จุดชนวนวิกฤติความเชื่อมั่น

เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 14 เมษายน 2569 ขณะแม่ทัพภาค 4 แถลงความคืบหน้าคดีลอบสังหาร ส.ส.กมลศักดิ์ คำพูดส่วนตัวที่หลุดออกมาแม้จะปิดไมค์ แต่ถูกบันทึกได้ สะท้อนทัศนคติที่ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม แม้แม่ทัพฯ จะยืนยันว่ากองทัพไม่เกี่ยวข้อง แต่พยานหลักฐานชี้ไปที่เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงบทบาทของหน่วยงานนี้

เชตวัน เตือประโคน ชี้ถึงเวลาปฏิรูป กอ.รมน.

นายเชตวัน เตือประโคน ส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กเช่นกัน โดยตั้งคำถามว่า “ไม่ปล่อยให้รอด นี่หรือคำพูดของคนที่ประชาชนอนุญาตให้ถือปืน?” คำพูดนี้ทำให้ประชาชนหวาดกลัวหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะ กอ.รมน. ที่มีบทบาทกว้างขวาง เชตวันชี้ว่าแม่ทัพภาค 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 กำลังทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพแย่ลง และเรียกร้องให้ทบทวนบทบาท กอ.รมน. ที่ขยายตัวเกินกว่าภารกิจทหารหลัก คือปกป้องอธิปไตยและป้องกันประเทศ

กอ.รมน. หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นหน่วยงานที่กองทัพบริหาร แต่มีงบประมาณมหาศาลและบุคลากรจำนวนมาก เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพลเรือน เช่น การพัฒนาชุมชน ความมั่นคงภายใน ซึ่งควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานพลเรือน

  • ปัญหาหลักของ กอ.รมน.:
  • บทบาททับซ้อนกับหน่วยงานรัฐอื่น สร้างความสับสนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ
  • งบประมาณสูงแต่ผลลัพธ์ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในภาคใต้
  • การใช้อำนาจนอกระบบกฎหมาย ทำให้ประชาชนขาดความไว้วางใจ
  • ขาดการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

การปฏิรูป กอ.รมน. ที่ทั้งเอกราชและเชตวันเรียกร้อง อาจรวมถึงการปรับโครงสร้าง ลดบทบาททหารในกิจการพลเรือน โอนงบไปหน่วยงานที่เหมาะสม และเพิ่มกลไกตรวจสอบจากรัฐสภา สิ่งนี้จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ได้ในระยะยาว

ประเด็น “เอกราช-เชตวัน” จี้ “อนุทิน” สอบ แม่ทัพภาค 4 ชี้ ถึงเวลาปฏิรูป กอ.รมน. แล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องวาทะ แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบความมั่นคงไทย หากไม่แก้ไข อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น คุณคิดว่าการปฏิรูป กอ.รมน. ควรทำอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงกว้างขึ้น สนับสนุนประชาธิปไตยและนิติธรรมกันเถอะ!

ที่มา – “เอกราช-เชตวัน” จี้ “อนุทิน” สอบ แม่ทัพภาค 4 ชี้ ถึงเวลาปฏิรูป กอ.รมน. แล้ว

ครม. เห็นชอบปรับสุไหงโก-ลกพ้นพื้นที่ความมั่นคง

ครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง เป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย โดยเฉพาะชาวชายแดนใต้ที่ได้รับผลกระทบมานาน ล่าสุดวันที่ 11 เมษายน 2567 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากบัญชีพื้นที่ที่มีเหตุการณ์กระทบความมั่นคง ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551

ครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง

การตัดสินใจครั้งนี้มาจากการประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เห็นว่าสถานการณ์ในพื้นที่สุไหงโก-ลกดีขึ้นมาก สามารถผ่อนคลายมาตรการบางส่วนได้แล้ว โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยโดยรวม มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปรับตัวให้สอดคล้องกับความจริงบนพื้นดิน ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ชีวิตได้ปกติมากขึ้น ไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดเกินไป

สุไหงโก-ลกเป็นอำเภอชายแดนที่สำคัญ มีด่านชายแดนเชื่อมกับมาเลเซีย ทำให้เป็นจุดค้าขายใหญ่ การถอนพ้นพื้นที่ความมั่นคงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ลดภาระเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวกับการลงทุน ประชาชนที่นี่จะได้ประโยชน์โดยตรง เช่น การเดินทางสะดวกขึ้น การค้าขายคล่องตัว และเด็กๆ ได้เรียนในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายกว่าเดิม

เหตุผลหลักเบื้องหลังมติครม.

รองโฆษกฯ ระบุชัดว่ามาตรการนี้เป็นการ “ปรับสมดุล” ระหว่างความมั่นคงและการฟื้นฟูพื้นที่ โดยยึดหลักใช้มาตรการเท่าที่จำเป็น สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา ได้รับการแก้ไขมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนี้แนวโน้มดีขึ้น เหตุการณ์รุนแรงลดลง การเจรจาสันติภาพก้าวหน้า ทำให้สามารถคลายล็อกบางพื้นที่ได้

  • ประเมินสถานการณ์รอบด้านจากคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ผ่อนคลายมาตรการเพื่อสนับสนุนวิถีชีวิตประชาชน
  • คงมาตรการใน 19 อำเภอที่เหลือ เพื่อความต่อเนื่อง
  • ไม่กระทบสิทธิเสรีภาพเกินสมควร

ผลกระทบต่อพื้นที่อื่นๆ และอนาคต

ขณะที่สุไหงโก-ลกถูกถอนออก ครม. ยังคงมาตรการในพื้นที่อื่นๆ รวม 19 อำเภอใน 4 จังหวัด เพื่อให้การดูแลยังครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ นี่คือกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ช่วยป้องกันไม่ให้ช่องโหว่เกิดขึ้น รัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการใหม่หากจำเป็น

ในมุมมองของผู้เขียน นี่เป็นก้าวสำคัญสู่สันติภาพยั่งยืนในชายแดนใต้ แสดงว่ารัฐบาลไม่ยึดติดกับมาตรการเก่า แต่ปรับตามข้อมูลจริง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน หากสถานการณ์ดีต่อเนื่อง พื้นที่อื่นๆ ก็อาจตามมาได้ในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับมติครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – มติ ครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง เพื่อให้สอดคล้องสถานการณ์จริง

อาสาทหารพราน ดับ ถูกคนร้ายลอบยิงขณะลาพัก

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่ออาสาทหารพราน ดับ ถูกคนร้ายลอบยิงขณะกำลังลาพักกลับมาบ้านเกิดได้เพียง 2 วันเท่านั้น ชวนให้คนทั้งประเทศต้องตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยังคงร้อนระอุ

อาสาทหารพราน ดับ ถูกคนร้ายลอบยิง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 เวลาประมาณ 20.51 น. ที่บ้านหลังหนึ่งในตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส อส.ทพ.ดรุณ ดาราฮง วัย 40 ปี สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4813 กำลังยืนคุยกับเพื่อนบ้านที่ประตูห้องครัว จู่ๆ ก็มีคนร้าย 2 คน สวมชุดสีดำ ควงปืนอาก้า ลอบยิงเข้าใส่ไม่ยั้ง

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบร่องรอยกระสุนและคราบเลือดกระจายไปทั่วบริเวณ ทั้งที่ห้องครัว ประตูหน้าบ้าน และพื้นบันได มีกองเลือดขนาดใหญ่ 3 จุด นอกจากนี้ยังพบปลอกกระสุนปืนอาก้ากว่า 20 ปลอก กระจายอยู่ 3 พื้นที่หลัก คือ ฝาผนังห้องครัว หน้าบันได และหน้าบ้านข้างเคียง

รายละเอียดการก่อเหตุโหด

ตามคำให้การของนายรอตะนัน เสาดี เจ้าของบ้านและเพื่อนของผู้เสียชีวิต เล่าว่า ขณะที่ทั้งคู่กำลังสนทนากันอยู่นั้น คนร้ายบุกยิงทันที ผู้เสียชีวิตพยายามวิ่งหลบเข้าไปในบ้าน แต่ถูกยิงตามหลายนัด จากนั้นวิ่งออกประตูหน้าเพื่อหนีไปตามถนนในหมู่บ้าน แต่คนร้ายดักรออยู่ ยิงซ้ำที่ศีรษะและร่างกายหลายจุด ก่อนหลบหนีไปทางเทือกเขาหลังหมู่บ้าน โดยอาศัยความมืดและความชำนาญพื้นที่

ญาติและชาวบ้านรีบนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลสุไหงปาดี แต่เสียชีวิตในที่สุด แพทย์ชันสูตรพบถูกยิงหลายนัด สาเหตุการตายชัดเจน

เจ้าหน้าที่เร่งล่าคนร้าย

เช้าวันถัดมา 25 มี.ค. 2569 เวลา 09.30 น. พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บัญชาการกองกำลังนราธิวาส นำทีมเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด และกองพิสูจน์หลักฐาน รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ สั่งการให้เร่งติดตามตัวคนร้ายทันที

พล.ต.ยอดอาวุธ ยังเดินทางไปบ้านผู้เสียชีวิตที่ห่างเพียง 300 เมตร เพื่อแสดงความเสียใจกับครอบครัว มอบเงินช่วยเหลือ และตำหนิเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหมู่บ้านที่ปล่อยให้คนร้ายบุกเข้ามาก่อเหตุในชุมชนได้ เชื่อว่าคนร้ายรู้ความเคลื่อนไหวของเป้าหมายล่วงหน้า

  • คนร้ายแต่งชุดดำ 2 คน
  • ใช้อาวุธปืนอาก้า
  • หลบหนีทางเทือกเขา
  • น่าจะกลุ่มเดียวกับที่ยิงจุดตรวจฉัตรวารินเมื่อ 19 มี.ค.

พิธีศพจัดอย่างสมเกียรติ ญาติอาบน้ำศพที่บ้าน ก่อนเคลื่อนย้ายไปมัสยิดและฝังที่กูโบร์โต๊ะเด็ง มีเจ้าหน้าที่และชาวบ้านร่วมงานจำนวนมาก

บทเรียนจากเหตุการณ์

เหตุอาสาทหารพราน ดับ ถูกคนร้ายลอบยิงครั้งนี้ สะท้อนปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยังไม่จบสิ้น แม้กำลังพลจะลาพัก แต่ก็ไม่วายตกเป็นเป้า แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงต้องเข้มข้นยิ่งขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่เรียกร้องให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น เพิ่มจุดตรวจและกล้องวงจรปิด

ในฐานะที่ติดตามข่าวสารภาคใต้มาเนิ่นนาน ผมเชื่อว่านี่คือโอกาสให้หน่วยงานรัฐบูรณาการกำลังมากขึ้น เพื่อปกป้องทั้งทหารและประชาชน หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นด้วย สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้และช่วยกันเฝ้าระวัง

ที่มา – “อาสาทหารพราน” ดับ ถูกคนร้ายลอบยิงขณะลาพัก กลับมาอยู่บ้านได้เพียง 2 วัน

วันฮารีรายอ ชาวนราธิวาสให้กำลังใจ สส.กมลศักดิ์

ในช่วงเทศกาลวันฮารีรายอที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและการรวมตัวของครอบครัว ชาวบ้านในจังหวัดนราธิวาสได้แสดงพลังแห่งความสามัคคีอย่างน่าประทับใจ โดยเดินทางไปให้กำลังใจนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ถึงบ้านพักหลังจากทราบข่าวเหตุการณ์ลอบยิงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน

วันฮารีรายอ ชาวนราธิวาสให้กำลังใจ สส.กมลศักดิ์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันอีฎิ้ลฟิตริ หรือวันฮารีรายอ วันสำคัญที่สุดของชาวไทยมุสลิมที่ฉลองการสิ้นสุดเดือนรอมฎอน หลังจากอดศีลอดอาหารมา 30 วันเต็ม ชาวบ้านนราธิวาสจำนวนมากต่างหลั่งไหลมาที่บ้านพักของ ส.ส.กมลศักดิ์ ในพื้นที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เพื่ออวยพรให้ครอบครัวมีความสุข แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเต็มเปี่ยมด้วยเมตตา

ก่อนหน้านี้ เมื่อกลางดึกของวันที่ 20 มีนาคม 2569 ได้เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มตามประกบยิงรถยนต์ของ ส.ส.กมลศักดิ์ ที่บริเวณถนนหน้าบ้านพัก ทำให้รถยนต์เสียหาย นายอุชลัมห์ โกะเลาะ ซึ่งเป็นพลขับ และ ด.ต.หริรักษ์ หีมมิหนะ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ติดตามรักษาความปลอดภัย ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่ ส.ส.กมลศักดิ์ และครอบครัวปลอดภัย

ที่บ้านพัก ส.ส.กมลศักดิ์ นางนิยดา ลีวาเมาะ มารดา และน.ส.ต่วนยามีล๊ะ สบูโด ภรรยา ได้คอยต้อนรับชาวบ้านทุกคนอย่างอบอุ่น พวกเขาพูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชาวบ้านต่างแนะนำให้ระมัดระวังตัวมากขึ้น และอธิษฐานให้แคล้วคลาดจากอันตราย เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแสดงถึงความรักและความเคารพที่ชาวนราธิวาสมีต่อตัวแทนของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงจิตสำนึกแห่งชุมชนที่เข้มแข็งในยามวิกฤต

วันฮารีรายอ ชาวนราธิวาสให้กำลังใจ สส.กมลศักดิ์: ความหมายลึกซึ้ง

วันฮารีรายอไม่ใช่แค่งานเลี้ยงหรือการรวมญาติ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการให้อภัย ความเมตตา และการเริ่มต้นใหม่ ชาวนราธิวาสเลือกใช้โอกาสนี้ในการรวมพลังให้กำลังใจ ส.ส.กมลศักดิ์ ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่ทำงานเพื่อสันติภาพและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้ พรรคประชาชาติที่ ส.ส.กมลศักดิ์สังกัด ก็เป็นพรรคที่มุ่งเน้นสิทธิประโยชน์ของชาวมุสลิมไทย ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างมาก

ด้านความคืบหน้าของคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงยังไม่สรุปสาเหตุแน่ชัด โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ 3 ด้านหลัก

  • ปมทางการเมือง: อาจเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมืองในพื้นที่敏感
  • ปมความมั่นคง: สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้ยังคงตึงเครียด แม้จะมีความก้าวหน้าในการเจรจาสันติภาพ
  • ปมความขัดแย้งส่วนตัว: อาจมาจากศัตรูส่วนตัวที่ไม่พอใจผลงาน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบปลอกกระสุนจำนวน 31 ปลอก ซึ่งยิงจากปืนเอ็ม 16 อย่างน้อย 2 กระบอก เจ้าหน้าที่ประเมินว่าคนร้ายไม่ได้ตั้งใจเอาชีวิต เพราะไม่ได้ยิงซ้ำที่ตัวผู้โดยสาร หรือหยุดรถเพื่อยิงให้แน่ใจ แต่เป็นการยิงข่มขู่เพื่อสร้างความหวาดกลัว นอกจากนี้ รถกระบะที่คนร้ายใช้ก่อเหตุและหลบหนี ติดป้ายทะเบียนปลอม และมีการไล่กล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ แล้ว

เหตุการณ์วันฮารีรายอ ชาวนราธิวาสให้กำลังใจ สส.กมลศักดิ์ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของสังคมท้องถิ่นที่ไม่ยอมให้ความรุนแรงมาทำลายความสามัคคี แม้ในพื้นที่ที่มีความท้าทายด้านความมั่นคง แต่ประชาชนยังคงยึดมั่นในหลักศาสนาและความเป็นพี่น้อง การให้กำลังใจครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมกำลังใจให้ ส.ส.กมลศักดิ์เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบวกต่อกระบวนการสันติภาพในภาคใต้

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการตอบโต้ความรุนแรงด้วยความรักและ unity ชาวนราธิวาสได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้ความกลัวครอบงำ หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการข่าวสารด้านการเมืองและสันติภาพชายแดนใต้ สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้ เพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – วันฮารีรายอ ชาวนราธิวาสให้กำลังใจ “สส.กมลศักดิ์” ถึงบ้าน อวยพรแคล้วคลาด

Scroll to top