นอมินี

รัฐบาลลุยปราบนอมินี เด็ดขาดทุกคดี

รัฐบาลลุยปราบนอมินี อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบธุรกิจไทย ล่าสุดโฆษกรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เผยว่ามาตรการปราบปรามนี้ได้ผลชัดเจน พบนิติบุคคลเสี่ยงกว่า 6,500 ราย และบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลง 60% ในไตรมาสแรกปี 2569

รัฐบาลลุยปราบนอมินี อย่างไรบ้าง

รัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ยกระดับการป้องกันธุรกิจนอมินี โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ฐานข้อมูล เพื่อคัดกรองนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การฟอกเงิน การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

ผลการตรวจสอบล่าสุดจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบนิติบุคคลต่างด้าวที่ถือหุ้นเกิน 50% และลักลอบทำธุรกิจในบัญชีต้องห้ามถึง 6,551 ราย ซึ่งผิดกฎหมาย โทษหนักจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้รู้เห็นด้วยอาจถูกดำเนินคดีเช่นกัน

ผลสำเร็จจากการที่รัฐบาลลุยปราบนอมินี

ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 บริษัทนอมินีกลุ่มเสี่ยงลดลงอย่างมาก 60% เมื่อเทียบปีก่อน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องผลประโยชน์คนไทย ไม่ให้ทุนต่างชาติใช้ชื่อไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน ทำธุรกิจสงวนไว้สำหรับคนไทย หรือเชื่อมโยงธุรกิจสีเทา สแกมเมอร์ ทุนเทา

  • เชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานรัฐเพื่อตรวจสอบเชิงรุก
  • ยกระดับกฎหมายให้รัดกุมยิ่งขึ้น
  • ใช้ AI และเทคโนโลยีวิเคราะห์ความเสี่ยง
  • ขยายผลไปยังธุรกิจผิดกฎหมายทุกประเภท

นายกรัฐมนตรีประกาศชัดเจน “ไม่มีเคลียร์ เด็ดขาดทุกคดี” เพื่อรักษาความมั่นคงเศรษฐกิจและความเป็นธรรมในการแข่งขัน

ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนแจ้งเบาะแสธุรกิจนอมินี สายด่วน 1570 ตลอด 24 ชม. หากพบนิติบุคคลน่าสงสัย เช่น ชื่อไทยแต่ผู้ถือหุ้นต่างชาติ หรือกิจการผิดปกติ สามารถช่วยเหลือได้ทันที

การที่รัฐบาลลุยปราบนอมินี นี้ไม่เพียงปราบปราม แต่ยังสร้างระบบธุรกิจยั่งยืน โปร่งใส สนับสนุนผู้ประกอบการไทยแท้จริง ลดช่องโหว่ให้ทุนต่างชาติแทรกซึม ในอนาคตคาดว่าจะเห็นการลงทุนที่ถูกต้องกฎหมายมากขึ้น เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังช่วยลดอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การฟอกเงินผ่านบริษัทนอมินี ซึ่งเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง หากทุกภาคส่วนร่วมมือ จะทำให้ไทยเป็นจุดหมายธุรกิจที่น่าเชื่อถือ

สุดท้าย อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแส เพราะทุกข้อมูลช่วยปราบปรามได้จริง สนับสนุนให้รัฐบาลลุยปราบนอมินีต่อไป เพื่ออนาคตที่สดใสของคนไทย

ที่มา – รัฐบาลลุยปราบ “นอมินี” ตอกย้ำคำประกาศนายกฯ ชัด “ไม่มีเคลียร์ เด็ดขาดทุกคดี”

“ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต.

“ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต. เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง เพราะมันสะท้อนถึงมาตรฐานการทำงานขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ในยุคนี้เลยทีเดียว

“ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต.

วันที่ 16 เมษายน 2569 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความวิจารณ์อย่างดุเดือดต่อมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่มีมติยกคำร้องในคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่งขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้

นายปกรณ์วุฒิ ชี้ให้เห็นว่า แม้ ป.ป.ช. จะไม่จำเป็นต้องยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่หลักฐานจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็ชี้ชัดถึงพฤติกรรมการใช้ “นอมินี” และการปกปิดทรัพย์สินอยู่แล้ว เขาจึงตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงานของ ป.ป.ช. ที่มาจาก สว. ชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะกรรมการ 4 ใน 9 คนที่ถูกโยงใยว่าเป็นสายสีน้ำเงิน ว่ามีการใช้เกณฑ์เดียวกันกับทุกคำร้องหรือไม่

เหตุใด “ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม”

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะมันเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของระบบปราบปรามทุจริตในประเทศไทย การที่ ป.ป.ช. ยกคำร้องครั้งนี้ ทำให้หลายคนสงสัยว่าอาจเป็นการปูทางให้บุคคลบางคนกลับมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีได้อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรอิสระ

ย้อนดูพื้นหลังคดี นายศักดิ์สยามถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งพ้นสมาชิกภาพ ส.ส. และตำแหน่ง รมว.คค. จากกรณีถือหุ้นในบริษัทที่ทำธุรกิจรถโดยสาร ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ ป.ป.ช. กลับมองว่าไม่มีมูลผิดวินัยร้ายแรง สวนทางกันแบบนี้ ยิ่งทำให้เกิดคำถามใหญ่

  • หลักฐานจาก ปปง. ชี้ชัดพฤติกรรมนอมินี
  • ข้อมูลสถาบันการเงินยืนยันการปกปิดทรัพย์สิน
  • กรรมการ ป.ป.ช. บางคนถูกตั้งคำถามถึงที่มา
  • มาตรฐานสองที่สำหรับนักการเมือง?

นายปกรณ์วุฒิ ยังทิ้งท้ายด้วยความกังวลว่า การตัดสินใจครั้งนี้อาจโยนทิ้งหลักการทั้งหมด เพื่อเปิดทางให้ใครบางคนกลับมา สุดท้ายแล้ว ความหวังในการปราบทุจริตจาก ป.ป.ช. ในอนาคตจะเหลืออะไร?

ในมุมมองของผม เรื่องนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาโครงสร้างขององค์กรปราบทุจริตที่อาจถูกแทรกแซงทางการเมือง ประชาชนอย่างเราควรติดตามใกล้ชิด เพราะหากปล่อยไป คดีทุจริตอื่น ๆ ก็อาจจบลงแบบเดียวกัน ส่งผลให้การเมืองไทยยิ่งสุกงอม

ไม่ใช่แค่คดีนี้เท่านั้น แต่ยังมีตัวอย่างอื่น ๆ ที่ ป.ป.ช. ถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใส เช่น คดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองชื่อดังอีกหลายราย ซึ่งมักจบลงด้วยการยกคำร้องหรือไม่เอาผิดร้ายแรง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ากฎหมายสำหรับคนมีอำนาจต่างหาก

เพื่อให้การปราบทุจริตมีประสิทธิภาพ ควรมีการปฏิรูประบบเลือกตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ให้มาจากกระบวนการที่โปร่งใสมากขึ้น ลดอิทธิพลจาก สว. หรือกลุ่มการเมืองเฉพาะ และเพิ่มบทบาทของภาคประชาชนในการตรวจสอบ

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการที่ “ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต. เป็นเสียงสะท้อนจาก ส.ส.ฝ่ายค้านที่กล้าพูดแทนประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เรื่องนี้เป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้นนะครับ

ที่มา – “ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต.

“สส.ณัฐพล” อัดนโยบายท่องเที่ยวทุ่มอีเวนต์ ใช้งบไม่ตรงจุด

ในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 “สส.ณัฐพล” อัดนโยบายท่องเที่ยวทุ่มแต่จัดงานอีเวนต์ ใช้งบฯ ไม่ตรงจุด โดยนายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 พรรคประชาชน ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายท่องเที่ยวของรัฐบาลชุดใหม่ที่คล้ายคลึงกับรัฐบาลเก่า เน้นทุ่มงบจัดอีเวนต์และ Soft Power แต่ละเลยการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจริงจัง

“สส.ณัฐพล” อัดนโยบายท่องเที่ยวทุ่มแต่จัดงานอีเวนต์ ใช้งบฯ ไม่ตรงจุด

ส.ส.ณัฐพล ชี้ว่าช่วง 2-3 ปีมานี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยลงเพราะไทยขาดจุดขายใหม่ๆ ประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้า ข้อมูลชี้รายได้ท่องเที่ยว 70% กระจุกใน 5 จังหวัดหลัก อีก 30% แบ่งกันกว่า 70 จังหวัด บางพื้นที่ทุนต่างชาติแย่งส่วนแบ่งผ่านนอมินี นอกจากนี้ บางเมืองรับนักท่องเที่ยวไม่ไหว โครงสร้างพื้นฐานล่าช้า งบส่วนใหญ่หมดกับอีเวนต์ที่สำเร็จน้อย

วิเคราะห์นโยบายท่องเที่ยว 5 ด้านหลัก

นโยบายแรก: พัฒนาไทยเป็นจุดหมายท่องเที่ยว 365 วัน ส.ส.ณัฐพลเห็นด้วยแต่ชี้ต้องแก้ปัญหาอุปสรรค เช่น ฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่ ที่ทำให้เที่ยวไม่ได้ทั้งปี ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวควบคู่แก้ปัญหา เช่น ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปะ วัฒนธรรม อาหารไทย สปา สินค้า GI

นโยบายที่ 2: ประกันภัยนักท่องเที่ยวภาคบังคับ สนับสนุนแต่ตั้งคำถามเรื่องค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท ต้องชี้แจงชัดว่าจะใช้เงินอย่างไรเพราะกระทบภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

  • นโยบายที่ 3: จัดการทุนนอมินีและทบทวน Free Visa – เกือบ 3 ปีไม่เพิ่มนักท่องเที่ยวแต่เพิ่มธุรกิจนอมินี ต้องแก้ พ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าว กำหนดนิยามนอมินีชัดเจน เพิ่มโทษ บังคับใช้จริงจัง
  • นโยบายที่ 4: พัฒนาเชิงกายภาพ – จำเป็นแต่เหมือนนโยบายเก่า งบไม่พอลงท้องถิ่น ควรกระจายงบจริงจัง เน้นโครงสร้างไม่ใช่อีเวนต์ ป้องกันทุจริต
  • นโยบายที่ 5: มาตรการการเงิน – ต้องการมาตรการเจาะจงผู้ประกอบการท่องเที่ยว เช่น รถทัวร์ แท็กซี่ ที่เดือดร้อนจากราคาน้ำมัน ดีกว่าโครงการคนละครึ่ง

ด้านกฎหมาย: พ.ร.บ.แพลตฟอร์มดิจิทัลและโรงแรม หวังรัฐบาลใจแข็งไม่ให้ทุนใหญ่ขวาง ส่วนควบรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม ควรตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาร่วมกัน

ข้อเสนอแนะเพื่อท่องเที่ยวยั่งยืน

ส.ส.ณัฐพลเสนอปฏิรูประบบงบปี 2570 กระจายสู่ท้องถิ่น ใส่ใจทุกก้อนงบ งบท่องเที่ยวลงถูกจุด ไม่ปล่อยทุจริตหรือมุ้งใหญ่กินรวบ กระทรวงท่องเที่ยวทั้งหมดอยู่ภูมิใจไทย ถ้ายังล้มเหลว นโยบายพลัสๆ จะกลายเป็นไมนัส

“สส.ณัฐพล” อัดนโยบายท่องเที่ยวทุ่มแต่จัดงานอีเวนต์ ใช้งบฯ ไม่ตรงจุด ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงระบบที่ต้องแก้ไขด่วน เพื่อให้ไทยกลับมาเป็นจุดหมายท่องเที่ยวน่าไปซ้ำ

นโยบายท่องเที่ยวที่แท้จริงต้องเน้นพัฒนาท้องถิ่น แก้ปัญหาจริง และกระจายรายได้ให้ยั่งยืน คุณคิดว่านโยบายนี้จะปรับปรุงได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการอภิปราย!

ที่มา – “สส.ณัฐพล” อัดนโยบายท่องเที่ยวทุ่มแต่จัดงานอีเวนต์ ใช้งบฯ ไม่ตรงจุด

DBD งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ ดีเดย์ 1 เม.ย.

DBD งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ เริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป! หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือกำลังคิดจะจดทะเบียนบริษัทใหม่ โดยเฉพาะที่มีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง บทความนี้มีข้อมูลสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหานอมินี ซึ่งเป็นการใช้คนไทยเป็นหุ่นเชิดให้ทุนต่างชาติแสวงหาผลประโยชน์จากธุรกิจที่กฎหมายห้ามหรือต้องขออนุญาต

DBD งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ เริ่ม 1 เม.ย. นี้

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงมาตรการใหม่ที่ยกระดับการตรวจสอบ โดยกำหนดให้หุ้นส่วน ผู้จัดการ หรือกรรมการที่ลงชื่อจดทะเบียนนิติบุคคล ต้องเซ็นหนังสือรับรองว่า ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนทุกคนได้ลงทุนและชำระเงินจริง รวมถึงไม่ได้ช่วยเหลือหรือสนับสนุนคนต่างด้าวในลักษณะนอมินีตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรการนี้ปิดช่องโหว่ที่ผ่านมา แม้ก่อนหน้านี้ DBD จะลดการจดทะเบียนกลุ่มเสี่ยงลง 65% ด้วยการตรวจหลักฐานการเงิน แต่ยังมีผู้หลบเลี่ยง

นอกจากนี้ DBD จะส่งรายชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลที่เสี่ยงสูงไปให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางตรวจสอบต่อ หากพบการให้ข้อมูลเท็จ จะเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 โทษหนักจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีร้ายแรงอาจจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับ 60,000 บาท

นอมินีคืออะไร และทำไม DBD ต้องงัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ

นอมินี (Nominee) คือการที่คนไทยยอมให้ชื่อตัวเองเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ แต่จริงๆ แล้วทุนต่างชาติเป็นเจ้าของหลัก เพื่อเลี่ยงกฎหมายที่ห้ามต่างชาติทำธุรกิจบางประเภท เช่น อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รีสอร์ต หรือค้าปลีกบางอย่าง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้คนไทยเสียโอกาสและเกิดการแข่งข้องไม่เป็นธรรม

ปิดช่องโหว่เก่า มาตรการใหม่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ หากบริษัทมีต่างชาติถือหุ้นต่ำกว่า 50% หรือมีกรรมการต่างชาติ DBD จะขอหลักฐานธนาคารยืนยันการโอนเงินลงทุนของคนไทย แต่ผู้กระทำผิดหันไปใช้วิธีอื่น เช่น ใช้เงินกู้หรือโอนย้อนหลัง ทำให้ DBD ต้องเพิ่มหนังสือรับรองนี้เข้าไป ทุกการจดทะเบียนใหม่ต้องปฏิบัติตาม

จับตาเข้ม 5 จังหวัดท่องเที่ยวเสี่ยงสูง

DBD เตือนพิเศษในช่วงก่อนดีเดย์ โดยเร่งตรวจสอบจังหวัดที่มีนอมินีเยอะ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่ทุนต่างชาติมักตั้งบริษัทปลอมเพื่อซื้อที่ดินหรือทำโรงแรม หากพบผิดปกติจะดำเนินคดีเด็ดขาด

  • ชลบุรี: พัทยา บางแสน ธุรกิจรีสอร์ต
  • เชียงใหม่: โซนเมืองเก่า ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
  • สุราษฎร์ธานี: เกาะสมุย ธุรกิจท่องเที่ยว
  • ภูเก็ต: ชายหาดดัง ทุนต่างชาติแสวงหา
  • กระบี่: อ่าวนาง ริมหาด

นอกจากนี้ ธุรกิจที่เสี่ยงนอมินี เช่น การซื้อขายอสังหา ค้าส่งค้าปลีกที่ต้องขออนุญาตต่างด้าว หากคุณทำธุรกิจเหล่านี้ ควรตรวจสอบสถานะตัวเองให้ดี

คำแนะนำสำหรับนักลงทุนไทยและต่างชาติ

สำหรับคนไทย: อย่ายอมเป็นนอมินีเด็ดขาด เพราะเสี่ยงผิดกฎหมายและเสียชื่อเสียง ตรวจสอบคู่หุ้นให้ชัดเจน สำหรับต่างชาติ: ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ขออนุญาตจาก BOI หรือใช้โครงสร้างที่ถูกต้อง มาตรการ DBD งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ จะช่วยให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้น ส่งเสริมเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

สรุปแล้ว มาตรการนี้เป็นสัญญาณดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผลประโยชน์ชาติ หากคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับนอมินีหรือคำถามเกี่ยวกับการจดทะเบียน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย! หรือติดต่อ DBD โดยตรงเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม อย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวธุรกิจล่าสุด

ที่มา – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ ดีเดย์ 1 เม.ย. นี้

เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า

“เอกนิติ” เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายนัดแรก เร่งบูรณาการความร่วมมือ ลุยตรวจเข้มสินค้านำเข้า คุมแพลตฟอร์มออนไลน์ และไล่ตรวจนอมินีเต็มรูปแบบ พร้อมปิดช่องโหว่การค้า รักษาความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทยและความปลอดภัยของผู้บริโภค

เมื่อวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) นัดประชุมหน่วยงานภายใต้ คสธก. ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายธนพล ภู่พันธ์ศรี ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) พร้อมทั้งหัวหน้าส่วนราชการจาก 21 ส่วนราชการ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น เข้าร่วมหารือแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

นายเอกนิติฯ ประธาน คสธก. เปิดเผยว่า “การแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และการป้องปรามธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทน เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานทั้งด้านข้อมูลการบังคับใช้กฎหมาย และการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันต่อสถานการณ์” พร้อมเน้นย้ำว่า การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการร่วมกันวางแนวทางแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทั้งด้านการค้า ความปลอดภัยผู้บริโภค และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อดำเนินการเชิงรุกในการติดตามและเร่งรัดมาตรการในการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สร้างความเป็นธรรมทางการค้า แก้ไขปัญหาและปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทย ให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม ครบถ้วนในทุกมิติ

ที่ผ่านมา ได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดตรวจสอบสินค้านำเข้าทะลัก โดยเพิ่มอัตราเปิดตู้สินค้า FCL จาก 20% เป็น 30%, ตรวจ X-ray แบบ 100% บริเวณด่านเสี่ยงสูง (นครพนม และมุกดาหาร) และดำเนินคดีผู้กระทำผิดกว่า 86,087 คดี นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กรมศุลกากรจะจัดเก็บอากรนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยและ SMEs ที่ต้องแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและป้องกันการนำเข้าสินค้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ ขณะที่การปราบปรามนอมินี ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด 873 ราย และเตรียมให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจเส้นทางการเงินธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินี พร้อมให้ตำรวจและดีเอสไอร่วมดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ ด้านการกำกับแพลตฟอร์มออนไลน์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ออกประกาศให้แพลตฟอร์ม e-Commerce ต้องเปิดเผยข้อมูลผู้ขาย ข้อมูลสินค้า และจัดทำระบบ notice & takedown โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยสินค้าออนไลน์และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดออนไลน์ไทย นอกจากนี้ ยังได้มีการเร่งบูรณาการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ สร้างความเชื่อมั่นทำให้ประเทศคู่ค้า ตลอดจนรักษามาตรฐาน ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของสินค้าไทยในตลาดโลก

นายเอกนิติฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินการภายใต้ คสธก. โดย

(1) จัดทำ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศ พ.ศ. …. เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการในการบริหารจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศเป็นไปด้วยความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

(2) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีอธิบดีกรมศุลกากร และอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานคณะอนุกรรมการร่วม และคณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นประธานคณะอนุกรรมการร่วม เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและบูรณาการการทำงานแบบเชิงรุก

(3) สนับสนุนการตรวจสอบเส้นทางการเงินธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินี โดยได้บูรณาการข้อมูลร่วมระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตลอดจนพัฒนากลไกตรวจสอบผู้ถือหุ้น–เงินทุน–พฤติกรรมเสี่ยง เพื่อป้องกันต่างชาติใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง

นายเอกนิติฯ ย้ำชัดว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับความปลอดภัยสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ การคุ้มครองผู้บริโภค และการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย โดยใช้ทั้งกฎหมาย เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเป็นเครื่องมือหลัก ทั้งนี้ การคุมเข้มนี้ไม่ใช่แค่บังคับใช้กฎหมาย แต่คือการฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศ ปกป้องคนไทยและผู้ประกอบการไทยไม่ให้เสียเปรียบ ปิดช่องโหว่ที่ต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจไทยโดยไม่เป็นธรรม” พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินมาตรการ เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัยผู้บริโภค ความเป็นธรรมทางการค้า และเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า

การประชุม เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า ครั้งแรกนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมาย และการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในธุรกิจต่างๆ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทำไมการ “เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า” ถึงสำคัญ?

การที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี เรียกประชุม คสธก. เพื่อหารือแนวทางการจัดการปัญหาสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมายนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและความเป็นธรรมทางการค้าของประเทศไทย การตรวจเข้มสินค้านำเข้าและสกัดนอมินีเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยและผู้บริโภค นอกจากนี้ การกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ให้มีการเปิดเผยข้อมูลผู้ขายและสินค้ายังช่วยสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจให้กับผู้ซื้อสินค้าออนไลน์อีกด้วย

มาตรการต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว การสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ และยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติอีกด้วย นโยบาย เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า จึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐานและการป้องปรามธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทน ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันต่อสถานการณ์ จะช่วยสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทย

ดังนั้น การ เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสนใจและสนับสนุน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “เอกนิติ” เรียกถก คสธก. นัดแรก ลุยตรวจเข้มสินค้านำเข้า สกัดนอมินีเต็มรูปแบบ

ต่างชาติแห่ลงทุนไทย 2.76 แสนล้าน สกัดนอมินี-บัญชีม้า

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์การลงทุนในประเทศไทยที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่พุ่งสูงขึ้นถึง 2.76 แสนล้านบาท พร้อมมาตรการเข้มงวดเพื่อสกัดนอมินี-บัญชีม้า

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือนตุลาคม 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 7,165 ราย คิดเป็นทุนจดทะเบียนรวม 21,778 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคมปี 2567 ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด, ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร และธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป

ตัวเลขการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มีจำนวน 74,510 ราย ลดลงเล็กน้อย 3.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 แต่ในส่วนของทุนจดทะเบียนตั้งใหม่สะสมตลอด 10 เดือนกลับอยู่ที่ 235,992 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงการลงทุนที่มีมูลค่าสูงขึ้น

กรมพัฒนาธุรกิจฯ เผยต่างชาติแห่ลงทุนไทยพุ่ง 2.76 แสนล้าน ออก 5 มาตรการสกัดนอมินี-บัญชีม้า

ที่น่าจับตามองคือการลงทุนจากต่างชาติในเดือนตุลาคม 2568 ที่มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวน 99 ราย คิดเป็นเงินลงทุนรวม 23,621 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนจากสิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น ตามลำดับ ส่งผลให้ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มีจำนวนนักลงทุนต่างชาติรวม 869 ราย และมีเม็ดเงินลงทุนรวมสูงถึง 276,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ จีน และฮ่องกง

5 มาตรการป้องกันและสกัดนอมินี-บัญชีม้า

เพื่อป้องกันปัญหานอมินี-บัญชีม้า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกมาตรการใหม่ 5 ข้อดังนี้:

  1. ขยายการตรวจสอบบุคคลกลุ่มเสี่ยง (HR-03) โดยตรวจสอบรายชื่อที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆ กว่า 9 หมื่นราย พบผู้เข้าข่ายเสี่ยง 40 ราย
  2. บูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถานะทางการเงิน โดยขอความร่วมมือจากกระทรวงการคลังในการตรวจสอบรายชื่อผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13.4 ล้านคน เพื่อป้องกันการนำชื่อบุคคลเหล่านี้ไปใช้ในการจดทะเบียนบริษัทโดยมิชอบ
  3. พัฒนาระบบตรวจจับพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยง โดยเน้นการตรวจสอบรายละเอียดส่วนบุคคลและที่ตั้งสำนักงาน เพื่อป้องกันการใช้ที่อยู่เดียวกันในการจดทะเบียนหลายบริษัท
  4. ปรับปรุงระเบียบ/คำสั่ง โดยกำหนดให้ผู้รับจ้างและผู้รับรองลายมือชื่อในการจดทะเบียนบริษัทต้องมาแสดงตนและลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่
  5. ระงับสิทธิผู้ใช้งานระบบจดทะเบียนที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขและข้อตกลง โดยจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดและถอดใบอนุญาตประกอบธุรกิจ

มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและป้องกันการใช้นอมินี-บัญชีม้า ในการจดทะเบียนธุรกิจ ซึ่งจะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ มาตรการบางส่วนสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที ในขณะที่บางส่วนยังต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและประชาชนทั่วไปก่อน โดยคาดว่าจะสามารถบังคับใช้มาตรการทั้งหมดได้ก่อนปีใหม่ 2569

การลงทุนจากต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อศักยภาพของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม การมีมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันปัญหานอมินี-บัญชีม้า เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนอย่างยั่งยืน

ที่มา – กรมพัฒนาธุรกิจฯ เผยต่างชาติแห่ลงทุนไทยพุ่ง 2.76 แสนล้าน ออก 5 มาตรการสกัดนอมินี-บัญชีม้า

บิ๊กราญลุย! ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

บิ๊กราญ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี ประชุมด่วน สั่งการ 8 ข้อ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างด้าวทุกสัญชาติ ประกอบกิจการผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เดินทางไปประชุมติดตามการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดของบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อประกอบกิจการหรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น.

บิ๊กราญ ลงสุราษฎร์ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

โดยมี นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8, พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พ.ต.อ.นฤวัต พุทธวิโร ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง, ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้แทนองค์การภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะพะงัน ร่วมประชุม โดยได้รับฟังสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และร่วมหารือกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ณ ห้องประชุม ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สำราญฯ มีข้อสั่งการ ดังนี้

  1. ในกลุ่มปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ให้หน่วยงานตำรวจบูรณาการกำลังหน่วยที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบบุคคลและสถานที่เสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งกรณีมีการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายทุกกรณี และเพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมายจราจร
  2. ในส่วนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด นำเอาโมเดลของ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.สุราษฎร์ธานี ไปปรับใช้ โดยดำเนินการตรวจสอบคนต่างด้าวในพื้นที่ให้เป็นในลักษณะป้องกันก่อนเกิดเหตุ ก่อนที่ประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน โดยให้คำนึงถึงความสมดุลระหว่างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ และความมั่นคง
  3. ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด จัดทำข้อมูลท้องถิ่น (IPB) ของบุคคลต่างด้าว ไม่จำกัดเฉพาะสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง เพื่อป้องกันการก่อปัญหาความเดือดร้อนของคนต่างชาติทุกสัญชาติ
  4. ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด เสนอผู้ว่าราชการจังหวัด จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) การท่องเที่ยว เพื่อบูรณาการกำลังหน่วยงานภาครัฐและส่วนราชการในพื้นที่ ในการควบคุมการกระทำความผิดต่าง ๆ ของบุคคลต่างด้าว ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ป้องกันและอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลต่างด้าว
  5. กรณีสถานที่ใดมีลักษณะปิด ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ แล้วประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ
  6. ให้ทุกหน่วย ได้แก่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด, ตำรวจท่องเที่ยว และสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน ร่วมบูรณาการกำลังในการตรวจพื้นที่รับผิดชอบ โดยให้มีแผนการตรวจที่มีลักษณะเหลื่อมเวลากัน เพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ
  7. ให้ทุกส่วนราชการบังคับใช้กฎหมายในความรับผิดชอบโดยเคร่งครัด ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นบุคคลสัญชาติใดหรือศาสนาใด
  8. ให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานีช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
บิ๊กราญ ลงสุราษฎร์ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวได้ขับเคลื่อนตามนโยบายและความห่วงใยของนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้บรรยากาศของการท่องเที่ยวเป็นไปด้วยดี ส่งผลดีกับนักท่องเที่ยวทุกชาติที่เดินทางมาในประเทศไทย ตลอดจนการสร้างความมั่นใจของผู้ประกอบการสถานประกอบการชาวไทย ในการให้บริการนักท่องเที่ยวได้อย่างดี.

บิ๊กราญ ลงสุราษฎร์ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

ประเด็นร้อนแรงที่กำลังเป็นที่จับตามองในขณะนี้คือการที่ บิ๊กราญ ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี พร้อมยก “ปายโมเดล” เพื่อจัดการปัญหาปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย” การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การตรวจตรา แต่เป็นการวางแผนและสั่งการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่

ทำไมต้อง “ปายโมเดล” ในการ ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็น “ปายโมเดล” โมเดลนี้มีชื่อเสียงในการจัดการปัญหาที่คล้ายคลึงกันในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งประสบความสำเร็จในการจัดระเบียบและควบคุมกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ การนำโมเดลนี้มาปรับใช้ในเกาะพะงันและสมุยจึงเป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานาน

การประชุมที่สุราษฎร์ธานีมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ข้อสั่งการทั้ง 8 ข้อของ พล.ต.อ.สำราญฯ ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การจัดทำข้อมูลบุคคลต่างด้าว ไปจนถึงการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

เป้าหมายหลักของการดำเนินการครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย” เพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความมั่นคงของประเทศ การสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมและการส่งเสริมการท่องเที่ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการไทย ทำให้การท่องเที่ยวในเกาะพะงันและสมุยเป็นไปอย่างยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย” ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือของทุกฝ่าย เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกาะสวรรค์แห่งนี้กลับมาสวยงามและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – บิ๊กราญ ลงสุราษฎร์ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย “เกาะพะงัน-สมุย”

กรมพัฒนาฯ ตั้งกองปราบธุรกิจผิดกฎหมาย กวาดล้างนอมินี

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตั้ง “กองปราบธุรกิจผิดกฎหมาย” กวาดล้างนอมินี-บัญชีม้า ให้สิ้นซาก

ในยุคที่ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว การประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมายกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ โดยเฉพาะการใช้คนไทยเป็นนอมินีหรือการเปิดบัญชีม้าเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ประกาศตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อรับมือกับปัญหานี้โดยตรง นั่นคือ “กองปราบธุรกิจผิดกฎหมาย” ซึ่งจะช่วยกวาดล้างปัญหาเหล่านี้ให้สิ้นซาก มาดูรายละเอียดกันว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อภาคธุรกิจและสังคมไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตั้ง “กองปราบธุรกิจผิดกฎหมาย” กวาดล้างนอมินี-บัญชีม้า ให้สิ้นซาก

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เพื่อปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กรมได้จัดตั้งกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย โดยมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการตรวจสอบและป้องกันการฝ่าฝืนกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

ที่สำคัญคือ การแต่งตั้ง “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย” โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นประธาน ในที่ประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ได้กำหนดกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ชัดเจน เพื่อจัดการกับธุรกิจที่หลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมายโดยตรง

โครงสร้างคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ

เพื่อให้การทำงานครอบคลุมทุกมิติ คณะกรรมการได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหลายชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านการป้องกันการจดทะเบียนธุรกิจ คณะอนุกรรมการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ คณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบบัญชีธุรกิจ และคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย แต่ละชุดจะรับผิดชอบภารกิจเฉพาะด้าน โดยจะกำหนดแนวทาง วิธีการตรวจสอบ และมาตรการป้องกัน-ปราบปรามต่อไป หากพบความผิด จะประสานงานกับหน่วยงานอื่นเพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ปัญหาธุรกิจผิดกฎหมายในปัจจุบันยังคงรุนแรง แม้ภาครัฐจะปราบปรามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนิติบุคคลที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีสำหรับบุคคลต่างด้าว หรือนิติบุคคลที่เปิดบัญชีม้ากับธนาคารเพื่อหลอกลวงประชาชน สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อประชาชน สังคม เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

การตั้ง “กองปราบธุรกิจผิดกฎหมาย” ครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม

แผนตรวจสอบนอมินีในปี 2568

ในปี 2568 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้วางแผนตรวจสอบนอมินีอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้น 6 กลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงจากการที่ต่างชาติใช้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่อเลี่ยง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กลุ่มธุรกิจเหล่านี้มีสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติ 0.01-49.99% และครอบคลุมถึง 46,918 ราย รวมถึงธุรกิจที่ได้รับเบาะแสจากประชาชน

  • ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก
  • ธุรกิจค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
  • ธุรกิจ e-Commerce ขนส่ง และคลังสินค้า
  • ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต
  • ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร
  • ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป

การตรวจสอบครั้งนี้จะช่วยป้องกันการบุกรุกธุรกิจของคนไทย และรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ การปราบปรามบัญชีม้าก็เป็นส่วนสำคัญ โดยจะตรวจสอบนิติบุคคลที่จัดตั้งเพื่อวัตถุประสงค์ผิดกฎหมาย เช่น ใช้หลอกลวงทางการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบธนาคาร

จากประสบการณ์ในอดีต การจับกุมผู้กระทำผิดจำนวนมากยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งปัญหาได้ ดังนั้น การบูรณาการแบบใหม่นี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่คาดว่าจะลดปัญหาลงอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับผู้ประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถมั่นใจได้ว่าการดำเนินงานจะโปร่งใสและยุติธรรมมากขึ้น หากคุณพบเบาะแสธุรกิจผิดกฎหมาย สามารถแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ทันที เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมธุรกิจที่ดี

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO และธุรกิจ การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงป้องกันความเสี่ยง แต่ยังเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ สุดท้ายแล้ว การปราบปรามที่เข้มแข็งจะนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารธุรกิจล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตั้ง “กองปราบธุรกิจผิดกฎหมาย” กวาดล้างนอมินี-บัญชีม้า ให้สิ้นซาก

พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. ย้ำขอเป็นฝ่ายค้าน

พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. ย้ำตามเงื่อนไขที่แถลงไว้ก่อนหน้า ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป พรรคประชาชนปฏิเสธข่าวลือเรื่องการถูกพรรคภูมิใจไทยเสนอดีลเก้าอี้รัฐมนตรี 8 ตำแหน่ง โดยยืนยันว่ายังคงยึดมั่นในเงื่อนไขที่ได้แถลงไว้ก่อนหน้านี้ คือ สนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่พร้อมยุบสภาภายใน 4 เดือน และแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมากล่าวถึงกระแสข่าวเรื่องดีลลับระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่าพรรคประชาชนขอปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง และข่าวดังกล่าวไม่มีหลักฐานใดๆ สนับสนุน

“มีดีลสำคัญระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน เรื่องโควตารัฐมนตรี 8 ตำแหน่ง โดยมีความเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีทั้ง 8 เก้าอี้ จะใช้นอมินีเข้ามานั่งแทน” นายกรุณพลกล่าว พรรคประชาชนยืนยันชัดเจนตามแถลงการณ์ ว่าพรรคประชาชนพร้อมผ่าทางตันทางการเมืองผ่านกระบวนการรัฐสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว โดยจะพิจารณาเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้เท่านั้น เป็นอย่างต่ำ

เงื่อนไขสำคัญที่พรรคประชาชนยึดมั่น

  • นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนนับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง สส.
  • ครม. ชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว และไม่เกินการจัดพร้อมกับวันเลือกตั้ง สส.
  • พรรคประชาชนยืนยันทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี

จากเงื่อนไขข้อ 3 ที่ระบุไว้ชัดเจน พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. อย่างแน่นอน และจะไม่มีส่วนในการส่งบุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรค หรือตัวแทนพรรค เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ดังนั้น กระแสข่าวที่ถูกปล่อยออกมานั้นจึงไม่เป็นความจริง

พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต.

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นอย่างมาก การที่พรรคประชาชนตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมรัฐบาลนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

เหตุผลที่พรรคประชาชนยืนยันขอเป็นฝ่ายค้าน

การที่พรรคประชาชนเลือกที่จะเป็นฝ่ายค้าน ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะไม่ให้ความร่วมมือในการพัฒนาประเทศ แต่พรรคเชื่อว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศมากกว่า

มุมมองต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน

สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พรรคประชาชนมองว่าการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งสำคัญ และพรรคพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

ดังนั้น พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. และยืนยันที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไปอย่างเข้มแข็ง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ที่มา – พรรคประชาชน ปัดได้ดีล 8 เก้าอี้ รมต. ย้ำตามเงื่อนไขที่แถลง ขอเป็นฝ่ายค้าน

Scroll to top