นักการเมือง

สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงให้ความสนใจกับทิศทางการเมืองไทยกันอยู่ไม่น้อย ล่าสุดทางพรรคประชาธิปัตย์ได้เดินหน้า สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16 ซึ่งถือเป็นโครงการบ่มเพาะเยาวชนที่มีศักยภาพ โดยได้รับเกียรติจาก นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคฯ มาเป็นผู้เปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษที่สะท้อนมุมมองต่อสังคมไทยไว้อย่างน่าสนใจ

สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16 ย้ำการเมืองอยู่ที่คน

ในงานนี้ นายชวน หลีกภัย ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการเมืองไทย โดยชี้ชัดว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากระบอบการปกครองที่ล้มเหลว แต่เกิดจาก “พฤติกรรมของตัวบุคคล” หรือผู้บริหารประเทศที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญให้กับน้องๆ เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16 ในครั้งนี้ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักนิติธรรม

ถอดบทเรียนจากผู้นำรุ่นใหญ่สู่เถ้าแก่รุ่นใหม่

นอกจากแง่มุมการเมืองแล้ว โครงการนี้ยังจัดเต็มด้วยวิทยากรระดับแถวหน้าของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือระดับผู้บริหารเทคคอมพานีรุ่นใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนได้เปิดโลกทัศน์ในหลากหลายมิติ ทั้งนี้ หัวข้อที่น่าสนใจที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงประกอบด้วย:

  • การใช้กฎหมายให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียม
  • จริยธรรมของนักการเมืองและข้าราชการไทย
  • การวิเคราะห์ปัญหาธุรกิจการเมืองในยุคปัจจุบัน
  • ทักษะการแก้ปัญหาเชิงนโยบายผ่านประสบการณ์จริง

นายชวนยังได้ฝากข้อคิดที่เฉียบคมสำหรับใครที่อยากเติบโตเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการว่า “ความซื่อสัตย์สุจริตคือเกราะคุ้มกันที่ยั่งยืนที่สุด” แม้เส้นทางสายนี้จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่หากยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ถูกต้อง เราก็จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างามท่ามกลางกระแสการเมืองที่เปลี่ยนแปลง

สำหรับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน นายชวนยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นการตรวจสอบคดีต่างๆ ที่สังคมกำลังให้ความสนใจ โดยมองว่ากระบวนการศาลจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์ความจริงผ่านการเรียกพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นจุดที่ย้ำเตือนว่าไม่ว่าใครก็อยู่เหนือกฎหมายไปไม่ได้ นี่คือหัวใจสำคัญที่ผู้เข้าร่วมอบรมควรนำไปเป็นบทเรียน

สุดท้ายนี้ การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่การสอนทฤษฎี แต่คือการสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการดีๆ แบบนี้ เพราะการเมืองไทยจะน่าอยู่ขึ้นได้ เริ่มต้นจากการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพครับ

ที่มา – สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16 ชี้ ปัญหาการเมืองเกิดจากคน

นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง

นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อระดับโลกเมื่อนายเยนส์ ชปาห์น นักการเมืองแถวหน้าของเยอรมนี ตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานวิปรัฐบาลอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความตกใจให้กับแวดวงการเมืองเยอรมัน แต่ยังกลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญเกี่ยวกับคำว่า ‘ความน่าเชื่อถือ’ ของนักการเมือง เมื่อเขาตัดสินใจมีบุตรร่วมกับสามีผ่านวิธีการอุ้มบุญในสหรัฐอเมริกา ทั้งที่ในอดีตตัวเขาเองคือผู้ที่ผลักดันนโยบายต่อต้านการอุ้มบุญอย่างแข็งกร้าว

จุดเริ่มต้นของดราม่าทางการเมือง

ปัญหาสำคัญคือ นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง ครั้งนี้สะท้อนชัดถึงความย้อนแย้งที่สังคมไม่ยอมรับ ชปาห์นเคยเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การอุ้มบุญเป็นสิ่งผิดกฎหมายในเยอรมนี โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2558 ว่า การอุ้มบุญเป็นสิ่งที่ขัดต่อศีลธรรมและยากที่จะยอมรับได้ในมุมมองของเขา การที่เขากลับลำมาเลือกใช้วิธีนี้เสียเองจึงถูกมองว่าเป็นการ ‘ปากว่าตาขยับ’ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคคริสเตียนเดโมแครต (CDU) เป็นวงกว้าง

หากเราวิเคราะห์ถึงความรับผิดชอบทางการเมือง กรณีของนายชปาห์นถือว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ผลกระทบต่อพรรคการเมือง: พรรค CDU เพิ่งมีการรับรองมติห้ามการอุ้มบุญเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้ตำแหน่งของชปาห์นกลายเป็นจุดอ่อนที่ฝ่ายตรงข้ามนำมาใช้โจมตี
  • ความย้อนแย้งส่วนตัว: แม้กฎหมายเยอรมันจะอนุญาตให้เลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากการอุ้มบุญในต่างประเทศได้ แต่ในฐานะผู้นำ การกระทำของเขาขัดกับนโยบายที่เขาเพิ่งสนับสนุน
  • ความกดดันทางสังคม: เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดุดันทำให้เขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสง่างามอีกต่อไป

ท้ายที่สุด การตัดสินใจลาออกของเขาเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ มองว่า ‘หลีกเลี่ยงไม่ได้’ เพราะในโลกของการเมือง ความน่าเชื่อถือคือกุญแจสำคัญที่สุด เมื่อใดที่การกระทำไม่ตรงกับหลักการที่ประกาศไว้ ความศรัทธาจากประชาชนย่อมสั่นคลอน ปรากฏการณ์ นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง จึงไม่ใช่แค่ข่าวซุบซิบ แต่คือการสะท้อนถึงมาตรฐานทางจริยธรรมที่สังคมคาดหวังจากตัวแทนของพวกเขา ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรืออยู่ในบริบทใด การรักษาคำพูดและการยืนหยัดในหลักการยังคงเป็นสิ่งที่สังคมให้ค่าเสมอ

ที่มา – นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง

นายกฯ เผยโกงสอบท้องถิ่นสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วหลายคน นักการเมืองเอี่ยวโดนหนักหลายเท่า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและข้าราชการไทย เมื่อล่าสุด นายกฯ เผยโกงสอบท้องถิ่นสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วหลายคน นักการเมืองเอี่ยวโดนหนักหลายเท่า โดยเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในการตรวจสอบกระบวนการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นที่พบความไม่ชอบมาพากลอย่างหนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอย่างมาก

นายกฯ เผยโกงสอบท้องถิ่นสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วหลายคน นักการเมืองเอี่ยวโดนหนักหลายเท่า

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกวาดล้างคอร์รัปชันในระบบราชการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงชัดเจนหลังตรวจเยี่ยมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางว่า จะไม่มีการละเว้นผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม โดยเฉพาะกรณีที่พบหลักฐานเกี่ยวกับการบิดเบือนผลสอบและเครือข่ายทุจริตที่มีการวางแผนเป็นขบวนการอุกอาจ

มาตรการเด็ดขาดจากรัฐบาล

จากการติดตามความคืบหน้าของคดี นายกฯ ได้สั่งการให้เร่งรัดกระบวนการสืบสวนสอบสวนโดยเร็วที่สุด พร้อมระบุว่าในระหว่างนี้ได้สั่งให้ข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วหลายราย เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม ทั้งนี้ นายกฯ ยังได้ชี้แจงประเด็นที่หลายคนสงสัย ดังนี้:

  • การขยายผลคดี: เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด โดยเชื่อว่าการทุจริตครั้งนี้เป็นปมปัญหาใหญ่ที่สั่งสมมานาน
  • การทบทวนกฎหมาย: อาจมีการพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างให้ทุจริตได้อีก
  • บทลงโทษนักการเมือง: สำหรับนักการเมืองหรือผู้มีสถานะพิเศษที่มีส่วนรู้เห็น จะต้องได้รับโทษหนักเป็น 2-3 เท่าตามกฎหมายกำหนด

รัฐบาลยืนยันว่าไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยนายกฯ เตรียมเข้าเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ในวันที่ 23 ก.ค. นี้ เพื่อหาทางออกที่ยุติธรรมที่สุดสำหรับผู้สมัครสอบที่ตั้งใจจริง แต่ได้รับผลกระทบจากความไม่โปร่งใสของขบวนการเหล่านี้

การจัดการปัญหาการทุจริตสอบในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำเพื่อรักษาความยุติธรรมให้กับผู้สมัคร แต่ยังเป็นการกู้คืนความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อระบบราชการไทย การที่ นายกฯ เผยโกงสอบท้องถิ่นสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วหลายคน นักการเมืองเอี่ยวโดนหนักหลายเท่า จึงถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่สู่ผู้ที่คิดจะแสวงหาผลประโยชน์บนความฝันของผู้อื่นว่า กฎหมายบ้านเมืองยังมีเขี้ยวเล็บเสมอ

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือผลการประชุมในสัปดาห์หน้า ว่าการตัดสินใจเพิกถอนหรือยกเลิกการบรรจุจะเป็นอย่างไร และใครบ้างที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในฐานะผู้ถูกกล่าวหา เรามาร่วมจับตาดูกันต่อไปว่า ความโปร่งใสในระบบสอบท้องถิ่นจะกลับมาได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – นายกฯ เผยโกงสอบท้องถิ่นสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วหลายคน นักการเมืองเอี่ยวโดนหนักหลายเท่า

“รุทธพล” ย้ำเปิดชื่อ “ภาวุธ” สส.ปชน. เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง

“รุทธพล” ย้ำเปิดชื่อ “ภาวุธ” สส.ปชน. เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที หลังจากที่มีรายงานข่าวถึงความคืบหน้าของคดี Forex-3D ซึ่งมีการพาดพิงถึงบุคคลสำคัญในสภา ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้ว “รุทธพล” ย้ำเปิดชื่อ “ภาวุธ” สส.ปชน. เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง หรือเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อหวังผลบางอย่างกันแน่

เบื้องลึกการเปิดเผยข้อมูล: “รุทธพล” ย้ำเปิดชื่อ “ภาวุธ” สส.ปชน. เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเปิดชื่อ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ มิใช่การจงใจกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองแต่อย่างใด

ทางด้าน พล.ต.ท.รุทธพล ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า การที่ชื่อของ นายภาวุธ เข้าไปเกี่ยวข้องกับ “รุทธพล” ย้ำเปิดชื่อ “ภาวุธ” สส.ปชน. เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง นั้น เป็นเพียงการทำงานตามห้วงเวลาปกติของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครหรือสังกัดพรรคการเมืองใดก็ตาม

  • การสอบสวนดำเนินไปตามขั้นตอนของ DSI
  • ยังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการในขณะนี้
  • รัฐมนตรียืนยันไม่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของพรรคประชาชนที่ต้องออกมาชี้แจงต่อประชาชนให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของพรรค โดยทางพรรคประชาชนเองมองว่าการเปิดเผยข้อมูลชื่อของ สส. ก่อนที่จะรู้ผลสอบสวนแน่ชัด อาจมีนัยยะบางอย่างที่ดูเหมือนการพยายามทำให้เสียชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การทำงานของหน่วยงานยุติธรรมควรเน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือสังคมที่รอฟังความจริง หากคดีนี้สามารถสรุปได้อย่างกระจ่าง ก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นไร้อคติจริงๆ

หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียของเรา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในฐานะพลเมืองที่ใส่ใจเรื่องการเมืองและกระบวนการยุติธรรมครับ

ที่มา – “รุทธพล” ย้ำเปิดชื่อ “ภาวุธ” สส.ปชน. เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง

เจาะลึก แถลงคดี Forex เถื่อน ยึดทรัพย์มหาศาล พบเส้นเงินโยง ภาวุธ-ฟิล์ม

เจาะลึก แถลงคดี Forex เถื่อน ยึดทรัพย์มหาศาล พบเส้นเงินโยง ภาวุธ-ฟิล์ม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อ เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าครั้งสำคัญผ่านการ แถลงคดี Forex เถื่อน ยึดทรัพย์มหาศาล พบเส้นเงินโยง “ภาวุธ-ฟิล์ม” ย้ำยังไม่ใช่ผู้ต้องหา โดยปฏิบัติการกวาดล้างครั้งนี้ถือเป็นการทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ระดับประเทศที่มีความเสียหายมูลค่ามหาศาล กระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เบื้องหลังการเปิดโปงขบวนการ Forex เถื่อน

จากการสืบสวนเชิงลึกกว่า 6 เดือน เจ้าหน้าที่พบว่าเครือข่ายนี้ทำงานอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งโครงสร้างออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ กลุ่มโบรกเกอร์เถื่อนที่ใช้ชื่ออ้างอิงความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศ กลุ่มนายหน้าหรือ IB ที่คอยสร้างภาพลักษณ์ความรวยผ่านโซเชียล และกลุ่ม Payment Gateway ที่ทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงเงินจากการหลอกลวงไปฟอกผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล การ แถลงคดี Forex เถื่อน ยึดทรัพย์มหาศาล พบเส้นเงินโยง “ภาวุธ-ฟิล์ม” ย้ำยังไม่ใช่ผู้ต้องหา ทำให้สังคมต่างจับตามอง เนื่องจากมีการตรวจพบเส้นทางการเงินไหลเข้าบัญชีของบุคคลมีชื่อเสียงจำนวนมากในคราวเดียว

รายละเอียดที่น่าสนใจจากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. พรรคประชาชน จำนวนหลายครั้ง รวมมูลค่ากว่า 28 ล้านบาท ขณะที่นักแสดงหนุ่ม ฟิล์ม รัฐภูมิ ก็มีรายชื่อปรากฏในฐานะผู้ให้คำปรึกษาแก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มโบรกเกอร์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทั้งสองยังคงเป็นเพียงผู้ที่ถูกตรวจสอบและยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา โดยทาง DSI พร้อมเปิดพื้นที่ให้ชี้แจงเพื่อความเป็นธรรม

  • ของกลางที่ยึดได้: รถยนต์หรู, ทองคำน้ำหนักมหาศาล, เงินสด และอุปกรณ์เทคโนโลยีมูลค่ารวมหลายร้อยล้านบาท
  • สถานะคดี: กำลังอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มมิจฉาชีพที่แท้จริง
  • คำเตือนจากเจ้าหน้าที่: ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นหรือค่าเงินที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง

ท้ายที่สุด การดำเนินการ แถลงคดี Forex เถื่อน ยึดทรัพย์มหาศาล พบเส้นเงินโยง “ภาวุธ-ฟิล์ม” ย้ำยังไม่ใช่ผู้ต้องหา ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่สำหรับนักลงทุนออนไลน์ เพราะโลกของการลงทุนในยุคดิจิทัลเต็มไปด้วยกับดักที่แยบยล หากคุณกำลังเล็งจะลงทุนในแพลตฟอร์มใดๆ ควรเช็คใบอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐให้ชัดเจนก่อนจะโอนเงิน เพราะหากสูญเสียไปแล้ว การตามคืนนั้นทำได้ยากยิ่งและต้องใช้เวลานานมากครับ

ที่มา – แถลงคดี Forex เถื่อน ยึดทรัพย์มหาศาล พบเส้นเงินโยง “ภาวุธ-ฟิล์ม” ย้ำยังไม่ใช่ผู้ต้องหา

อนุทิน ชี้ปมคดี Forex เป็นเรื่อง จนท.จัดการ ลั่นไปไล่จับเองไม่ได้ เดี๋ยวถูกผูกการเมือง

อนุทิน ชี้ปมคดี Forex เป็นเรื่อง จนท.จัดการ ลั่นไปไล่จับเองไม่ได้ เดี๋ยวถูกผูกการเมือง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่กระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ออกมาเตรียมแถลงความคืบหน้าของคดีแชร์ลูกโซ่ Forex ที่มีชื่อไปพัวพันกับคนในแวดวงการเมืองและคนในวงการบันเทิงไทย ซึ่งล่าสุด อนุทิน ชี้ปมคดี Forex เป็นเรื่อง จนท.จัดการ ลั่นไปไล่จับเองไม่ได้ เดี๋ยวถูกผูกการเมือง โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ด้วยท่าทีที่ชัดเจนและเป็นกันเองตามสไตล์

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีดังกล่าว โดยยืนยันว่าการดำเนินการต่างๆ เป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง DSI ซึ่งมีกระบวนการและขั้นตอนทางกฎหมายบังคับใช้อยู่แล้ว

ทำไมนายกฯ ถึงไม่ลงไปลุยเองในคดี Forex

หลายคนอาจเกิดข้อสงสัยว่า ทำไมนายกฯ ถึงไม่ลงมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองให้รวดเร็วทันใจ แต่จากปากคำของท่านนายกฯ ที่กล่าวว่า อนุทิน ชี้ปมคดี Forex เป็นเรื่อง จนท.จัดการ ลั่นไปไล่จับเองไม่ได้ เดี๋ยวถูกผูกการเมือง นั้นถือเป็นเหตุผลที่สะท้อนถึงการทำงานที่รักษาระยะห่างเพื่อความเป็นธรรมอย่างชัดเจน โดยท่านให้เหตุผลหลักๆ ดังนี้:

  • การแยกหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการก้าวก่ายอำนาจการสอบสวน
  • ป้องกันการถูกกล่าวหาว่านำประเด็นคดีไปโยงเข้ากับเรื่องการเมืองเพื่อกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม
  • เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานอย่าง DSI ที่มีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันและปราบปราม

นายกฯ ได้ย้ำชัดเจนว่า หากนายกรัฐมนตรีลงไปไล่จับผู้ร้ายเองคงดูไม่เหมาะสม และอาจทำให้เรื่องของการทำผิดกฎหมายถูกตีความไปในทางอื่น ซึ่งส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมได้ ดังนั้นการปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจจึงเป็นทางออกที่ถูกต้องและสมควรที่สุดแล้ว

เราทุกคนคงเห็นตรงกันว่า พลังของกระบวนการกฎหมายที่โปร่งใสและตรวจสอบได้คือสิ่งที่ประชาชนต้องการ การที่รัฐบาลเลือกวางตัวให้เป็นกลางโดยไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ในคดี Forex นั้น นับเป็นสัญญาณที่ดีของการใช้อำนาจตามหลักธรรมาภิบาล สุดท้ายแล้วบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร ต้องรอติดตามทางฝั่ง DSI ที่จะมีการแถลงรายละเอียดต่อไปครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ปมคดี Forex เป็นเรื่อง จนท.จัดการ ลั่นไปไล่จับเองไม่ได้ เดี๋ยวถูกผูกการเมือง

“ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อชื่อของ “ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex” หลังจากมีกระแสข่าวหนาหูเกี่ยวกับรายชื่อบุคคลและนักการเมืองที่มีส่วนพัวพันกับธุรกิจสีเทา ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองจากสังคมอย่างมากในขณะนี้

“ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อกระทรวงยุติธรรมและ DSI เตรียมเปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการ Forex ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ โดยมีกระแสในโลกออนไลน์พุ่งเป้ามาที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทำให้เจ้าตัวต้องออกมาเคลื่อนไหวทันทีเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเองและพรรคต้นสังกัด

เปิดใจ “ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex”

ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนและในรายการข่าวชื่อดัง นายภาวุธได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับขบวนการแชร์ลูกโซ่ดังกล่าว โดยระบุว่า:

  • ขอให้รอหมายเรียกหรือหลักฐานที่ชัดเจน หากมีการกล่าวอ้างว่าเป็นตนจริง
  • ยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจประเภท Forex มาก่อน
  • ขอรอดูรายละเอียดการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐก่อนที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม

หลายฝ่ายมองว่าการที่ “ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex” ในครั้งนี้ อาจเป็นกลเกมทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตฝ่ายค้าน เนื่องจากที่ผ่านมานายภาวุธมีบทบาทโดดเด่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลมาโดยตลอด โดยเฉพาะในประเด็นโครงการ TH-AI Passport และการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในสภาฯ

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ รอฟังผลการตรวจสอบจาก DSI อย่างเป็นทางการแทนการปักใจเชื่อกระแสข่าวลือ เพราะในโลกการเมืองที่ดุเดือด ข้อมูลที่ถูกต้องและมีหลักฐานรองรับเท่านั้นที่จะเป็นบทสรุปของเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดครับ

ที่มา – “ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex”

ภคมนแฉดีลฝากเลี้ยง สส. ฝ่ายค้าน แลกค่าตอบแทนหลักล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อ ภคมนแฉดีลฝากเลี้ยง สส. ฝ่ายค้าน ที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูว่ามีการว่าจ้างกันด้วยเม็ดเงินมหาศาล เพื่อใช้เป็นกลไกในการคุมเสียงในสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่จำเป็นต้องย้ายพรรคให้เสียชื่อเสียง แต่ขอแค่ให้ทำตามสั่งเท่านั้น

เบื้องลึก ภคมนแฉดีลฝากเลี้ยง สส. ฝ่ายค้าน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อถึงขบวนการฝากเลี้ยง สส. ซึ่งเป็นการใช้วิธีที่แยบยลกว่าการเป็นงูเห่าแบบเดิมๆ โดยกระบวนการคือ สส. ไม่ต้องลาออกจากพรรคเดิม แต่อยู่เพื่อทำหน้าที่ให้ครบองค์ประชุม หรือโหวตตามสั่งรัฐบาลในวาระสำคัญ โดยแลกกับค่าตอบแทนที่มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาทต่อสมัยประชุมเลยทีเดียว

ทำไม ภคมนแฉดีลฝากเลี้ยง สส. ฝ่ายค้าน ถึงเป็นเรื่องน่ากังวล?

การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของการเมืองไทยที่จ้องแต่จะใช้เงินเพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงของรัฐบาลมากกว่าการสู้กันด้วยนโยบาย ภคมนย้ำชัดเจนว่าเรื่องนี้นักการเมืองรู้กันดีและไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น ซึ่งส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อระบอบประชาธิปไตย ดังนี้:

  • ทำลายอุดมการณ์: เมื่อเงินกลายเป็นใหญ่ คนที่เข้ามาทำงานการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศกลับต้องหวั่นไหวกับยอดเงิน
  • ไร้ความซื่อสัตย์ต่อประชาชน: การรับเงินเพื่อโหวตตามสั่งถือเป็นการทรยศต่อศรัทธาของของผู้เลือกตั้งโดยตรง
  • บิดเบือนกลไกสภา: แทนที่จะถกเถียงด้วยเหตุผล กลับกลายเป็นการคุมเสียงผ่านสินบนเพื่อรักษาองค์ประชุม

นางสาวภคมนยังกล่าวทิ้งท้ายว่า แม้พรรคประชาชนจะมีการกำชับและตรวจสอบภายในอยู่เสมอ แต่หัวใจสำคัญที่สุดอยู่ที่ความซื่อสัตย์ของตัว สส. เอง หากปราศจากกระดูกสันหลังทางการเมือง ไม่ว่ากฎระเบียบใดก็ไม่อาจป้องกันได้ ประชาชนควรเฝ้าดูความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิดและไม่ควรปล่อยให้ระบบการเมืองถูกครอบงำด้วยตัวเลขในบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียว เพราะเงินไม่สามารถซื้อเจตจำนงที่แท้จริงของผู้ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยได้

ท้ายที่สุด การเมืองไทยถึงเวลาหรือยังที่จะก้าวข้ามผ่านการใช้วิธีการแบบดั้งเดิมที่เน้นซื้อตัวและสร้างความเหลื่อมล้ำผ่านเม็ดเงิน? นี่คือบทเรียนราคาแพงที่นักการเมืองทุกฝ่ายต้องตระหนัก เพราะท้ายที่สุดแล้ว ศรัทธาของประชาชนคือสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินหลักล้านอย่างเทียบไม่ได้

ที่มา – “ภคมน” แฉดีลฝากเลี้ยง “สส. ฝ่ายค้าน”แค่โหวตตามสั่ง แลกค่าตอบแทนหลักล้าน

ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย

วันนี้เรามาส่องประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัยกันครับ ท่านนี้คือฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครชั้นใน โดยเฉพาะย่านเยาวราชที่เต็มไปด้วยชุมชนจีนโบราณและการค้าขายคึกคัก พินิจคือลูกหลานตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน

ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย

นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ หรือที่ชาวเยาวราชเรียกติดปากว่า “สก.พินิจ” อายุ 69 ปี เกิดวันที่ 17 สิงหาคม 2499 จบปริญญาตรีบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการบริหารทั่วไป จากมหาวิทยาลัยเกริก ท่านเป็นหลานชายของเสี่ยส่ง กาญจนชูศักดิ์ เจ้าของธุรกิจแป้งมันสำปะหลังตราปลามังกรชื่อดังในย่านเยาวราช ปทุมวัน สัมพันธวงศ์ เสี่ยส่งยังเป็นโปรโมเตอร์มวยดังและผู้จัดการทีมมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย ทำให้ตระกูลนี้เป็นที่เคารพในวงการกีฬาและชุมชน

ตระกูลกาญจนชูศักดิ์: บ้านใหญ่กรุงเทพชั้นใน

ตระกูลกาญจนชูศักดิ์คือตัวอย่างของครอบครัวไทยเชื้อสายจีนที่สร้างตัวจากธุรกิจค้าขายในย่านชุมชนจีน สู่ความสำเร็จในวงการกีฬาและการเมือง ปี 2538 เสี่ยส่งส่งบุตรสาว “อรทัย กาญจนชูศักดิ์” (ฐานะจาโร) ลงสมัคร ส.ส.กทม.เขต 2 พรรคพลังธรรม ได้รับชัยชนะ สร้างชื่อให้ตระกูล

ตามด้วยปี 2541 นายพินิจลงสมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตสัมพันธวงศ์ พรรคประชาธิปัตย์ และชนะเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่อง 5 สมัย! ทำให้ท่านครองใจชาวเขตนี้มานานกว่า 20 ปี ด้วยการคลุกคลีแก้ปัญหาชุมชน เช่น ปัญหาการจราจร ความสะอาด และการค้าขาย

ปี 2544 น้องสาว “น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์” ได้เป็นสก.เขตปทุมวัน พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนขยับไปเป็น ส.ส.กทม.เขตปทุมวัน-สัมพันธวงศ์ พรรคแม่พระธรณีบีบมวยผม 2 สมัย (2550, 2554) แม้บางช่วงจะแข่งกับญาติในพรรคไทยรักไทย แต่ตระกูลนี้ยังคงแข็งแกร่ง

ชัยชนะถล่มทลายในศึกเลือกตั้งล่าสุด

ในการเลือกตั้งสก.ปี 2566 เขตสัมพันธวงศ์ พินิจ กาญจนชูศักดิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ คว้าคะแนน 4,613 เสียง ทิ้งห่างนายจักรกฤช ธนดิตถ์ จากพรรคก้าวไกล (1,672 เสียง) เกือบ 3,000 คะแนน! แสดงถึงฐานเสียงที่เหนียวแน่น แม้กระแสสีส้มจะมาแรง แต่พินิจก็ดับกระแสได้สบาย

ปัจจุบัน น.ส.อรอนงค์ยังเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคในกทม.

ผลงานเด่นในสภากรุงเทพฯ

  • คณะกรรมการสามัญ 2565-ปัจจุบัน: ประธานคณะกรรมการการวัฒนธรรม การท่องเที่ยวและการกีฬา, กรรมการสาธารณสุข, กรรมการปกครองและความสงบ
  • คณะกรรมการวิสามัญ: พิจารณางบประมาณ 2566, ทุนวิจัยแพทย์, ถ่ายโอนกิจการจราจร
  • ปี 2566: รองประธานคณะวิสามัญประมวลจริยธรรมสก., โฆษกสภากรุงเทพฯ, กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์

ผลงานเหล่านี้ช่วยพัฒนาเขตสัมพันธวงศ์ให้เป็นย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่คึกคัก ส่งเสริมวัฒนธรรมจีนและกีฬาในชุมชน

ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย แสดงให้เห็นถึงนักการเมืองท้องถิ่นที่เข้าใจชุมชนจริงๆ จากรากเหง้าธุรกิจและกีฬา สู่การเมืองที่ยั่งยืน ด้วยความทุ่มเท ท่านไม่เพียงรักษาเก้าอี้ได้ แต่ยังพัฒนาพื้นที่ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ในมุมมองผม พินิจคือแบบอย่างของนักการเมืองรุ่นเก่าที่มีฐานะมั่นคงและทำงานจริงจัง หากเลือกตั้งรอบใหม่ ท่านน่าจะยังคงเป็นแชมป์ต่อไป คุณคิดเห็นอย่างไรกับเส้นทางของสก.พินิจ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองกทม.เพิ่มเติมได้เลยครับ!

ที่มา – ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย ฐานเสียงสำคัญพรรคประชาธิปัตย์

Scroll to top