นักการเมือง

ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง

ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทย กลุ่มตัวแทนจากศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดยนายอานนท์ กลิ่นแก้ว ได้บุกยื่นหนังสือถึง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปสิทธิประโยชน์ของนักการเมือง โดยมุ่งเน้นการลดภาระงบประมาณแผ่นดินและคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนผู้เสียภาษี

ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่อาคารรัฐสภา โดยมีมวลชนเข้าร่วมกว่า 20 คน พวกเขาเดินทางมาอย่างเป็นระเบียบเพื่อยื่นข้อเสนอสำคัญ 3 ประเด็นหลัก ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อระบบสิทธิประโยชน์ที่ฟุ่มเฟือยของ ส.ส. และ ส.ว. มานาน

ประเด็นเรียกร้องหลัก 3 ข้อ

  • ยกเลิกเงินบำนาญสมาชิกและอดีตสมาชิกรัฐสภา: นายอานนท์อธิบายว่าตำแหน่งนักการเมืองไม่ใช่ข้าราชการประจำที่ทำงานต่อเนื่องตลอดชีวิต การให้บำนาญจึงเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่งบประมาณแผ่นดินตึงตัว
  • ยกเลิกเอกสิทธิ์คุ้มครอง: เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทำงานได้เท่าเทียม ไม่ให้นักการเมืองใช้เป็นเกราะกำบังในคดีต่างๆ เช่น ม.112 หรือคดีฟอกเงิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในระบบยุติธรรม
  • ลดโควตาผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญ: จาก 8 คนเหลือเพียง 3 คน เพื่อประหยัดงบประมาณแล้วนำไปเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุหรือค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้สังคมได้มากกว่า

ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ต้องการการเมืองที่โปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น ในขณะที่งบประมาณประเทศถูกใช้ไปกับสิทธิประโยชน์นักการเมืองจำนวนมหาศาล การย้ายเงินเหล่านี้ไปสู่สวัสดิการพื้นฐานจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ

หลังจากรับหนังสือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้แสดงจุดยืนชัดเจน โดยระบุว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องเงินบำนาญที่ประชาชนไม่ควรต้องเลี้ยงดูนักการเมืองตลอดชีวิตหลังพ้นตำแหน่งแล้ว “นักการเมืองคือผู้ขันอาสามาดูแลทุกข์สุขประชาชน ไม่ใช่มาหาผลประโยชน์” เขากล่าว พร้อมยืนยันว่าจะนำเรื่องเข้าสภาเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

ความสำคัญของการปฏิรูปสิทธิประโยชน์นักการเมือง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงพลังของประชาชนในการกำกับดูแลการเมือง ปัจจุบัน สิทธิประโยชน์อย่างบำนาญ ส.ส.-ส.ว. สร้างภาระงบประมาณปีละหลายพันล้านบาท หากยกเลิกได้ จะช่วยประหยัดเงินมหาศาลเพื่อนำไปพัฒนาการศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการผู้ด้อยโอกาส นอกจากนี้ การลดเอกสิทธิ์จะช่วยให้คดีนักการเมืองเดินหน้าได้เร็วขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปฏิรูปดังกล่าวจะเป็นมาตรฐานใหม่ให้การเมืองไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น ลดภาพลักษณ์นักการเมืองฟุ่มเฟือย และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน หากประสบความสำเร็จ จะเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคจากฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์ ซึ่งอาจต่อต้าน แต่ด้วยกระแสประชาชนที่แรงกล้า มีโอกาสสูงที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นได้

สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหว ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่ตัวเอง คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง

รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา

ข่าวใหญ่ในวงการศึกษาที่กำลังเป็นกระแส รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดเผยถึงแผนการนี้อย่างชัดเจน โดยไม่สนใจเรื่องสังกัดพรรคการเมือง แต่เน้นที่ฝีมือและความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาเท่านั้น การเคลื่อนไหวนี้นับเป็นสัญญาณบวกสำหรับการปฏิรูปการศึกษาไทยที่ต้องการคนเก่งมาช่วยขับเคลื่อน

รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา

วันที่ 11 เมษายน 2567 นายอัครนันท์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่ชวนนายปารมี ไวจงเจริญ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ครูจวง อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน มาร่วมงานในกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งที่ทั้งคู่รู้จักกันมานานกว่า 10 ปี แม้ครูจวงจะไม่ได้เป็น ส.ส. ในสมัยนี้ และมีแผนกลับไปสอนหนังสือ แต่รมช.ศึกษาฯ มองเห็นศักยภาพของเขาในการช่วยพัฒนาการศึกษา จึงชวนมาร่วมทีมทันที โดยวางตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เหตุผลหลักที่เลือกครูจวง

สิ่งที่น่าสนใจคือ รมช.ศึกษาฯ ย้ำชัดว่า ไม่สนเรื่องสังกัดพรรค ขอแค่เป็นคนเก่ง ทำงานตรงสายการศึกษา ครูจวงมีประวัติการทำงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะการพูดถึงปัญหาการศึกษาและแก้ไขให้ฝ่ายค้านในอดีตได้อย่างตรงจุด ทำให้มั่นใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้จริง ไม่มีดราม่าเรื่องการเมืองมาสะดุด การตัดสินใจนี้ช่วยเปิดประตูให้บุคลากรนอกพรรคร่วมงาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศที่ต้องการความก้าวหน้า

  • รู้จักกันมานานกว่า 10 ปี สนิทสนมส่วนตัว
  • ครูจวงเชี่ยวชาญด้านการศึกษา ตรงสายงาน 100%
  • ไม่ยึดติดพรรคการเมือง เน้นผลงานและฝีมือ
  • ช่วยพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้า ไม่ติดกรอบอุดมการณ์

นัดดินเนอร์เพื่อนเก่าจากพรรคประชาชน

นอกจากนี้ นายอัครนันท์ ยังเผยว่ามีเพื่อนในพรรคประชาชนหลายคน และวันนั้นจะไปดินเนอร์กับนายเพชร กรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน โดยกล่าวว่า “ถ้าวันนี้มองแต่ว่า มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกันแล้วจะคบกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถคบใครได้แล้ว” แสดงถึงทัศนคติที่เปิดกว้าง สามารถทำงานร่วมกันได้แม้ต่างอุดมการณ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งในการสร้างทีมที่หลากหลาย

การชงตั้ง รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา นี้ ไม่ใช่แค่การดึงคนเก่งเข้ามา แต่ยังสะท้อนนโยบายของกระทรวงศึกษาที่ต้องการปฏิรูปอย่างจริงจัง ปัจจุบันการศึกษาไทยเผชิญปัญหามากมาย เช่น คุณภาพครูไม่เพียงพอ การเรียนออนไลน์หลังโควิดที่ยังล้าหลัง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในท้องถิ่น การมีครูจวงที่เคยต่อสู้ในสภาเรื่องนี้มาร่วม จะช่วยเสริมทีมให้แข็งแกร่งขึ้น

จากประสบการณ์ของครูจวงที่เคยเป็นครูและนักกิจกรรมการศึกษา เขามักพูดถึงการเพิ่มงบประมาณการศึกษา การฝึกอบรมครู การลดชั่วโมงเรียนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เด็กมีเวลาพัฒนาทักษะชีวิต ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดนี้ที่เน้นทักษะแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัล AI และ soft skills หากสำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ ดึงคนเก่งไม่จำกัดกรอบพรรค

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงวิจารณ์จากบางฝ่ายว่าอาจมีผลกระทบทางการเมือง แต่รมช.ศึกษาฯ ยืนยันว่าเป็นการทำงาน чисто ไม่เกี่ยวกับการเมือง และครูจวงเองก็ไม่เคยพูดถึงการย้ายพรรคเพื่อไทย นี่คือการร่วมมือเพื่อชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้น่าจะนำพาการศึกษาไทยไปข้างหน้าได้ดี หากรัฐบาลเปิดกว้างแบบนี้มากขึ้น ประเทศจะพัฒนาเร็วขึ้นแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการศึกษาเพิ่มเติมจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา เชื่อฝีมือไม่สนเรื่องสังกัดพรรค ขอคนเก่งทำงานตรงสาย

ยังไม่พบนักการเมืองเอี่ยวเงินเทา เว็บพนัน สแกมเมอร์


การปราบปรามทุนสีเทาที่อาจให้การสนับสนุนนักการเมืองในช่วงเลือกตั้งเป็นเรื่องที่กระทรวงยุติธรรมและตำรวจไซเบอร์ให้ความสำคัญอย่างมาก ล่าสุดมีการยืนยันว่า ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา แต่จะมีการตรวจสอบนักการเมืองจากทุกพรรคอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ณ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้มีการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินที่ไม่ถูกต้องต่อนักการเมือง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ และ ผบช.สอท. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร เข้าร่วมการประชุม

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามผลการปฏิบัติงานต่างๆ ทั้งในคดีทั่วไปและคดีสำคัญ รวมถึงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงใกล้การเลือกตั้ง ที่มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหา สแกมเมอร์ การพนันออนไลน์ และเงินเทา ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน

ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้กำชับให้ตำรวจไซเบอร์เฝ้าระวังและติดตามเรื่องเงินเทาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สมัคร สส. เข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินที่ไม่ถูกต้อง เพราะผู้ที่ได้รับเลือกตั้งควรเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์และสามารถบริหารประเทศได้อย่างโปร่งใส หากพบว่ามี สส. คนใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา จะต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบทันที

อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา แต่การตรวจสอบยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวด โดยจะไม่มีการเลือกปฏิบัติและตรวจสอบทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน หากประชาชนมีเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดของ สส. หรือพรรคการเมืองใด สามารถแจ้งไปยังตำรวจไซเบอร์ได้โดยตรง

เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และมีการแต่งตั้งอนุกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน เพื่อประสานความร่วมมือกับตำรวจไซเบอร์ในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง

สถานการณ์สแกมเมอร์และการย้ายฐาน

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวถึงสถานการณ์สู้รบตามชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองทัพได้ทำลายฐานที่ตั้งของกลุ่มสแกมเมอร์ไปหลายแห่ง และตำรวจไซเบอร์ได้จัดเจ้าหน้าที่ไปประจำการตามชายแดนเพื่อตรวจสอบบุคคลที่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย เพื่อป้องกันการกลับเข้ามาของกลุ่มสแกมเมอร์

เกี่ยวกับการย้ายฐานของกลุ่มสแกมเมอร์ พบว่าบางส่วนได้ย้ายกลับเข้ามาในประเทศไทย และบางส่วนได้ย้ายไปยังพื้นที่อื่นนอกเมืองปอยเปต ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบข้อมูลและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กลุ่มสแกมเมอร์เหล่านี้มุ่งเน้นการหลอกลวงคนไทยเป็นหลัก ทำให้การประชาสัมพันธ์เพื่อเตือนภัยและการให้ความรู้แก่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

แม้จะมีการทำลายฐานที่ตั้งของกลุ่มสแกมเมอร์ แต่สถิติการหลอกลวงยังคงมีอยู่และมีแนวโน้มสูงขึ้น แม้ว่ามูลค่าความเสียหายโดยรวมจะลดลงบ้าง แต่การหลอกลงทุนยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความเสียหายอย่างมาก

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงประเด็นคุกวีไอพี ซึ่ง พล.ต.ท.รุทธพล ได้ส่งข้อมูลไปยัง ป.ป.ช. แล้ว และกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างละเอียด

โดยสรุปแล้ว แม้ว่า ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา แต่เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ และขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดต่างๆ

การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

ที่มา – ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา

“โอกาสใหม่” เปิดตัว 3 ขุนพล ชิงนายกฯ

พรรคโอกาสใหม่ เสนอชื่อ 3 แคนดิเดตนายกฯ “จตุพร-ทศพร-ประภัสร์” ผสานพลัง “เทคโนแครต–นักการเมือง–นักบริหาร” พร้อมรับมือความท้าทายของประเทศ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 44 สร้างความฮือฮาในการเมืองไทย ด้วยการเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนต่อ กกต. แสดงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ที่ต้องการผสมผสาน “ประสบการณ์จากภาครัฐ” เข้ากับ “การเมืองที่จับต้องได้” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการนำพาประเทศไปข้างหน้า โดยรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ประกอบด้วย:

  • นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งสั่งสมประสบการณ์ในระบบราชการมาอย่างยาวนาน มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นด้านการบริหารเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนงานภาครัฐ
  • นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดแพร่ ผู้มีบทบาททั้งในเวทีการเมืองและด้านสาธารณสุข ถือเป็นตัวแทนของนักการเมืองที่เชื่อมโยงปัญหาปากท้องของประชาชนเข้ากับนโยบายสาธารณะ
  • และนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์ตรงในการบริหารรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ สะท้อนแนวคิดของพรรคที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และการปฏิรูปองค์กรภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ

“โอกาสใหม่” เสนอ 3 ขุนพล ชิงนายกฯ

การวางตัวแคนดิเดตทั้ง 3 ท่านนี้ ถูกมองว่าเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่าง “เทคโนแครต–นักการเมือง–นักบริหาร” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ และการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

การเสนอรายชื่อในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเข้ามาบริหารประเทศ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน หัวหน้าพรรค“โอกาสใหม่” ย้ำว่าพรรคต้องการเป็น “โอกาสใหม่ของประเทศ” ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมืองที่ดุเดือด และทางเลือกที่หลากหลายในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ พรรค“โอกาสใหม่” มั่นใจว่าจะได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน

ทำไมต้องเลือก “โอกาสใหม่”?

พรรค“โอกาสใหม่” ไม่ได้เป็นเพียงแค่พรรคการเมือง แต่เป็นความหวังใหม่ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ด้วยการผสมผสานประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน เราเชื่อว่าการมีผู้นำที่เข้าใจทั้งระบบราชการ การเมือง และการบริหาร จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้ทุกคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การปฏิรูประบบการศึกษา และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับลูกหลานของเรา

พรรคโอกาสใหม่เชื่อว่าประเทศไทยต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เราพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ เลือกพรรคโอกาสใหม่ เลือกอนาคตที่ดีกว่า

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน มาร่วมกันสร้าง “โอกาสใหม่” ให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – “โอกาสใหม่” เสนอ 3 ขุนพล ชิงนายกฯ ผสมเทคโนแครต–นักการเมือง

ภูมิใจไทยเปิดตัว! ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์

พรรคภูมิใจไทยเปิดตัว 100 รายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เตรียมจับตาเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ 24 ธันวาคมนี้! ใครจะได้เป็นตัวแทนพรรคลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งหน้า มาร่วมติดตามข่าวสารไปพร้อมๆ กัน

ภูมิใจไทยเปิด 100 รายชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยได้เปิดเผยรายชื่อผู้แสดงความจำนงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ หรือที่เรียกกันว่าปาร์ตี้ลิสต์ ครบทั้ง 100 รายชื่อ โดยไม่ได้มีการจัดลำดับแต่อย่างใด ซึ่งในรายชื่อนั้นประกอบไปด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียง ขุนพลทางการเมือง อดีตรัฐมนตรี และทายาทนักการเมืองที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ดังนี้

  1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
  2. นายกนก วงษ์ตระหง่าน
  3. นายกมล วิภาดาพิสุทธิ์
  4. นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ อดีตนายกเทศมนตรีธัญบุรี
  5. นางกษมา จิรภัคเสถียร
  6. นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน
  7. นายกิติศักดิ์ นาอ่อน
  8. นายเกรียงยศ สุดลาภา
  9. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์
  10. นายโกวิทย์ นาพิมพ์
  11. นายไกรสร วิศิษฎ์วงศ์
  12. นายขจรศักดิ์ สีทองหลาง
  13. นายขวัญชัย สกุลทอง
  14. นายจักรกฤษณ์ การะเกด
  15. นายจักรวัฒน์ ฐิติพิทยา
  16. นายจำลอง ช่วยรอด
  17. นายจิณณา สืบสายไทย
  18. นางสาวจิณตภา ฐิติพิทยา
  19. นายชลัฐ รัชกิจประการ บุตรชายนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ
  20. นายชูเกียรติ น้ำเงิน
  21. นายเชน หมั่นเขตกิจ
  22. นายเชิง รักหาญ
  23. นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย บุตรชายนายเนวิน ชิดชอบ
  24. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  25. นางสาวณัฐกฤตา วิบูลย์วุฒิวงศ์
  26. นายณัฐพล จรัสสุริยพงศ์
  27. นางสาวณัฐสุดา เจริญพันธุ์
  28. นางสาวณิชกานต์ สิงห์ขจร
  29. นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล
  30. นายทรงศักดิ์ ทองศรี
  31. นายธนกร วังบุญคงชนะ
  32. นายธนกฤต ชาติอนุลักษณ์
  33. นางสาวธนัชดา ตันจรารักษ์
  34. นายธนิศร์ ศรีประเทศ
  35. นายธรรมรงศักดิ์ รักงาม
  36. นายธานี เกสทอง
  37. นายนภินทร ศรีสรรพางค์
  38. นางสาวนันทนา สงฆ์ประชา
  39. นายนาวิน สังฆมาตร
  40. นายนิกร จำนง
  41. นายบุญเกิด ทรงรัมย์
  42. นายบุญอยู่ รอดพะดี
  43. นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร
  44. นายปารเมศ โพธารากุล
  45. นายปิติ ปิตุเตชะ
  46. นางสาวปิยพร ไพบูลย์
  47. นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์
  48. นายพงศกร อรรณนพพร
  49. นายพนม จันทร์ศรีทอง
  50. นางสาวพัชรนันท์ โกศลสมบัตินนท์
  51. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์
  52. นางพัทธนันท์ สมใจ
  53. นายพิกิฎ ศรีชนะ
  54. นางพิชชารัตน์ เลาหะพงศ์ชนะ
  55. นายพิเชฎฐ์ ชัยศรี
  56. นายพินิจ จันทรสุรินทร์
  57. นายพิบูลย์ รัชกิจประการ
  58. นายพิพัฒน์ชัย ภัครัชตานนท์
  59. นายพีรพร สุวรรณฉวี
  60. นายพีระเพชร ศิริกุล
  61. นางพูนสุข โพธิ์สุ
  62. นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์
  63. นายมงคลพัฒน์ สรรณ์ไตรภพ
  64. นายมนตรี สันติลักขณาวงศ์
  65. นายมานพ เกตุเมฆ
  66. นพ.มารุต มัสยวาณิช
  67. นายยุทธพล อังกินันท์
  68. นายยูฮัน บูละ
  69. นายร่มธรรม ขำนุรักษ์
  70. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ
  71. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก
  72. นายราเชนทร์ มาลัยวงศ์
  73. นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ
  74. นายวราวุธ ศิลปอาชา
  75. นายวันชนะ แถมยิ้ม
  76. นายวีระยุทธ งามจิตร
  77. นางสาววีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒนา
  78. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล
  79. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู
  80. นายศุภชัย ใจสมุทร
  81. นางสาวศุภมาศ อิศรภักดี
  82. นายสมนึก หาห้วยทราย
  83. นายสมฤกษ์ บัวใหญ่
  84. นายสรวิศ ธานีโต
  85. นายสวัสดิ์ อุทัยแสน
  86. นายสวาป เผ่าประทาน
  87. นายสัญญา คงสมบัติ
  88. นางสาวสัตตบุษย์ บุญเรือง
  89. นายสันติ พร้อมพัฒน์
  90. นายสิรภพ ดวงสอดศรี
  91. นายสุพิน บุญเลิศ
  92. นายสุรศักดิ์ เลิศรุจิกุล
  93. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
  94. นางสุวณา ปิยะพิสุทธิ์
  95. นายอนุชา บูรพชัยศรี
  96. นายอรุณ พรหมคุณ
  97. นายอาทิตย์ ฉัตรชัยพลรัตน์
  98. นายอารี ไกรนรา
  99. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
  100. นายเอกภพ เพียรวิเศษ

จับตา! ภูมิใจไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ

ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ พรรคภูมิใจไทยนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค จะจัดการประชุมเพื่อนนำเสนอนโยบายของพรรคในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 500 คน นอกจากนี้ สิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งคือการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยเปิดตัวทั้ง 3 รายชื่อ ซึ่งจะเป็นใครนั้น ต้องติดตามกันต่อไป!

การเปิดตัวรายชื่อผู้สมัคร สส. ปาร์ตี้ลิสต์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ด้วยรายชื่อที่ผสมผสานทั้งคนรุ่นใหม่และนักการเมืองมากประสบการณ์ ทำให้พรรคมีความแข็งแกร่งและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง การภูมิใจไทยเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการแข่งขันทางการเมืองที่กำลังจะทวีความเข้มข้นขึ้น

การที่พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ครบทั้ง 100 คน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ การมีทั้งนักการเมืองมากประสบการณ์และคนรุ่นใหม่ในบัญชีรายชื่อ ทำให้พรรคมีความน่าสนใจและสามารถดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนได้หลากหลายกลุ่ม

ที่มา – ภูมิใจไทยเปิด 100 รายชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จับตาเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ 24 ธ.ค.

อัจฉริยะยื่นสอบซื้อขายตำแหน่งตำรวจอีสาน

“อัจฉริยะ” หอบหลักฐานเอาผิด “ผบ.ตร.” หลังมีผู้เสียหายนำหลักฐาน อ้างเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ 4 นายในพื้นที่ภาคอีสาน ปี 2567

วันที่ 19 พ.ย. 68 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพวก ในข้อหาตามพระราชบัญญัติตำรวจ มาตรา 87 วรรคท้าย ซึ่งเทียบเท่ากับมาตรา 157 หลังมีผู้เสียหายนำหลักฐาน อ้างเป็นแชตข้อความและคลิปเสียงที่มีเนื้อหาการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ

โดยบอกว่า ที่มาวันนี้ก็เป็นไปตามที่ ผบ.ตร. บอก “อยากได้หลักฐานตำรวจที่ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ และใครซื้อขายก็เป็นคนโง่”

นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ข้อความทั้งหมดที่ตัวเองนำมาเป็นหลักฐานนั้น คือเหตุการณ์ที่เกิดในปี 2567 โดยปัจจุบันนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้เข้ารับราชการในตำแหน่งที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งนอกจากมีข้อความการสนทนาแล้ว ยังมีคลิปเสียงการพูดคุยระหว่างตัวเอง กับภรรยาของนายตำรวจระดับผู้บังคับการในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นผู้เสียหายและได้ร้องทุกข์กับตัวเอง พร้อมนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งผู้ร้องอ้างว่าถูกคุณหญิง ซึ่งแอบอ้างเบื้องสูงได้เข้ามาแอบอ้างกับตัวเองว่า สามารถช่วยให้ตำรวจได้รับตำแหน่งต่างๆได้ โดยจะต้องแลกกับค่าตอบแทนซึ่งเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินราคาแพงในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินสด , นาฬิกา และ กระเป๋าแบรนด์เนม โดยเนื้อหาที่ปรากฏเกี่ยวข้องกับนายตำรวจ 4 นาย ซึ่งต้องการจะเลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเป็นผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกนำมาใช้สำหรับแลกเปลี่ยนในการแต่งตั้งทั้งหมด 24 ล้านบาท

ส่วนนี้จึงต้องการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตาม พระราชบัญญัติตำรวจมาตรา 88 วรรคท้าย ซึ่งระบุว่า ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือแอบอ้างอำนาจของบุคคลใดหรือเรียก รับ ยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือกระทำการใดอันมิชอบ เพื่อให้มีการแต่งตั้ง หรือไม่แต่งตั้งผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งใด ไม่ว่าการแต่งตั้งหรือไม่แต่งตั้งนั้นจะชอบด้วยหลักเกณฑ์ ตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี

นายอัจฉริยะ ยืนยันว่า การที่ตัวเองออกมาเปิดเผยข้อมูลและแจ้งความดำเนินคดีกับผู้นำองค์กรตำรวจในระยะนี้ เนื่องจากต้องการให้สังคมเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นประเด็นการทุจริต และตัวเองไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเฉพาะฝั่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเท่านั้น แต่ในวันที่ 26 พ.ย. ที่จะถึงนี้ ตัวเองก็ยังเปิดข้อมูลการทุจริตในฝั่ง พลตํารวจเอกสุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เช่นกัน ในประเด็นที่เจ้าตัวอาจจะเกี่ยวข้องกับการครอบครองทองคำ น้ำหนัก 300 บาท ซึ่งพลตํารวจเอกสุรเชษฐ์ ก็ต้องชี้แจงที่มาที่ไปต่อสังคมให้ได้

ส่วนกรณีที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวตำหนิพฤติกรรมของตนในที่ประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ จากการสอบถาม ป.ป.ง. เรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินของนักการเมืองรายหนึ่งนั้น หาก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ไม่มีไฟเขียว ในวันนี้จะมีการยึดอายัดทรัพย์สินของนักการเมืองไหม ตนเป็นสายลับ ปปง. มา 10 กว่าปี ตนจึงย่อมมีสิทธิ์ที่จะสอบถาม ปปง. เมื่อประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ อนุญาต ตนไม่ได้ใช้อำนาจอะไร ตนมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

พร้อมกับย้อนกลับไปถึง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ว่า ท่านเป็นเจ้าของสำนวนคดีนี้เอง เป็นผู้จับกุมเอง แต่กลับยึดเงินสดได้เพียง 2.1 ล้านบาท และรถยนต์ 3 คัน ไม่สามารถยึดของกลางจำพวกอาวุธปืน คอมพิวเตอร์ และเอกสารอื่น ๆ ทำไมไม่ไปถาม ผกก.สภ.เมืองสงขลา ว่า เพราะเหตุใดถึงคืนรถของกลางจำนวน 2 คันให้นักการเมือง ซึ่งได้นำรถทั้ง 2 คันไปขายต่อแล้ว

ตนเป็นเพียงแค่ประชาชนคนหนึ่ง ไม่ใช่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ แต่ก็ยังทราบเรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด แล้วทำไม พล.ต.ท.ไตรรงค์ ถึงไม่ทราบ เมื่อท่านไม่ถาม ปปง. ตนก็ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญถามแทน ตนมีข้อมูลว่านักการเมืองคนนี้ มีทรัพย์สินใน Binance กว่าพันล้านบาท ตนจึงถามย้อนกลับไปถึง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ว่า “ตนผิดอะไร”

อัจฉริยะยื่นสอบซื้อขายตำแหน่งตำรวจอีสาน

ประเด็นสำคัญ: การสอบสวนการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ

คดีซื้อขายตำแหน่งตำรวจนี้สะท้อนถึงปัญหาการทุจริตในวงการตำรวจที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การเปิดโปงข้อมูลและการตรวจสอบอย่างโปร่งใสเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความยุติธรรมในสังคม

ที่มา – “อัจฉริยะ” ยื่นหลักฐานดีเอสไอ สอบซื้อขายตำแหน่ง ตำรวจ 4 นายในภาคอีสาน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลง เตือนบิ๊กโจ๊ก ระวังคำพูด

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาแถลงชี้แจงทุกประเด็น หลังถูกพาดพิงในประเด็นคดีเว็บพนันและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยืนยันการทำงานตามกฎหมาย และย้ำว่า ผบ.ตร. สั่งสอบสวนเรื่องซื้อขายตำแหน่ง หากมีหลักฐานจะดำเนินการคดีทันที

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด หลังจากที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาให้ข้อมูลที่พาดพิงถึงการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งในเรื่องของการปราบปรามเว็บพนันออนไลน์, การดำเนินคดีกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และประเด็นการกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในตำรวจภูธรภาค 8

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ ถือเป็นวาระแห่งชาติที่นายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้ยกระดับการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาล, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, หน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วน ผ่านศูนย์วอร์รูมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล, สกัดกั้นความเสียหาย และเร่งติดตามเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้

ประเทศไทยได้จัดทำ Action Plan ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา เพื่อร่วมกันปฏิบัติการปราบปรามฐานที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในต่างประเทศ และได้ส่งข้อมูล รวมถึงเอกสารที่เป็นทางการไปยังตำรวจกัมพูชาตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอคำตอบว่าจะดำเนินการตามข้อตกลงหรือไม่ สถิติความเสียหายของเหยื่อที่ถูกหลอกลวงลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน จำนวนเงินที่สามารถอายัดคืนได้ก็เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่ความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่วันละกว่า 70 ล้านบาท ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน โดยกรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานนำร่องในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการหลอกลวงรูปแบบใหม่ๆ ผ่านหอกระจายข่าวทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ต่างๆ ทำให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลเฉลี่ยกว่า 500,000 รายต่อวัน จากเดิมที่ตำรวจเผยแพร่เพียงหน่วยงานเดียวมียอดเข้าถึงเพียงหลักหมื่น

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมจัดทำสื่อการสอนเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยทางดิจิทัลร่วมกับบริษัท Meta (Facebook) เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เหมือนกับการให้ความรู้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนกราวด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังกล่าวถึงรูปแบบของอาชญากรรมออนไลน์ว่ามีอยู่ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งแพลตฟอร์มทั่วโลกให้ความร่วมมือในการปิดกั้นได้ถึง 90% 2. เว็บพนันออนไลน์ – บุหรี่ไฟฟ้า – ของผิดกฎหมาย ซึ่งบางประเทศอนุญาตให้มีการตั้งเว็บได้ ทำให้การปิดกั้นต้องดำเนินการผ่านกระบวนการทางศาลไทย ซึ่งต้องใช้เวลาและมีข้อจำกัด

ในปีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เสนอให้มีการปิดกั้น URL กว่า 70,000 รายการ และจับกุมคดีพนันออนไลน์ไปแล้วกว่า 800–1,000 คดี แต่ย้ำว่าคดีพนันมีความซับซ้อน ต้องใช้ข้อมูลและพยานหลักฐานจำนวนมากก่อนที่จะขอหมายเรียกหรือหมายจับ

สำหรับคดีสแกมเมอร์นั้น ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องของนักการเมืองไทย แต่ในส่วนของประเทศกัมพูชานั้น มีบุคคลที่ถูกออกหมายจับแล้ว ได้แก่ นายก๊กอาน และ นายลียงพัด ส่วนประเด็นที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ได้กล่าวถึงการเชื่อมโยงไปยังนักการเมืองคนหนึ่งนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า เว็บไซต์จำนวน 21 เว็บไซต์ที่ถูกกล่าวถึงนั้น เป็นโดเมนที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เว็บไซต์เดียวกัน และการสอบสวนต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจนมายืนยัน ส่วนคดีเว็บพนันนั้นมีการจับกุมผู้กระทำผิดไปแล้วหลายราย การกล่าวหาว่า ผู้กำกับทุกสถานีตำรวจมีการใช้บัญชีม้า เป็นข้อกล่าวอ้างที่ร้ายแรง หากมีพยานหลักฐานว่ามีใครใช้บัญชีม้าจริง จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาทันที เพราะบัญชีม้าเป็นเครื่องมือสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันในการฟอกเงิน จึงขอให้ระมัดระวังในการให้ข้อมูลกับสังคม

เมื่อถูกถามถึงกรณีการออกหมายจับอดีตรอง ผบ.ตร. เป็นการใช้ข้อความเท็จต่อศาลหรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้ ในเรื่องของการขอออกหมายจับและหมายค้น และเรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณาของศาลแล้ว โดยศาลได้ยกคำร้อง และอีกศาลก็ได้ยืนยันว่าไม่ได้มีการใช้ข้อความหลอกลวงศาล และได้มีคำสั่งในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ย้ำว่าไม่เคยหลอกลวงหรือปิดบังศาล

ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้เป็นการตอบโต้กันเหมือนการโต้ปิงปอง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นความขัดแย้งภายในตำรวจ แต่เป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ vs. กลุ่มผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินเว็บพนัน” ผู้ต้องหามีสิทธิ์ให้การเพื่อปกป้องตัวเอง แต่การออกมาพูดในพื้นที่สาธารณะซ้ำ ๆ ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะอาจสร้างความเข้าใจผิดได้ เสมือนอยู่ในสงครามข่าวสาร (information warfare) จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการติดตามข่าวสาร

ส่วนกรณีที่คณะกรรมาธิการด้านความมั่นคง สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ ผบ.ตร. เข้าชี้แจง แต่กระบวนการที่มีผู้ต้องหาและพยานในคดีร่วมซักถามต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมมีการถ่ายทอดสด อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ทำให้พยานหวาดกลัว หรือข้อมูลคดีถูกเปิดเผยก่อนสู่ศาล จึงต้องให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะเข้าไปชี้แจงต่อ กมธ.ในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้

ในส่วนของคดีนักการเมืองที่ถูก ปปง.อายัดทรัพย์ 30 ล้านบาท พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สำนักงาน ปปง. ได้ทำการยึดทรัพย์เบื้องต้นไปแล้วกว่า 30 ล้านบาท พร้อมทั้งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อสืบทรัพย์เพิ่มเติม การยึดทรัพย์เป็นไปตาม พ.ร.บ.มาตรการคดีฟอกเงิน ซึ่งจะมีการขยายผลต่อไป และฝากถึงผู้ที่กล่าวอ้างว่านักการเมืองรายนี้มีทรัพย์สินมากกว่า 30 ล้านตามที่ถูกยึดได้นั้น เป็นเพียงถ้อยคำกล่าวอ้าง แต่ยังไม่มีพยานหลักฐาน ซึ่งการนำเสนอข้อมูลเช่นนี้ อาจเป็นการกล่าวโทษต่อหน่วยงานราชการที่เป็นผู้ทำหน้าที่ในคดี

ส่วนกรณีที่อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวหาว่าตำรวจเป็นองค์กรอาชญากรรมนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ย้ำว่า การกล่าวเช่นนี้อาจถูกนำไปขยายผลในเวทีระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ที่ประเทศไทยกำลังกดดันประเทศที่เป็นฐานของสแกมเมอร์ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยปีละหลายล้านดอลลาร์ จึงขอให้อดีตข้าราชการตำรวจที่ออกมากล่าวพิจารณาถึงความเหมาะสมของคำพูด รองจเรตำรวจฯ กล่าวว่า หากไม่ออกมาชี้แจง ประชาชนอาจเข้าใจผิดจากข้อมูลด้านเดียว จึงต้องนำข้อเท็จจริงในสำนวน พยานหลักฐานมาเปิดเผยอย่างเหมาะสม โดยไม่มีเจตนาที่จะตอบโต้เป็นการส่วนตัว

ส่วนกรณีการซื้อขายตำแหน่งตำรวจภูธรภาค 8 นั้น รองจเรตำรวจฯ เปิดเผยว่า ผบ.ตร. ได้สั่งให้ตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการซื้อขายตำแหน่งอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นใคร หากมีหลักฐานจะดำเนินการคดีทันที เพราะระบบการตรวจสอบในปัจจุบันมีความเข้มแข็งมากขึ้น เพราะ พ.ร.บ.ตำรวจปี 2565 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และมีคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมทำหน้าที่คล้ายศาลปกครอง หากการแต่งตั้งไม่โปร่งใส ก็จะถูกลงโทษได้

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดหลักกฎหมายเดียวกันกับทุกคน ไม่มีสองมาตรฐาน พร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบทุกข้อกล่าวหา แต่การนำข้อมูลด้านเดียวมาขยายผล อาจสร้างมายาคติและบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ

สำหรับการเข้าชี้แจงต่อ กมธ.ความมั่นคงในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ จะพิจารณารูปแบบที่เหมาะสม โดยอยู่ระหว่างการให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อมีมติมอบหมายให้ผู้แทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าไปตอบข้อซักถาม ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะไปชี้แจงในที่ประชุมอีกครั้ง ย้ำว่า “ไม่ได้จะไม่เข้าไป แต่อยู่ระหว่างการพิจารณา”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลงหลังถูกพาดพิง เตือน “บิ๊กโจ๊ก” ระวังคำพูด ให้ข้อมูลด้านเดียว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจากทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง การให้ข้อมูลด้านเดียวอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลงเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ หลังถูกพาดพิง ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นการให้โอกาสประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้าน

การออกมาพล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลงถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน

ที่มา – พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลงหลังถูกพาดพิง เตือน “บิ๊กโจ๊ก” ระวังคำพูด ให้ข้อมูลด้านเดียว

ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว: สส.ใต้ สู่ ปปง. อายัดทรัพย์

เปิดประวัติ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส.หนุ่มไฟแรง จ.สงขลา สู่มติ ปปง. อายัดทรัพย์สินพร้อมพวกรวม 159 ล้านบาท หลังพบเส้นทางเข้าข่ายฟอกเงิน

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. ได้มีมติ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม กับพวกรวม 159 ล้านบาท หลังพบเส้นทางการเงินของบุคคลที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายชนนพัฒฐ์ จึงทำให้ต้องยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว

ประวัติ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว”

นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ชื่อเล่น กฤต เกิดวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2532 ปัจจุบันอายุ 36 ปี ภูมิลำเนาเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา ระดับปริญญาตรี เศรษฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยทักษิณ ระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

เส้นทางการเมือง

นายชนนพัฒฐ์ เข้าสู่เส้นทางการเมืองโดยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี พ.ศ. 2566 สังกัดพรรคพลังประชารัฐ เอาชนะนายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว อดีต สส. 2 สมัย จากพรรคประชาธิปัตย์ และ ร้อยตำรวจเอกอรุณ สวัสดี อดีต สส. 1 สมัย จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งนายชนนพัฒฐ์ เป็น สส.พรรคพลังประชารัฐคนเดียวของจังหวัดสงขลา ที่ได้รับการเลือกตั้ง ก่อนที่ต่อมา นายชนนพัฒฐ์ จะย้ายมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม และได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารพรรค เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

เปิดเส้นทางธุรกิจของ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

ส่วนเส้นทางธุรกิจ นายชนนพัฒฐ์ เป็นเจ้าของธุรกิจหลายอย่างทั้งอสังหาริมทรัพย์, โรงงานผลิตเสื้อกีฬา, โรงงานผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์, ธุรกิจเปิดให้เช่าเรือท่องเที่ยว และเคยเป็นประธานสโมสรฟุตบอลนครศรีฯ ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 นายชนนพัฒฐ์ เคยถูกตำรวจจับกุมพร้อมพวกที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ แต่ได้รับการประกันตัวในอีกสองวันต่อมา

ปปง. อายัดทรัพย์ตรวจสอบเส้นเงิน

ชื่อของ นายชนนพัฒฐ์ เป็นที่พูดถึงอีกครั้งเมื่อเจ้าตัวได้ออกมาชี้แจง หลัง นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาแฉเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ว่า มีนักการเมือง ช. มีเอี่ยวสแกมเมอร์ พร้อมกางผังเปิดเส้นเงินโยงบัญชีม้า-เว็บไซต์พนัน 170 ล้านบาท

ในขณะนั้น นายชนนพัฒฐ์ ปฏิเสธว่าหลักฐานทุกอย่าง ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดิมแทบทั้งสิ้น และหน่วยงานต่างๆ ก็เรียกตนเองตรวจสอบหมดแล้ว เส้นเงินมันโอนไปโอนมา หลักฐานที่นายอัจฉริยะมาเปิด ก็เป็นการโอนไปโอนกลับ มันไม่ได้สื่อว่าเป็นการรับผลประโยชน์จากเว็บพนันใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าจะบอกว่าเป็นสแกมเมอร์มันต้องรับอย่างเดียว ยืนยันตนเองไม่เกี่ยวกับสแกมเมอร์

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ถึงกรณีมีการเชื่อมโยงชื่อนายชนนพัฒฐ์ สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม เกี่ยวข้องกับเส้นเงินแก๊งสแกมเมอร์ โดยบอกว่านายชนนพัฒฐ์ได้ชี้แจงไปแล้วว่าเป็นเรื่องคดีเก่าที่เขาผ่านกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว เป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ก่อนเข้าสู่การเมือง ส่วนใหญ่นักการเมืองทุกคนมีอดีต หากไปเจาะจง โจมตี แฉเรื่องอดีตของเขา ก็ไม่มีความเป็นธรรม เพราะเขาผ่านกระบวนการยุติธรรม

กระทั่งเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการธุรกรรม ปปง. ได้มีมติให้อายัดทรัพย์สินของ นายชนนพัฒฐ์ กับพวก 159 ล้านบาท ไว้ชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน ซึ่งมีทั้งเงินสด, รถยนต์, ที่ดิน, เงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์, และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมจำนวน 69 รายการ โดยสำนักงาน ปปง. ได้ตรวจสอบ วิเคราะห์ และรวบรวมพยานหลักฐาน ของกลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เว็บไซต์การพนันออนไลน์อื่นๆ พบเส้นทางการเงินของบุคคลที่มีพฤติการณ์กระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (9) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายชนนพัฒฐ์ กับพวก และอาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว

ทั้งนี้ ปปง. ให้เวลาผู้ถูกยึดและอายัดทรัพย์สินหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินดังกล่าว ประสงค์จะขอให้มีการเพิกถอนคำสั่งนั้น ให้ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อเลขาธิการ ปปง. พร้อมด้วยหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือ

การอายัดทรัพย์สินของ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ในครั้งนี้ ถือเป็นกรณีที่น่าสนใจและต้องติดตามต่อไปถึงผลสรุปของการตรวจสอบ รวมถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของเขา

ที่มา – ประวัติ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส.ใต้ไฟแรง สู่มติ ปปง. อายัดทรัพย์ หลังพบเข้าข่ายฟอกเงิน

สภ.หาดใหญ่ คาดส่งสำนวนคดีเว็บพนัน “นักการเมือง”

(แฟ้มภาพ)

สภ.หาดใหญ่ คาดส่งสำนวนคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” ภายใน 15 พ.ย. นี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งพยานหลักฐานทุกอย่างครบตามร้องขอ

วันที่ 8 พ.ย. 68 จากกรณีนักการเมืองรายหนึ่ง ซึ่งมีคดีพนันออนไลน์ อยู่ที่ สภ.หาดใหญ่ มีรายงานว่าทางพนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ จะส่งสำนวนให้กับอัยการได้ภายในวันที่ 15 พ.ย. 68 ซึ่งเป็นกรอบการทำงานที่ได้ตั้งไว้แล้ว

แต่ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ได้ร้องขอไปทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะส่งมาครบหรือไม่ ถ้าทุกอย่างครบตามร้องขอ ทาง สภ.หาดใหญ่ ส่งสำนวนให้อัยการทันวันที่ 15 พ.ย. นี้ แน่นอน.

สภ.หาดใหญ่ คาดส่งสำนวนคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” ภายใน 15 พ.ย. นี้

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีเว็บพนันออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองรายหนึ่งในพื้นที่ สภ.หาดใหญ่ กำลังเป็นที่จับตามองของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำหนดการส่งสำนวนคดีให้อัยการในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งถือเป็นเส้นตายที่ทางพนักงานสอบสวนได้วางไว้

อย่างไรก็ตาม การส่งสำนวนคดีให้ทันตามกำหนดนั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งมอบพยานหลักฐานที่ร้องขอมา หากพยานหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์ ทาง สภ.หาดใหญ่ ก็จะสามารถดำเนินการส่งสำนวนคดีไปยังอัยการได้ทันทีตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้

ปัจจัยสำคัญในการส่งสำนวนคดีเว็บพนัน “นักการเมือง”

ปัจจัยหลักที่จะส่งผลต่อการส่งสำนวนคดีเว็บพนัน สภ.หาดใหญ่ คาดส่งสำนวนคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” ภายใน 15 พ.ย. นี้ คือความครบถ้วนของพยานหลักฐานที่ทางพนักงานสอบสวนได้ร้องขอไปยังหน่วยงานต่างๆ หากพยานหลักฐานดังกล่าวไม่ครบถ้วนหรือไม่สมบูรณ์ อาจส่งผลให้การส่งสำนวนคดีล่าช้าออกไปได้

นอกจากนี้ ความซับซ้อนของคดีเองก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปได้ยากขึ้น เนื่องจากคดีเว็บพนันออนไลน์มักมีความเชื่อมโยงกับบุคคลและธุรกรรมทางการเงินที่หลากหลาย การตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานจึงต้องใช้เวลาและความละเอียดรอบคอบเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ทาง สภ.หาดใหญ่ ได้ยืนยันว่า จะพยายามอย่างเต็มที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานและส่งสำนวนคดีให้อัยการได้ทันตามกำหนดวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

คดีนี้ถือเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะที่ควรมีจริยธรรมและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากนักการเมืองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์จริง ก็ถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและควรได้รับการลงโทษตามกฎหมาย

การที่ สภ.หาดใหญ่ คาดส่งสำนวนคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” ภายใน 15 พ.ย. นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการกับผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใครก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและทำให้สังคมมีความสงบสุข

อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีเว็บพนันออนไลน์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากผู้กระทำผิดมักใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนในการปกปิดร่องรอยและความเชื่อมโยงต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องมีความรู้ความสามารถในการสืบสวนสอบสวนและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการรวบรวมหลักฐาน

นอกจากนี้ การได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ง่ายขึ้น หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่

การพนันออนไลน์เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง การพนันออนไลน์ทำให้เกิดหนี้สิน อาชญากรรม และปัญหาครอบครัว การป้องกันและปราบปรามการพนันออนไลน์จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

สภ.หาดใหญ่ คาดส่งสำนวนคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” ภายใน 15 พ.ย. นี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการอย่างจริงจังในการปราบปรามการพนันออนไลน์ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการพนันออนไลน์อย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

เราหวังว่าคดีนี้จะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และการกระทำผิดย่อมต้องได้รับการลงโทษ

ที่มา – สภ.หาดใหญ่ คาดส่งสำนวนคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” ภายใน 15 พ.ย. นี้

Scroll to top