นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 32

รู้จัก ประวัติ วรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่ รมช.คลัง

ทำความรู้จัก “วรภัค ธันยาวงษ์” อดีตที่ปรึกษา “พิชัย” เตรียมนั่ง รมช.คลัง โควตาคนนอก หลัง “อนุทิน” นายกรัฐมนตรีพาเปิดตัวกับสื่อที่พรรคภูมิใจไทย

วันที่ 7 กันยายน 2568 หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เปิดตัว นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย เตรียมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่พรรคภูมิใจไทย พร้อมกับแนะนำคุณสมบัติ โดยระบุว่าเป็นประธานที่ปรึกษา นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องสานต่อ จึงเรียนเชิญมาช่วยงาน ตามที่ได้รายงานไปแล้วนั้น (อ่านข่าว : “นายกฯ อนุทิน” เปิดตัว “วรภัค ธันยาวงษ์” จ่อนั่ง รมช.คลัง โควตาคนนอก)

ประวัติ วรภัค ธันยาวงษ์ ถือเป็นบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเงินการธนาคารของประเทศไทย ด้วยประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน การเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในครั้งนี้จึงเป็นที่คาดหวังว่าจะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจได้

ประวัติ วรภัค ธันยาวงษ์ โดยสังเขป:

นายวรภัค ธันยาวงษ์ มีภรรยาชื่อ นางกนกพร ธันยาวงษ์ มีบุตร-ธิดา 4 คน จบการศึกษา ปริญญาตรี Management Science & Computer System Oklahoma State University สหรัฐอเมริกา, ปริญญาโท เอ็มบีเอ ด้านไฟแนนซ์ University of Missouri, ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

เส้นทางการศึกษาของนายวรภัคแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการจัดการ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และการเงิน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตการทำงาน

ผลงานที่โดดเด่นของ วรภัค ธันยาวงษ์

นายวรภัค ธันยาวงษ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านลิสซิ่ง บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด, กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ออฟอเมริกา สาขาประเทศไทย, กรรมการผู้จัดการ ธนาคารดอยช์แบงก์ สาขาประเทศไทย, กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด, รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ 1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟินันซ่า แคปิตอล จำกัด และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 8 พฤศจิกายน 2555 และครบวาระ พฤศจิกายน 2559

ประสบการณ์การทำงานที่หลากหลายในสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ บ่งบอกถึงความสามารถในการบริหารจัดการและการตัดสินใจที่เฉียบคม

ได้รับรางวัล Thailand Business Leader of the year Award จาก CNBC เครือข่ายสถานีโทรทัศน์ข่าวธุรกิจชั้นนำ, รางวัลนักการเงินแห่งปี 2558.

รางวัลที่ได้รับเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถและผลงานที่โดดเด่นของนายวรภัคในวงการการเงินและธุรกิจ

ประวัติ วรภัค ธันยาวงษ์

ทำไมต้องรู้จักประวัติ วรภัค ธันยาวงษ์?

การที่นายวรภัค ธันยาวงษ์ เข้ามารับตำแหน่งสำคัญในกระทรวงการคลัง ทำให้ประชาชนควรที่จะได้รับทราบถึงประวัติความเป็นมา ประสบการณ์การทำงาน และความรู้ความสามารถของท่าน เพื่อที่จะสามารถติดตามและประเมินผลการทำงานของท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปเกี่ยวกับ วรภัค ธันยาวงษ์

ประวัติ วรภัค ธันยาวงษ์ แสดงให้เห็นถึงบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างสูง การเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในครั้งนี้จึงเป็นที่คาดหวังว่าจะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต

ที่มา – ประวัติ “วรภัค ธันยาวงษ์” อดีตกุนซือ “พิชัย” จ่อนั่ง รมช.คลัง โควตาคนนอก

ปลัดมหาดไทย ยินดี นายกฯ อนุทิน พร้อมกุหลาบชมพู!

“ปลัดกระทรวงมหาดไทย” นำดอกกุหลาบสีชมพูช่อใหญ่ ร่วมแสดงความยินดีกับ “นายกฯ อนุทิน” อย่างอบอุ่น พร้อมด้วยอดีตอธิบดี 3 ท่านที่เคยร่วมงานกับ “มท.อนุทิน” ก็เดินทางเข้าแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 เวลา 14:40 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานพรรคภูมิใจไทยว่า นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย ได้เดินทางมาถึงพรรค พร้อมด้วยช่อดอกกุหลาบสีชมพูขนาดใหญ่ เพื่อแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 โดยมีทีมงานให้การต้อนรับและนำนายอรรษิษฐ์ขึ้นลิฟต์ไปยังสำนักงานด้านบนของพรรค

นอกจากนี้ ยังมีอดีตอธิบดีที่เคยดำรงตำแหน่งในสมัยที่นายอนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาร่วมแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายไชยวัฒน์ จุนถิรพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมการปกครอง, นายพรพจน์ เพ็ญภาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมที่ดิน และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

น่าสนใจว่า อดีตอธิบดีทั้ง 3 ท่านนี้ มีสถานะที่แตกต่างกัน โดยนายไชยวัฒน์จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ขณะที่นายพรพจน์เหลืออายุราชการอีก 1 ปี และนายนฤชาเหลืออายุราชการอีก 2 ปี โดยทั้งหมดเคยถูกโยกย้ายตำแหน่งในช่วงที่นายภูมิธรรม เวชชยชัย ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ปลัดมหาดไทย แสดงความยินดี นายกฯ อนุทิน

การปรากฏตัวของ ปลัดมหาดไทย พร้อมด้วยอดีตอธิบดีทั้ง 3 ท่าน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างข้าราชการระดับสูงกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการทำงานร่วมกันในอนาคต

ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเช่นนี้ บ่งบอกถึงการสนับสนุนและความเชื่อมั่นที่ข้าราชการมีต่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน และอาจนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของตำแหน่งปลัดมหาดไทย

ตำแหน่ง ปลัดมหาดไทย ถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน เนื่องจากเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การบริหารจัดการท้องถิ่น และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

การที่ ปลัดมหาดไทย เดินทางมาแสดงความยินดีด้วยตนเอง จึงเป็นการแสดงความเคารพและให้เกียรติอย่างสูงต่อนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังเป็นการยืนยันถึงความพร้อมในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่

การสนับสนุนและความร่วมมือจากข้าราชการในทุกระดับ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน การเริ่มต้นด้วยความสัมพันธ์ที่ดีจึงเป็นนิมิตรหมายอันดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

อนาคตของการทำงานร่วมกัน

การที่นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย นำดอกกุหลาบสีชมพูช่อใหญ่มาแสดงความยินดีกับนายกฯ อนุทิน นับเป็นภาพที่น่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างข้าราชการประจำและนักการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า การทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

การแสดงความยินดีของอดีตอธิบดีทั้ง 3 ท่าน ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่านายกฯ อนุทินยังคงได้รับการสนับสนุนและความเชื่อมั่นจากผู้ที่เคยร่วมงานกันในอดีต ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่

ความสามัคคีและความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “ปลัดมหาดไทย” นำดอกกุหลาบสีชมพูช่อใหญ่ ร่วมยินดีกับ “นายกฯ อนุทิน”

“นายกฯ หนู” ไม่กังวลถูกยื่นถอดถอนพ้น สส.

“อนุทิน” นายกฯ คนที่ 32 ไม่กังวล สส. เพื่อไทย ยื่นถอดถอนพ้นสมาชิกภาพ สส. ปม MOA สวนกลับ หากพรรคประชาชนจับมือสนับสนุน “ชัยเกษม” คงต้องทำมากกว่าข้อตกลง เพราะเคยผิดสัญญามาก่อน

วันที่ 7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ สส.พรรคเพื่อไทย เข้าชื่อส่งถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนร่วมกันทำ MOA เข้าข่ายครอบงำพรรคการเมือง และก้าวก่ายแทรกแซงเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือไม่ ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามสิทธิ ตามกฎหมาย ซึ่งข้อเสนอและข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยมีต่อพรรคประชาชน ไม่ต่างกับพรรคเพื่อไทยได้นำเสนอก่อนที่จะมีการลงมติให้ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งครั้งนั้นพรรคเพื่อไทยเสนอว่า หากพรรคประชาชนโหวตเลือก นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ก็จะยุบสภาในทันที

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า ถ้าหากพรรคประชาชนยอมรับก็ถือว่าเป็นข้อตกลง แต่พรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยคงต้องมีมากกว่า MOA เพราะพรรคเพื่อไทยเคยผิดสัญญามาแล้ว และเรื่องนี้ควรต้องไปถามพรรคเพื่อไทยมากกว่า พร้อมกันนี้ นายอนุทิน ยืนยันด้วยว่าไม่กังวล เนื่องจากสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยทำเราก็ทำตาม ยกเว้นเรื่องที่ไม่ถูก

“นายกฯ หนู” ไม่กังวลถูกยื่นถอดถอนพ้น สส.

จากกรณีที่ สส. พรรคเพื่อไทยได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นการทำ MOA ร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามสิทธิและกฎหมายที่สามารถทำได้ และไม่ได้รู้สึกกังวลต่อประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงข้อเสนอที่พรรคเพื่อไทยเคยให้กับพรรคประชาชนก่อนหน้านี้ โดยระบุว่ามีความคล้ายคลึงกับข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยได้ทำกับพรรคประชาชนในปัจจุบัน และยังได้กล่าวถึงประเด็นการผิดสัญญาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอีกด้วย

ประเด็นสำคัญ: ทำไมนายกฯ หนูถึงไม่กังวล?

เหตุผลสำคัญที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล “นายกฯ หนู” ไม่กังวลต่อการถูกยื่นถอดถอนพ้น สส. มาจากความเชื่อมั่นในการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการมีข้อตกลงที่โปร่งใสกับพรรคประชาชน นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยเคยมีข้อเสนอที่คล้ายคลึงกันในอดีต ทำให้เขามั่นใจว่าการดำเนินการของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีความผิดปกติแต่อย่างใด และพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายอนุทินได้ยกประเด็นการผิดสัญญาในอดีตของพรรคเพื่อไทยขึ้นมา ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองไปยังพรรคเพื่อไทยให้พิจารณาการกระทำของตนเองก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต

การถูกยื่นถอดถอนพ้น สส. ของ “นายกฯ หนู” เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาในทิศทางใด และจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลปัจจุบันหรือไม่

ในขณะเดียวกัน การออกมาตอบโต้ของนายอนุทินต่อพรรคเพื่อไทยก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจและต้องจับตาดูต่อไปว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญของการที่ “นายกฯ หนู” ไม่กังวลถูกยื่นถอดถอนพ้น สส. นั้นมาจากความเชื่อมั่นในการกระทำของตนเอง และความพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมาย อาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทินได้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และทำความเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “นายกฯ หนู” ไม่กังวลถูกยื่นถอดถอนพ้น สส. ปม MOA สวนกลับเพื่อไทยเคยผิดสัญญา

“นายกฯ อนุทิน” เปิดตัว “วรภัค ธันยาวงษ์” ว่าที่ รมช.คลัง

“นายกฯ อนุทิน” เปิดตัว “วรภัค ธันยาวงษ์” อดีตที่ปรึกษา “พิชัย” เตรียมนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โควตาคนนอก

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดตัว นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย อดีตประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.)

โดยนายอนุทิน เปิดเผยว่า นายวรภัค ธันยาวงษ์ จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัวโควตารัฐมนตรีคนนอกรายที่ 4 นับตั้งแต่มีการเปิดตัวเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568

การเปิดตัว นายวรภัค ธันยาวงษ์ ในครั้งนี้สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองพอสมควร เนื่องจากเป็นการดึงบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางด้านการเงินและการธนาคาร เข้ามาร่วมบริหารประเทศในตำแหน่งสำคัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายวรภัค ธันยาวงษ์ ถือเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในแวดวงการเงินการธนาคารอย่างกว้างขวาง การเข้ามารับตำแหน่งในครั้งนี้จึงถูกคาดหวังว่าจะสามารถนำความรู้ความสามารถมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“นายกฯ อนุทิน” เปิดตัว “วรภัค ธันยาวงษ์” จ่อนั่ง รมช.คลัง โควตาคนนอก

การตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการเลือก นายวรภัค ธันยาวงษ์ เข้ามาร่วมทีมบริหาร ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง โดยอาศัยความรู้ความสามารถของบุคลากรจากหลากหลายสาขาอาชีพ

ความคาดหวังต่อ “นายวรภัค ธันยาวงษ์” ในฐานะ รมช.คลัง

เมื่อ นายวรภัค ธันยาวงษ์ เข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง อย่างเป็นทางการ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการนำนโยบายทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

นอกจากนี้ การเข้ามาของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ ยังถูกมองว่าเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

การแต่งตั้ง นายวรภัค ธันยาวงษ์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครั้งนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการเปิดโอกาสให้คนนอกที่มีความรู้ความสามารถได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม การทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังนั้น ย่อมต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายวรภัค ธันยาวงษ์ จะต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สมกับความไว้วางใจที่ได้รับจากนายกรัฐมนตรีและประชาชน

การจับตาดูนโยบายและการดำเนินงานของ **นายวรภัค ธันยาวงษ์** ในช่วงต่อจากนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่าการตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในครั้งนี้จะนำพาประเทศไปสู่ทิศทางใด

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” เปิดตัว “วรภัค ธันยาวงษ์” จ่อนั่ง รมช.คลัง โควตาคนนอก

อนุทิน นายกฯ คนที่ 32 ทำงานไม่หยุด ยุบสภาใน 4 เดือน

“อนุทิน ชาญวีรกูล” แถลงครั้งแรกในฐานะนายกฯ คนที่ 32 ลั่น ครม. ทำงานไม่มีวันหยุด ลุยแก้ 4 เรื่อง ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินและประชาชนคนไทย ย้ำไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พร้อมยุบสภาใน 4 เดือน

เมื่อเวลา 12.17 น. วันที่ 7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แถลงครั้งแรกภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า สวัสดีพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพรักทุกท่าน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ตัวกระผมอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ผมยืนอยู่ตรงนี้ด้วยความตระหนักดีว่าการเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันนี้อาจจะมีข้อจำกัดหลายประการหลายด้านในการปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน แต่อย่างไรก็ตามขอให้ความมั่นใจต่อพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านว่า ตัวผมและคณะรัฐมนตรีของผมทุกคนจะมุ่งมั่นทุ่มเททำงานด้วยความไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกำลังกาย กำลังสมอง เพื่อให้ประเทศไทยของเราได้หลุดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตต่างๆ โดยเร็วที่สุด

ผมต้องขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ให้ความมั่นใจโดยผ่านความไว้วางใจและการลงคะแนนเสียงของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน ที่ได้ให้การสนับสนุนตัวกระผมให้เข้ามาแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ท่านได้เสียสละให้ประเทศไทยมีทางออกและหลังจากลงคะแนนเสียงเรียบร้อยแล้วท่านก็ได้กลับไปอยู่ในเจตนารมณ์ของท่านก็คือการเป็นฝ่ายตรวจสอบ

และผมต้องขอขอบพระคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคกล้าธรรม พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปไตยใหม่ และพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ให้การสนับสนุนไว้วางใจทำให้รัฐบาลของผมภายใต้การนำของผมที่เป็นนายกรัฐมนตรีกำลังจะเกิดขึ้นเพื่อมารับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชนรับใช้ประเทศไทยที่รักของเรา

วันนี้ด้วยเวลาที่มีอยู่เราจะเร่งแก้ไขปัญหา 4 ด้าน ที่เป็นภัยคุกคามและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวไทย เรื่องที่ 1 ปัญหาเศรษฐกิจ เราจะเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่งต่างๆ ให้แก่พี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการทั้งหลาย และจะแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย หามาตรการต่างๆ ทั้งทางกฎหมายและการอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชน ตลอดจนทำให้รายได้ของชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นฐานรากของสังคมไทยมีความมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

เรื่องที่ 2 ความมั่นคง ซึ่งเป็นปัญหาที่กำลังดำเนินอยู่ รัฐบาลของผมจะเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อให้เกิดการลดความสูญเสียของประชาชนของทั้งสองประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม “ประเทศไทยจะต้องยึดหลักการที่เราจะต้องไม่มีวันเสียดินแดนแผ่นดินเราแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว คนไทยจะต้องไม่เสียประโยชน์คนไทยจะต้องดำเนินชีวิตด้วยความเป็นปกติสุข” และรัฐบาลจะเร่งดำเนินการชดเชยให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีการล่าช้าไปบ้าง แต่รัฐบาลของผมจะต้องชดเชยให้กับค่าเสียหายต่างๆ ให้แก่พี่น้องประชาชนในบริเวณจังหวัดที่มีจังหวัดชายแดนติดต่อกับกัมพูชาด้วยความรวดเร็ว ครอบคลุมทุกหลังคาเรือน

เรื่องที่ 3 ปัญหาภัยธรรมชาติ ต้องเร่งต่อยอดในเรื่องการจัดทำระบบเตือนภัย ซึ่งได้ทำมาแล้วในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หวังว่าในช่วงที่ไปพักร้อนอยู่สักพักหนึ่งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานต่างๆ ที่เราได้เคยประชุมหารือกันอยู่ คงไม่ได้หยุดในการที่จะจัดหาระบบเตือนภัยระบบป้องกันภัย ระบบการเยียวยาฟื้นฟู และระบบการแจ้งเตือนภัยต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชน เราจะต้องเร่งให้มีการชดเชยค่าเสียหายให้กับประชาชนผู้ประสบภัยจากภัยธรรมชาติอย่างรวดเร็ว ทันท่วงที สมเหตุสมผล และมีความเป็นธรรม

“ตัวกระผมเองมีความคุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นอย่างดีในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และจะเข้ามาดำเนินการอย่างเต็มที่และเข้มแข็ง เพราะผมก็จะควบในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะไม่มีการหยุดชะงักและจะไม่มีการติดอุปสรรคใดๆ ผมเชื่อมั่นว่าผมยังคงจะได้รับความร่วมมือที่ดีจากพี่น้องข้าราชการทุกหน่วยงานที่ผมมีความคุ้นเคย”

ทั้งนี้ ตนไม่ได้มีความคุ้นเคยเฉพาะพี่น้องข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงสาธารณสุขที่อยู่มา แต่ในช่วงเป็นรองนายกรัฐมนตรีก็ได้มีความสัมพันธ์ มีเครือข่ายความร่วมมือจากทุกๆ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านการพลเรือน ตำรวจ ความมั่นคง กองทัพ ในเวลาที่ผ่านมาที่ผมมีตำแหน่งหน้าที่ราชการอยู่ เรื่องปัญหาความร่วมมือไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการทำงานเพื่อตอบสนองพี่น้องประชาชนแต่อย่างใดเลย ตรงกันข้ามผมมั่นใจในความสามารถของตัวผมเอง ที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์และประสานงานเร่งให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเพราะประโยชน์ทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นด้วยเวลาที่รวดเร็วด้วยความร่วมมือที่เข้มแข็ง ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ก็คือพี่น้องประชาชนทั้งสิ้นซึ่งผมมั่นใจว่าผมและพี่น้องข้าราชการทุกท่านมีเป้าหมายเดียวกัน

เรื่องที่ 4 ปัญหาเรื่องภัยสังคม รัฐบาลจะเร่งปราบปรามกระบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนันและการพนันออนไลน์ทั้งหลายอย่างจริงจัง โดยสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านและมิตรประเทศเพื่อกำจัดภัยสังคมทุกรูปแบบ

“ขอให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจว่าผมมาเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ไม่ได้มาด้วยบุญคุณของใคร ยกเว้นบุญคุณของพี่น้องประชาชนชาวไทยโดยผ่านผู้แทนราษฎรของท่าน เพราะฉะนั้นผมมีผู้ที่ผมจะต้องตอบแทนพระคุณอยู่เพียงกลุ่มเดียวก็คือพี่น้องประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นสุดยอดปรารถนาของผม”

การแก้ไขปัญหาที่ได้กล่าวมา 4 ประการหลักๆ ขอให้ความมั่นใจว่าจะต้องได้รับความร่วมมือและการประสานงานเพื่อให้เจตนารมณ์ของผมซึ่งก็คือเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนทุกคน ได้ขับเคลื่อนไปด้วยประสิทธิภาพและความรวดเร็วโดยปราศจากอุปสรรคและสิ่งกีดขวางใดๆ เพราะมั่นใจว่าด้วยประสบการณ์ที่ตัวผมและคณะรัฐมนตรีที่ผมกำลังคัดสรรแต่งตั้งให้มาทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนนั้น จะไม่มีเวลาทดลองงาน ผมต้องคัดสรรมาอย่างดีเมื่อทุกคนถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ก็จะปฏิบัติงานได้ทันทีด้วยความมีประสิทธิภาพ

ในเรื่องความกังวลทั้งหลายของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่เป็นความกังขาในเรื่องของจริยธรรม เรื่องตัวบทกฎหมายที่ในบางครั้งพวกตนก็ไม่ได้รับความยุติธรรม มีการกลั่นแกล้งใส่ร้าย แต่ถือว่าวันนั้นได้ผ่านไปแล้ว เรื่องที่เป็นสิ่งที่กังวลใจของพี่น้องประชาชน ขอเรียนยืนยันว่าตัวผมและรัฐบาลซึ่งก็หมายถึงรัฐมนตรีทุกคน จะทำงานโดยยึดความถูกต้องของกฎหมายเป็นหลักเท่านั้น

“ผมขอย้ำนะครับ จะไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมตามที่มีผู้ห่วงใยตามที่มีผู้กังวล แต่จะปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำงานด้วยกลไกซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ความยุติธรรมที่จะต้องมีกับผู้คนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครยัดเยียด ปรุงแต่ง หรือกลั่นแกล้งใส่ร้ายอย่างที่เคยมีผู้ปฏิบัติมา ขอให้พี่น้องประชาชนได้มีความมั่นใจ นอกจากจะไม่เข้าไปแทรกแซงแล้วจะเข้าไปเร่งรัด เปิดเผย ให้กระบวนการยุติธรรมทุกอย่างต้องอยู่บนโต๊ะ และสามารถอธิบายให้กับพี่น้องประชาชนที่มีความกังวลสงสัยหรือแม้กระทั่งคู่ความได้รับทราบ ถ้าตรงไหนผิดดำเนินการทันที แต่ต้องดำเนินการด้วยกฎหมาย ไม่ใช่กฎหมู่ ขอให้พี่น้องประชาชนคอยติดตามการทำงานของผมในเรื่องนี้”

ส่วนสิ่งที่พี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนมีความห่วงใย ซึ่งได้กำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลงว่า รัฐบาลของผมจะมีจุดมุ่งหมายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในหมวดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนอกจากนี้น่าจะมีกระบวนการตามที่ศาลรัฐธรรมนูญจะได้กำหนดวินิจฉัยในเร็วๆ นี้ “และหลังจากนั้นผมจะยุบสภาครับภายในกรอบเวลา 4 เดือนที่ได้มีข้อตกลงไว้ เพื่อที่เราจะได้คืนอำนาจกลับคืนสู่พี่น้องประชาชนให้พี่น้องได้ตัดสินใจอนาคตของประเทศต่อไป”

นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กล่าวต่อไปว่า แม้จะยังมีเวลาไม่มากนัก แต่มั่นใจว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย . ผมจะทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ในเวลาเวลาน้อยเพียง 4 เดือน ดังนั้นตัวผมและคณะรัฐมนตรีจะไม่มีวันหยุด ไม่มีพักร้อน และถ้าเป็นไปได้ต้องไม่มีการเจ็บป่วย ไม่มี Holiday ไม่มีวันที่จะบอกว่าพักผ่อนกับครอบครัว ยกเว้นพักผ่อนตามความต้องการของร่างกายในทุกๆ วัน ผมเชื่อว่า 4 เดือนคนที่มาเป็นรัฐมนตรีของผมรวมทั้งตัวผมเอง จะสามารถยืนหยัดทำงานให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่เราจะต้องเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย ให้หลุดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตให้จงได้ในระยะเวลาที่มีอยู่

จากนั้นเราจะสร้างรากฐานเพื่อที่รัฐบาลชุดต่อไปจะได้มาสานต่อการทำงานของรัฐบาล โดยดำรงเจตนารมณ์ให้พี่น้องประชาชนมีความอยู่ดีมีสุข มีความมั่นคงในชีวิตเพื่อความยั่งยืนตลอดไป รวมทั้งจะสร้างความรักความสามัคคีของคนในชาติเพื่อสร้างเป็นพลังในการเป็นประเทศไทยที่รักของเราสืบไป

ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ผมจะไม่ทำให้เจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนที่มอบความไว้วางใจในตัวผมต้องสูญเปล่าและผมจะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถที่จะทำงานตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรับใช้พี่น้องประชาชนของผม ให้สมกับความไว้วางใจที่ท่านได้กรุณามีให้แก่ผมในการเป็นนายกรัฐมนตรีของท่านในวันนี้ ขอขอบพระคุณครับ”

อนุทิน นายกฯ คนที่ 32 ทำงานไม่หยุด ยุบสภาใน 4 เดือน

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้: อนุทิน นายกฯ คนที่ 32 ทำงานไม่หยุด ยุบสภาใน 4 เดือน จริงหรือไม่?

การแถลงนโยบายของ อนุทิน นายกฯ คนที่ 32 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคง การประกาศยุบสภาใน 4 เดือน ถือเป็นสัญญาประชาคมที่ต้องติดตามว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ การทำงานของรัฐบาลชุดนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องจับตาดู

ที่มา – “อนุทิน” นายกฯ คนที่ 32 แถลงครั้งแรก ทำงานไม่หยุด ลุยแก้ 4 เรื่อง ยุบสภาใน 4 เดือน

ไชยชนก ชิดชอบ: ว่าที่รัฐมนตรี อว. คนใหม่?

เปิดประวัติ ไชยชนก ชิดชอบ ที่มีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1” จากเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จ่อเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หลายคนกำลังจับตามองว่าเขาจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาไทยไปในทิศทางใด

ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

ขณะที่นายอนุทินเร่งจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำด้วย สส. 146 เสียง โผ “ครม.อนุทิน 1” ที่เป็นกระแสคือชื่อของ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีโอกาสได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ประวัติ ไชยชนก ชิดชอบ โดยสังเขป

นายไชยชนก ชิดชอบ หรือ นก เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2533 เป็นบุตรชายคนโตของ นายเนวิน ชิดชอบ และ นางกรุณา ชิดชอบ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 2 อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ต

การศึกษาของ ไชยชนก ชิดชอบ

ไชยชนก ชิดชอบ สำเร็จการศึกษาไฮสกูล ที่ Millfield Preparatory School, England และจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์การเงินจากมหาวิทยาลัยในลอนดอน

นอกจากนี้ นายไชยชนก ยังมีความสนใจในด้านกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล จึงเข้ามาช่วยบิดาดูแลสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รวมทั้งสนามแข่งรถ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และยังก่อตั้งบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ต พร้อมทั้งมีส่วนร่วมนำทีมดังกล่าวชนะเลิศการแข่งขันอารีนาออฟเวเลอร์ ทั้งโปรลีก 2 สมัย (ฤดูหนาว พ.ศ. 2562 และฤดูร้อน พ.ศ. 2563) และระดับนานาชาติในปี พ.ศ. 2564 โดยไชยชนกมีประวัติการทำงานด้านกีฬา ดังนี้

  • 16 เมษายน 2559 – 24 ตุลาคม 2562 ผู้จัดการโครงการ บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จำกัด
  • 25 ตุลาคม 2562 – 30 เมษายน 2566 ผู้จัดการงานอีเวนต์ บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จำกัด
  • 30 ตุลาคม 2560 – 15 สิงหาคม 2564 รองผู้อำนวยการสายงานการตลาดและการสื่อสาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด
  • 16 ตุลาคม 2564 – 30 เมษายน 2566 ที่ปรึกษา บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด
  • 1 มกราคม 2563 – 30 เมษายน 2566 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุรีรัมย์ อีสปอร์ต จำกัด

เส้นทางการเมืองของ ไชยชนก ชิดชอบ

สำหรับเส้นทางการเมือง นายเนวินได้เปิดตัว “ไชยชนก” เป็นว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ของพรรคภูมิใจไทย ในพิธีทำบุญเปิดอาคารสำนักงานพรรคภูมิใจไทย อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2565

จากนั้นนายไชยชนก ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย โดยเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์รุ่นที่ 3 ของตระกูลชิดชอบ ต่อจากผู้เป็นปู่ คือ นายชัย ชิดชอบ และเนวินผู้เป็นบิดา ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป 2566 โดยนายไชยชนก ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 2 และได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยแรก

ต่อมาในปี 2567 ที่ประชุมใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยได้เลือก นายไชยชนกเป็นเลขาธิการพรรค แทน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ผู้เป็นอา ที่ลาออกจากตำแหน่ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี นายไชยชนกในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และบุคคลที่ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวในบัญชีที่พรรคภูมิใจไทยแจ้งไว้ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 2 ปีก่อนหน้าเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32.

ไชยชนก ชิดชอบ

บทบาทใหม่ของ ไชยชนก ชิดชอบ ในรัฐบาล

การก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ของ ไชยชนก ชิดชอบ ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ เขาจะต้องเผชิญกับความคาดหวังจากหลายภาคส่วน ทั้งในด้านการพัฒนาการศึกษา การส่งเสริมงานวิจัย และการสร้างนวัตกรรมที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า

ด้วยประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งในด้านธุรกิจกีฬา การบริหาร และการเมือง ทำให้หลายคนเชื่อมั่นว่า นายไชยชนก จะสามารถนำพา กระทรวง อว. ไปสู่ความสำเร็จได้ แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกับบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เขาสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ไชยชนก ชิดชอบ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของเขา การตัดสินใจและนโยบายของเขาในอนาคต จะเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะจะมีผลต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – ประวัติ “ไชยชนก ชิดชอบ” จ่อนั่งรัฐมนตรีป้ายแดง อว. หลังมีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1

อนุทินรับสนองฯ เป็นนายกฯ คนที่ 32

“อนุทิน ชาญวีรกูล” รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้ว พรรคภูมิใจไทย-พรรคร่วมรัฐบาล ร่วมพิธี

เมื่อเวลา 11.33 น. วันที่ 7 กันยายน 2568 ว่าที่ร้อยตำรวจตรีอาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อัญเชิญพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถ.พหลโยธิน เขตจตุจักร กทม. โดยได้อัญเชิญไปยังสถานที่ในการรับสนองพระบรมราชโองการฯ จากนั้นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อ่านพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) และประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เห็นชอบด้วย ในการแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จากนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับเป็นศุภสิริมงคลและเกียรติยศอันไพบูลย์แก่ข้าพระพุทธเจ้าและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้ พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมนี้จะเป็นที่สำนึกและเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมของข้าพระพุทธเจ้าและครอบครัวตลอดไป

ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายสัตย์ว่า จะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรม ให้สมกับที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยเพื่อความผาสุกของประชาชนชาวไทย และความวัฒนาสถาพรของประเทศชาติ ตามพระราชปณิธานและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

สำหรับบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย มีครอบครัวของนายอนุทิน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกพรรค รวมถึงพรรคร่วมที่จะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ เข้าร่วมในพิธีรับสนองพระบรมราชโองการฯ ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งจากนี้จะเป็นการตั้งคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.อนุทิน 1 และดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป. 

ในวันที่ 7 กันยายน 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความยินดีของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และพรรคร่วมรัฐบาล

อนุทิน รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้ว

พิธีรับสนองพระบรมราชโองการฯ จัดขึ้น ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยมี ว่าที่ร้อยตำรวจตรีอาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้อัญเชิญพระบรมราชโองการฯ และอ่านประกาศแต่งตั้ง ท่ามกลางสักขีพยานจากครอบครัว สมาชิกพรรค และพรรคร่วมรัฐบาล

ภายหลังจากการรับสนองพระบรมราชโองการฯ นายอนุทิน ได้กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณตน ว่าจะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมีคุณธรรม เพื่อความผาสุกของประชาชนชาวไทย และความวัฒนาสถาพรของประเทศชาติ

ก้าวต่อไปของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน

หลังจากที่นายอนุทิน รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือ การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.อนุทิน 1) และการดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของนายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ในการนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ดังนั้น การที่นายอนุทิน รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การเข้ารับตำแหน่ง แต่เป็นการเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ เพื่อพิสูจน์ความสามารถ และสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์

และแน่นอนว่า ประชาชนชาวไทยทุกคน ต่างก็มีความหวังว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน จะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และสร้างความสุขให้กับทุกคนได้

อนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่นี้ ดังนั้น เราจึงต้องติดตามและให้กำลังใจพวกเขา ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้ว

เพื่อไทยยินดีรัฐบาลใหม่ พร้อมตรวจสอบเข้มข้น

พรรคเพื่อไทย ยินดีรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำโดย “อนุทิน” พร้อมเป็นฝ่ายค้านตรวจสอบเข้มข้น เหน็บพรรคประชาชน จะเป็นฝ่ายค้านเต็มตัวหรือฝ่ายค้านครึ่งบกครึ่งน้ำ นี่คือจุดยืนของพรรคเพื่อไทย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 กันยายน 2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวภายหลังการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ว่า พรรคเพื่อไทยขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับการลงมติจากเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร

แม้วันนี้ พรรคเพื่อไทยจะไม่ได้เป็นพรรครัฐบาลแล้ว แต่ขอยืนยันว่าเราจะยังเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ภายใต้หลักการของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา พร้อมตรวจสอบรัฐบาลตั้งแต่วินาทีแรก และพร้อมเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทันทีที่พบการใช้อำนาจโดยมิชอบ พรรคเพื่อไทยพร้อมเริ่มงานตั้งแต่วินาทีแรกที่รัฐบาลชุดใหม่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เราขอยืนยันว่าประเด็นใหญ่และสำคัญที่รัฐบาลเพื่อไทยได้ดำเนินการมาตลอดจะไม่สูญเปล่า

ประเด็นแรก คือ การดำเนินคดีการบุกรุกที่ดินเขากระโดง และประเด็นที่สอง คือ การตรวจสอบการดำเนินคดีเกี่ยวกับการฮั้ว สว. ทั้งสองเรื่องนี้เป็นข้อสงสัยสำคัญของสังคมว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองซึ่งปัจจุบันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ พรรคเพื่อไทยจะตรวจสอบและจับตาทุกฝีก้าวว่ารัฐบาลชุดใหม่จะดำเนินการเรื่องเหล่านี้อย่างไร หากพบว่ามีความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือทำให้คดีความล่าช้า พรรคเพื่อไทยจะใช้ทุกช่องทางตรวจสอบที่มีอยู่ในการหยุดยั้งการกระทำดังกล่าว เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักการของประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาและหลักนิติรัฐ

“หากเมื่อใดก็ตามที่เห็นว่ามีความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ทั้งกรณีเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. สส.พรรคเพื่อไทยพร้อมเข้าชื่อเสนอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีทันที แม้จะยังไม่ครบกำหนด 4 เดือน ตามบันทึกข้อตกลงส้ม–น้ำเงิน ความยุติธรรมต้องไม่ถูกซื้อ ความจริงต้องไม่ถูกปกปิด อำนาจต้องถูกตรวจสอบ”

ทั้งนี้ แม้รัฐบาลภูมิใจไทยชุดนี้ตั้งขึ้นตามระบบรัฐสภา ผ่านการตัดสินใจเลือกยกมือให้ของพรรคประชาชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่พิสดารเช่นนี้ ย่อมยากที่จะคาดหวังความสำเร็จในการบริหารประเทศ และพรรคประชาชนในฐานะคะแนนเสียงหลักของการตั้งรัฐบาล ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองได้

กรณีที่หลายคนอาจตั้งคำถามว่าการตั้งรัฐบาลชุดนี้แตกต่างจากการจัดตั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยในปี 2566 อย่างไร ตนขอเรียนว่ามีความต่างอย่างสิ้นเชิง พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคอันดับสอง เคยยกมือสนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึงสองครั้ง และพรรคก้าวไกลก็ส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อเจรจาหาคะแนนเสียงเพิ่มเติมจากพรรคอื่นๆ ทุกพรรคกลับปฏิเสธที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล โดยพรรคแรกที่ปฏิเสธชัดเจนก็คือพรรคภูมิใจไทย

ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงต้องเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลต่อโดยไม่มีพรรคก้าวไกลเข้าร่วม และเลือกจัดตั้งรัฐบาลโดยมีนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำของรัฐบาล ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับสิ่งที่พรรคประชาชนทำในวันนี้ คือยกมือสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยให้เป็นแกนนำ และกลายเป็นการตั้งรัฐบาลอนุรักษนิยมที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา หากไม่นับรวมรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร เมื่อการตั้งรัฐบาลนี้สำเร็จ บทบาทของพรรคประชาชนก็ยังไม่จบเพียงแค่โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ยังต้องทำหน้าที่เป็นองค์ประชุมสภาให้กับพรรคภูมิใจไทยด้วย ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดปกติของการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุต่อไปว่า แม้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะประกาศเชิญชวนให้พรรคเพื่อไทยร่วมทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ตนยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่เคยเป็นฝ่ายค้านที่อ่อนแอ แต่วันนี้อยากให้พรรคประชาชนทบทวนความหมายของการเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งอีกครั้งว่า ฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ควรทำหน้าที่เป็นผู้ประคองรัฐบาล หรือควรเป็นผู้คานอำนาจของรัฐบาลกันแน่ ฝ่ายค้านที่แท้จริงไม่ใช่ผู้ประคองรัฐบาล แต่คือตัวแทนของประชาชนที่คอยตรวจสอบรัฐบาล

“และเมื่อคำขวัญของพรรคประชาชนคือ พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค ดิฉันเห็นว่า ณ วันนี้ ควรจะต่อท้ายไปด้วยว่า พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค อนุรักษ์นิยมใหญ่กว่าใคร เราอยากเห็นพรรคประชาชนซึ่งวันนี้ยังไม่ชัดเจนว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว หรือฝ่ายค้านครึ่งบกครึ่งน้ำ ได้ร่วมตรวจสอบรัฐบาลอย่างจริงจัง เพื่อสร้างมาตรฐานทางการเมืองที่โปร่งใส”

ส่วนกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่าพรรคประชาชนโหวตให้นายอนุทิน เพื่อฝ่าทางตัน และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งนั้น น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า พรรคประชาชนต้องเลิกจินตนาการ และเลิกสร้างทางตันเทียมมาเป็นข้ออ้าง เพราะสำหรับพรรคเพื่อไทย การเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี ไม่เคยอยู่ในสมการของเราเลย

พรรคเพื่อไทยยืนยันมาตลอดว่าเรายังมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งท่าน คือนายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งเป็นเหตุผลที่พรรคเสนอชื่อแคนดิเดตไว้ถึง 3 คนตั้งแต่ตอนแรก แม้จะถูกล้อเลียนว่าเป็นนายกฯ กล่องสุ่ม แต่วันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าการมีรายชื่อสำรองไว้คือการเตรียมรับมือกับกลไกของรัฐธรรมนูญปี 2560 และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดทางตัน

พรรคเพื่อไทยยินดีรัฐบาลใหม่พร้อมตรวจสอบเข้มข้น

“ดิฉันขอย้ำอีกครั้งว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยยังแข็งแรง พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มกำลัง เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและพี่น้องประชาชน เราจะไม่ยอมให้กระบวนการประชาธิปไตยถูกบิดเบือน และจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษามาตรฐานการเมืองที่โปร่งใส รัฐบาลอาจเปลี่ยนขั้วแต่พรรคเพื่อไทยไม่เคยเปลี่ยนหัวใจ เพราะหัวใจของเรายืนอยู่ข้างประชาชนเสมอ”

เพื่อไทยยินดีรัฐบาลใหม่ พร้อมตรวจสอบเข้มข้น

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความยินดีกับรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นเพียงการแสดงออกตามมารยาททางการเมือง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการประกาศว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มข้น เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสเเละเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเเละประชาชนอย่างเเท้จริง

การตรวจสอบเข้มข้น คือหัวใจสำคัญในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

การที่พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำถึงการตรวจสอบเข้มข้น สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีที่ดินเขากระโดง และการตรวจสอบการฮั้ว สว. ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามอง การตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้รัฐบาลตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศ

พรรคเพื่อไทยยังต้องการเห็นพรรคประชาชนในการทำหน้าที่ในสภาเเละตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่นี้อย่างจริงจัง

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ จะทำให้การเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว ร่วมติดตามการทำงานของพรรคเพื่อไทยในการตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่

ที่มา – เพื่อไทยยินดีรัฐบาลใหม่ พร้อมตรวจสอบเข้มข้น เหน็บ ปชน. ฝ่ายค้านครึ่งบกครึ่งน้ำ

สื่อมวลชนเกาะติด พรรคภูมิใจไทยเตรียมพร้อมสถานที่

สื่อมวลชนเกาะติดที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เตรียมสถานที่พร้อมพิธีในพิธีสำคัญของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

วันที่ 7 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำการพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้สื่อข่าวปักหลักรอทำข่าวกันอย่างหนาแน่นที่บริเวณชั้น 2 ของที่ทำการพรรค ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

สำหรับพิธีรับสนองพระบรมราชโองการ จัดขึ้นที่บริเวณชั้น 4 ของที่ทำการพรรค โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดพื้นที่และอำนวยความสะดวกให้สื่อมวลชนรออยู่บริเวณชั้น 2 แต่จะมีจอมอนิเตอร์ภายในห้องพักสื่อมวลชนสำหรับรับชมถ่ายทอดสดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีรับสนองพระบรมราชโองการ นายอนุทิน กำหนดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย.

การเตรียมความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพิธีรับสนองพระบรมราชโองการ และความคาดหวังที่พรรคมีต่อการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำพาประเทศไปข้างหน้า สื่อมวลชนเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรายงานข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างรวดเร็วและถูกต้อง

สื่อมวลชนเกาะติด พรรคภูมิใจไทยเตรียมพร้อมสถานที่

การที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมสถานที่อย่างพิถีพิถัน สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอย่างเต็มความสามารถ ข่าวการเตรียมสถานที่ของพรรคภูมิใจไทยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพรรคในการเมืองไทย

ทำไมสื่อมวลชนจึงเกาะติดพรรคภูมิใจไทย?

เหตุผลที่สื่อมวลชนเกาะติด พรรคภูมิใจไทยเตรียมพร้อมสถานที่ เป็นเพราะ:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
  • พิธีรับสนองพระบรมราชโองการเป็นพิธีสำคัญทางประวัติศาสตร์
  • พรรคภูมิใจไทยมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล

การที่สื่อมวลชนให้ความสนใจกับพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรายงานข่าว แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อพรรค และบทบาทของพรรคในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า การเข้ารับตำแหน่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำพาประเทศไทยไปในทิศทางใด เป็นสิ่งที่ทุกคนกำลังจับตามอง

การทำงานของสื่อมวลชนในการเกาะติดสถานการณ์ทางการเมือง ถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบอำนาจ และทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติ

การติดตามข่าวสารจากสื่อต่างๆ อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองได้อย่างลึกซึ้ง และสามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผล การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ในขณะที่เราเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือการรักษาสติ และพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง และมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตของประเทศไทยที่ยั่งยืน

ที่มา – สื่อมวลชนเกาะติด พรรคภูมิใจไทยเตรียมพร้อมสถานที่รับพิธีสำคัญ

Scroll to top