นโยบายรัฐบาล

พาณิชย์สั่งลุย เร่งระดมของใช้อุปโภคบริโภค ส่งด่วนถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในภาคเหนือโดยเฉพาะที่จังหวัดน่านกำลังเป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศเดินหน้าเต็มกำลังด้วยนโยบาย พาณิชย์สั่งลุย เร่งระดมของใช้อุปโภคบริโภค ส่งด่วนถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ได้เร็วที่สุด

พาณิชย์สั่งลุย เร่งระดมของใช้อุปโภคบริโภค ส่งด่วนถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายในเปิดเผยว่า จากอุทกภัยรุนแรงครั้งนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ผนึกกำลังกับภาคเอกชนและผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ เพื่อจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม อาหารแห้ง และของใช้ในชีวิตประจำวันเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำว่าภารกิจ พาณิชย์สั่งลุย เร่งระดมของใช้อุปโภคบริโภค ส่งด่วนถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ คือหัวใจสำคัญในการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะวิกฤตนี้

ช่องทางร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือ

นอกจากภาครัฐจะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนแล้ว กรมการค้าภายในยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยท่านสามารถร่วมบริจาคสิ่งของจำเป็นเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือได้ดังนี้:

  • ติดต่อสอบถามข้อมูลการบริจาคได้ที่ กองจัดระบบราคาและปริมาณสินค้า
  • โทรศัพท์ติดต่อประสานงานโดยตรงที่เบอร์ 02-507-5689
  • ประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ที่ท่านตั้งอยู่

ความพยายามในการ พาณิชย์สั่งลุย เร่งระดมของใช้อุปโภคบริโภค ส่งด่วนถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ ในครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพียงแค่การจัดส่งสินค้า แต่ยังรวมถึงการเฝ้าระวังราคาสินค้าไม่ให้เอาเปรียบประชาชนในช่วงที่สินค้าขาดแคลนอีกด้วย

ในฐานะคนไทย การส่งกำลังใจและแรงสนับสนุนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราเชื่อมั่นว่าการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ จะช่วยให้พี่น้องภาคเหนือผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ระดับน้ำจะเริ่มคลี่คลายในเร็ววันเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง

ที่มา – พาณิชย์สั่งลุย เร่งระดมของใช้อุปโภคบริโภค ส่งด่วนถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ

ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D

ในยุคที่โลกหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง การขับเคลื่อนประเทศให้ทันต่อสถานการณ์เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ล่าสุด ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นการทำงานแบบร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เน้นผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง

ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D

การปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการรับมือกับความท้าทายรอบด้านที่เรียกว่า 5D ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์, การกระจายความเสี่ยง, เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI, การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ซึ่ง ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D ได้อย่างตรงจุด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่ต้องเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในตลาดโลก

กลยุทธ์ยกระดับเกษตรและ SMEs แบบ Cluster

การทำงานภายใต้ 4 คณะทำงานนี้ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาผ่านระบบ Cluster เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมและกลุ่ม SMEs โดยมีแนวทางที่ชัดเจน ดังนี้:

  • ภาคเกษตร: เน้นยกระดับการผลิต การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแตต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกษตรกรไทยพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
  • SMEs: สร้าง SME Journey ที่ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ไปจนถึงการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาค ด้วยการปลดล็อกกฎระเบียบและเข้าถึงแหล่งทุน
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy: ปรับโฉมจากแค่การนับจำนวนนักท่องเที่ยว สู่การสร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูง
  • การค้าระหว่างประเทศ: เน้นการขยายตลาดใหม่ๆ และการใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สิ่งที่น่าสนใจคือการเน้นย้ำว่าเราต้องเปลี่ยนจากคำถามว่า “เรามีอะไร” เป็น “ตลาดต้องการอะไร” ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการปรับตัวในยุคใหม่ การทำงานที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริงโดยมีกูรูอย่าง คุณวีระศักดิ์ และ คุณกอบศักดิ์ เข้ามาช่วยขับเคลื่อน จะทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในเร็วๆ นี้

โดยสรุป การผนึกกำลังครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ การให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs คือกุญแจหลักที่จะกระจายรายได้และความมั่งคั่งให้ลงไปถึงฐานรากของสังคมได้อย่างแท้จริง ซึ่งเราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลสัมฤทธิ์ใน 6 เดือนถึง 1 ปีข้างหน้าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D ยกระดับเกษตร-SMEs

สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม

ในยุคที่การค้าโลกมีความซับซ้อนสูง ปัญหาเรื่องการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้ากลายเป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ประกาศเดินหน้าเชิงรุกเพื่อ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย

มาตรการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

กรมการค้าต่างประเทศได้ยกระดับมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์หรือการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม (transshipment) อย่างเข้มงวด โดยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพในระบบ ROVERs Plus เพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนในการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อแสดงความโปร่งใสและแสดงจุดยืนในการปกป้องผู้ส่งออกที่สุจริต

กลยุทธ์ยกระดับการตรวจสอบเพื่อการค้าที่เป็นธรรม

นอกจากเทคโนโลยี AI แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้เพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังขึ้นเป็น 67 รายการ และมีการทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามข้อมูลผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์ โดยมีรายละเอียดมาตรการที่สำคัญดังนี้:

  • การเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังเป็น 67 รายการ (274 พิกัดศุลกากร)
  • การใช้ระบบ AI ตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านถิ่นกำเนิดสินค้า
  • การลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการจริงทั่วประเทศ
  • การจัดอบรมผู้ประกอบการเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้ากว่า 2,000 ราย

ความพยายามในการ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ห่วงโซ่อุปทานไทยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาของสหรัฐฯ และตลาดโลก

การเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทานเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเชิงเศรษฐกิจ แต่การแยกแยะระหว่างการขยายฐานการผลิตจริงกับการแอบอ้างนั้นจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่ชัดเจน การหารือร่วมกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในปลายเดือนสิงหาคมนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้แสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าที่ประทับตรา “Made in Thailand” คือสินค้าที่มีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาตำแหน่งและสร้างความเชื่อมั่นในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

ปกครอง-ตร. ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมในชลบุรี ยึดปืนเถื่อน 71 กระบอก

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชลบุรีกันมาบ้างแล้ว กับปฏิบัติการครั้งสำคัญที่เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนต่างเร่งมือกันอย่างหนัก เพื่อคืนความสงบสุขให้กับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวครับ สำหรับหัวข้อหลักที่ต้องพูดถึงวันนี้คือ ปกครอง-ตร. ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมในชลบุรี ยึดปืนเถื่อน 71 กระบอก กระสุนเพียบ ซึ่งถือเป็นมาตรการเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาลที่เน้นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นที่ตั้ง

ปกครอง-ตร. ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมในชลบุรี ยึดปืนเถื่อน 71 กระบอก กระสุนเพียบ

เหตุการณ์ความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในช่วงที่ผ่านมาสร้างความกังวลให้กับสังคมเป็นอย่างมากครับ ทำให้นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ร่วมกับพล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และเหล่าเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ประกาศเดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยเน้นหนักในเรื่องของอาวุธปืนเถื่อนที่ไม่มีทะเบียน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของความรุนแรงต่างๆ

ผลงานความสำเร็จจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

จากปฏิบัติการอย่างเข้มข้นระหว่างเดือนมิถุนายนจนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่สามารถสร้างผลงานที่น่าประทับใจ ดังนี้:

  • ตรวจยึดอาวุธปืนรวม 88 กระบอก โดยเป็นปืนเถื่อนถึง 71 กระบอก
  • ยึดเครื่องกระสุนปืนได้มากกว่า 209 นัด
  • ดำเนินคดีด้านยาเสพติดไปแล้วกว่า 1,231 คดี
  • ตรวจยึดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติดมูลค่ารวมกว่า 204 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในประเด็น ปกครอง-ตร. ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมในชลบุรี ยึดปืนเถื่อน 71 กระบอก กระสุนเพียบ ทางเจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปถึงการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การจัดการกับบัญชีม้า ไปจนถึงการตรวจเข้มบริษัทนอมินีที่กระทำผิดกฎหมายอีกด้วยครับ ถือเป็นการทำงานที่ครอบคลุมทุกมิติเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่

การที่หน่วยงานรัฐบาลและตำรวจทำงานประสานกันอย่างเป็นเนื้อเดียวกันแบบนี้ เป็นสัญญาณที่ดีมากครับว่า จังหวัดชลบุรีจะมีความปลอดภัยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้นอกระบบ หรืออิทธิพลมืดที่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ก็ได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง สำหรับพี่น้องประชาชนหากพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด ก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้สังคมน่าอยู่ครับ

ในฐานะประชาชน ผมมองว่าความเข้มงวดเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งครับ แม้การปราบปรามจะทำได้ดีเพียงใด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันอย่างยั่งยืน การมีโครงการตำรวจชุมชนสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นนั้นช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเจ้าหน้าที่ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การลดปัญหาอาชญากรรมตั้งแต่ต้นตอ ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – ปกครอง-ตร. ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมในชลบุรี ยึดปืนเถื่อน 71 กระบอก กระสุนเพียบ

พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นคอรักสุขภาพคงชอบดื่มน้ำมะพร้าวกันเป็นประจำใช่ไหมครับ? แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าจะมีเรื่องน่าเป็นห่วงเกิดขึ้น เมื่อกระทรวงพาณิชย์ต้องออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในประเด็น พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น หลังจากมีเกษตรกรและผู้ประกอบการร้องเรียนเข้ามามากมายเกี่ยวกับปัญหาน้ำมะพร้าวที่ไม่ได้มาตรฐานวางขายเกลื่อนตลาดในราคาถูกผิดปกติครับ

พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น

ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ผู้บริโภคที่อาจได้สินค้าไม่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวไทยด้วยครับ เพราะการที่มีสินค้าปลอมปนราคาถูกออกมาตัดราคา ทำให้ความต้องการมะพร้าวผลสดจากสวนลดลงและราคาก็ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์จึงประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยให้เร่งตรวจสอบแหล่งผลิตใน 4 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และราชบุรี โดยเน้นเช็กความสมดุลระหว่างวัตถุดิบและปริมาณน้ำมะพร้าวที่ผลิตออกมา เพื่อตัดวงจรการผลิตที่ผิดปกติให้สิ้นซาก

มาตรการเด็ดขาดเพื่อแก้ปัญหา พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น

ทางกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มองข้ามปัญหานี้ โดยมองว่าการทำ พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ทั้งคนไทยและตลาดส่งออกต่างประเทศ โดยรัฐบาลจะเข้ามากำกับดูแลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบมะพร้าวให้ชัดเจน
  • ติดตามกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการให้เป็นไปตามมาตรฐาน
  • สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ให้สินค้ามีที่มาที่ไป

นอกจากนี้ การลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานขนาดใหญ่ยังช่วยสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยเรื่องภาวะราคาผลผลิตล้นตลาดในช่วงฤดูฝนและปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์โลกที่เข้ามากดดันราคาสินค้าเกษตรไทยด้วย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะการคุ้มครองผู้บริโภคและการช่วยเหลือเกษตรกรถือเป็นหน้าที่หลักที่รัฐบาลต้องเร่งทำ หากเราสามารถกำจัดสินค้าปลอมปนออกไปจากตลาดได้สำเร็จ ก็เชื่อมั่นว่าราคามะพร้าวหน้าสวนจะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น และช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้นครับ สำหรับใครที่เลือกซื้อน้ำมะพร้าว ก็อย่าลืมสังเกตฉลากและเลือกซื้อจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองนะครับ

ที่มา – พาณิชย์เอาจริง เช็กบิล “น้ำมะพร้าวปลอม” สั่งผู้ว่าฯ 4 จังหวัดลุยตรวจ หวังดึงราคาขึ้น

ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ

ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ เพื่อเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดของสินค้าผิดกฎหมายที่กำลังทำลายสุขภาพของเด็กและเยาวชนไทย โดยการปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของภาครัฐในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

จากการลงพื้นที่ตรวจค้นรวม 5 จุดในย่านคลองถม เจ้าหน้าที่สามารถยึดบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยา และอุปกรณ์เสริมได้มากกว่า 20,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งสินค้าเหล่านี้ถูกเตรียมกระจายไปยังตลาดหน้าร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ โดย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ปฏิบัติการ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ ในครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะภาครัฐจะเดินหน้าไล่ล่าผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง

อันตรายและโทษหนักจากการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ามีโทษรุนแรงตามกฎหมาย โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท ซึ่งในคดีการ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้กำชับชัดเจนว่ากฎหมายห้ามเปรียบเทียบปรับเพื่อระงับคดีเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดกลับมาทำซ้ำ

ในมุมมองด้านสาธารณสุข บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าปลอดภัยอย่างที่หลายคนเข้าใจ ข้อมูลจาก สคบ. ยืนยันว่าสารพิษในบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อปอดและระบบทางเดินหายใจของเยาวชนอย่างรุนแรง ดังนี้:

  • นิโคตินในระดับสูง: บุหรี่ไฟฟ้า 1 แท่งอาจมีนิโคตินเทียบเท่าบุหรี่มวนถึง 20 มวน
  • ละอองขนาดเล็ก: อนุภาคเล็กกว่า PM 2.5 ทำให้สารเคมีซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย
  • สารก่อมะเร็งและโลหะหนัก: การสูดดมส่งผลต่อการพัฒนาการของสมองเด็กและวัยรุ่นในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมบุตรหลาน หากพบเห็นการลักลอบจำหน่าย สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือสายด่วนตำรวจ 1599 เพื่อช่วยกันปกป้องสังคมจากภัยเงียบนี้

การปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า ภาครัฐเอาจริงกับการกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าให้หมดไปจากประเทศไทย เพื่ออนาคตที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกหลานเราในระยะยาว

ที่มา – “ศุภมาส” เอาจริง สคบ. ผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึด 2 หมื่นชิ้น ฟันโทษหนัก

คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ

เชื่อว่าหลายคนเวลาเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้วลงเครื่องบินที่สนามบินภูมิภาค มักจะเจอปัญหาเรื่องการหารถเข้าเมืองที่บางครั้งก็ไม่สะดวกเท่าที่ควร หรือกังวลเรื่องราคาที่ตรวจสอบไม่ได้ ล่าสุดมีข่าวดีครับ เมื่อกระทรวงคมนาคมขยับตัวครั้งใหญ่ด้วยการหารือกับ Grab เพื่อยกระดับบริการขนส่งสาธารณะให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่มากขึ้น

คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าหลังจากได้หารือร่วมกับตัวแทนบริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีเป้าหมายหลักคือการเชื่อมโยงการเดินทางจากสนามบินไปยังจุดหมายปลายทางให้มีความไร้รอยต่อ ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบผู้ให้บริการได้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งถือเป็นการก้าวไปสู่ยุคการเดินทางแบบดิจิทัลที่แท้จริง

ทำไมถึงต้องจัดระเบียบผ่านความร่วมมือนี้?

ปัจจุบันกรมท่าอากาศยานได้จัดพื้นที่ให้รถสาธารณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่ รถสองแถว หรือรถโดยสารประจำทาง ในสนามบิน 21 แห่งทั่วประเทศอยู่แล้ว แต่การนำ Grab เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสารมากขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ความโปร่งใส: ผู้โดยสารทราบราคาและข้อมูลคนขับผ่านแอปพลิเคชันได้ทันที
  • ความปลอดภัย: มีระบบคัดกรองคนขับและตรวจสอบเส้นทางตลอดการเดินทาง
  • ความสะดวกสบาย: ลดปัญหาการรอคอยและการสื่อสารที่ผิดพลาด

สำหรับการดำเนินงานในเฟสแรก กระทรวงคมนาคมได้เตรียมให้ คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ ก่อนเป็น 3 แห่งแรก เพื่อทดสอบระบบให้พร้อมสำหรับการขยายผลไปสู่สนามบินอื่นๆ ทั่วไทยในอนาคต

ทางรัฐมนตรีได้กำชับอย่างเข้มงวดว่า ทุกฝ่ายต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายของกรมการขนส่งทางบกอย่างเคร่งครัด คนขับต้องมีการจดทะเบียนถูกต้อง เพื่อให้มาตรฐานการบริการออกมาดีที่สุดสำหรับผู้ใช้บริการทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติครับ

ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองมากครับ หากการทำโปรเจกต์ คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ สำเร็จตามเป้า เชื่อว่าการเดินทางท่องเที่ยวในไทยจะสะดวกและน่าประทับใจขึ้นอีกหลายเท่าตัว ใครที่เดินทางไป 3 จังหวัดนี้บ่อยๆ เตรียมตัวรอสัมผัสประสบการณ์ใหม่กันได้เลย แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับความร่วมมือนี้? มาแชร์กันได้นะครับ!

ที่มา – คมนาคม ถก Grab จัดระเบียบรถรับส่งสนามบินภูมิภาค นำร่อง อุดรฯ-ขอนแก่น-อุบลฯ

เตือนภัย ชามไก่ลำปาง ของปลอมระบาด เสี่ยงคุกหนัก!

ระวังให้ดี! สกัดสินค้าเลียนแบบ ชามไก่ลำปาง ของแท้ต้องมีตรา GI

ใครที่ชอบเข้าครัวหรือสะสมเครื่องเซรามิกคงรู้จักชื่อเสียงของ ชามไก่ลำปาง กันเป็นอย่างดี แต่ล่าสุดกรมทรัพย์สินทางปัญญากำลังเดินหน้าเข้มงวดเพื่อสกัดสินค้าเลียนแบบที่แอบอ้างชื่อชามไก่ลำปางวางขายเกลื่อนตลาด ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายเต็มๆ ครับ ใครที่เผลอซื้อหรือตั้งใจขายของปลอมอาจโดนโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ย้ำชัดว่าการแอบอ้างชื่อ ชามไก่ลำปาง ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไปใช้กับสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในแหล่งกำเนิดจริง หรือไม่ได้มาตรฐานตามที่ขึ้นทะเบียน GI ไว้ เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีโทษปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท และหากมีการใช้ตราสัญลักษณ์ GI โดยไม่ได้รับอนุญาต ยังพ่วงความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า โทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 400,000 บาทเลยทีเดียวครับ

ทำไมต้องซื้อ ชามไก่ลำปาง แท้ที่มีตรา GI เท่านั้น?

การเลือกซื้อสินค้าที่มีตรา GI เป็นการการันตีว่าคุณได้รับของที่มีคุณภาพระดับภูมิปัญญาดั้งเดิม โดย ชามไก่ลำปาง ของแท้มีกระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน ดังนี้ครับ:

  • วัตถุดิบคุณภาพ: ใช้ดินขาวจากอำเภอแจ้ห่มผสมดินดำและทรายแก้ว ทำให้เนื้อเซรามิกมีความแข็งแกร่งเป็นเอกลักษณ์
  • งานฝีมือประณีต: ลวดลายไก่ ดอกโบตั๋น และต้นกล้วย ถูกวาดด้วยมือทุกชิ้นก่อนผ่านการเผาด้วยอุณหภูมิสูงถึง 1,250 องศาเซลเซียส
  • มาตรฐานความปลอดภัย: สีสันติดทน ใช้งานได้ยาวนาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภคแน่นอน

สำหรับเพื่อนๆ ที่กังวลว่าจะแยกของจริงของปลอมไม่ออก ผมแนะนำว่าให้สังเกตตราสัญลักษณ์ GI บนผลิตภัณฑ์ให้ดี หากไม่มีการแสดงที่มาที่ไปชัดเจน หรือราคาถูกจนน่าตกใจ ให้สงสัยไว้ก่อนเลยครับ หากใครพบเบาะแสการแอบอ้าง สามารถแจ้งสายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา 1368 ได้ทันที เพื่อช่วยกันรักษาภูมิปัญญาไทยไม่ให้ถูกสินค้าไร้คุณภาพมาแอบอ้างเอาเปรียบครับ การสนับสนุนผู้ผลิตตัวจริง นอกจากจะได้ของดีไปใช้แล้ว ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนอีกด้วยครับ

ที่มา – สกัดสินค้าเลียนแบบ “ชามไก่ลำปาง” กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตือนแอบอ้างชื่อ เสี่ยงคุกหนัก

“ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

เชื่อว่าหลายครอบครัวที่ตัดสินใจซื้อคอร์สเรียนพิเศษหรือคอร์สว่ายน้ำให้ลูกคงเคยหนักใจกับปัญหาการบริการที่ไม่เป็นธรรม ล่าสุดมีกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ ซึ่งถือเป็นชัยชนะของผู้บริโภคที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากผู้ปกครองท่านหนึ่งซื้อคอร์สว่ายน้ำให้ลูก แต่ทางโรงเรียนกลับปิดสาขาหนีและปฏิเสธการคืนเงินโดยอ้างเงื่อนไขคอร์สหมดอายุ ทั้งที่ไม่ได้มีการชี้แจงที่ชัดเจนตั้งแต่แรก

“ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

การเข้ามาจัดการของนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ สคบ. ในครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ผู้บริโภคต้องรอเงินคืนนานนับเดือน แต่เมื่อรัฐเข้ามาประสานงานโดยตรง กลับสามารถเจรจาให้คืนเงินได้ภายในเวลาเพียง 15 วัน ซึ่งถือว่ารวดเร็วและเป็นธรรมอย่างมากสำหรับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

สรุปประเด็น “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการอ้างเงื่อนไข “คอร์สหมดอายุ” เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบนั้นไม่ใช่ข้ออ้างที่ยอมรับได้ หากผู้ประกอบการไม่ได้แจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ทำสัญญา สคบ. จึงมีมาตรการตรวจสอบเข้มข้นขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ตรวจสอบสัญญาการให้บริการของธุรกิจกลุ่มเด็กและครอบครัวทั่วประเทศ
  • เน้นย้ำเรื่องการเปิดเผยเงื่อนไขการใช้บริการ การเปลี่ยนสาขา และสิทธิการขอคืนเงิน
  • ดำเนินคดีทันทีหากพบการปกปิดข้อมูลหรือตั้งเงื่อนไขเอาเปรียบผู้บริโภค

ในฐานะผู้บริโภค เราควรได้รับความคุ้มครองที่เท่าเทียม ไม่ใช่ถูกเอาเปรียบจากธุรกิจที่หวังเพียงผลกำไรโดยไม่สนใจมาตรฐานการบริการ การที่ภาครัฐออกมาตรวจสอบอย่างจริงจังในคดี “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่า ต่อไปนี้ผู้ประกอบการจะต้องมีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อลูกค้ามากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่พ่อแม่ต้องมานั่งกุมขมับกับเงินที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ หากใครพบเจอเหตุการณ์ที่ไม่เป็นธรรมแบบนี้ อย่าปล่อยผ่านครับ ให้รีบแจ้ง สคบ. ทันทีเพื่อให้สิทธิของเราได้รับการปกป้องอย่างถึงที่สุด

ที่มา – “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

Scroll to top