บ้านหนองหญ้าแก้ว

นายกฯ กังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด “นายกฯ อนุทิน” ให้อำนาจทหารเต็มที่ในการปกป้องชายแดน พร้อมแสดงความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 และกำชับ สส.ศรีสะเกษ ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ภูผี ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ทหารกัมพูชายิงปืนเล็กเข้ามาในพื้นที่ โดยนายกฯ กล่าวว่าได้มอบแนวทางให้กองทัพดำเนินการจัดการสถานการณ์ชายแดนได้อย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากยังไม่ได้แถลงนโยบายจึงยังไม่สามารถสั่งการอะไรเพิ่มเติมได้ในขณะนี้

นายกฯ อนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้เป็นได้เพียงความคิดและการประสานงานเท่านั้น” และขอให้รอจนกว่ารัฐบาลจะเข้าไปบริหารประเทศอย่างเต็มตัวก่อน

นายกฯ กังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2

เมื่อถูกถามถึงความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 นายอนุทินย้ำว่ามีความกังวลอยู่ตลอดเวลา และได้สั่งการให้เตรียมพร้อมรับมือกับการปะทะ รวมถึงเตรียมที่หลบภัยให้กับประชาชน

ในส่วนของการสนับสนุนทหาร นายอนุทิน เผยว่าได้พูดคุยแล้วว่าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เมื่อรัฐบาลเข้าไปบริหารประเทศอย่างเต็มตัวแล้ว หากทหารต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม รัฐบาลพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เมื่อถามถึงกรณีที่ทหารประเมินว่ามีการรุกล้ำอธิปไตยและสามารถดำเนินการตอบโต้ได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าขอให้รอถามในภายหลัง

สำหรับประชาชนในพื้นที่ที่วิตกกังวล นายอนุทินกล่าวว่าได้กำชับให้ สส. ในเขตที่มีปัญหา โดยเฉพาะ สส.พรรคภูมิใจไทย ให้เร่งประสานงานและเตรียมความพร้อมในกรณีที่เกิดความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยมากที่สุด

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดน และความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่นายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่มีต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

การเตรียมความพร้อมที่สำคัญประกอบด้วย:

  • การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและกองทัพ
  • การเตรียมที่หลบภัยที่ปลอดภัยและเพียงพอสำหรับประชาชน
  • การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์แก่ประชาชน
  • การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์

นอกจากนี้ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดความขัดแย้งในอนาคต การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีควรเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาชายแดน

รัฐบาลต้องแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป

ถึงเเม้สถานการณ์ชายเเดนไทย-กัมพูชา ดูเหมือนจะมีความตึงเครียด เเต่การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์อยู่เสมอ และการมีสติในการเเก้ปัญหา จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้

ที่มา – นายกฯ รับ กังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 กำชับ สส.ศรีสะเกษ ดูแลเต็มที่

กัมพูชาระดมม็อบป่วนชายแดนสระแก้ว: เริ่มแล้ว!


สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่จังหวัดสระแก้วเริ่มตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อกัมพูชาเริ่มระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว โดยมีรายงานการเสริมกำลังด้วยกลุ่มที่เรียกว่า “แก๊งแครอท” เข้ามาในพื้นที่

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นที่บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 โดยมีรายงานว่าผู้นำท้องถิ่นของกัมพูชาได้นัดหมายประชาชนให้มารวมตัวกันใกล้กับแนวรั้วลวดหนามชายแดน

กัมพูชาระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ได้เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยมีพระสงฆ์ชาวกัมพูชานำหน้า ตามด้วยชาวบ้านทั้งชายหญิง ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการ รวมแล้วกว่า 100 คน เดินทางเข้ามาในพื้นที่อย่างเป็นระเบียบ

กลุ่มคนเหล่านี้เดินทางมาจากหมู่บ้านเปรยจันและหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อมาปักหลักอาศัยในเพิงพักชั่วคราวบริเวณชายแดนฝั่งกัมพูชา ตรงข้ามกับบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงของไทยระบุว่า การรวมตัวครั้งนี้เป็นไปตามรายงานที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ ว่าจะมีการนัดหมายกลุ่มชาวบ้านจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาเพื่อกดดันทางการไทยอย่างต่อเนื่อง

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกลุ่มมวลชนทยอยเดินทางเข้ามาปักหลักพักค้างคืนในพื้นที่ชายแดน และมีการเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ สถานการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมจากฝั่งกัมพูชาว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากนายอุม เรีย ตรัย ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในจังหวัด รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง จัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นแจกจ่ายแก่กลุ่มผู้ชุมนุมอย่างไม่จำกัด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนที่เข้ามาปักหลักจะสามารถอยู่ในพื้นที่ได้ต่อเนื่อง

ด้านการรักษาความปลอดภัย กองกำลังบูรพาได้จัดกำลังลาดตระเวนอย่างเข้มงวด พร้อมนำโดรนบินตรวจสอบความเคลื่อนไหวตลอดแนวชายแดน เพื่อป้องกันสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย เบื้องต้นยังไม่พบการกระทำที่เป็นการยั่วยุหรือใช้ความรุนแรงจากฝั่งกัมพูชา แต่บรรยากาศโดยรวมเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สถานการณ์ล่าสุด: กัมพูชาระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว

เจ้าหน้าที่ไทยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การที่ กัมพูชาระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว ครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงในภูมิภาคได้

การเสริมกำลังด้วย “แก๊งแครอท” หรือกลุ่มคนที่แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจและต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

กัมพูชาระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องจัดการด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ การเจรจาและการพูดคุยกันด้วยเหตุผล น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้

ที่มา – เริ่มแล้ว กัมพูชา ระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว เสริมกำลังด้วย “แก๊งแครอท”

หลักฐานชัด! บ้านหนองหญ้าแก้ว อธิปไตยไทย MOU43

กองทัพไทยยืนยันชัดเจนว่า “บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน)” ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างแน่นอน ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนตามที่มีข้อกังขา โดยมีหลักฐานรับรองจากคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 อย่างชัดเจน

โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย พลตรี วิทัย ลายถมยา ได้ออกมาอธิบายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว หลักเขตแดนที่ 42 นั้นตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน) ตำบลโคกสูง ส่วนหลักเขตแดนที่ 43 ตั้งอยู่ที่บ้านโนนหมากมุ่น ตำบลเดียวกัน การกำหนดแนวเขตแดนในบริเวณนี้เป็นเส้นตรงที่ลากจากหลักเขตแดนที่ 41 ไปยังหลักเขตแดนที่ 42 และต่อเนื่องไปยังหลักเขตแดนที่ 43 จากนั้นแนวเขตแดนจะเลาะไปตามคลองระลมระสือจนถึงหลักเขตแดนที่ 44

หลักฐานยืนยัน บ้านหนองหญ้าแก้ว ในเขตอธิปไตยไทย

กระบวนการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน Terms of Reference (TOR) โดยชุดสำรวจร่วมไทย–กัมพูชาได้ทำการสำรวจสภาพและที่ตั้งของหลักเขตแดนทั้งหมด 74 หลัก เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 สำหรับหลักเขตแดนที่ 42 ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ได้รับการสำรวจในช่วงเดือนตุลาคม 2549 ซึ่งผลการสำรวจพบว่าหลักเขตยังอยู่ในสภาพดี แต่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นต่างกันเล็กน้อยในเรื่องที่ตั้ง ประมาณ 80 เมตร ในส่วนของหลักเขตแดนที่ 43 ได้สำรวจในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2549 พบว่าหลักเขตล้มและถูกฝังอยู่ในดิน แต่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงที่ตั้งที่ถูกต้องร่วมกันได้ และได้สร้างหมุดชั่วคราว (Temporary Marker: TM) ไว้ ณ ตำแหน่งนั้น

ผลการสำรวจร่วมของหลักเขตแดนทั้งหมด รวมถึงหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 ได้รับการรับรองในการประชุม JBC ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 แม้ว่าจะยังไม่ได้มีการสำรวจแนวเขตแดนในส่วนของเส้นตรงที่ลากเชื่อมระหว่างหลักทั้งสอง แต่ในหลักฐานบันทึกวาจาและแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดน ซึ่งเป็นไปตามที่ระบุไว้ใน MOU ปี 2543 ได้กำหนดแนวเขตแดนเป็นเส้นตรงระหว่างหลักทั้งสองไว้อย่างชัดเจน

บันทึกวาจาและแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 จัดทำขึ้นโดยข้าหลวงปักหลักเขตแดนระหว่างประเทศสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ. 1908–1909 โดยใช้ต้นไม้หรือเสาไม้ติดแผ่นโลหะเป็นหลักเขตแดน ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1919–1920 ได้มีการเปลี่ยนเป็นหลักคอนกรีตทดแทน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับหลักไม้หรือเสาไม้เดิม และในแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดนของบันทึกวาจาทั้งสองช่วง ได้กำหนดแนวเขตแดนเป็นเส้นตรงระหว่างหลักที่ 42 และ 43 โดยแนวเส้นตรงดังกล่าวผ่านกึ่งกลางของหลักเขตแดนทั้งสองอย่างชัดเจน

MOU 2543 ยืนยัน บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นของไทย

กองทัพไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน) ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนที่เกิดจากความแตกต่างของการลากเส้นตรงระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกระบวนการและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการรับรองร่วมกันแล้ว ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU 2543) และการหารือในระดับคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย และประเด็นนี้ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากหลักฐานและกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ

ที่มา – หลักฐานชัด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” อยู่ในเขตอธิปไตยไทย สอดคล้อง MOU43

บ้านหนองหญ้าแก้ว-หนองจานตึงเครียด!


บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียด

สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียด มวลชนกัมพูชารวมตัวเพิ่ม ถือไม้กระบอง-ท่อนไม้ ขณะที่กองกำลังบูรพา ฝั่งไทย ยังคงตรึงกำลังเข้ม จัดกำลังทหารราบและชุดควบคุมฝูงชนประจำการ

วันที่ 21 กันยายน 2568 เวลา 13.10 น. สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พบว่ามวลชนกัมพูชาเข้ามาประชิดแนวลวดหนามของไทย

โดยมวลชนกัมพูชามีการรวมตัวอยู่บริเวณเพิงพักใกล้หลักเขต 46 บ้านหนองจาน ซึ่งมีรายงานระบุมาว่าวันที่ฝั่งกัมพูชาได้มีงานประเพณี “แซนโดนตา” จากนั้นจึงได้มีการเกณฑ์ชาวบ้านและเด็กจากจังหวัดใกล้เคียงเข้าพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่แนวชายแดน ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้กับเจ้าหน้าที่ไทย

ทางฝั่งไทย เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองประจำแนวชายแดน ยังคงตรึงกำลังอย่างเข้มงวด มีการตรวจสอบทุกการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรงหรือความขัดแย้งข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มวลชนกัมพูชามาประชิดแนวลวดหนาม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ประชาชนไทยในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานยังคงจับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มกัมพูชาอย่างใกล้ชิด และคาดว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อหากทั้งสองฝ่ายยังไม่มีการเจรจาหรือประสานงาน

เจ้าหน้าที่ไทยยืนยันว่าจะรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง และพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ พร้อมทั้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้อยู่ในความปลอดภัยและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ต่อมา เวลา 14.30 น. แหล่งข่าวจากกัมพูชารายงานว่า พบมวลชนมารวมตัวที่หมู่บ้านเปรยจัน ตำบลโอว์เบยจัน อำเภอโอว์จรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้วฝั่งไทย โดยส่วนใหญ่เป็นชายวัยแรงงานปะปนกับสตรีและเยาวชน

เวลา 15.00 น. กลุ่มมวลชนได้ทยอยเคลื่อนตัวออกมาตามถนนสายหลักในหมู่บ้านเพื่อรวมกลุ่มใกล้จุดพักชั่วคราว บางส่วนมีการเปล่งเสียงตะโกน และส่งสัญญาณรวมตัว ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองกัมพูชามีการควบคุมดูแลห่าง ๆ แต่ไม่มีการสลายฝูงชน

เวลา 15.20 น. จำนวนผู้รวมตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลายคนเริ่มถือไม้กระบองและท่อนไม้ในลักษณะพร้อมปะทะกับเจ้าหน้าที่ไทย สร้างบรรยากาศตึงเครียดและกดดันแนวรั้วลวดหนามบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยม็อบมีลักษณะจัดตั้งเป็นกลุ่มย่อย ๆ แบ่งโซนตามสัญลักษณ์เสื้อผ้าและผ้าโพกหัว

ด้าน กองกำลังบูรพา ฝั่งไทย ยังคงตรึงกำลังเข้มที่แนวชายแดน มีการจัดกำลังทหารราบและชุดควบคุมฝูงชนประจำการ พร้อมทั้งใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่เพื่อเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

บรรยากาศล่าสุดในพื้นที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง ขณะที่ประชาชนฝั่งไทยในหมู่บ้านหนองหญ้าแก้วและพื้นที่ใกล้เคียงยังคงจับตาเหตุการณ์ด้วยความกังวล โดยหลายครอบครัวได้เตรียมอพยพหากสถานการณ์ลุกลามบานปลาย.

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน

จากเหตุการณ์ความตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การรวมตัวของมวลชนกัมพูชาพร้อมอาวุธ สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เจ้าหน้าที่ไทยต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกความเป็นไปได้ การเจรจาและการประสานงานระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย กลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ควรเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก การเตรียมพร้อมอพยพ และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสำคัญในช่วงเวลาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียดเช่นนี้

สถานการณ์ บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสติ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

ที่มา – บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียด ม็อบกัมพูชารวมตัวเพิ่มถือไม้กระบอง-ท่อนไม้

“วินธัย” อัดกัมพูชา รุกล้ำดินแดน รอผลักดัน!

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาตำหนิ กัมพูชาที่ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการยั่วยุ และ รุกล้ำดินแดน ของไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นที่ “บ้านหนองหญ้าแก้ว” เป็นเขตอธิปไตยของไทยอย่างแน่นอน และกำลังรอเวลาที่เหมาะสมในการใช้กฎหมายผลักดันผู้ที่รุกล้ำออกไป

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการประกาศหยุดยิงครบ 53 วัน และเข้าสู่กลไกทวิภาคีเพื่อสร้างสันติภาพนั้น พล.ต.วินธัย เผยว่า ยังคงมีความพยายามจากฝ่ายกัมพูชาในการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยใช้กำลังภาคประชาชน โดยเฉพาะสตรี เด็ก และพระภิกษุสงฆ์ ในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แทนที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือทหาร

สถานการณ์ปัจจุบันมีการชุมนุมของชาวกัมพูชาที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไทย มีพฤติกรรมยั่วยุโดยใช้สิ่งเทียมอาวุธ เช่น ไม้และก้อนหิน ในพื้นที่อธิปไตยของไทยที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว นอกจากนี้ยังพบว่ามีทหารกัมพูชามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ โดยไม่มีการห้ามปรามประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการจงใจให้ประชาชนออกหน้าในการยั่วยุ หรือ รุกล้ำดินแดน กระทำผิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน ทำให้จำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเพื่อรักษาความสงบและบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชายังไม่มีท่าทีที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ชี้ “อันวาร์” ได้รับข้อมูลไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับการรุกล้ำดินแดน

พล.ต.วินธัย ยืนยันว่า นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ของฝ่ายกัมพูชา เกี่ยวกับกรณีบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งเป็นเขตอธิปไตยของไทย ไม่ใช่พื้นที่ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ แต่มีชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามา กองทัพบกจะประสานกับกองทัพไทย เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ยืนยันว่าการปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นตำรวจ ไม่ใช่ทหาร และการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตา เป็นเพียงการป้องกันไม่ให้รื้อแนวลวดหนามที่เป็นทรัพย์สินทางราชการ

ย้ำชัด! กัมพูชา รุกล้ำดินแดน ไทย

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชา น่าจะนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาดในเวทีต่างๆ จึงจะมีการประสานกระทรวงการต่างประเทศต่อไป ยืนยันว่าไทยไม่ได้ขยายขอบเขตเกินกว่าพื้นที่พิพาท เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตรงกับพื้นที่พันเตียเมียนเจย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ และไม่ใช่พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และไม่ใช่พื้นที่เหนืออธิปไตยของกัมพูชา แต่ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชา นอกจากจะละเมิดข้อตกลง MOU 2543 เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ แต่ยัง รุกล้ำดินแดน เข้ามายังพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งเป็นความเร่งด่วนแรกที่ต้องดำเนินการ

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า การรายงานข้อมูลเท็จเพียงฝ่ายเดียวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา รวมถึงคณะ IOT ฝ่ายกัมพูชา ไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงขอเรียกร้องให้สื่อสารไปยังเวทีต่างประเทศด้วยความโปร่งใส นอกจากนี้ จะให้กระทรวงการต่างประเทศประสานไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่า ยังมีข้อมูลของฝ่ายไทย เพื่อป้องกันไม่ให้มาเลเซียถูกมองว่าไม่มีความเป็นกลาง

พล.ต.วินธัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม กรณีที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ไม่รอข้อมูลจากคณะ IOT ฝ่ายไทยก่อนออกมาให้ความเห็น ว่าไม่ทราบ ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต่อสายตรงไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จึงทำให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น ตนก็ตอบไม่ได้เช่นกัน

ลั่น! กัมพูชาต้องออกจากพื้นที่ รุกล้ำดินแดน เท่านั้น

พล.ต.วินธัย ยอมรับว่า ปัญหาพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เป็นการเผชิญหน้าระหว่างพลเรือนกัมพูชา กับเจ้าหน้าที่รัฐของฝ่ายไทย ถือว่าเป็นปัญหาละเอียดอ่อน และพยายามใช้ความอดทนอดกลั้น ซึ่งตอนแรกมีความกังวลเรื่องภาพลักษณ์ในสายตาของต่างประเทศ แต่ก็ยังพบว่าในระดับต่างประเทศ มีการสื่อสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และหลังจากนี้จะพยายามใช้กลไกที่มีอยู่ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ การใช้กำลังผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ที่ รุกล้ำดินแดน ไม่ต้องรอให้รัฐบาลไฟเขียว สามารถดำเนินการได้ทันที เพียงแต่ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก อย่างไรก็ตาม ชาวกัมพูชาก็ต้องออกไปจากพื้นที่นี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตรียมยาแรงอะไร แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ แต่ต้องสื่อสารให้ได้ก่อนว่าพื้นที่นั้นสามารถดำเนินการได้อย่างชอบธรรม

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสในระดับนานาชาติ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การที่ประเทศไทยยืนยันในอธิปไตยเหนือดินแดนของตน และพร้อมที่จะใช้กฎหมายในการปกป้องนั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

ที่มา – “วินธัย” อัดกัมพูชา ใช้ประชาชนออกหน้ารุกล้ำดินแดน รอเวลาเหมาะสม ใช้ กม. ผลักดัน

สรุปสถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว 18 ก.ย. 68


สรุปสถานการณ์ชายแดน “บ้านหนองหญ้าแก้ว” วันที่ 18 กันยายน 2568 พบว่า ตลอดทั้งวัน “ชาวกัมพูชา” ยังคงมีการเคลื่อนไหว กดดันฝ่ายไทยอย่างเป็นระบบ มีการเกณฑ์ประชาชนเข้ามาเติมในพื้นที่ พร้อมตะโกนด่าทอ กดดัน และยั่วยุเจ้าหน้าที่ที่ยังคงตรึงกำลังเข้มแข็งเพื่อควบคุมสถานการณ์

วันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หลังจากเกิดเหตุการณ์รวมตัวชุมนุมของชาวกัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีการรื้อลวดหนามเพื่อก่อกวนเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ตรึงกำลังบริเวณแนวชายแดน จ.สระแก้ว ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ซึ่งเป็นตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ภายหลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้มีการสลายการชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวาน (17 กันยายน) ช่วงเวลาประมาณ 16.30 น. ดังที่ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

สถานการณ์โดยรวมในวันนี้ 18 กันยายน พบว่ายังคงตึงเครียด และมีการรวมตัวของชาวกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดทั้งวันพบพฤติกรรมที่แสดงถึงการเตรียมการและการกดดันฝ่ายไทยอย่างเป็นระบบ ดังนี้

เวลา 11.00 น. ชาวกัมพูชา เริ่มรวมตัวกันในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน พร้อมประกาศว่าจะเคลื่อนย้ายลวดหนาม หากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงดำเนินการวางแนวลวดหนามต่อไป

เวลา 12.30 น. ฝ่ายกัมพูชายังคงเกณฑ์ชาวบ้านจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ โดยไม่มีการห้ามปรามจากทหารกัมพูชา อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมสถานที่พยาบาลไว้รองรับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย

เวลา 12.40 น. สถานการณ์ยิ่งน่าจับตา เมื่อมีสื่อมวลชนและผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยเข้ามาอยู่ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม ถือเป็นการแสดงออกถึงการให้การสนับสนุนในระดับจังหวัด

เวลา 13.20 น. มีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาได้เกณฑ์ชาวบ้านเพิ่มเติมเข้ามาในพื้นที่ และพักคอยเพื่อเตรียมการ จำนวนประมาณ 300 คน

เวลา 13.50 น. ชาวบ้านกัมพูชาประมาณ 120 คนเริ่มทยอยเคลื่อนเข้ามายังแนวลวดหนามของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

เวลา 15.10 น. การเคลื่อนไหวทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อฝ่ายกัมพูชายังคงเกณฑ์ชาวบ้านเพิ่ม และได้มีการแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น ท่อนไม้และไม้ตะขอ รวมถึงซักซ้อมวิธีการรื้อทำลายลวดหนามของฝ่ายไทย ขณะนั้นมีประชาชนเข้ามาแล้วราว 500 คน

เวลา 15.37 น. เริ่มมีการตะโกนด่าว่าและยั่วยุเจ้าหน้าที่ทหารไทย

เวลา 15.55 น. พฤติกรรมยั่วยุมีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีการใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อทหารไทยอย่างต่อเนื่อง

เวลา 16.50 น. แม้กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนจะแยกย้าย แต่ยังมีชาวบ้านประมาณ 30 คนปักหลักอยู่ที่แนวลวดหนาม และยังคงมีการด่าว่า ยั่วยุเจ้าหน้าที่

เวลา 18.00 น. สถานการณ์ล่าสุด พบว่ามีกลุ่มชาวกัมพูชาและพระสงฆ์มากกว่า 50 รูป เข้ามาปักหลักชุมนุมที่แนวลวดหนาม พร้อมทั้งมีการขนย้ายเสบียงอาหารและน้ำดื่มเข้าไปเก็บไว้บริเวณแนวหลังป่ายูคา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุปะทะกับฝ่ายไทยเมื่อวานนี้

โดยตลอดทั้งวัน การเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชามีลักษณะเป็นการจัดตั้งอย่างชัดเจน ทั้งการเกณฑ์ประชาชน การจัดหาเสบียง การสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด และการฝึกซ้อมเตรียมทำลายแนวป้องกันของฝ่ายไทย ส่งผลให้บรรยากาศตามแนวชายแดนยังคงตึงเครียด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังเข้มเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

สรุปสถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว 18 ก.ย. 68

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ในวันที่ 18 กันยายน 2568 นี้ แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีอยู่ การรวมตัวของชาวกัมพูชาและการตอบสนองของเจ้าหน้าที่ไทยเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ล่าสุดที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

ถึงแม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่การรักษาความอดทนอดกลั้นและการเจรจาอย่างสันติจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – สรุปสถานการณ์ “บ้านหนองหญ้าแก้ว” 18 ก.ย. 68 ชาวกัมพูชามีการรวมตัวตลอดทั้งวัน

คุมเข้ม! บ้านหนองหญ้าแก้ว จับหมดถ้ารุกล้ำ


รอง ผบ.ตร. ปรับแผนใหม่ บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น หากพบชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทยที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พร้อมจับดำเนินคดีทั้งหมด ไม่สนว่าจะเป็นพระหรืออะไร เชื่อสถานการณ์ไม่บานปลาย คุมได้ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานหลักสากล

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14:40 น. พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) และพันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา (ผบ.ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 รวมไปถึง นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาร่วมประชุมที่ที่ว่าการอำเภอโคกสูง เพื่อรับทราบภารกิจและวางแผนเตรียมแนวทางรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยใช้เวลาในการประชุมครั้งนี้นานกว่า 2 ชั่วโมง

จากนั้น พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. ได้ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากท่านติดภารกิจ แต่ท่านได้ส่งความห่วงใยถึงข้าราชการตำรวจทุกนาย จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 4 นาย วันนี้จึงได้นำขวัญและกำลังใจมามอบให้ รวมไปถึงมาเยี่ยมเยียนและรับฟังสถานการณ์ในภาพรวมพื้นที่ เพื่อที่เราจะปรับแผนการทำงานไม่อยากเห็นภาพเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย

พร้อมย้ำว่า “หลังจากนี้เราจะปรับแผน บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ถ้าหากมีการบุกรุกเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ดำเนินคดีทันที / ที่ผ่านมาเราใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ เป็นตัวนำ ซึ่งไม่เข้มข้น วันนี้เราจึงต้องปรับแผนการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังยึดมั่นคุมไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

จะจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับบุคคลที่บุกรุกหรือรุกล้ำเข้ามา เรามีมาตรการจากเบาไปหาหนัก และขอให้มั่นใจว่าจะใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถือเป็นความชอบธรรมและเป็นไปตามมาตรฐานหลักสากล

พล.ต.อ.ไกรบุญ ยังระบุอีกว่า “วันนี้ได้คุยสถานการณ์ภาพรวม ไม่ได้เจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พร้อมย้ำให้กำลังพลอดทนอดกลั้นถึงที่สุด“ / ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 นายที่ได้รับบาดเจ็บ เราก็รวบรวมพยานหลักฐาน รูปภาพจากโซเชียล และหากถึงขั้นตอนที่พิสูจน์ทราบตัวตนได้ เราก็จะออกหมายจับ ดำเนินการตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ และประสานกับทางอัยการสูงสุดตามขั้นตอน

คุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว ตร.ปรับแผนใหม่ จับหมดหากพบกัมพูชารุกล้ำ ไม่สนจะเป็นพระหรืออะไร

เมื่อถามว่าทราบข้อมูลหรือไม่ ว่ามีทหารกัมพูชาปลอมเป็นพระนั้น พล.ต.อ.ไกรบุญ ตอบว่า “ไม่สนว่าจะเป็นพระหรืออะไร ถ้าเป็นใครรุกล้ำเข้ามาผมจับหมด แต่เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย เพราะเราคุมสถานการณ์อยู่ ทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอน” โดยวันนี้เป็นการพูดคุยเตรียมความพร้อมสำหรับฝ่ายไทยเท่านั้น

สรุปมาตรการคุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว

  • ปรับแผนบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น
  • จับกุมดำเนินคดีผู้รุกล้ำทันที ไม่สนว่าเป็นใคร
  • ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปรับแผนและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นถือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ การดำเนินการตามมาตรฐานสากลและการยึดมั่นในความถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคมหรือศาสนา เป็นหลักการที่ควรยึดมั่นเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่มา – คุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว ตร.ปรับแผนใหม่ จับหมดหากพบกัมพูชารุกล้ำ ไม่สนจะเป็นพระหรืออะไร

วอร์มรถน้ำ “จีโน่” บ้านหนองหญ้าแก้ว สลายม็อบ?

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อมีการชุมนุมประท้วงที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมพร้อมรับมือ โดยมีการวอร์มรถน้ำ “จีโน่” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสลายการชุมนุมหากสถานการณ์บานปลาย มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นและรถน้ำจีโน่มีความสำคัญอย่างไร

วอร์มรถน้ำ “จีโน่” บ้านหนองหญ้าแก้ว สลายม็อบ?

จากเหตุการณ์การรวมตัวของชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งนำไปสู่การปะทะกับเจ้าหน้าที่ไทย ทำให้มีตำรวจควบคุมฝูงชนได้รับบาดเจ็บ ทางเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ ล่าสุด มีรายงานว่าตำรวจได้เตรียม “จีโน่” รถน้ำแรงดันสูง เพื่อรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีก

พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผู้บังคับการกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (ผบก.อคฝ.) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจ โดยให้จัดเตรียมรถน้ำจีโน่ ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในการสลายการชุมนุม

“ทาง บก.อคฝ. มีความพร้อมในการสนับสนุน โดยได้จัดเตรียมรถน้ำจีโน่ทั้งหมด 10 คัน และมีการบำรุงรักษารถอย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้อยู่ในระหว่างรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาในการออกไปสนับสนุนภารกิจ” พล.ต.ต.ชัยกฤต กล่าว

ทำความรู้จักรถน้ำ “จีโน่”

รถน้ำ “จีโน่” เป็นที่รู้จักกันดีในการใช้สลายการชุมนุม โดยเคยถูกนำมาใช้ในการสลายการชุมนุมของคณะราษฎรบริเวณแยกปทุมวันเมื่อปี 2563 รถบรรทุกน้ำสีฟ้าคันนี้สามารถบรรจุน้ำได้ถึง 12,000 ลิตร และมีกระบอกฉีดน้ำบนหลังคารถที่สามารถฉีดได้ไกลถึง 65 เมตร นอกจากนี้ยังสามารถปรับระดับการฉีดได้รอบคัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ รถน้ำ “จีโน่” สามารถผสมสีลงในน้ำได้ ทำให้ผู้ที่ถูกฉีดมีสีติดตัวและเสื้อผ้า ทำให้ง่ายต่อการสังเกต นอกจากนี้ รถควบคุมฝูงชนรุ่นนี้ยังติดตั้งเครื่องเสียงความถี่สูง LRAD (Long Range Acoustic Device) ซึ่งเป็นเครื่องขยายเสียงที่ใช้ในการปราบจลาจล รวมถึงแก๊สน้ำตาและโฟมดับไฟ

  • คุณสมบัติเด่นของรถน้ำจีโน่:
  • บรรจุน้ำได้ 12,000 ลิตร
  • ฉีดน้ำได้ไกล 65 เมตร
  • ปรับระดับการฉีดได้รอบคัน
  • ผสมสีในน้ำได้
  • มีเครื่องเสียงความถี่สูง LRAD
  • มีแก๊สน้ำตาและโฟมดับไฟ
  • ล้อกันกระสุน
  • ตะแกรงป้องกันกระจกรอบคัน
  • คันกั้นเหล็กหน้ารถ
  • กล้องวงจรปิดรอบคัน

นอกจากนี้ ล้อของรถ “จีโน่” ยังเป็นล้อกันกระสุน มีตะแกรงป้องกันกระจกรอบคัน และมีคันกั้นเหล็กหน้ารถไว้เคลียร์พื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวาง รอบตัวรถมีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์รอบทิศทาง ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานได้หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น

น้ำที่ใช้ฉีดนั้นมักจะผสมสีต่างๆ ลงไป ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ในการแบ่งแยกกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากประชาชนทั่วไป สีเหล่านี้มีคุณสมบัติล้างออกยาก ทำให้ผู้ที่ถูกฉีดถูกระบุตัวได้ง่าย

ในอดีต เคยมีการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงที่นำเข้าจากประเทศอเมริกา ฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ที่พยายามฝ่าแบริเออร์และลวดหนาม บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่อบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล

สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นอย่างไร?

สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมของรถน้ำ “จีโน่” แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย อย่างไรก็ตาม การใช้รถน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาในการสลายการชุมนุมก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบและสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุมด้วย

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งจำเป็น แต่การรักษาสันติภาพและการเคารพสิทธิของทุกฝ่ายก็เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

ที่มา – วอร์มรถน้ำ “จีโน่” รอคำสั่ง สลายม็อบกัมพูชา “บ้านหนองหญ้าแก้ว”

บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ

“บิ๊กเล็ก” งง “ฮุน มาเนต” ประท้วงไทย ถามกลับวางทุ่นระเบิด-รั้วลวดหนาม อันไหนแรงกว่ากัน ซัดพฤติกรรมคล้ายมีการวางแผน ก่อกวนเสร็จ วันรุ่งขึ้นทำหนังสือฟ้องนานาชาติ

วันที่ 18 ก.ย.2568 ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม และว่าที่รมว.กลาโหม กล่าวถึงเหตุปะทะที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ว่า แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ระดับที่ตนรับผิดชอบคือการเจรจา เริ่มจาก GBC ก่อน ในข้อ 4 ระบุไว้แล้วว่าให้บริหารจัดการพื้นที่ และผู้ว่าฯ ทั้ง 2 ฝ่ายคุยกัน และเมื่อวานนี้ (17 ก.ย. 68) ที่ผู้ว่าฯสระแก้ว ไปคุยกับผู้ว่าบันเตียเมียนเจย ก็ยังไม่มีผลคืบหน้า ซึ่งต้องรอรัฐบาล และเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อวาน ในขั้นการประชุม ก็คงให้ประชุม RBC โดยเมื่อเช้านี้ได้โทรไปคุยกับแม่ทัพภาคที่ 1 ให้เร่งประชุม RBC ถ้าไม่ได้ความชัดเจน คราวหน้าตนก็จะไปทวงในการประชุม GBC อีกครั้ง “ผมยืนยันว่า เราตกลงกันแล้ว โดยได้คุยกับ พลเอก เตีย เซยฮา รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมกัมพูชา แล้ว ว่าในพื้นที่ของฝ่ายไทย จะดำเนินการตามกฎหมายไทย” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

“อนุทิน”ย้ำชัดอธิปไตยอันดับแรก

ส่วนคำถามที่ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้มีปัญหาขึ้นอีกหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ถ้าเกิดก็ต้องเกิด เพราะมันเขตประเทศไทย และเราใช้กฎหมายไทยอยู่ เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่ากัมพูชาปากว่าตาขยิบ พลเอก ณัฐพล ยอมรับว่า ก็คงอย่างนั้น พร้อมระบุว่าขณะนี้ ศบ.ทก. ที่ตั้งมาโดยรัฐบาลเก่ากำลังจะพ้นสภาพ ทำให้ความรับผิดชอบของตนเหลือความเป็นรัฐมนตรีกลาโหมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นตนก็ต้องมองเรื่องความมั่นคงอย่างเดียว ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ ก็คงต้องรัฐบาลใหม่ที่จะว่ากัน ยืนยันว่ารัฐบาลอนุทินมีความชัดเจน เรื่องอธิปไตยต้องมาอันดับแรก แต่ตัวนโยบายลายลักษณ์อักษร อาจจะยังไม่เสร็จเรียบร้อยแต่

คล้ายจงใจสร้างปัญหา

เมื่อถามว่า เวลาประชุม GBC มีการตอบรับจากกัมพูชาดี แต่ในขณะที่พื้นที่มีปัญหาหยุมหยิมตลอด พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ก็แบบที่เคยบอก คือดูคล้ายเขามีความตั้งใจที่จะเข้าสู่กระบวนการ แต่หน้างานก็เป็นแบบนี้ ทั้งพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 กองทัพภาคที่ 1 และด้านจันทบุรี-ตราด ซึ่งตนก็ย้ำอยู่เสมอว่า เจรจาก็ว่ากันไป ส่วนหน้างานก็ว่ากันไป ถ้าวันใดวันหนึ่ง ที่มารุกล้ำก็ต้องดำเนินการตามกฎการใช้กำลัง ตรงนี้ไม่ต้องเป็นห่วง เราไม่ยอมแน่นอนในเรื่องเขตอธิปไตยของเรา ถ้ามีการกระทำที่เกินกว่าเหตุมากกว่านี้ ก็ต้องมีการจับกุมบ้าง เพราะจากการสังเกตเมื่อวานนี้น่าจะเป็นการวางแผนไว้ของฝ่ายกัมพูชา พอมากระทำแล้ว วันรุ่งขึ้นก็มีหนังสือไปถึงประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่สอดรับกันมาก

ชมเจ้าหน้าที่ไทยทำตามขั้นตอน

“การที่นายกฯ กัมพูชา ไปประท้วงกับประเทศต่างๆ ว่าไทยกระทำต่อชาวกัมพูชา ซึ่งภาพต่างๆที่เกิดขึ้นอยากจะเรียนว่า 1.หัวหน้าชุด IOT ของฝ่ายไทย ที่มาจากมาเลเซีย ได้กล่าวชมเชยไทยเมื่อวาน ว่าปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งเราต้องพยายามทำตามขั้นตอนไว้ แต่สิ่งที่เกินกว่าเหตุก็สามารถข้ามขั้นตอนได้ 2.การที่นายกฯ กัมพูชา ไปประท้วง ผมก็ไม่เข้าใจ ในขณะที่เราประท้วงกัมพูชาว่ามาวางกับระเบิดในพื้นที่ทัพภาค 2 กัมพูชากลับมาประท้วงไทยว่าวางรั้วลวดหนาม ซึ่งก็ต้องดูว่าอันไหนมันแรงกว่ากัน ตรงนี้ก็คงต้องทำความเข้าใจกันต่อไป ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมได้ประสานกระทรวงต่างประเทศ ให้ทำหนังสือประท้วงไปเช่นกัน”

ย้ำกัมพูชา ขอใช้กฎหมายไทย

เมื่อถามว่า ครบ 30 วันแล้ว เดดไลน์เขายังไม่ย้ายออกจากพื้นที่ จะต้องเข้าสู่กระบวนการ JBC ในเดือนพฤศจิกายนอีกรอบ จะล่าช้าหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า มันยังมีการประชุม GBC คั่นกลางก่อน ซึ่งวันนั้นตนได้คุยกับ รมว.กลาโหมกัมพูชา ว่าในช่วงระหว่างนี้ให้ผู้ว่าฯ คุยกัน แต่ถ้าทำอะไรเกินกว่าเหตุ ไทยขอที่จะดำเนินการตามกฎหมาย เพราะนี่เป็นแผ่นดินไทยชัดเจน

“วันนั้นผมจำได้แม่นว่า ผมพูดกับพลเอก เตีย เซยฮา ว่า แม้ว่าเส้นเขตแดนจะไม่ชัดเจน แต่สื่อทุกสำนักทราบว่ามันมีเส้นน้ำเงิน เส้นแดง ซึ่งตอนนี้ทั้ง 2 เส้นก็เป็นที่รับทราบทั่วไปแล้ว ผมบอกเขาไปว่า ระหว่างเส้นน้ำเงินเส้นแดงไม่ว่ากัน รอ JBC แต่ใต้เส้นแดงมานี่คือเขตของไทย ขอใช้กฎหมายไทย และเราก็คำนึงถึงมนุษยธรรมอยู่ว่าประชาชน 2 ฝ่ายในที่สุดก็ต้องอยู่ด้วยกัน ก็ต้องทำตามขั้นตอน แต่ถ้าเขาทำอะไรที่เกินกว่าเหตุ ทางฝ่ายปกครองและฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาไม่มาดูแล ไม่มาจัดการ ฝ่ายไทยก็ต้องข้ามขั้นตอนไปเหมือนกัน คงต้องทำเกินกว่าที่ตกลงกันไว้“

ไม่บอก กระชับพื้นที่คืนหรือไม่

เมื่อถามว่า จะใช้โอกาสนี้ในการกระชับพื้นที่คืนหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า อันนี้ไม่ขอบอก เพราะตนต้องระมัดระวังในการพูด เนื่องจากเป็นช่วงที่เป็น 2 สถานะคือ รักษาการรัฐบาลเก่า และตามสื่อก็อาจเป็นรัฐบาลใหม่ สถานะจึงยังไม่สามารถสั่งการอะไรได้ แต่ก็ได้คุยเป็นการส่วนตัวกับผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 1 ว่าขอให้ดำเนินการตามกรอบที่มีอยู่ เพราะเรามีกฎการใช้กำลังอยู่แล้ว ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง แม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่สามารถดำเนินงานได้ตามกฎหมาย แต่กฎการใช้กำลังของกระทรวงกลาโหมมีอยู่แล้ว และมอบอำนาจให้ตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาค และ ผบ.กองกำลัง ทุกท่านมีอำนาจตัดสินใจได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการกระทำใดก็ตามที่ เป็นการล่วงล้ำอธิปไตย สามารถตัดสินใจได้ทันที

รอ “สมช.”เคาะสร้างรั้วชายแดน

พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการสร้างรั้วชายแดนด้าน จ.สระแก้ว ว่า ขณะนี้มีความเห็นสองด้าน เนื่องจากในบางจุด มีคลองคั่นอยู่ตรงกลาง ทำให้เขตแดนอยู่กลางคลอง ถ้าเราสร้างรั้วขึ้นมาอยู่บนตลิ่ง จะมีความเห็นเป็นสองทาง ทางฝ่ายที่อยากให้สร้าง ต้องการมีไว้เพื่อป้องกันอาชญากรรม ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยจะบอกว่า เราจะเสียสภาพ การครอบครองระหว่างกลางคลองขึ้นมาได้ ตนจึงได้ให้ไปหารือในรายละเอียดอีกครั้ง อยากขอความเห็นใจว่า พอเราทำอะไรลงไป อีกฝ่ายหนึ่งก็จะประท้วง เราจึงต้องทำในสิ่งที่สองฝ่ายตกลงร่วมกันได้ 

พล.อ.ณัฐพล กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้จะต้องนำเข้าไปพิจารณาในสภาความมั่นคงแห่งชาติก่อน เพราะเกี่ยวเนื่องกับอธิปไตย และเป็นเรื่องที่มีคนพร้อมจะตัดพ้อต่อว่า ดังนั้น เมื่อเราเป็นรัฐบาลก็ต้องระมัดระวัง หลังจากครม. ชุดใหม่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ก็จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยทันที ที่ผ่านมาก็ไม่ได้นั่งกันเฉยๆ มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด ปัญหาก็คือ ตอนนี้ยังไม่สามารถทำอะไรได้อย่างเป็นทางการ ต้องรอคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อน

บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ

จากกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อพฤติกรรมของกัมพูชาที่ดูคล้ายมีการวางแผน บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ โดยมองว่าการกระทำต่างๆ สอดคล้องกับการฟ้องร้องต่อองค์กรระหว่างประเทศในวันรุ่งขึ้น

ท่าทีของไทยต่อกรณี บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ

ทางฝั่งไทยยืนยันที่จะรักษากฎหมายและอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งดำเนินการตามขั้นตอน แต่หากสถานการณ์เกินเลย ก็พร้อมที่จะตอบโต้เพื่อปกป้องดินแดน นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังได้ตั้งคำถามถึงการประท้วงของกัมพูชาว่า การวางทุ่นระเบิดกับการสร้างรั้วลวดหนาม สิ่งใดรุนแรงกว่ากัน

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม การปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยของประชาชนก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ เป็นประเด็นที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของการแก้ไขปัญหาชายแดน

การกระทำดังกล่าวของกัมพูชาทำให้เกิดคำถามถึงความตั้งใจที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาชายแดน การที่ บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ นั้นแสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจและความระมัดระวังที่ไทยมีต่อการกระทำของกัมพูชา

ที่มา – “บิ๊กเล็ก”ซัดพฤติกรรมกัมพูชาคล้ายวางแผน ก่อกวนเสร็จ วันรุ่งขึ้นทำหนังสือฟ้องนานาชาติ

Scroll to top