ปลัดกระทรวงมหาดไทย

เจาะลึก ทุจริตสอบท้องถิ่น ข้าราชการ สถ. เอี่ยว 5 ราย

ทุจริตสอบท้องถิ่น ข้าราชการสถ. เอี่ยว 5 ราย สุ่มกระดาษคำตอบ 79 ราย เจอไม่ตรง 48 ราย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีการแฉพฤติการณ์ ทุจริตสอบท้องถิ่น ข้าราชการสถ. เอี่ยว 5 ราย สุ่มกระดาษคำตอบ 79 ราย เจอไม่ตรง 48 ราย ซึ่งถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแถลงการณ์ด้วยตนเองหลังจากสั่งให้มีการตรวจสอบภายใน 7 วันที่ผ่านมา

สรุปเหตุการณ์ ทุจริตสอบท้องถิ่น ข้าราชการสถ. เอี่ยว 5 ราย สุ่มกระดาษคำตอบ 79 ราย เจอไม่ตรง 48 ราย

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบความผิดปกติมากมายในกระบวนการประมวลผลคะแนน โดยมีข้อสรุปที่น่าตกใจดังนี้:

  • มีการสุ่มตรวจกระดาษคำตอบจำนวน 79 ราย พบว่าคะแนนไม่ตรงกับไฟล์ประมวลผลสูงถึง 48 ราย
  • มีการแก้ไขคะแนนทั้งภาค ก. และภาค ข. เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติเพื่อให้ผ่านเกณฑ์
  • ข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จำนวน 5 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมีนัยยะสำคัญ
  • มีการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้รับจ้าง และบริษัทเอกชนภายนอกในการแก้ไขข้อมูลคะแนน

สถานการณ์ ทุจริตสอบท้องถิ่น ข้าราชการสถ. เอี่ยว 5 ราย สุ่มกระดาษคำตอบ 79 ราย เจอไม่ตรง 48 ราย ไม่ใช่แค่เรื่องของความผิดวินัยข้าราชการเท่านั้น แต่อาจขยายผลไปสู่คดีอาญาด้วย โดยทางกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำความผิดอย่างแน่นอน แม้ขณะนี้จะยังอยู่ในขั้นตอนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงก็ตาม

สิ่งสำคัญที่ประชาชนคนรุ่นใหม่ที่มุ่งหวังจะเข้าสู่ระบบราชการต้องการในขณะนี้ คือความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การสอบแต่ละครั้งควรมีมาตรฐานระดับสากล ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดการล็อกผลหรือการแก้ไขคะแนนผ่านช่องโหว่ของผู้รับจ้างและเจ้าหน้าที่ที่ไม่ซื่อสัตย์ การทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกวาดล้างการคอร์รัปชันในระบบการสอบราชการให้หมดสิ้นไป

เราในฐานะประชาชนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา และหวังว่าบทสรุปของคดีนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปกระบวนการสอบครั้งต่อๆ ไป ให้มีความเป็นธรรมกับผู้เข้าสอบทุกคนที่ตั้งใจอ่านหนังสือและสอบด้วยความสามารถที่แท้จริง เพราะความสุจริตคือหัวใจสำคัญของการทำงานรับใช้ประชาชน

ที่มา – ทุจริตสอบท้องถิ่น ข้าราชการสถ. เอี่ยว 5 ราย สุ่มกระดาษคำตอบ 79 ราย เจอไม่ตรง 48 ราย

มหาดไทยสั่งปราบยาเสพติดขั้นเด็ดขาดทั่วประเทศ กวาดล้างภายใน 90 วัน

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ที่ประกาศเดินหน้าชนกับปัญหาสังคมเรื้อรังอย่างเรื่องยาเสพติดแบบเต็มสูบ กับนโยบาย มหาดไทยสั่งปราบยาเสพติดขั้นเด็ดขาดทั่วประเทศ กวาดล้างภายใน 90 วัน เพื่อคืนความสงบสุขให้กับชุมชนทั่วไทย โดยงานนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับลูกสายตรงจากท่านนายกฯ เดินหน้าลุยปฏิบัติการยุทธการ “Operation 90 Days” อย่างจริงจังครับ

มหาดไทยสั่งปราบยาเสพติดขั้นเด็ดขาดทั่วประเทศ กวาดล้างภายใน 90 วัน

การประกาศสงครามครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ไปจนถึง 30 กันยายน 2569 โดยเป้าหมายหลักคือการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล” ซึ่งทางกระทรวงฯ ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย เริ่มต้น Kick off ปฏิบัติการด้วยการปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายให้สิ้นซาก

แนวทางปฏิบัติการภายใต้แผน มหาดไทยสั่งปราบยาเสพติดขั้นเด็ดขาดทั่วประเทศ กวาดล้างภายใน 90 วัน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทางภาครัฐจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรบ้าง แผนยุทธการครั้งนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 มิติหลักที่ครอบคลุมทุกด้าน ดังนี้ครับ:

  • มิติการป้องกัน: เน้นสร้างรั้วที่แข็งแรงในชุมชน โรงเรียน และครอบครัว เพื่อให้ปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน
  • มิติการปราบปราม: จัดตั้งจุดตรวจจุดสกัด และชุดปฏิบัติการพิเศษ (Special Task Force for Anti-Drug) ประจำทุกจังหวัด เพื่อสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดทั้งตามแนวชายแดนและพื้นที่ชั้นใน
  • มิติการแก้ไขและบำบัด: นำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยความสมัครใจ โดยใช้โครงการ Quick Big Win นำร่องใน 31 จังหวัด

ความน่าสนใจของปฏิบัติการครั้งนี้คือการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร หรือแม้แต่คนในชุมชน เพื่อให้การกวาดล้างยาเสพติดในครั้งนี้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ สำหรับใครที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ก็คงจะได้เห็นกิจกรรมการปล่อยแถวของเจ้าหน้าที่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหายาเสพติดเป็นลำดับต้นๆ ครับ

ในมุมมองของผม การปราบปรามที่เด็ดขาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่การให้ความสำคัญกับ “มิติการบำบัด” และ “การสร้างภูมิคุ้มกันในชุมชน” ตามนโยบายนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สังคมไทยยั่งยืนกว่าเดิม เราคงต้องคอยติดตามดูกันต่อไปครับว่า หลังจากครบกำหนดการดำเนินงาน 90 วันแล้ว สังคมไทยของเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อเถอะว่าความมุ่งมั่นในครั้งนี้จะทำให้ผู้ค้าและผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดต้องลดท่าทีลงอย่างแน่นอน

ที่มา – มหาดไทยสั่งปราบยาเสพติดขั้นเด็ดขาดทั่วประเทศ กวาดล้างภายใน 90 วัน

ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา

ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา

จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้เกิดความกังวลใจแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับสถานีบริการน้ำมันในจังหวัดยะลา ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ และได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เร่งลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ปฏิบัติงานและเสริมสร้างขวัญกำลังใจ

ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา อย่างเร่งด่วน โดยท่านได้เดินทางลงพื้นที่จริง ณ ปั๊มน้ำมัน PT สาขาถนนสาย 15 อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อตรวจสอบความเสียหายและให้กำลังใจผู้ประกอบการ รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ทางรัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้คนร้ายลอยนวลและจะเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด โดยมีการบูรณาการร่วมกับฝ่ายความมั่นคง ทหาร และตำรวจ อย่างเข้มข้น

  • เจ้าหน้าที่ EOD เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและพบระเบิดแสวงเครื่องซุกซ่อนในถังดับเพลิง
  • มีการยกระดับมาตรการความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่
  • ภาครัฐเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาประชาชนและพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากมาตรการเยียวยาแล้ว ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยยังเน้นย้ำถึงบทบาทของหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด หรือทางสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนในพื้นที่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติสุขโดยเร็วที่สุด แม้เหตุการณ์ ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา ในครั้งนี้จะสร้างความเสียหาย แต่ความสามัคคีและการร่วมมือกันของหน่วยงานรัฐจะช่วยฟื้นฟูสถานการณ์ให้คลี่คลายลงได้

ในมุมมองของเรา เห็นว่าการลงพื้นที่ของท่านปลัด มท. นั้นไม่ได้เป็นเพียงการมาดูเหตุการณ์เท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงกลุ่มผู้ไม่หวังดีว่าภาครัฐยังคงมีศักยภาพในการดูแลความสงบเรียบร้อย และที่สำคัญคือการแสดงออกถึงความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ยังคงทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อุกอาจซ้ำรอยเดิมอีก

ที่มา – ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา ให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบ

ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์และแวดวงราชการไทย เมื่อมีข่าว ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบท้องถิ่น หลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงปริศนาที่พาดพิงถึงภรรยาของปลัดกระทรวงมหาดไทย เชื่อมโยงไปถึงขบวนการทุจริตการสอบเข้ารับราชการที่มีมูลค่ามหาศาลกว่า 4.5 พันล้านบาท

เบื้องลึกการเดินหน้าฟ้องร้อง: ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อแอดมินเพจดัง CSI LA ได้นำคลิปเสียงความยาวกว่า 5 นาทีออกมาโพสต์แฉ พร้อมระบุข้อความที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง งานนี้ทางสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงไม่นิ่งเฉย โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นิติกรเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ทำไมเรื่องนี้ถึงบานปลาย?

การที่ ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการแก้ต่าง แต่เป็นการปกป้องชื่อเสียงขององค์กรและตัวบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่แพร่กระจายโดยไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งทางตัวแทนทางกฎหมายของกระทรวงฯ ยืนยันว่าเนื้อหาเหล่านั้นคือการใส่ความต่อบุคคลที่สาม ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์: การแชร์ข้อมูลเท็จสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนทั่วไป
  • การดำเนินคดี: เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำร้องทุกข์และเตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน
  • เจตนาการโพสต์: ทางกระทรวงฯ มองว่าไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้คดีอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานจากทางกองบังคับการปราบปราม ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิสูจน์ความจริงว่าคลิปเสียงที่ถูกปล่อยออกมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือการกลั่นแกล้งกันแน่ ประชาชนที่ติดตามข่าวสารควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูล เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่ต้องการสร้างความวุ่นวาย

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เรื่องการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย การเปิดโปงทุจริตเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บนความถูกต้องและหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่การนำชื่อคนอื่นไปแปดเปื้อนโดยไม่มีที่มาที่ไป หากคุณพบเห็นข้อมูลที่หมิ่นเหม่ ควรตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ก่อนแชร์ต่อ เพื่อสังคมออนไลน์ที่สร้างสรรค์ขึ้น

ที่มา – ปลัดมหาดไทย แจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียง พาดพิงภรรยาโยงโกงสอบท้องถิ่น

นายกฯ ตรวจกลางดึก ที่ สถ. สถานที่เก็บไฟล์ผลสอบท้องถิ่น

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวฮือฮาเมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เล่นใหญ่บุกตรวจงานกะทันหันกลางดึก! โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการไปลงพื้นที่นายกฯ ตรวจกลางดึก ที่ สถ. สถานที่เก็บไฟล์ผลสอบท้องถิ่น กำชับห้ามเกิดเหตุไฟไหม้เด็ดขาด เพื่อให้มั่นใจว่าความโปร่งใสของข้อมูลการสอบจะเป็นไปอย่างดีที่สุดครับ

เกาะติดเหตุการณ์ นายกฯ ตรวจกลางดึก ที่ สถ. สถานที่เก็บไฟล์ผลสอบท้องถิ่น กำชับห้ามเกิดเหตุไฟไหม้เด็ดขาด

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23.20 น. ของวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่รอผลการสอบกันอย่างใจจดใจจ่อ ท่านนายกฯ ได้กำชับปลัดกระทรวงมหาดไทยอย่างหนักแน่นว่าเรื่องความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ต้องไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างไฟไหม้เด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญเสียหายหรือเกิดข้อครหาใดๆ ทั้งสิ้น

มาตรการคุมเข้มความปลอดภัยระดับสูงสุด

นอกจากตัวอาคารกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้ว ท่านนายกฯ ยังเช็กมาตรการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีการจัดรถน้ำดับเพลิงแสตนด์บายรอไว้ทันที นี่ถือเป็นการแสดงความตั้งใจจริงที่ต้องการให้เกิดความสบายใจแก่สาธารณชนว่าทุกขั้นตอนมีความรัดกุม

  • การดูแลรักษาความปลอดภัยพื้นที่จัดเก็บไฟล์ข้อมูลสำคัญ
  • การประสานงานกับ ปภ. เพื่อเตรียมความพร้อมในภาวะวิกฤต
  • การเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในกระบวนการสอบท้องถิ่น

หลายคนมองว่าการที่ นายกฯ ตรวจกลางดึก ที่ สถ. สถานที่เก็บไฟล์ผลสอบท้องถิ่น กำชับห้ามเกิดเหตุไฟไหม้เด็ดขาด แบบนี้ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความใส่ใจในผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนที่มาสอบ เพราะแต่ละคนต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจอ่านหนังสือกันมาอย่างหนัก การรักษาสิทธิ์ของทุกคนจึงเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดครับ

ในมุมมองของผม การที่ผู้นำลงมาตรวจสอบหน้างานด้วยตัวเองแบบนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ระบบราชการได้ดีมากครับ อย่างไรก็ตาม เราต้องคอยติดตามผลการสอบกันต่อไปอย่างใกล้ชิด ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เข้าสอบให้ได้รับความยุติธรรมมากที่สุดครับ!

ที่มา – นายกฯ ตรวจกลางดึก ที่ สถ. สถานที่เก็บไฟล์ผลสอบท้องถิ่น กำชับห้ามเกิดเหตุไฟไหม้เด็ดขาด

ปลัด มท. สั่งด่วน ให้ อส. ไป รปภ. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีข่าวใหญ่ในแวดวงราชการไทย เมื่อนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งแบบสายฟ้าแลบ ให้จัดชุดปฏิบัติการพิเศษจากกองอาสารักษาดินแดน (อส.) เข้าไปเสริมกำลังรักษาความปลอดภัยภายในพื้นที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และตำรวจ บก.ปปป. บุกเข้าตรวจค้นครั้งใหญ่เพื่อตรวจสอบการทุจริต

ปลัด มท. สั่งด่วน ให้ อส. ไป รปภ. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

เหตุการณ์การบุกเข้าตรวจสอบในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกรณีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ซึ่งพบเงื่อนงำการทุจริตที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบสอบคัดเลือก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายและรักษาความเรียบร้อยภายในสถานที่ราชการ ปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงได้มีคำสั่งให้สมาชิก อส. เข้ามาปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเร่งด่วน

รายละเอียดการลงพื้นที่ของ อส. เพื่อดูแลความสงบ

สำหรับการจัดกำลังในครั้งนี้ สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดนได้ส่งสมาชิก อส. จากกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 1 กระทรวงมหาดไทย จำนวน 4 นาย พร้อมด้วยอุปกรณ์เผชิญเหตุครบมือเข้าประจำการที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทันที ซึ่งถือเป็นมาตรการเสริมความเข้มงวดภายหลังการตรวจค้นของหน่วยงานระดับประเทศ การที่ ปลัด มท. สั่งด่วน ให้ อส. ไป รปภ. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาความสงบและอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทุจริตดำเนินการได้อย่างเต็มที่

  • กองร้อยปฏิบัติการพิเศษประจำการ 4 นาย
  • ดูแลความเรียบร้อยภายในพื้นที่หน่วยงาน
  • เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม คำสั่ง ปลัด มท. สั่งด่วน ให้ อส. ไป รปภ. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ยังคงเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง เพราะประชาชนจำนวนมากต่างคาดหวังว่าการตรวจสอบทุจริตในครั้งนี้จะมีความโปร่งใสและสามารถลากตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้โดยเร็ว เพื่อรักษาความเป็นธรรมให้กับผู้เข้าสอบทุกคนที่ตั้งใจทำข้อสอบอย่างสุจริต ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของหน่วยงานรัฐที่จะต้องหันมาทบทวนกระบวนการทำงานให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นในอนาคต

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นเล่มนี้จะจบลงอย่างไร และจะมีบุคคลระดับไหนบ้างที่ต้องหันมาตอบคำถามต่อสังคมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฝากให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติครับ

ที่มา – ปลัด มท. สั่งด่วน ให้ อส. ไป รปภ. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หลังถูกค้นครั้งใหญ่

นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า

นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการตรวจสอบข้าราชการระดับสูงในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ล่าสุด นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ออกมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับความคืบหน้ากรณี **นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า** โดยยืนยันว่าการให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นั้น ไม่ได้หมายความว่าเรื่องทั้งหมดจะจบลงเพียงเท่านี้ แต่กระบวนการตรวจสอบความผิดทางวินัยและทางอาญายังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามขั้นตอนของกฎหมาย

ความคืบหน้าคดีความและผลประโยชน์ทับซ้อน

เมื่อถามถึงประเด็นที่ว่ามีการส่งเรื่องไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทยหรือยัง นายนฤชาระบุว่าขณะนี้มีเรื่องเกี่ยวกับคดีอาญาที่อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวน ซึ่งเชื่อมโยงกับพื้นที่จังหวัดภูเก็ตโดยตรง โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งทางอธิบดีกรมการปกครองยอมรับว่ามีความเป็นไปได้และเกี่ยวข้องกับเรื่องของเงินๆ ทองๆ ตามที่เป็นข่าว ซึ่งความคืบหน้าของ **นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า** นั้น สะท้อนให้เห็นว่าทางต้นสังกัดไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเรื่องการทุจริต

จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสอบสวนทางอาญายังคงดำเนินต่อไปเพื่อป้องกันการแทรกแซง
  • ความไม่โปร่งใสในพื้นที่เสี่ยงถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • หลักฐานที่มีอยู่จะถูกนำมาพิจารณาตามข้อเท็จจริงทั้งหมด

ในส่วนของกรณีที่มีการกล่าวพาดพิงถึงทนายความชื่อดังอย่าง นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ นายนฤชายืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายในฐานะส่วนตัว เพราะถูกหมิ่นประมาทว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

บทเรียนในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับข้าราชการทุกคนว่า การปฏิบัติหน้าที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ การที่ **นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า** คือบทพิสูจน์ว่าระบบการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดภูเก็ตต่อไป

ที่มา – “นฤชา” ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า เผยยังมีคดีอาญารอสอบ

ปลัดมท. บอก คนกล่าวหามันลอยๆ ปมคลิปเสียงภรรยาโยงโกงข้อสอบ

ปลัดมท. บอก คนกล่าวหามันลอยๆ ปมคลิปเสียงภรรยาโยงโกงข้อสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงข้าราชการไทย เมื่อมีกระแสข่าวเกี่ยวกับคลิปเสียงปริศนาที่พยายามโยงว่าภรรยาของปลัดกระทรวงมหาดไทยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตการสอบบรรจุพนักงานส่วนท้องถิ่น งานนี้ทำเอาเกิดคำถามมากมายในสังคม แต่ล่าสุดทางเจ้าตัวได้ออกมาเคลื่อนไหวแล้ว

สรุปประเด็นร้อน ปลัดมท. บอก คนกล่าวหามันลอยๆ ปมคลิปเสียงภรรยาโยงโกงข้อสอบ

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยมองว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เมื่อถูกถามถึงประเด็นคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ นายอรรษิษฐ์ได้ย้ำว่า ปลัดมท. บอก คนกล่าวหามันลอยๆ ปมคลิปเสียงภรรยาโยงโกงข้อสอบ และยืนยันว่าสิ่งที่ไม่ได้เป็นความจริงก็ไม่รู้จะออกมาชี้แจงอะไรเพราะมันเลื่อนลอยเกินไป

ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วย ก็ได้เข้ามาช่วยเสริมและตัดจบประเด็นนี้ทันทีว่า “พอแล้ว ไม่ต้องถามแล้ว ก็สามีบอกว่าภรรยาไม่เกี่ยว” เพื่อเป็นการยุติความวุ่นวายและส่งสัญญาณถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทีมงานกระทรวงมหาดไทย

  • นายอรรษิษฐ์ ยืนยันตรวจสอบประวัติได้ ไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสีย
  • ตั้งคำถามกลับว่าข้อมูลที่นำมากล่าวหาได้รับมาจากที่ไหน
  • นายกฯ อนุทิน ยืนยันเชื่อมั่นในตัวปลัดฯ พร้อมขู่สื่อให้ “คิดก่อนถาม”

หลายคนมองว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นการดิสเครดิตกันทางการเมืองหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคำถามที่ว่าปลัดฯ จะดำเนินการฟ้องร้องหรือไม่นั้น เจ้าตัวมองว่าการที่ ปลัดมท. บอก คนกล่าวหามันลอยๆ ปมคลิปเสียงภรรยาโยงโกงข้อสอบ นั้น ก็เพราะไม่ต้องการให้ค่ากับข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน และมองว่าการไปไล่ตามแก้ข่าวลือที่ไร้ที่มาอาจไม่ใช่การใช้เวลาที่คุ้มค่าที่สุดในฐานะข้าราชการระดับสูงที่ต้องดูแลภารกิจของประเทศ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของกระแสข่าวในยุคโซเชียลมีเดีย ที่ข้อมูลต่างๆ สามารถถูกนำมาเชื่อมโยงกันได้ง่าย แต่ความจริงยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องรอผลสรุปอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าข่าวลือจะรุนแรงเพียงใด กระบวนการยุติธรรมและข้อเท็จจริงคือเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุดเสมอ

ที่มา – “ปลัดมท.” บอก คนกล่าวหามันลอยๆ ปมคลิปเสียงภรรยาโยงโกงข้อสอบ ลั่น ไม่ให้ค่า

อนุทินป้องอรรษิษฐ์ ปมคลิปทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นโกงสับเละ

อนุทินป้องอรรษิษฐ์ ปมคลิปทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นโกงสับเละ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการข้าราชการไทย เมื่อมีคลิปเสียงปริศนาถูกปล่อยออกมาผ่านเพจ CSI LA กล่าวหาว่าปลัดกระทรวงมหาดไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณี อนุทินป้องอรรษิษฐ์ ปมคลิปทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นโกงสับเละ โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องเพ้อเจ้อและไม่มีสาระ ทั้งยังเน้นย้ำเรื่องการยึดถือข้อเท็จจริงจากการสอบสวนมากกว่าการฟังข้อมูลลอยๆ ในโซเชียลมีเดีย

จุดยืนชัดเจนของกระทรวงมหาดไทยต่อกรณีการทุจริต

นายอนุทินย้ำชัดเจนว่า หากพบการทุจริตเกิดขึ้นที่ไหน จะจัดการขั้นเด็ดขาด โดยกล่าวว่า อนุทินป้องอรรษิษฐ์ ปมคลิปทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นโกงสับเละ เพราะนโยบายของตนคือความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้เข้าสอบทุกคน สำหรับประเด็นเรื่องการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น แม้จะมีเสียงข้างมากในคณะกรรมการเห็นชอบให้บรรจุไปก่อน แต่หากผลการสืบสวนย้อนหลังพบว่ามีการทุจริตจริง ก็พร้อมดำเนินการทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น เนื่องจากการทุจริตคอรัปชันไม่มีอายุความ

  • ตำรวจ ป.ป.ช. และ ปปง. เป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบ
  • ทางกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งความดำเนินคดีในฐานะผู้เสียหายแล้ว
  • มติคณะกรรมการท้องถิ่นให้บรรจุไปก่อน แต่สามารถสอยทีหลังได้หากพบหลักฐาน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบกระบวนการสอบท้องถิ่นอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ตั้งใจมาสอบบรรจุเข้ารับราชการ แม้จะต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย แต่ทุกอย่างต้องเดินหน้าต่อด้วยหลักฐานทางกฎหมายและข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้เท่านั้น

ในส่วนของข้อกังวลที่โยงไปถึงการสอบนายอำเภอนั้น นายอนุทินระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกับตน เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาไม่มีการจัดสอบในส่วนดังกล่าว และขอให้สื่อมวลชนมุ่งเน้นคำถามที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากกว่าการนำเสนอเรื่องราวที่ยังไม่มีที่มาที่ไปแน่ชัด อนุทินป้องอรรษิษฐ์ ปมคลิปทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นโกงสับเละ ครั้งนี้จึงถือเป็นสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่า ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานในกระทรวงมหาดไทยยุคนี้ หากพบใครกระทำผิดจริง จะไม่มีการละเว้นอย่างแน่นอน

ท้ายที่สุด การทำงานภายใต้กฎระเบียบและความซื่อสัตย์คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับระบบราชการไทย การปล่อยข่าวลือที่ขาดหลักฐานอาจสร้างความเสียหาย แต่การเอาจริงกับการทุจริตอย่างมีแบบแผนจะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นตรงไหนโกงสับให้เละ ป้อง “อรรษิษฐ์” หลังคลิปว่อนกล่าวหาปลัดเอี่ยวสอบท้องถิ่น

Scroll to top