ปลัดกระทรวงมหาดไทย

“อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกกินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยข่าวสารลือกันไปมา บ่อยครั้งที่ภาพถ่ายธรรมดาๆ สามารถกลายเป็นประเด็นร้อนได้อย่างรวดเร็ว ล่าสุด “อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกแค่กินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่านี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงอะไรในกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ วันนี้เราจะมาพูดคุยถึงเหตุการณ์นี้แบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์เบื้องหลังที่อาจซ่อนอยู่

“อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกแค่กินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว

วันที่ 28 กันยายน 2568 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับภาพที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย ขณะที่ท่านกำลังรับประทานห่านพะโล้ที่ร้านฉั่ว คิม เฮง ร่วมกับนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปลัดป๊อป” ปลัดกระทรวงมหาดไทย

เมื่อถูกถามถึงภาพดังกล่าว นายอนุทินแสดงสีหน้าร้องหือพร้อมส่ายหัว ก่อนจะตอบแบบตรงไปตรงมาว่า “ก็แค่ภาพกินข้าว มันต้องกินข้าวหรือเปล่า พอกินข้าวเสร็จก็ไปทำงาน” คำตอบนี้สะท้อนถึงสไตล์ของท่านที่เรียบง่าย ไม่ชอบเรื่องยุ่งเหยิง และมุ่งเน้นไปที่การทำงานจริงๆ ไม่ใช่ข่าวลือ

เบื้องหลังการกินข้าวที่กลายเป็นข่าวใหญ่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการปรับโครงสร้างในกระทรวงมหาดไทยที่กำลังร้อนระอุ หลายคนคาดเดาว่าการที่นายอนุทินไปกินข้าวกับปลัดกระทรวงฯ อาจบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น หรือแม้กระทั่งการกลับมาของ “คู่หูคู่เดิม” ในอดีต แต่ตัวนายอนุทินเองกลับยืนยันชัดเจนว่า การทำงานของท่านยึดหลักประโยชน์ของประชาชนและบ้านเมืองเป็นสำคัญ

ท่านยังถามกลับสื่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า “คุณจะเอาอย่างไรกับที่คนก่อนหน้านี้โยกย้ายแทบจะหมดกระทรวง แล้วได้ประโยชน์อะไรหรือไม่ งานสำเร็จหรือไม่ ผลงานมีหรือไม่” คำถามเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการโยกย้ายข้าราชการที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้า ซึ่งมักถูกมองว่าไม่เป็นธรรมและขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้งานในกระทรวงไม่เดินหน้า

ในยุคของนายอนุทิน การบริหารกระทรวงมหาดไทยจะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ท่านย้ำว่า “การย้ายใครหรือไม่ย้ายใครไม่ใช่เรื่องหลัก ทุกคนต้องทำงานได้หมด” นี่คือหลักการที่แตกต่างจากอดีต ซึ่งพิสูจน์ได้จากผลงานที่เน้นความโปร่งใสและยุติธรรม

คืนความยุติธรรมให้ข้าราชการที่ถูกย้ายไม่เป็นธรรม

อีกประเด็นสำคัญที่นายอนุทินกล่าวถึงคือการคืนความยุติธรรมให้กับข้าราชการที่เคยถูกโยกย้ายไปอย่างไม่เป็นธรรม ท่านยืนยันว่า “คนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมก็จะได้รับความยุติธรรม” แต่เมื่อถูกถามย้ำว่าจะย้ายกลับมาทุกคนหรือไม่ ท่านก็ตอบแบบขบขันว่า “อย่าเอาอะไรมายัดปากผม” แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการตอบคำถามที่อาจถูกตีความเกินจริง

  • หลักการทำงาน: ยึดประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่การเมืองภายใน
  • ปัญหาเก่า: การโยกย้ายที่ไม่โปร่งใส ส่งผลเสียต่อการทำงาน
  • แนวทางใหม่: ส่งเสริมให้ทุกคนทำงานร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดี

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกแค่กินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของสื่อที่ชอบขยายเรื่องเล็กให้ใหญ่ แต่ในทางกลับกัน มันก็ช่วยให้ประชาชนได้เห็นภาพลักษณ์จริงๆ ของผู้นำที่เรียบง่ายและมุ่งมั่น นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงมหาดไทยที่กำลังมุ่งสู่ความโปร่งใสมากขึ้น หากคุณสนใจข่าวการเมืองแบบนี้ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยสีสัน แต่สิ่งที่สำคัญคือผลงานที่จับต้องได้ หากนายอนุทินสามารถคืนความยุติธรรมและขับเคลื่อนงานได้จริง ประชาชนอย่างเราก็คงได้ประโยชน์เต็มๆ

ที่มา – “อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกแค่กินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว

ปลัด มท. ยัน “หลวงพ่ออลงกต” คนละเลขบัตรประชาชน

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน กระทรวงมหาดไทยสั่งตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีเลขบัตรประชาชนของหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ตรงกับของนายอลงกต พลมุข ข้าราชการกรมชลประทานที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยยืนยันว่าทั้งสองเป็นคนละคนกัน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ถึงกรณีดังกล่าวว่า สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง ยืนยันว่าเลขบัตรประจำตัวประชาชนของแต่ละบุคคลจะไม่ซ้ำกัน และได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนแล้วว่า เลขบัตรประชาชนของ “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน โดยหลวงพ่ออลงกต นามสกุลเดิม พูลมุข (มีสระอู) ขณะที่นายอลงกต พลมุข (ไม่มีสระอู) ที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน ทำให้เลขบัตรประจำตัวประชาชนก็แตกต่างกันด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานทางทะเบียนที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังต้องตรวจสอบคือ การนำเลขบัตรประจำตัวประชาชนไปทำธุรกรรมของธนาคาร ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการใช้เลขบัตรของผู้เสียชีวิต ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการปกครองตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความกระจ่าง และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์จึงจะทราบผล

ทั้งนี้ ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน โดยยืนยันว่าหลวงพ่ออลงกต ซึ่งเกิดในปี พ.ศ. 2503 และนายอลงกต ที่เกิดในปี พ.ศ. 2505 เป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน และเลขบัตรประจำตัวประชาชนก็แตกต่างกัน

หลวงพ่ออลงกต

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่ข้อมูลของหลวงพ่ออลงกต ตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปี 2552 ไม่ปรากฏในทะเบียนราษฎร์ แต่มีการนำเลขบัตรประชาชนไปใช้ทำธุรกรรมหรือออกหนังสือราชการ ซึ่งอาจมีความผิด ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบว่า เป็นเลขบัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่ทำไว้ตั้งแต่มีการทำบัตรประชาชน แต่จะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หากพบข้อผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องกองทุนอาทรประชานาถของวัดพระบาทน้ำพุ ที่อาจมีการนำเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิตไปเปิดเป็นพร้อมเพย์ ซึ่งนายอรรษิษฐ์ระบุว่า ต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงใช้เลขของผู้เสียชีวิต เนื่องจากเลขของหลวงพ่ออลงกตนั้นเป็นคนละเลขกัน และต้องตรวจสอบผู้ที่นำไปใช้ เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมาขอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ตอบว่า กรมการปกครองเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ และน่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งหากมีความคืบหน้าก็จะมีการรายงานมายังกระทรวงมหาดไทยต่อไป

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน

กรณีนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทางกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้เลขบัตรประชาชน

จากกรณีนี้ เราได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการรักษาข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะเลขบัตรประชาชน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบได้ เราจึงควรระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้อื่น และตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลของเราถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าทุกข้อมูลต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด แม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่ดูเหมือนจะชัดเจนแล้วก็ตาม การตรวจสอบซ้ำและการยืนยันข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สรุปได้ว่า กระทรวงมหาดไทยกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับกรณีเลขบัตรประชาชนของหลวงพ่ออลงกต และจะดำเนินการตามกฎหมายหากพบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น

ที่มา – ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน

ภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์”

“ภูมิธรรม” สั่งปลัดมหาดไทย สอบข้อเท็จจริง-สรุปรายงาน ปมหนังสือเวียนสั่ง นอภ. รับ “เดชอิศม์” รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่ หลังผู้ว่าฯ สงขลา ยืนยันไม่ได้เซ็น ชี้ ยุคนี้ไม่ต้องเดินตามเหมือนก่อน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทำหนังสือเวียนถึงนายอำเภอในจังหวัดให้จัดคิวมารับ-ส่ง นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เวลาลงพื้นที่ จ.สงขลา ว่า ตนได้สอบถามไปแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะนโยบายของตนพูดชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องมาเดินตาม ที่ผ่านมาจะเห็นว่าตนไม่มีใครมาเดินเหมือนสมัยก่อนที่เดินตามกันเป็นขบวน อธิบดีทุกคนต้องมาเดินตาม ของตนไม่มี เฉพาะตนที่มีปัญหาหรือคนที่มีงานจะต้องคุยกันก็มาแค่นั้น ตรงนี้ทำให้ดูแล้ว

ภูมิธรรม

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า ได้สอบถามไปที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับการชี้แจงว่า มีคนทำหนังสือขึ้นมาถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา แต่ผู้ว่าฯ ไม่ได้เซ็นลงนาม เสร็จแล้วมีการสแกนขึ้นมา ซึ่งทางปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งไปแล้วว่าให้ไปตามหาให้ได้และชี้แจงกลับมา โดยให้ไปดำเนินการตามกระบวนการ เป็นเรื่องที่ทางปลัดกระทรวงมหาดไทยจะต้องไปดูแล

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าได้มีการสอบถาม นายเดชอิศม์ หรือไม่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายภูมิธรรม ระบุว่า ยังเลย ตนยังไม่ได้เจอ เมื่อถามย้ำจะต้องมีคำสั่งลงไปหรือไม่ว่าจะต้องไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีก นายภูมิธรรม กล่าวว่า เดี๋ยวตนจะไปสอบถามปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะเรื่องนี้ทางปลัดเขารับที่จะไปดำเนินการ หาข้อสรุปมา และรายงานให้ตนทราบ.

ภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์”

จากกรณีที่มีหนังสือเวียนสั่งนายอำเภอ (นอภ.) ให้รับ “เดชอิศม์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มหาดไทย) ในระหว่างลงพื้นที่ ล่าสุด “ภูมิธรรม” ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

ความคืบหน้าล่าสุด: ภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์”

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ออกมายืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ลงนามในหนังสือเวียนดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยและการตั้งคำถามถึงที่มาและความถูกต้องของหนังสือฉบับนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความชัดเจนว่านโยบายของตนคือการไม่ต้องการให้เกิดการเดินตามหรือการต้อนรับแบบเป็นขบวนเหมือนในอดีต

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือการทำงานที่เน้นความเรียบง่ายและตรงไปตรงมา หากมีประเด็นปัญหาหรือเรื่องที่ต้องหารือก็จะมีการพูดคุยกันเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากภาพในอดีตที่มักจะมีการต้อนรับอย่างเอิกเกริก

ทางด้านปลัดกระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรณีภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” อย่างละเอียด โดยจะต้องค้นหาต้นตอของผู้ที่ทำหนังสือดังกล่าวขึ้นมาและรายงานผลการตรวจสอบให้ทราบโดยเร็วที่สุด ขั้นตอนการดำเนินการจะเป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้

ขณะนี้ยังไม่มีการสอบถามไปยังนายเดชอิศม์โดยตรงถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่คาดว่าจะมีการดำเนินการในส่วนนี้ต่อไปหลังจากที่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบจากปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญในการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ ที่ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานให้มีความกระชับและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักการและความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ

การตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความกระจ่างและความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีกในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การที่หนังสือเวียนดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาโดยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลายืนยันว่าไม่ได้ลงนาม ทำให้เกิดคำถามถึงกระบวนการภายในของกระทรวงมหาดไทย และความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการสื่อสารและการสั่งการให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ที่จะป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและการกระทำที่ไม่เป็นไปตามนโยบายที่วางไว้

การแก้ไขปัญหาในระยะยาวอาจรวมถึงการทบทวนระเบียบปฏิบัติและคู่มือการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายใหม่และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในทุกระดับชั้น

ท้ายที่สุดแล้ว การจัดการกับกรณีภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” นี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงและความสามารถในการนำพากระทรวงมหาดไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบริหารงานของภาครัฐ

ที่มา – “ภูมิธรรม” สั่งปลัดมหาดไทยสอบข้อเท็จจริงปมหนังสือเวียนสั่ง นอภ. รับ “เดชอิศม์”

Scroll to top