ผู้นําสูงสุดอิหร่าน

สิ่งที่ต้องรู้ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน

การแต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองโลก หลายคนมองว่าเป็นสัญญาณของการตอกย้ำอำนาจกลุ่มสายแข็ง ทำให้โอกาสในการเจรจากับชาติตะวันตกยิ่งเลือนลางไปอีก วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักประวัติศาสตร์ อิทธิพล และบทบาทของเขาแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบทการเมืองอิหร่านที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว

โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน

โมจตาบา คาเมเนอี ไม่ใช่ชื่อใหม่ในวงการอิหร่าน เขาเติบโตมาในครอบครัวที่มีอำนาจสูงสุด และค่อยๆ สร้างเครือข่ายเบื้องหลังมาอย่างยาวนาน การขึ้นสู่อำนาจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางแผนที่รอบคอบของกลุ่มอนุรักษนิยม

1. เป็นลูกชายคนที่สองของอาลี คาเมเนอี

โมจตาบา คาเมเนอี เกิดในปี 1969 เป็นบุตรชายคนที่สองของอดีตผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี ผู้ปกครองอิหร่านมานานเกือบ 40 ปีก่อนเสียชีวิตจากโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอล การสืบทอดอำนาจแบบพ่อสู่ลูกครั้งนี้ ทำให้หลายคนเปรียบเทียบกับระบบราชวงศ์ ซึ่งขัดกับอุดมการณ์ปฏิวัติอิสลามปี 1979 ที่เคยต่อต้านการสืบราชสันตติวงศ์ ชาวอิหร่านจำนวนไม่น้อยกังวลว่าระบอบจะยิ่งปิดกั้นมากขึ้น

2. ได้รับเลือกจากสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts)

ตำแหน่งผู้นำสูงสุดไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั่วไป แต่คัดเลือกโดยสภาผู้เชี่ยวชาญ 88 คน ซึ่งเป็นนักบวชชั้นนำ การโหวตเลือกโมจตาบาเกิดขึ้นท่ามกลางสงครามและแรงกดดันจากนานาชาติ นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่านี่คือการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายเดิม โดยเฉพาะเรื่องนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรในตะวันออกกลาง

3. บุคคลลึกลับแต่มีอิทธิพลสูงใน IRGC

แม้ไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐบาลหลัก แต่โมจตาบามีความสัมพันธ์แนบแน่นกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นทั้งกองทัพ เศรษฐกิจ และเครื่องมือทางการเมืองชั้นนำของอิหร่าน เครือข่าย IRGC ช่วยให้เขาควบคุมอิทธิพลเบื้องหลังมานาน โดยได้รับการศึกษาศาสนาขั้นสูงเหมือนพี่น้อง

4. ถูกสหรัฐคว่ำบาตรตั้งแต่ปี 2019

กระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวหาโมจตาบาว่ามีส่วนสนับสนุนนโยบายของบิดา รวมถึงเป้าหมายทางการเมืองภายใน ประธานาธิบดีทรัมป์เคยแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อการขึ้นสู่อำนาจของเขา สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-สหรัฐที่ยังคงรุนแรง

5. เบื้องหลังการเมืองสายแข็ง

โมจตาบาถูกเชื่อมโยงกับชัยชนะของมาห์มูด อาห์มาดิเนจาดในการเลือกตั้ง 2005 ผ่านการสนับสนุนจาก IRGC และมีส่วนในปราบปรามการประท้วงปี 2009 ที่ถูกกล่าวหาว่าหลอกลวง นี่แสดงให้เห็นบทบาทของเขาในฐานะนักวางแผนสายแข็ง

  • สนับสนุนผู้สมัครอนุรักษนิยม
  • ควบคุมสื่อและการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม
  • ผลักดันนโยบายต่อต้านตะวันตก

6. อนาคตอิหร่านภายใต้โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน

ผู้เชี่ยวชาญจาก Carnegie Middle East Center และ เดวิด เพเทรียส อดีตผู้อำนวยการ CIA คาดว่าอิหร่านจะยึดนโยบายเดิมต่อไป โดยเน้นอุดมการณ์ศาสนาเข้มข้น ไม่ยอมประนีประนอมกับสหรัฐหรืออิสราเอล ทำให้สถานการณ์ภูมิภาคตึงเครียดยิ่งขึ้น

ในมุมมองของเรา การขึ้นสู่อำนาจของ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน อาจนำไปสู่ความเสถียรภายในแต่เพิ่มความเสี่ยงสงครามภายนอก หากคุณสนใจข่าวการเมืองตะวันออกกลาง ติดตามอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ“โมจตาบา คาเมเนอี”ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน จากเงาอำนาจสู่ตำแหน่งสูงสุด

ที่มาเพิ่มเติม: CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

อิหร่านประกาศ แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

อิหร่านประกาศ แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

ในเช้าวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. 2569 สื่อรัฐบาลอิหร่านได้ประกาศข่าวสำคัญที่สะเทือนวงการการเมืองตะวันออกกลาง เมื่อ อิหร่านประกาศ แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ สืบทอดตำแหน่งจากบิดาของเขา อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ซึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ข่าวนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้โลกต้องจับตามองอนาคตของอิหร่าน

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด โดยสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งประกอบด้วยนักบวชชั้นนำ 88 คน ได้ลงมติเลือกโมจตาบา คาเมเนอี วัย 56 ปี เข้าดำรงตำแหน่งสูงสุด นับเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2522 ครั้งแรกคือการเลือกอาลี คาเมเนอี สืบต่อจากอยาตอลเลาะห์ รูฮุลเลาะห์ โคเมนี เมื่อกว่า 30 ปีก่อน

กระบวนการคัดเลือกผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

สภาผู้เชี่ยวชาญมีอำนาจสูงสุดในการคัดเลือกผู้นำ โดยพิจารณาจากคุณสมบัติทางศาสนาและการเมือง โมจตาบา คาเมเนอี แม้จะเป็นนักบวชระดับกลางและไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการ แต่เขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบอบ ทำให้เขาได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลาม

ปฏิกิริยาจากชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวทันที โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มี.ค. เขากล่าวว่าการแต่งตั้งนี้เป็นเรื่องที่ “ไม่อาจยอมรับได้” ล่าสุดในวันอาทิตย์ที่ 8 มี.ค. ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ ABC News ว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านจะอยู่ได้ไม่นาน หากไม่ได้รับการเห็นชอบจากเขา คำพูดเหล่านี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ร้อนระอุ

นอกจากนี้ การสูญเสียผู้นำเก่าจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล ยังเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งใหม่ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข่าวอิหร่านประกาศ แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี”

  • ด้านการเมืองภายใน: การสืบทอดอำนาจแบบครอบครัวอาจทำให้เกิดการประท้วงจากฝ่ายตรงข้าม
  • ด้านต่างประเทศ: สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจและทหาร
  • ด้านเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันโลกอาจผันผวนจากความไม่แน่นอน
  • ด้าน IRGC: กองกำลังนี้อาจมีบทบาทเด่นขึ้นในการตัดสินใจ

ประวัติศาสตร์อิหร่านแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านผู้นำมักนำมาซึ่งความท้าทาย โมจตาบา คาเมเนอี จะสามารถรักษาสมดุลระหว่างศาสนา การเมือง และการทหารได้หรือไม่ ต้องติดตามต่อไป นอกจากนี้ การที่เขาไม่ได้มีตำแหน่งทางการมาก่อน อาจทำให้เกิดคำถามถึงความชอบธรรมในสายตาชาวโลก

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การแต่งตั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบอบ แต่ก็เสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นเผด็จการแบบราชวงศ์ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตาม ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ความเห็นส่วนตัว: การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจจุดชนวนสงครามใหม่ในตะวันออกกลางได้ ผู้นำโลกควรหาทางเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและแบ่งปันความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – อิหร่านประกาศ แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

สภาอิหร่านลั่น ชื่อคาเมเนอีคงเป็นผู้นำต่อ

สภาอิหร่านลั่น ชื่อของ “คาเมเนอี” จะคงอยู่ต่อไปในฐานะผู้นำอิหร่าน เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความฮือฮาในวงการการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลังจากสมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจน ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าโมจตาบา คาเมเนอี ลูกชายของผู้นำสูงสุดคนก่อน อาจก้าวขึ้นมารับตำแหน่งต่อ

สภาอิหร่านลั่น ชื่อของ “คาเมเนอี” จะคงอยู่ต่อไปในฐานะผู้นำอิหร่าน

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 สมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการคัดเลือกผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้ออกมากล่าวอย่างเป็นทางการว่า ชื่อของ “คาเมเนอี” จะยังคงดำรงอยู่ในฐานะผู้นำของชาติต่อไป แม้ก่อนหน้านี้สภาจะประกาศว่าได้เลือกผู้นำคนใหม่แล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ

ในวิดีโอที่เผยแพร่โดยสื่อรัฐบาลอิหร่าน ฮอสเซนอาลี เอชเควารี สมาชิกสภาฯ กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ประเด็นเรื่องการกำหนดตัวผู้นำได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว นามสกุลคาเมเนอีจะดำรงอยู่ต่อไป การลงคะแนนเสียงสิ้นสุดลงแล้ว และหวังว่าทางการจะประกาศในเร็ววันนี้ ไม่ต้องกังวลอะไร” คำพูดนี้จุดประกายความคาดหวังว่าลูกชายของอยาตอลเลาะห์อาลี คาเมเนอี ซึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อาจได้รับเลือก

โมจตาบา คาเมเนอี ผู้สมัครที่โดดเด่น

โมจตาบา คาเมเนอี วัย 56 ปี เป็นบุตรชายคนที่สองของผู้นำสูงสุดคนก่อน เขาเป็นนักบวชระดับกลางที่ไม่ได้มีตำแหน่งทางการอย่างเป็นทางการ แต่มีบทบาทสำคัญเบื้องหลัง โดยเฉพาะความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นกำลังหลักของระบอบอิสลามอิหร่าน

  • โมจตาบา มีประสบการณ์ในด้านศาสนาและการเมืองภายใน
  • เขาได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมในสภา
  • การสืบทอดในตระกูลคาเมเนอีถือเป็นการรักษาความต่อเนื่องของอำนาจ

การประกาศนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด โดยเฉพาะหลังการสูญเสียผู้นำเก่า ทำให้อิหร่านต้องเร่งหาผู้สืบทอดเพื่อรักษาเสถียรภาพ

ปฏิกิริยาจากสหรัฐฯ และประธานาธิบดีทรัมป์

ฝั่งสหรัฐฯ แสดงท่าทีแข็งกร้าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคมว่า การแต่งตั้งโมจตาบา คาเมเนอี เป็นเรื่องที่ “ไม่อาจยอมรับได้” ล่าสุดในสัมภาษณ์กับ ABC News วันที่ 8 มีนาคม ทรัมป์ย้ำว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านจะอยู่ได้ไม่นาน หากไม่ได้รับการเห็นชอบจากเขา คำขู่ดังกล่าวสะท้อนนโยบายกดดันสูงสุดต่ออิหร่าน

นอกจากนี้ สถานการณ์ยังเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามตัวแทนระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลที่สหรัฐฯ สนับสนุน การเลือกผู้นำใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องภายใน แต่กระทบภูมิทัศน์การเมืองโลก

ผลกระทบต่อการเมืองอิหร่านและภูมิภาค

หากโมจตาบา คาเมเนอีขึ้นสู่อำนาจจริง จะเป็นครั้งแรกที่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดสืบทอดแบบครอบครัว ซึ่งอาจเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ IRGC แต่ก็เสี่ยงต่อการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องประชาธิปไตยภายใน นักวิเคราะห์มองว่านี่คือกลยุทธ์รักษาอำนาจของระบอบปฏิวัติอิสลามท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก

สำหรับประชาชนอิหร่าน การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ санкции จากสหรัฐฯ ที่รุนแรงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ติดตามการประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะเกิดในไม่ช้า

ในมุมมองของผู้เขียน การสืบทอดอำนาจแบบนี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของระบอบอิหร่าน แต่ก็เป็นจุดอ่อนที่ชาติตะวันตกจะใช้โจมตีต่อไป หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – สภาอิหร่านลั่น ชื่อของ “คาเมเนอี” จะคงอยู่ต่อไปในฐานะผู้นำอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น ผู้นำใหม่อิหร่านอยู่ได้ไม่นาน หากตัวเขาไม่สนับสนุน

ทรัมป์ลั่น ผู้นำใหม่อิหร่านอยู่ได้ไม่นาน หากตัวเขาไม่สนับสนุน คำเตือนสุดกร้าวจากอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองโลก เมื่อเขายืนยันว่าผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านจะครองอำนาจได้ไม่นาน ถ้าไม่มีเสียงสนับสนุนจากเขา สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้นหลังจากอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์

ทรัมป์ลั่น ผู้นำใหม่อิหร่านอยู่ได้ไม่นาน หากตัวเขาไม่สนับสนุน

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ ABC News อย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่า “เขาจะต้องได้รับการอนุมัติจากเรา ถ้าเขาไม่ได้รับการอนุมัติจากเรา เขาก็จะอยู่ได้ไม่นาน” คำพูดนี้สะท้อนถึงนโยบายแข็งกร้าวของทรัมป์ต่ออิหร่าน ซึ่งเขาเคยกดดันหนักในสมัยประธานาธิบดี โดยเฉพาะการถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA และการสังหารนายพลกาเซม โซไลมานี

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังประกาศชัดเจนบนเครื่องบิน Air Force One ว่า เขาต้องการมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้นำอิหร่านคนใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาซ้ำซาก “เราต้องการเลือกผู้นำที่จะไม่นำพาประเทศไปสู่สงคราม” เขากล่าว นอกจากนี้ ในสัมภาษณ์ CNN ทรัมป์ยังเปิดประตูให้ผู้นำทางศาสนา หากบุคคลนั้นเหมาะสม “ผมดีลกับผู้นำทางศาสนามาเยอะ และพวกเขายอดเยี่ยม”

สถานการณ์ล่าสุดในอิหร่านหลังทรัมป์ลั่น ผู้นำใหม่อิหร่านอยู่ได้ไม่นาน

ทางการอิหร่านยืนยันแล้วว่าได้เลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่แทนคาเมเนอี แต่ยังไม่เปิดเผยชื่อ สร้างความกดดันมหาศาลจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่จับตาการเปลี่ยนผ่านอำนาจนี้อย่างใกล้ชิด ท่าทีของทรัมป์อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการแทรกแซงทางการเมืองหรือทางทหาร หากผู้นำใหม่ไม่เป็นมิตร

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์แสดงจุดยืนชัดเจนต่ออิหร่าน สมัยที่เขาดำรงตำแหน่ง เคยเรียกอิหร่านว่า “ผู้ก่อการร้ายรัฐ” และบังคับใช้การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง จนเศรษฐกิจอิหร่านทรุดตัว ล่าสุด คำเตือนเรื่อง ทรัมป์ลั่น ผู้นำใหม่อิหร่านอยู่ได้ไม่นาน หากตัวเขาไม่สนับสนุน อาจจุดชนวนความขัดแย้งใหม่

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำพูดของทรัมป์

  • ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง: อิสราเอลและชาติอาหรับพันธมิตรสหรัฐฯ อาจตอบโต้หนักขึ้น
  • ตลาดน้ำมันโลก: ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
  • การเจรจานิวเคลียร์: โอกาสฟื้น JCPOA ลดลงอย่างมาก
  • ภายในอิหร่าน: กลุ่มอนุรักษนิยมอาจรวมตัวต่อต้านสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าคำพูดนี้เป็นกลยุทธ์ “America First” ของทรัมป์ เพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมจำนน โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ เตรียมรับมือกับภัยคุกคามนิวเคลียร์จากเตหะราน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเคยโพสต์บน Truth Social ว่า “อิหร่านต้องเลือกทางที่ถูกต้อง มิฉะนั้นจะเจอผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด” ซึ่งย้ำย้ำถึงอิทธิพลของเขาต่อนโยบายต่างประเทศ แม้จะไม่ได้อยู่ในทำเนียบขาว

สถานการณ์นี้ยังคงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ชาวโลกต่างจับตาว่าอิหร่านจะตอบโต้อย่างไร และผู้นำใหมาจะรอดพ้นจากคำขู่ของทรัมป์ได้หรือไม่

มุมมองของผู้เขียน: คำเตือนของทรัมป์อาจเป็นใบมีดสองคม หากนำไปสู่สันติภาพได้ยิ่งดี แต่หากจุดชนวนสงคราม ก็จะเป็นหายนะสำหรับภูมิภาค ติดตามข่าวสารต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์ลั่น ผู้นำใหม่อิหร่านอยู่ได้ไม่นาน หากตัวเขาไม่สนับสนุน

สภาอิหร่านเผย เลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่แล้ว แต่ยังไม่บอกว่าเป็นใคร

สภาอิหร่านเผย เลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่แล้ว แต่ยังไม่บอกว่าเป็นใคร ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการข่าวต่างประเทศทันที เมื่อสมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านหลายคนออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญนี้ สร้างความฮือฮาให้กับโลกทั้งใบ โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล

สภาอิหร่านเผย เลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่แล้ว แต่ยังไม่บอกว่าเป็นใคร

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 อยาตอลเลาะห์ อาหมัด อาลาม อัล-โฮดา ซึ่งเป็นนักบวชระดับสูงและสมาชิกของสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเมห์ร (Mehr) อย่างชัดเจนว่า การเลือกตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว และบุคคลที่ได้รับเลือกก็ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเรียบร้อย นายอัล-โฮดายังปฏิเสธข่าวลือที่แพร่สะพัดว่าสภายังไม่ได้ตัดสินใจ โดยเรียกมันว่า “คำลวงทั้งสิ้น” และย้ำว่าตอนนี้ขึ้นอยู่กับสำนักงานเลขาธิการของสภา ซึ่งนำโดยอยาตอลเลาะห์ ฮอสเซนี บูเชห์รี ที่จะประกาศผลเมื่อใด

นอกจากนี้ อยาตอลเลาะห์ ไฮดารี สมาชิกสภาอีกคน ก็ยืนยันผ่านสำนักข่าว ISNA ว่าตัวเลือกที่ “ดีที่สุด” ได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่แล้ว และที่น่าสนใจคือ แม้แต่ “ซาตานผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งเป็นคำเรียกสหรัฐอเมริกาตามที่ผู้นำการปฏิวัติอิสลามอย่างอายาตอลเลาะห์ โคเมนี และอาลี คาเมเนอี เคยใช้ ก็ยังเอ่ยชื่อบุคคลผู้นี้

สภาอิหร่านเผยข้อมูลสำคัญท่ามกลางวิกฤต

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาแสดงท่าทีต่อต้านการสืบทอดตำแหน่งของโมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอาลี คาเมเนอี ที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ทรัมป์มองว่าเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้หากเกิดการสืบทอดแบบ王朝

แม้สภาจะเลือกเสร็จแล้ว แต่การประกาศยังล่าช้า สมาชิกสภาหลายคนเริ่มไม่พอใจ โดยผู้เชี่ยวชาญบางส่วนชี้ว่าปัญหาอยู่ที่ไม่สามารถประชุมตัวต่อตัวได้ เนื่องจากภัยคุกคามจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล นายโมห์เซน บอร์ฮานี นักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเตหะราน โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า ตามรัฐธรรมนูญอิหร่าน การประชุมต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 2 ใน 3 เข้าร่วมด้วยตนเอง มิเช่นนั้นการประกาศจะขาดความชอบธรรมทางกฎหมาย

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของระบบการเมืองอิหร่าน ที่ผู้นำสูงสุดมีอำนาจสูงสุดเหนือประธานาธิบดี สภาผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วยนักบวชชิอะห์ 88 คน คัดเลือกโดยประชาชน และมีหน้าที่สำคัญในการกำกับดูแลและเลือกผู้นำสูงสุด หลังจากคาเมเนอีเสียชีวิต สภาเร่งดำเนินการท่ามกลางสงครามตัวแทนในตะวันออกกลาง

  • ประวัติสภาผู้เชี่ยวชาญ: ก่อตั้งหลังปฏิวัติ 1979 มีบทบาทคัดเลือกผู้นำ
  • ตัวผู้สมัครที่เป็นไปได้: โมจตาบา คาเมเนอี หรือนักบวชอื่นๆ
  • ผลกระทบ: อาจเปลี่ยนทิศทางนโยบายนิวเคลียร์และความสัมพันธ์กับตะวันตก

ข่าว สภาอิหร่านเผย เลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่แล้ว แต่ยังไม่บอกว่าเป็นใคร นี้ยังคงเป็นปริศนา และอาจส่งผลต่อภูมิรัฐศาสตร์โลก นักวิเคราะห์มองว่าอิหร่านกำลังเตรียมพร้อมรับมือแรงกดดันจากภายนอก

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากผู้นำใหม่มีแนวทางแข็งกร้าวยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – สภาอิหร่านเผย เลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่แล้ว แต่ยังไม่บอกว่าเป็นใคร

อิหร่านเผย อาจเลือกผู้นำคนใหม่ได้ ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า

อิหร่านเผย อาจเลือกผู้นำคนใหม่ได้ ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนระอุ สภาผู้อ่านผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านกำลังเร่งมือเพื่อคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ หลังจากอยาตอลเลาะห์อาลี คาเมเนอี ผู้ดำรงตำแหน่งมานานล่วงลับไป ข่าวนี้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เพราะอาจเปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศของอิหร่านได้อย่างสิ้นเชิง

อิหร่านเผย อาจเลือกผู้นำคนใหม่ได้ ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า

สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ของอิหร่านรายงานเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ว่า สภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งมีสมาชิก 88 คน รับผิดชอบหน้าที่สำคัญนี้ กำลังรอเงื่อนไขให้พร้อมสำหรับการประชุมด่วน อยาตอลเลาะห์ โมซัฟฟารี สมาชิกสภาฯ กล่าวว่า ทุกคนกำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ และหวังว่าภารกิจจะสำเร็จภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า เขายังย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจใดๆ และขอให้ประชาชนอย่าคาดเดาหรือแพร่ข่าวลือ

สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านทำงานอย่างไร

สภาผู้เชี่ยวชาญคือองค์กรที่ได้รับมอบหมายจากรัฐธรรมนูญอิหร่านให้คัดเลือก ตรวจสอบ และถอดถอนผู้นำสูงสุดได้ สมาชิกทั้ง 88 คนมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน แต่ต้องผ่านการรับรองจากสภาปกป้องรัฐธรรมนูญ ทำให้เป็นระบบที่เข้มงวด สภาฯ นี้เคยเลือกอยาตอลเลาะห์คาเมเนอีเมื่อปี 2535 หลังจากอยาตอลเลาะห์โคเมนีเสียชีวิต และตอนนี้กำลังเผชิญภารกิจครั้งใหญ่ท่ามกลางวิกฤตสงคราม

ตัวเก็งหลักคือใคร

รายงานหลายแห่งชี้ว่า นายโมจตาบา คาเมเนอี ลูกชายคนที่สองของอยาตอลเลาะห์อาลี คาเมเนอี คือตัวเต็งอันดับหนึ่ง เขาไม่ได้ลงสมัครชิงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเปิดเผย แต่มีอิทธิพลมหาศาลเบื้องหลัง โดยเฉพาะกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นกำลังทหารหลักของอิหร่าน และกลุ่มบาสิจ (Basij) เครือข่ายอาสาสมัครกึ่งทหาร โมจตาบาถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดทางสายเลือดที่เหมาะสมที่สุด

  • จุดเด่นของโมจตาบา คาเมเนอี:
  • มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ IRGC และบาสิจ
  • มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายภายในและความมั่นคง
  • ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษนิยมสายแข็ง
  • หลีกเลี่ยงการปรากฏตัวสาธารณะ ทำให้ดูเป็นปริศนา

การเลือกตั้งครั้งนี้อาจนำไปสู่การสืบทอดอำนาจแบบราชวงศ์ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในระบบเทโอเครตีของอิหร่าน

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เป็นตัวเร่ง

ข่าว อิหร่านเผย อาจเลือกผู้นำคนใหม่ได้ ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ สงครามในกาซาและเลบานอนยังดำเนินต่อเนื่อง IRGC ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนกลุ่มฮามาสและฮิซบอลเลาะห์ การเปลี่ยนผู้นำอาจส่งผลต่อการเจรจานิวเคลียร์ การโจมตีโดรน และพันธมิตรกับรัสเซีย-จีน ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าผู้นำใหม่ต้องรับมือกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่หนักหน่วงด้วย

นอกจากนี้ อิหร่านยังเผชิญแรงกดดันภายในจากประชาชนที่ประท้วงเรื่องเศรษฐกิจและสิทธิสตรี การเลือกผู้นำที่แข็งกร้าวอย่างโมจตาบาอาจทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด

ในมุมมองของผู้เขียน การเปลี่ยนผ่านอำนาจครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตะวันออกกลาง หากโมจตาบาขึ้นสู่อำนาจ อิหร่านอาจยึดมั่นนโยบายต่อต้านตะวันตกต่อไป ส่งผลให้สงครามยืดเยื้อ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

ที่มา – อิหร่านเผย อาจเลือกผู้นำคนใหม่ได้ ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า

สหรัฐฯ เตรียมส่ง “ยูเอสเอส บุช” ลำที่ 3 สู่ตอ.กลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่ง “ยูเอสเอส บุช” เรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 สู่ตอ.กลาง เพิ่มแรงกดดันอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ถือเป็นสัญญาณชัดเจนในการแสดงแสนยานุภาพทางทหาร เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากกลุ่มกบฏฮูตีและอิหร่าน

สหรัฐฯ เตรียมส่ง “ยูเอสเอส บุช” เรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 สู่ตอ.กลาง เพิ่มแรงกดดันอิหร่าน

วันที่ 7 มีนาคม 2569 กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้ประกาศแผนการส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (USS George H.W. Bush) ซึ่งย่อว่า “ยูเอสเอส บุช” ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก มุ่งตรงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเรือลำนี้จะกลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ลำที่ 3 ที่ประจำการใกล้ชายฝั่งอิหร่าน สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาลเตหะราน

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด (USS Gerald R. Ford) ลำใหม่ล่าสุดได้ผ่านคลองสุเอซและเข้าสู่ทะเลแดงไปแล้วก่อนหน้านี้ ปัจจุบันสหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินอย่างน้อย 2 ลำในพื้นที่ ได้แก่ USS Dwight D. Eisenhower และ USS Ford หากยูเอสเอส บุชเดินทางมาถึงตามแผน จะทำให้กองเรือสหรัฐฯ มีพลังโจมตีทางอากาศที่เหนือชั้นอย่างมาก โดยแต่ละลำสามารถบรรทุกเครื่องบินรบได้กว่า 70 ลำ รวมถึง F/A-18 Super Hornet, EA-18G Growler และเครื่องบินไร้คนขับ

ยูเอสเอส บุช: ยักษ์ใหญ่แห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ

ยูเอสเอส จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่น Nimitz-class ลำสุดท้ายที่สร้างขึ้น ตั้งชื่อตามอดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช ผู้เป็นนักบินในสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือลำนี้มีความยาว 333 เมตร หนักกว่า 100,000 ตัน สามารถลอยตัวด้วยพลังนิวเคลียร์นานกว่า 20 ปีโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง มีกำลังพลประจำการราว 5,000-6,000 นาย และติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธขั้นสูงอย่าง Aegis

  • ความสามารถหลัก: บรรทุกเครื่องบินรบ 75 ลำ, เฮลิคอปเตอร์ 20 ลำ
  • อาวุธ: ขีปนาวุธ Tomahawk กว่า 100 ลำ, ปืนใหญ่ 30 มม.
  • ความเร็ว: สูงสุด 30+ นอต (56 กม./ชม.)
  • บทบาท: โจมตีทางอากาศ, สนับสนุนกองกำลังบก, ควบคุมทะเล

บริบทความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่ง “ยูเอสเอส บุช” เรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 สู่ตอ.กลาง เพิ่มแรงกดดันอิหร่าน เนื่องจากกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้โจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกกว่า 12% ที่ผ่านคลองสุเอซ สหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างอังกฤษได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานที่มั่นฮูตีมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ สงครามระหว่างอิสราเอล-ฮามาสยังลุกลาม ทำให้อิหร่านถูกมองว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความไม่สงบ

การประจำการเรือบรรทุก 3 ลำพร้อมกันในพื้นที่นี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรอบหลายปี แสดงถึงกลยุทธ์ ” deterrence ” หรือการข่มขู่เพื่อป้องกันการรุกล้ำ โดยเฉพาะจากอิหร่านที่ขยายโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธข้ามทวีป

นอกจากนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังมีเรือพิฆาตและเรือクローズซ์หลายลำคุ้มกัน สร้างกองเรือข้าศึกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน แต่ยังปกป้องเส้นทางการค้าและพันธมิตรอย่างอิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การส่งยูเอสเอส บุช อาจนำไปสู่การซ้อมรบร่วมกับชาติพันธมิตร หรือเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการโจมตีหากฮูตีไม่หยุดยิง สถานการณ์นี้ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางอยู่ในภาวะตึงเครียดสูงสุด

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของสหรัฐฯ ครั้งนี้? มันจะช่วยลดความขัดแย้งหรือยิ่งทำให้รุนแรงขึ้น? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศจากบล็อกของเราเพื่ออัปเดตล่าสุด!

ที่มา – สหรัฐฯ เตรียมส่ง “ยูเอสเอส บุช” เรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 สู่ตอ.กลาง เพิ่มแรงกดดันอิหร่าน

ปูตินโทรคุยประธานาธิบดีอิหร่าน ยุติสู้รบตะวันออกกลาง

ปูตินต่อสายโทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีอิหร่าน เรียกร้องจุดยืนให้ยุติการสู้รบในตะวันออกกลางทันที ถือเป็นพัฒนาการสำคัญท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงในภูมิภาค ล่าสุดประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้ติดต่อทางโทรศัพท์โดยตรงกับนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน เพื่อแสดงจุดยืนชัดเจนในการเรียกร้องสันติภาพ

ปูตินต่อสายโทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีอิหร่าน เรียกร้องจุดยืนให้ยุติการสู้รบในตะวันออกกลางทันที

ตามรายงานจากทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ปูตินได้แสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้งต่อการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน รวมถึงสมาชิกครอบครัว บุคคลสำคัญทางทหารและการเมือง รวมไปถึงประชาชนพลเรือนจำนวนมากที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ฮิซบุลเลาะห์ และอิหร่าน

ปูตินย้ำอย่างหนักแน่นว่าทุกฝ่ายต้องยุติการใช้กำลังทหารทันที และหันหน้าเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางการเมืองและการทูตแทน การสนทนาครั้งนี้ไม่เพียงแสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและอิหร่าน แต่ยังสะท้อนบทบาทของรัสเซียในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยสำคัญในเวทีโลก

รายละเอียดสำคัญในการสนทนา

ระหว่างการโทรศัพท์ ประธานาธิบดีเปเซชเคียนได้กล่าวขอบคุณรัสเซียที่สนับสนุนอธิปไตยและเอกราชของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง เขายังได้อธิบายสถานการณ์ล่าสุดของความขัดแย้งให้ปูตินทราบ โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะรักษาการติดต่อและประสานงานผ่านช่องทางต่างๆ ต่อไป เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน

  • แสดงความเสียใจ: ต่อการสูญเสียผู้นำคาเมเนอีและประชาชนจากโจมตีสหรัฐ-อิสราเอล
  • เรียกร้องยุติ: หยุดการสู้รบและการใช้กำลังทหารทันที
  • ส่งเสริมการเจรจา: กลับสู่เวทีทางการเมืองและการทูต
  • ความร่วมมือ: รักษาการติดต่อระหว่างรัสเซีย-อิหร่าน

บริบทความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะหลังจากการโจมตีของอิสราเอลต่อกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนด้วยการสนับสนุนอิสราเอล ทำให้สถานการณ์ลุกลาม รัสเซียในฐานะพันธมิตรใกล้ชิดกับอิหร่าน ได้กลายเป็นเสียงสำคัญในการเรียกร้องสันติภาพ ปูตินต่อสายโทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีอิหร่าน เรียกร้องจุดยืนให้ยุติการสู้รบในตะวันออกกลางทันที จึงเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การหยุดยิง

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและอิหร่านยังแข็งแกร่งในด้านการทหาร เศรษฐกิจ และพลังงาน โดยเฉพาะการค้าขายน้ำมันและอาวุธ รัสเซียเคยช่วยอิหร่านในการพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 และทั้งสองประเทศร่วมมือกันในซีเรียเพื่อต่อต้านกลุ่มก่อการร้าย การสนทนาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่แสดงความเห็นใจ แต่เป็นกลยุทธ์ทาง geopolitics เพื่อถ่วงดุลอิทธิพลของชาติตะวันตก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หากทุกฝ่ายรับฟังคำเรียกร้องของปูติน อาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพที่ครอบคลุม รวมถึงประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่านและความมั่นคงของอิสราเอล อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจไม่ยอมง่ายๆ เนื่องจากมองอิหร่านเป็นภัยคุกคามหลัก การเคลื่อนไหวของรัสเซียครั้งนี้ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของตนในโลกมุสลิมและประเทศกำลังพัฒนา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปูตินต่อสายโทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีอิหร่าน เรียกร้องจุดยืนให้ยุติการสู้รบในตะวันออกกลางทันที แสดงให้เห็นว่ารัสเซียพร้อมเป็นผู้นำในการแก้ไขวิกฤต แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามยูเครนก็ตาม สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการทูตของมอสโก

สุดท้ายแล้ว การยุติความขัดแย้งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ผู้ประกอบการธุรกิจ พ่อค้าแม่ขาย และประชาชนทั่วไปต่างหวังให้ภูมิภาคนี้กลับมาสงบสุข เพื่อเศรษฐกิจโลกที่มั่นคงยิ่งขึ้น คุณคิดว่าการเจรจาครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – ปูตินต่อสายโทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีอิหร่าน เรียกร้องจุดยืนให้ยุติการสู้รบในตะวันออกกลางทันที

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ประกอบการและคนที่สนใจเรื่องเศรษฐกิจไทย วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสเดือดๆ เลย นั่นคือ อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งปรี๊ด ส่งผลกระทบตรงๆ ต่อต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ของเรา กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ไม่รอช้า รีบออกมาตรการเร่งด่วน 4 ด้าน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการอย่างเราปรับตัวได้ทัน

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง สถานการณ์เป็นยังไง?

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่ากำลังจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซเมื่อ 28 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญถึง 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งจาก 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ข้อมูล 6 มี.ค. 2569) อาจแตะ 150 ดอลลาร์ ถ้าสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนเชื้อเพลิงในโรงงานพุ่ง แถมค่าระวางเรือและประกันสินค้าขึ้น 50-140% เลยทีเดียว

กระทรวงฯ วิเคราะห์แล้ว พบว่าอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงจะโดนหนักสุด เช่น

  • การผลิตปูนซีเมนต์และคอนกรีต
  • การผลิตแก้ว/กระจกแผ่น
  • การผลิตกระเบื้องและเซรามิก
  • การผลิตก๊าซและปิโตรเลียม
  • การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้า
  • การผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ
  • ปิโตรเคมี (เรื่องวัตถุดิบ)

ส่วนอุตสาหกรรมอย่างอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ยังรับมือได้ในระยะสั้น แต่ต้องเฝ้าระวังถ้าสถานการณ์ยาว แต่ก็มีอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์นะครับ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม รถ EV/Hybrid ป้องกันประเทศ ยางพารา และบรรจุภัณฑ์กระดาษ

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม อัด 4 มาตรการเร่งด่วนช่วยยังไง?

จากเสียงสะท้อนผู้ประกอบการ อก. รวบรวมปัญหา 2 กลุ่มใหญ่ คือ การบริหารความเสี่ยงวัตถุดิบ/โลจิสติกส์ และการปรับตัวธุรกิจ จากนั้นอัด 4 มาตรการเร่งด่วน ดังนี้

  • ปรับกระบวนการผลิต: ส่งเสริมลงทุนเทคโนโลยีทันสมัย ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม สำรองวัตถุดิบ ปรับแผนผลิต
  • ลดต้นทุน: สนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป พลังงานชีวมวล SAF จากกากน้ำตาล/น้ำมันปาล์ม ช่วยเกษตรกรด้วย
  • แหล่งเงินทุน: สินเชื่อ SME จากกองทุนพัฒนา SMEs, SME Green Productivity จาก SME D Bank, Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำ
  • สิทธิประโยชน์: ภาษีลดหย่อนสำหรับธุรกิจยั่งยืน ลดใช้พลังงาน
ภาพประกอบ อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังมีแผนระยะกลาง-ยาว ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ลดพึ่งพานำเข้า ส่งเสริม Local Content และ Made in Thailand ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ

“เราไม่ได้มองแค่ระยะสั้น แต่เตรียมระบบทั้งหมด เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยยืดหยุ่น รักษาความแข่งขันท่ามกลางความผันผวนโลก” รัฐมนตรีฯ กล่าว

สรุปนะครับ อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลใส่ใจภาคเอกชน ถ้าคุณเป็นเจ้าของโรงงาน ลองเช็คดูว่าธุรกิจตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงไหม แล้วรีบใช้มาตรการเหล่านี้ปรับตัว เช่น ติดโซลาร์ ลดพึ่งนำเข้า หรือหาตลาดใหม่ จะช่วยให้ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน แนะนำติดตามข่าวอัพเดทจากกระทรวงฯ และปรึกษาที่ปรึกษาธุรกิจเพื่อวางแผนล่วงหน้า ธุรกิจไทยต้องสู้ต่อไปครับ!

ที่มา – อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง อัด 4 มาตรการเร่งด่วนช่วยผู้ประกอบการ

Scroll to top