พรรคการเมือง

“นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

“นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าของร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งล่าสุด นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีการพ่วงประเด็นที่สังคมกังวลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการ “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องย้ำไว้เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

เหตุผลที่ต้องยืนหยัดในหลักการไม่ล้างผิด

นายนิกรได้อธิบายถึงขั้นตอนการพิจารณาในวุฒิสภาว่า ทุกอย่างยังคงเดินหน้าตามเจตนารมณ์เดิม คือมุ่งเน้นการสร้างความสันติสุขและปิดฉากความขัดแย้งทางการเมืองที่สั่งสมมาเกือบ 20 ปี โดยมีหลักการ 3 ข้อที่ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ได้แก่:

  • การกระทำความผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ
  • การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
  • ความผิดที่ส่งผลให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รวมถึงความผิดต่อส่วนตัวที่ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง

ดังนั้น สังคมจึงมั่นใจได้ว่าคำกล่าวที่ว่า “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง นั้นคือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในร่างกฎหมาย เพื่อให้การนิรโทษกรรมเป็นไปเพื่อผู้ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอย่างแท้จริงเท่านั้น

สำหรับการแก้ไขในชั้นวุฒิสภาเกี่ยวกับการตัดคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ออกและการจัดลำดับความผิดใหม่ในบัญชีแนบท้ายนั้น เป็นเพียงการจัดการทางเทคนิคและศักดิ์ของกฎหมาย ไม่ใช่การเพิ่มเนื้อหาหรือช่องโหว่แต่อย่างใด ส่วนกระแสข่าวเรื่องการล้างผิดคดีโกงเลือกตั้ง นายนิกรขอยืนยันหนักแน่นว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น และหากสภาฯ เห็นชอบตามวุฒิสภา ก็คาดว่าเรื่องนี้จะได้ข้อสรุปในไม่ช้า

ท้ายที่สุด การผลักดันกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นความพยายามที่ยาวนานตั้งแตปี 2548 หากทุกฝ่ายเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไข ก็จะเป็นการปิดฉากปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน และถือเป็นการก้าวเดินหน้าประเทศไปสู่ความปรองดองที่ยั่งยืน การทำความเข้าใจให้ตรงกันในประเด็นนี้จึงสำคัญมากต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยในอนาคต

ที่มา – “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองล่าสุด เมื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจมอบอำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่คลิปเสียง ซึ่งมีการพาดพิงถึงกรณี“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น โดยอ้างว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องเท็จและทำลายชื่อเสียง

“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีการปล่อยคลิปเสียงทางโลกออนไลน์ โดยมีบุคคลที่ถูกระบุชื่อว่า “ส้ม-กิจ” และ “บังแจ็ค” เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลในทำนองว่ามีการทุจริตในการจัดสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีการอ้างชื่อรองนายกรัฐมนตรีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งที่ในข้อเท็จจริงกระบวนการจัดสอบทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส

เบื้องลึกความขัดแย้ง: ทำไมถึงมีการพาดพิง?

ทนายความของนายทรงศักดิ์ย้ำชัดว่า กระบวนการที่นำมากล่าวอ้างนั้นไม่มีมูลความจริง โดยเฉพาะข้อหาเรียกรับเงินโควตาผู้สอบจำนวนหลายพันอัตรา พร้อมระบุว่า“ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น เพราะเป็นการจงใจดิสเครดิตทางการเมือง เนื่องจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวอาจเสียผลประโยชน์จากการประมูลโครงการจัดสอบ

  • การแจ้งความ: ดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • กลุ่มเป้าหมาย: น.ส.กานดาภร (ส้ม), นายพงศกรณ์ (กิจ) และผู้เผยแพร่คลิป
  • เป้าหมายของคดี: ต้องการใช้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ความจริงว่าเหตุใดจึงมีการกุเรื่องขึ้นมา

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ นี่คือบทเรียนสำคัญของยุคโซเชียลมีเดียที่การสร้างข้อมูลเท็จสามารถทำลายชื่อเสียงของบุคคลสาธารณะได้ภายในพริบตา การที่ผู้ถูกกล่าวหาออกมาปกป้องสิทธิ์ผ่านช่องทางกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรสนับสนุน เพื่อไม่ให้สังคมหลงเชื่อข่าวลือที่ขาดพยานหลักฐาน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเราคงต้องรอฟังบทสรุปจากพนักงานสอบสวนว่า คลิปเสียงดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร และมีใครต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้นบ้าง หากคุณมีข้อคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ส่งทนายแจ้งความเอาผิด “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ปมคลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น

จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและความเคลื่อนไหวในกรุงเทพมหานคร ล่าสุด จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมตัวอย่างไร และมุมมองต่อนโยบายเมืองหลวงจะเป็นไปในทิศทางไหน

จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่าขณะนี้ร่างดังกล่าวพร้อมแล้ว เหลือเพียงการรวบรวมรายชื่อ สส. ให้ครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะทันกรอบเวลาในการพิจารณาของรัฐสภาสมัยหน้าอย่างแน่นอน แม้จะมีประเด็นเรื่องความเห็นต่างภายในพรรคบ้าง แต่ทางพรรคจะยึดหลักการที่ได้ตกลงกันไว้เป็นสำคัญ

ก้าวต่อไปกับการเมืองระดับท้องถิ่น

ในประเด็นการเมืองกรุงเทพฯ นายจุลพันธ์ได้แสดงความยินดีกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกหนึ่งสมัย โดยนายจุลพันธ์มองว่าเป็นเรื่องดีที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ และพรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ชัชชาติ เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนกรุงเทพฯ ในฐานะรัฐมนตรี ท่านยังเน้นย้ำถึงการประสานงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาปากท้องและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

หากสรุปใจความสำคัญของประเด็น จุลพันธ์เผยเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว และยินดีชัชชาติชนะเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่า:

  • พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นผลักดันร่างรัฐธรรมนูญให้เข้าสู่สภาตามกำหนดเวลา
  • มีการเตรียมความพร้อมภายในพรรคเพื่อสร้างฉันทามติที่ชัดเจน
  • แสดงจุดยืนชัดเจนในการทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. เพื่อพี่น้องประชาชน
  • ไม่ทอดทิ้งผู้สมัคร สก. ที่ไม่ได้รับคัดเลือก แต่จะสนับสนุนการทำงานเพื่อสังคมต่อไป

ท้ายที่สุด การเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือท้องถิ่น หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือประโยชน์ของประชาชน ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างแน่นอน หวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เราคนไทยต้องรอติดตามผลงานกันต่อไปว่าทั้งฝั่งนิติบัญญัติและผู้บริหารเมืองจะร่วมกันแก้ปัญหาที่คั่งค้างได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “จุลพันธ์” บอกเพื่อไทยมีร่าง รธน. ใหม่แล้ว รอรวมชื่อ สส. ยินดี “ชัชชาติ” ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยมองว่าการที่รัฐบาลตัดสินใจ กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ นั้น เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมหภาคอย่างจริงจัง กลับกลายเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยมาก

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยส่งสัญญาณว่าจะสามารถโอนงบประมาณได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท เพื่อนำมาเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าเม็ดเงินเหล่านั้นถูกหั่นเหลือเพียง 10,300 ล้านบาท ซึ่งนายกรณ์มองว่ารัฐบาลปล่อยให้กระทรวงต่างๆ เร่งรีบเซ็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจนงบประมาณถูกใช้ไปเกือบหมด ทำให้ พ.ร.บ. โอนงบประมาณฉบับนี้กลายเป็นเพียงสิ่งที่ไร้น้ำหนัก

เหตุผลเบื้องหลังการแก้เขินและแก้ต่างทางการเมือง

นายกรณ์ชี้ให้เห็นว่าการเดินหน้า กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ ในรูปแบบนี้ มีวัตถุประสงค์แอบแฝงอยู่ 2 ประการหลัก คือ:

  • แก้เขิน: รัฐบาลเคยประกาศต่อรัฐสภาว่าจะทำ หากไม่ดำเนินการก็จะถูกสังคมกดดัน
  • แก้ต่าง: เพื่อใช้เป็นข้ออ้างต่อศาลรัฐธรรมนูญให้เห็นว่าได้ใช้เม็ดเงินปกติเต็มที่แล้วก่อนจะไปออก พ.ร.ก. กู้เงิน

หลายฝ่ายต่างตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลในอดีตยังสามารถโอนงบประมาณได้มากกว่านี้หลายเท่าตัว การที่รัฐบาลชุดนี้ทำได้เพียง 10,300 ล้านบาท หรือคิดเป็นแค่ 0.2% ของงบประมาณทั้งหมด จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่านี่คือความพยายามเต็มที่แล้วจริงหรือ? หรือเป็นเพียงการเปิดทางเพื่อนำไปสู่การกู้เงินจำนวนมหาศาลกันแน่

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังได้กล่าวเตือนรัฐบาลว่า ในปัจจุบันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นที่ต้องหาทางออกด้วยการกู้เงิน เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับประมาณการ GDP สูงขึ้น และสถานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็อยู่ในเกณฑ์ดี การนำเงินจำนวน 10,300 ล้านบาทที่ได้มานั้นไปใช้แบบเร่งรีบโดยไม่มีแผนรองรับกรณีที่ไม่สามารถออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ อาจจะทำให้รัฐบาลเสียโอกาสสำคัญที่ควรจะเก็บเงินก้อนนี้ไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ว่าการที่ กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ นั้น จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลมากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ การโปร่งใสและการจัดงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน คือสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญมากกว่าการเล่นเกมการเมือง

ที่มา – “กรณ์” ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ หั่นงบเหลือ 1 หมื่นล้าน ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน

กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้งแบบนี้ เรื่องที่ชาวกรุงเทพฯ และเมืองพัทยาต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือเรื่องของกฎระเบียบต่างๆ ครับ ล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ออกมาเน้นย้ำเรื่องสำคัญ คือ กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความยุติธรรมมากที่สุด

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องมีกฎเหล็กข้อนี้? คำตอบคือเพื่อป้องกันไม่ให้ผลสำรวจความคิดเห็นกลายเป็นตัวชี้นำการตัดสินใจของประชาชนมากจนเกินไป ในช่วงเวลา 7 วันก่อนวันจริง กกต. ต้องการให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนได้ใช้ดุลพินิจของตัวเองอย่างอิสระ ปราศจากกระแสที่ถูกสร้างขึ้นจากผลโพลต่างๆ ครับ

ทำไมการงดเผยแพร่ผลโพลในช่วงโค้งสุดท้ายถึงสำคัญ?

การที่ กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน นั้นมีเป้าหมายหลักเพื่อให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใส โดยข้อบังคับนี้ครอบคลุมถึง:

  • ผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งใน กทม. และเมืองพัทยา
  • พรรคการเมืองที่สนับสนุนหรือเกี่ยวข้อง
  • สื่อมวลชนทุกแขนง
  • ผู้จัดทำผลสำรวจความคิดเห็นหรือสำนักโพลต่างๆ

ข้อห้ามนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. 2569 จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งนั่นเองครับ ใครที่เป็นสายโซเชียลหรือชอบแชร์ข้อมูลข่าวสาร ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษนะครับ เพราะอาจเข้าข่ายผิดระเบียบ กกต. ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้

นอกจากการปฏิบัติตามกฎแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราในฐานะพลเมือง คือการออกไปใช้สิทธิให้เต็มที่ครับ ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. อย่าลืมไปเช็กชื่อที่หน่วยเลือกตั้งใกล้บ้าน แล้วไปใช้สิทธิ์เลือกผู้บริหารในดวงใจด้วยตัวคุณเองนะครับ แล้วคุณคิดว่าโพลมีผลต่อการตัดสินใจของคุณมากน้อยแค่ไหนกันบ้าง? มาแชร์ความคิดเห็นกันได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายด้วยนะครับ เพื่อร่วมกันสร้างการเมืองที่โปร่งใสและสร้างสรรค์ไปพร้อมๆ กันครับ

ที่มา – กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน

“มงคลกิตติ์” ชี้แจง กกต. นโยบายก้าวล้ำ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ “มงคลกิตติ์” ชี้แจง กกต. เรื่องนโยบายสุดแหวกแนวอย่างอวกาศและผัวเมียหลายคน ที่หลายคนมองว่าเพ้อเจ้อ แต่คุณมงคลกิตติ์ยืนยันว่ามันคือวิสัยทัศน์ก้าวล้ำเพื่อไม่ให้ไทยล้าหลัง! เกิดอะไรขึ้นบ้าง มาอ่านกันเลย

“มงคลกิตติ์” ชี้แจง กกต. ยืนยันนโยบายไม่เพ้อ

วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่สำนักงาน กกต. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.พรรคไทยศรีวิไลย์ เดินทางชี้แจงกรณีถูกผู้ร้องเรียนว่านโยบายหาเสียง โดยเฉพาะด้านอวกาศและเรื่องผัวเมียหลายคน เป็นนโยบายเกินจริง ทำไม่ได้

คุณมงคลกิตติ์ยืนยันชัดเจนว่านโยบายอวกาศไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อินเดีย อิหร่าน ต่างแข่งขันกันด้านนี้อยู่แล้ว สหรัฐฯ ยังส่งยานโคจรนอกระบบสุริยะ ไปดวงจันทร์เลย! ไทยอยู่อันดับ 40 ของโลก ถ้าจะก้าวล้ำต้องทำตามนโยบายนี้ ไม่อยากให้ไทยล้าหลัง

ส่วนนโยบายผัวเมียหลายคน จะชี้แจงเพิ่มเติมเมื่อถูกเรียก แต่ได้ปรึกษากฎหมายสภาแล้ว ต้องยื่นรายชื่อ 20 คน ให้สภายกรณ์กฎหมาย แม้ไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมชาย-ชาย หญิง-หญิงแล้ว แต่สังคมยังมีกิ๊ก เมียน้อย ศาสนาอิสลามให้ผู้ชายมีเมีย 4 คนได้ หากยินยอม ผู้หญิงก็ควรเท่าเทียม มีสามี 4 คนได้ เพื่อปฏิรูปกฎหมาย สังคม วัฒนธรรม

“มงคลกิตติ์” ชี้แจง กกต. เปรียบเทียบประเทศอื่น

หลายประเทศมีแบบนี้แล้วนะครับ เช่น ภูฏานมีสามีหลายคน สวิตเซอร์แลนด์ ผู้หญิงเรียกร้องนำเข้าผู้ชายเพราะผู้ชายน้อย! นโยบายนี้คือการริเริ่มเปลี่ยนสังคม ก้าวล้ำทุกด้าน พรรคอื่นไม่เสนอเพราะไม่กล้า

  • นโยบายอวกาศ: ไทยต้องไม่ล้าหลัง
  • นโยบายครอบครัว: เท่าเทียมทางเพศ
  • เปรียบพรรคอื่น: สัญญา “รวยไม่ไหวแล้ว” แต่ทำไม่ได้

คุณมงคลกิตติ์ซัดพรรคอื่น เช่น ภูมิใจไทย สัญญา 2 เดือนรวยไม่ไหว 4 ปีเงินล้น แต่ไม่รวยจริง! “ไทยไม่เทา” แก้คอร์รัปชันไม่ได้ พิสูจน์แล้วตอนเป็นรัฐบาล ถ้าจะสอบนโยบายเกินจริง ต้องสอบย้อนหลังตั้งแต่ 2562-2566 และมาตรา 157 เพิ่มเงินเดือน 24,000 บาทยังทำไม่ได้

ท้าทาย กกต. พิสูจน์หลังเป็นรัฐบาล

ท้าทายเลยครับ! ให้เป็นรัฐบาลก่อน แล้วพิสูจน์ ถ้าทำไม่ได้ค่อยดำเนินคดี แต่ กกต. ต้องยุติธรรม ปล่อยคนอื่นไม่ได้ต้องปล่อยด้วย ถ้าสอบต้องสอบหมด

ยังห่วง สว. เสนอเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10% ซ้ำเติมประชาชน ตอนนี้ “ไม่มีแดกไม่ไหวแล้ว” ไม่ใช่รวยไม่ไหว แนะสร้างโรงกลั่นหรือซื้อหุ้นบางจาก ศรีราชา ลดอิงราคาสิงคโปร์ ลดราคาน้ำมัน

ฝากนายราเชน เวียงตระกูล หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ แสดงจุดยืนคัดค้านขึ้นภาษี ถอนตัวจากรัฐบาลถ้าขึ้น พรรคเล็กต้องทำประโยชน์ประชาชน ไม่ชิดยืนนั่งหมอบตามรัฐ

มาตรการช่วยเหลืออย่างบัตรสวัสดิการเพิ่ม 100 บาท/หัว คนละครึ่ง ช่วยไม่ได้ ค่าครองชีพแพง ปลายเม.ย. ม็อบรวมตัวแน่ รวมคดีบาร์โค้ด QR code ที่ศาล รธน. จะตัดสิน

ติงนายกฯ อนุทิน พูด “ถุย” งานไหลบางเบิดชุมพร ไม่เหมาะสม ผู้นำต้องระวังคำพูด ถ้าไม่ชอบสคริปต์ ขอโทษคนเขียนด้วย แนะเขียนหัวข้อ ไม่ต้องสคริปต์เต็ม

เห็นด้วยไหมครับว่านโยบายก้าวล้ำแบบนี้ช่วยกระตุ้นสังคมไทยให้คิดใหม่? มันอาจดูแปลกแต่ถ้าทำได้จริง ไทยก้าวหน้าสุดๆ คุณคิดยังไง คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะ!

ที่มา – “มงคลกิตติ์” ชี้แจง กกต. ยืนยัน “นโยบายอวกาศ–ผัวเมียหลายคน” ไม่เพ้อแต่ทำให้ประเทศก้าวล้ำ

“ณัฐวุฒิ” เผยเคาะประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ 2ครั้ง/เดือน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้สนใจข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้มีอัพเดทเด็ดจากสภาเลยนะครับ โดย “ณัฐวุฒิ” เผยที่ประชุมร่วม เคาะ ประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ แต่ไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีเวลาพอในการถกเถียงวาระสำคัญๆ ที่ค้างคา ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมาย รายงานจากหน่วยงานรัฐ หรือญัตติจากประชาชน นับเป็นข่าวดีที่สภาจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนวิปฝ่ายค้าน ได้แถลงหลังการหารือเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 กับประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้แทนพรรคการเมืองต่างๆ การประชุมครั้งนี้มุ่งกำหนดวัน เวลา และสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง โดยมีประเด็นหลัก 3 เรื่องที่ตกลงกันได้อย่างลงตัว

ประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์

ประเด็นแรกที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องคือ การประชุมสภาฯ ปกติยังคงยึดรูปแบบเดิม คือวันพุธและพฤหัสบดีทุกสัปดาห์ แต่เพื่อรองรับวาระที่อาจคั่งคา เช่น รายงานจากหน่วยงานรัฐ ร่างกฎหมายจาก ส.ส. หรือข้อเสนอจากภาคประชาชน จึงเคาะเพิ่มวันประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ ไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน โดยเฉพาะสัปดาห์ที่ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ สามารถชดเชยได้ ทำให้สภาได้นำปัญหาของประชาชนมาพูดคุยอย่างเต็มที่ การประชุมจะเริ่มเวลา 09.00 น. และจบตามวาระของวันนั้นๆ ซึ่งจะช่วยลดการสะสมงานและเร่งแก้ไขเรื่องเร่งด่วน

กำหนดระยะเวลาสมัยประชุมสภาฯ

ประเด็นที่สองคือกำหนดวันปิดสมัยประชุม สมัยประชุมสามัญครั้งที่หนึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 และปิดวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ส่วนสมัยที่สองจะเปิดวันที่ 25 สิงหาคม 2569 จนถึงช่วงคริสต์มาส 22 ธันวาคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ตลอด 4 ปีของสภา ชุดนี้ การวางแผนแบบนี้ช่วยให้ ส.ส. มีเวลาจัดการวาระได้อย่างเป็นระบบ

อภิปรายญัตติด่วนปัญหาพลังงานขาดแคลน

ประเด็นสุดท้ายที่ร้อนแรงคือการพิจารณาญัตติเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะราคาน้ำมันแพงและราคาพืชผลเกษตรที่ผันผวน ซึ่งค้างมาจากสัปดาห์ก่อน วันนี้ (25 มี.ค.) จะให้เวลาอภิปรายเต็มที่ คาดว่าจะมีผู้อภิปรายเกือบ 100 คน จากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ผู้เปิดญัตติแต่ละพรรคสรุปไม่เกิน 15 นาที ปิดท้ายคนละ 10 นาที ส่วนอภิปรายทั่วไปคนละ 7 นาที โดยจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ แต่รวบรวมข้อเสนอทั้งหมดส่งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการทันที เพราะถือเป็นเรื่องด่วนสำคัญที่กระทบประชาชนโดยตรง

  • ยืนยันวันประชุมหลัก: พุธ-พฤหัสทุกสัปดาห์
  • เพิ่มประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์: ไม่เกิน 2 ครั้ง/เดือน สำหรับวาระค้าง
  • กำหนดสมัยประชุมชัดเจน: สมัย 1 (มี.ค.-ก.ค.) สมัย 2 (ส.ค.-ธ.ค.)
  • อภิปรายญัตติพลังงาน: เต็มเวลา คาด 100 ผู้ร่วม

การเคาะประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ ครั้งนี้ ถือเป็นการปรับตัวของสภาให้เข้ากับสถานการณ์ที่วาระงานหนักขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคงอาหารกำลังรุมเร้าประชาชน นายณัฐวุฒิ เน้นย้ำว่าการหารือครั้งนี้เป็นการประสานงานที่ดีระหว่างทุกพรรค ทำให้สภาไทยก้าวหน้าไปอีกขั้น

ในมุมมองของผม การประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ แบบจำกัดไม่เกิน 2 ครั้ง จะช่วยป้องกันการประชุมยืดเยื้อ แต่ยังคงยืดหยุ่นพอแก้ปัญหาได้ทันท่วงที โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ถ้าสภาทำงานแบบนี้ต่อเนื่อง ประชาชนคงได้ประโยชน์เต็มๆ คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้? มาแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ข่าวกันนะครับ! ติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมือง สภาฯ และนโยบายรัฐบาลแบบเรียลไทม์

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” เผยที่ประชุมร่วม เคาะ ประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ แต่ไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน

รองเลขาธิการ กกต. เผยคำร้องยุบพรรคประชาชน

สถานการณ์การเมืองไทยช่วงนี้กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นร้อนเรื่อง รองเลขาธิการ กกต. เผยคำร้องยุบ “พรรคประชาชน” จากกรณีข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกพรรคหลุดรั่วไหลสู่สาธารณะ ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบร้ายแรงตามกฎหมาย ล่าสุดมีผู้ยื่นคำร้องถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วถึง 3 ราย และเรื่องนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอย่างละเอียด

รองเลขาธิการ กกต. เผยคำร้องยุบ “พรรคประชาชน” ปมข้อมูลสมาชิกหลุด

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่าขณะนี้สำนักงาน กกต. กำลังดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงและประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนที่จะส่งต่อให้คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาต่อไป โดยเฉพาะประเด็นที่เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชัน “สเปกเตอร์ซี” หรือ “เลเซอร์ไอดี” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสมัครสมาชิกพรรคและอาจเป็นต้นตอของการรั่วไหลข้อมูล

ฐานความผิดที่อาจเข้าข่ายตามมาตรา 92

รองเลขาธิการ กกต. ชี้แจงเพิ่มเติมว่าคำร้องทั้งหมดถูกยื่นภายใต้มาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รุนแรง สามารถนำไปสู่การสั่งยุบพรรคได้ หากพิสูจน์ได้ว่าพรรคกระทำผิดจริง ฐานความผิดที่อาจเกี่ยวข้องมีดังนี้

  • การกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
  • การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • การใช้พรรคการเมืองเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
  • การจูงใจให้บุคคลสมัครเป็นสมาชิกพรรคโดยออกค่าใช้จ่ายให้
  • การรับบริจาคเงินหรือทรัพย์สินที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม กระบวนการยังอยู่ในขั้นตอนการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยคณะกรรมการจะต้องตรวจสอบให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ ซึ่งอาจใช้เวลานานเพื่อความรอบคอบ

เลขาธิการ กกต. ย้ำยึดข้อเท็จจริงและกฎหมาย

ด้านนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นข้อหาหนักเพื่อขอให้ยุบพรรคไว้ก่อน แต่ กกต. จะไม่ดำเนินการตามกระแสสังคมหรือความรู้สึกส่วนตัว โดยยึดหลักข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญ โดยเฉพาะต้องพิสูจน์ว่าความผิดเกิดจากพรรคในฐานะองค์กร ไม่ใช่แค่บุคคลใดบุคคลหนึ่งในพรรคเท่านั้น

นายแสวง ยังเน้นย้ำว่า กกต. ให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นพรรคขนาดใหญ่หรือเล็ก และจะไม่ปล่อยให้กระแสสังคมมาบดบังความยุติธรรม ประเด็นนี้เป็นที่มาของความสนใจจากสื่อและประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากพรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีฐานเสียงหนาแน่น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีบริบทเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาการรั่วไหลข้อมูลส่วนบุคคลในยุคดิจิทัล ซึ่งไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมือง แต่เกิดขึ้นกับหน่วยงานรัฐและเอกชนหลายแห่ง สะท้อนถึงช่องโหว่ด้านความมั่นคงข้อมูลที่ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน หาก กกต. พบว่ามีการละเมิดจริง อาจส่งผลกระทบไม่เพียงการยุบพรรค แต่ยังรวมถึงบทลงโทษทางอาญาต่อผู้เกี่ยวข้องด้วย

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง ประเด็นนี้เป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ในการรักษาความน่าเชื่อถือ หากการตัดสินใจโปร่งใสและเป็นธรรม จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไทย แต่หากมีอคติ อาจนำไปสู่ข้อครหาและความขัดแย้งเพิ่มเติม

สุดท้าย ผู้สนใจการเมืองควรติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพราะผลการพิจารณาจะส่งผลต่อทิศทางพรรคการเมืองและการเลือกตั้งครั้งหน้า แนะนำให้ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เจาะลึก

ที่มา – “รองเลขาธิการ กกต.” เผยคำร้องยุบ “พรรคประชาชน” ปมข้อมูลสมาชิกหลุด อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เสนอธรรมนัสชิงนายกฯ

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ ในการตัดสินใจเสนอชื่อ “ธรรมนัส” ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี สร้างความสนใจในวงการการเมืองไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะมีการโหวตสำคัญในวันที่ 19 มี.ค. 2567 นี้ ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.พรรคกล้าธรรม จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะนายทะเบียนพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง แสดงถึงสถานการณ์ภายในพรรคที่ยังต้องถกเถียงกันอย่างหนัก

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เรื่องเสนอชื่อธรรมนัส

จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 17 มี.ค. 2567 นายอรรถกร เปิดเผยว่าพรรคกล้าธรรมยังไม่ได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการเรื่องทิศทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะมีการประชุมส.ส.พรรคในช่วงเช้าวันที่ 19 มี.ค. ที่อาคารรัฐสภา เวลา 09.00 น. เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่ว่า กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ หรือไม่ในการเสนอชื่อบุคคลชิงตำแหน่งนายกฯ นายอรรถกรตอบตรงๆ ว่า “สองจิตสองใจอยู่ครับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนภายในพรรคพรรคเล็กอย่างกล้าธรรมที่อาจมีปัจจัยหลายอย่างมาพิจารณา เช่น กลยุทธ์ทางการเมือง ความสัมพันธ์กับพรรคใหญ่ และผลประโยชน์ของพรรคในระยะยาว

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่มีบทบาทสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีส.ส.จำนวนหนึ่งที่พร้อมแสดงจุดยืนชัดเจน การที่พิจารณาเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า มีประสบการณ์ทั้งในกรมการเมือง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงพรรคพลังประชารัฐมาก่อน ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ธรรมนัสมีภาพลักษณ์ของนักสู้ทางการเมือง มีฐานเสียงในพื้นที่ และเคยมีบทบาทในรัฐบาลประยุทธ์ แต่การเสนอชื่อครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นกล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เนื่องจากอาจกระทบต่อพันธมิตรหรือการเจรจาโหวต

มั่นใจเสียงโหวตของพรรคกล้าธรรมไม่แตกแถว

ถึงแม้จะกล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ ในเรื่องการเสนอชื่อ แต่จุดแข็งที่นายอรรถกรย้ำชัดคือความมั่นใจ 100% ว่าสมาชิกพรรคจะโหวตไปในทิศทางเดียวกัน ไม่แตกแถว แสดงถึงความสามัคคีภายในพรรคที่แข็งแกร่ง แม้จะเป็นพรรคขนาดเล็กแต่มีวินัยสูง นี่อาจเป็นเพราะมีการประชุมและสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้นำพรรคที่ควบคุมแนวทางได้ดี

สถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคต่างๆ กำลังเจรจาเพื่อหานายกฯ ที่เหมาะสม พรรคกล้าธรรมในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเบาๆ มีบทบาทกำหนดเกมได้ หากเสนอชื่อธรรมนัสจริง อาจเป็นการท้าทายพรรคใหญ่ และสร้างเซอร์ไพรส์ให้สภา

บริบทการเมืองและปัจจัยที่ทำให้กล้าธรรมสองจิตสองใจ

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงยังลังเล? มาดูปัจจัยหลักๆ ดังนี้

  • กลยุทธ์พันธมิตร: การเสนอชื่ออาจทำให้เสียคะแนนกับพรรคใหญ่ที่กำลังผลักดันแคนดิเดตของตัวเอง
  • ฐานเสียงธรรมนัส: แม้มีชื่อเสียง แต่เคยมีดราม่าคดีความ ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อน
  • ผลกระทบระยะยาว: พรรคเล็กต้องการรักษาตำแหน่งในสภาและงบประมาณ ไม่เสี่ยงมากเกินไป
  • การประชุมล่าสุด: ยังไม่มี consensus ชัดเจน จนต้องรอประชุมเช้า

นอกจากนี้ ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การที่กล้าธรรมแสดงความมั่นใจในเสียงโหวต แสดงถึงศักยภาพในการต่อรอง หากโหวตร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจได้ผลตอบแทน เช่น เก้าอี้รัฐมนตรีหรือคณะกรรมาธิการ

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่ต้องการเน้นธรรมาภิบาลและกล้าหาญในการแสดงจุดยืน ชื่อพรรค “กล้าธรรม” สะท้อนปรัชญานั้น การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญ หากเสนอชื่อธรรมนัสสำเร็จ อาจยกระดับพรรคให้เป็นที่จับตามองมากขึ้น

สรุปแล้ว แม้กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ แต่ความมั่นใจในความเป็นเอกภาพนั้นชัดเจน การโหวตวันที่ 19 มี.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าติดตาม

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรม? พวกเขาควรเสนอชื่อธรรมนัสหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดทุกมุมมอง!

ที่มา – กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เสนอชื่อ “ธรรมนัส” ชิงเก้าอี้นายกฯ แต่มั่นใจเสียงโหวตไม่แตกแถว

Scroll to top