พรรคประชาธิปัตย์

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน จริงหรือ?

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน แทงขาเดียวไม่ร่วมตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย รัฐประหาร 100 ครั้ง ไม่เลวร้ายเท่าฮั้วเลือก สว. ย้ำ หนุนไม่ไหว ความเป็นคนไม่เหลือแล้ว โวข้อเสนอเพื่อไทยชิงเกมเร็ว

เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หลังกลับจากร่วมคณะพรรคเพื่อไทย ไปเจรจาขอให้พรรคประชาชน ร่วมจัดตั้งรัฐบาลขั้วพรรคเพื่อไทย ว่า ตนไปเป็นเพื่อน แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่าง 2 พรรคคุยกัน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะนำข้อหารือของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ด้วยหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า อาจจะอยู่ในวาระอื่นๆ เพราะเรามีวาระสำคัญอยู่แล้ว เมื่อถามอีกว่าส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ให้พรรคประชาชนพิจารณาหรือไม่ นายเดชอิศม์ ตอบว่า เห็นด้วย วันนี้เราต้องยุบสภาให้เร็วที่สุด ถึงแม้อยู่ก็ขัดกับความรู้สึกของประชาชน ส่วนตัวตนเห็นว่า 4 เดือนยาวไป อยากให้ยุบสภาเร็วกว่านั้น เมื่อทำในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนเสร็จสิ้นก็รีบยุบสภา อาจจะ 2-3 เดือน เพื่อให้ประชาชนได้กลับไปตัดสินใจว่าจะเลือกใครมาเป็นผู้นำประเทศ

“ส่วนประเด็นที่แถมไปในข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย เช่น เรื่องทุจริตที่ดินเขากระโดง ที่หลวงมันต้องเป็นที่หลวง เราปล่อยให้ยืดเยื้อขนาดนี้ได้อย่างไร และเรื่องฮั้ว สว. มันเป็นการทำร้ายประเทศ ผมว่าทำการรัฐประหาร 100 ครั้ง ก็ไม่เลวร้ายเท่ากับการฮั้ว สว. เพราะ สว. ต้องไปเลือก กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ หาก สว. มีเจ้าของ มีการสั่งกันได้ เท่ากับประเทศเราอยู่ภายใต้กำกับของคนเดียว ประเทศเราจะอยู่อย่างไร ผมว่าประเทศเราถึงกับล่มสลายได้เลย”

เมื่อถามย้ำแบบนี้แสดงว่าปิดประตูร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยแล้วใช่หรือไม่ นายเดชอิศม์ ตอบว่า หากตนสนับสนุนเจ้าของนโยบายที่ตนพูดไปสักครู่ อย่าว่าแต่เป็นนักการเมืองเลย ความเป็นคนก็ไม่เหลือแล้ว ไม่มีความเป็นคนเหลืออยู่แล้ว.

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน

ทำไม “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน?

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนในปัจจุบัน มุมมองของนายเดชอิศม์ที่เสนอให้ “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง ข้อเสนอดังกล่าวอาจเป็นทางออกเพื่อให้ประชาชนได้มีสิทธิในการตัดสินใจอนาคตของประเทศอีกครั้ง

การที่เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ย่อมสะท้อนถึงความอึดอัดใจต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดยเร็ว การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่จึงเป็นกลไกสำคัญในการคืนอำนาจให้กับประชาชน

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน หากพรรคการเมืองใดไม่สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้ ก็อาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม การ “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน ก็ยังมีความท้าทายอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระยะเวลาในการเตรียมการเลือกตั้ง การจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น และนำไปสู่การสร้างรัฐบาลที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การที่นายเดชอิศม์ออกมาแสดงความเห็นชัดเจนเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนและพรรคการเมืองต่างๆ คงต้องจับตาดูสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ที่มา – “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน แทงขาเดียว ไม่ร่วมตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย

“ประภัตร” ขอเสียงหนุนตั้งรัฐบาล ร่วมหารือ พท. – ปชน.

“ประภัตร” โผล่ร่วมวงหารือ “พท. – ปชน.” ขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล

“ประภัตร โพธสุธน” เดินทางร่วมหนุนพรรคเพื่อไทย เข้าหารือกับพรรคประชาชน ขอเสียงโหวตนายกฯ ยอมรับมาไกลเลยเดินทางมาช้า

วันที่ 31 ส.ค. 2568 เมื่อเวลา 14.45 น. นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคประชาชน เพื่อร่วมกับพรรคเพื่อไทย หารือกับพรรคประชาชน ขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อถามว่าทำไมถึงมาช้า นายประภัตร ตอบว่า ตนมาไกล เดินทางมาจากศรีประจันต์เลยมาช้า

เมื่อถามว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนามาด้วยหรือไม่ นายประภัตร ตอบว่า ไม่ได้มา ส่วนรายละเอียดจะเปิดเผยหลังจากการประชุมฯ

เบื้องลึกการขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล: ประภัตร โพธสุธน และ ชทพ.

การปรากฏตัวของนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในการหารือระหว่างพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) เพื่อขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอน การที่พรรคชาติไทยพัฒนาซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม แสดงท่าทีสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามสำคัญคือ เหตุใดพรรคชาติไทยพัฒนาจึงตัดสินใจให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล? มีความเป็นไปได้หลายประการ:

  • ความสัมพันธ์ส่วนตัว: นายประภัตร โพธสุธน อาจมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจให้การสนับสนุนในครั้งนี้
  • ผลประโยชน์ทางการเมือง: พรรคชาติไทยพัฒนาอาจมองว่าการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย จะเป็นประโยชน์ต่อพรรคมากกว่าการอยู่ฝั่งตรงข้าม
  • เสถียรภาพทางการเมือง: พรรคชาติไทยพัฒนาอาจต้องการเห็นการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของนายประภัตรครั้งนี้ อาจไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับความต้องการของสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาทั้งหมด มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งภายในพรรคในอนาคต

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

การที่พรรคชาติไทยพัฒนาให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล ย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยอย่างแน่นอน พรรคเพื่อไทยจะมีเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน พรรคการเมืองอื่นๆ จะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ ท่าทีของพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ หากพรรคเหล่านี้ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ประเทศไทยก็จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การปรากฏตัวของนายประภัตร โพธสุธน ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น การขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ประภัตร” โผล่ร่วมวงหารือ “พท. – ปชน.” ขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล

ราเมศปัด “ชวน” หนุน “อนุทิน” แจงนายกฯรักษาการยุบสภาไม่ได้

ราเมศปัด “ชวน” หนุน “อนุทิน” แจงนายกฯรักษาการยุบสภาไม่ได้

“ราเมศ” ชี้ นายกฯ รักษาการ ยุบสภาไม่ได้ เพราะอำนาจต้องมาจากนายกฯ ที่ได้รับมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ย้ำพรรคหนุนใครขึ้นเป็นนายกฯ ใหม่ กก.บห.-สส. ต้องมีมติร่วม ปัดกลุ่ม “ชวน” หนุน “อนุทิน” เพราะยังไม่ได้คุยกับใคร

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันว่า มีการถกเถียงถึงอำนาจรักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาได้หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาได้ เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แยกการอำนาจถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีที่มีต่อฝ่ายนิติบัญัติคือสภาผู้แทนราษฎรนั้น อำนาจต้องเป็นของนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คนที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากสภาผู้แทนราษฎร ถือได้ว่าเป็นคนนอก ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีตัวจริง ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับฝ่ายนิติบัญญัติ ฉะนั้นจะใช้อำนาจในการยุบสภาไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นตามรัฐธรรมนูญจึงต้องการมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ราเมศย้ำ นายกฯ รักษาการ ยุบสภาไม่ได้

นายราเมศกล่าวว่า ที่มีการพูดถึงประเด็นที่ว่านายกรัฐมนตรีรักษาการจะสามารถยุบสภาได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่า นายกฯ รักษาการ ยุบสภาไม่ได้ เนื่องจากอำนาจในการยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งและได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร การที่นายกรัฐมนตรีรักษาการซึ่งไม่ได้มาจากกระบวนการดังกล่าวจะใช้อำนาจนี้จึงไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

“ส่วนที่มีข่าวอ้างว่า มีสส.กลุ่มนายชวน หลีกภัย 4 คน ไปสนับสนุนกลุ่มนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกฯ นั้น ยืนยันนายชวน ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับใคร เพราะอยู่ระหว่างการเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์ และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ตนในฐานะสมาชิกพรรค ต้องย้ำว่า เมื่อมีระบบของพรรคอยู่ ผู้บริหารพรรคและ สส.พรรคปัจจุบันก็มีอำนาจในการตัดสินใจ คงไม่ไปก้าวล่วง เพราะท้ายที่สุดความรับผิดชอบจะอยู่ที่ผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบัน และไม่มีใครคนใดคนหนึ่งสามารถตัดสินใจได้คนเดียว การเลือกนายกรัฐมนตรีก็มีหลักในการพิจารณาที่กรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคกับ สส.พรรคจะต้องตัดสินใจร่วมกันตามข้อบังคับพรรค สำหรับกรณีชื่อของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรค ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรค ปชป. ด้วยความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางการเมืองถือว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่านำพาประเทศได้ดีไม่แพ้บุคคลอื่นๆ เช่นกัน” นายราเมศ กล่าว

จากกรณีที่นายราเมศได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับอำนาจของนายกรัฐมนตรีรักษาการที่ไม่สามารถยุบสภาได้นั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างรอบคอบ การตีความกฎหมายและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาระบอบประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล การตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญจึงควรอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การที่นายราเมศออกมาปฎิเสธข่าวเรื่องการสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาธิปัตย์

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของบ้านเมือง

ที่มา – “ราเมศ” ปัดกลุ่ม “ชวน” หนุน “อนุทิน” แจงนายกฯ รักษาการ ยุบสภาไม่ได้

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยทาบทามร่วมรัฐบาล เผยพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค

วันที่ 30 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชน กรณีมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล รวมถึงกระแสข่าวที่ว่า สส. พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 4 คน เตรียมไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย

โดยนายเฉลิมชัยกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า วันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เวลา 15.00 น.

ข่าวการเมืองวันนี้ยังคงร้อนระอุ เมื่อประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นที่จับตามองของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประเด็นที่น่าสนใจคือกรณีที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ ทำให้เกิดความสงสัยและคำถามมากมายตามมาว่า ท่าทีที่แท้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ต่อการเข้าร่วมรัฐบาลในครั้งนี้คืออะไรกันแน่

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล

การที่นายเฉลิมชัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายตีความไปต่างๆ นานา บางส่วนมองว่าอาจเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบ ยังไม่ต้องการเปิดเผยท่าทีที่ชัดเจนในขณะนี้ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าอาจมีดีลลับหรือการเจรจาต่อรองที่ยังไม่ลงตัว ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้

นอกจากนี้ กระแสข่าวที่ว่ามี สส. พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 4 คน เตรียมที่จะไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งและไม่ลงรอยกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ในอนาคต

การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์พรุ่งนี้

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในวันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือและพิจารณาในประเด็นดังกล่าวอย่างละเอียด รวมถึงการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยผลการประชุมในวันพรุ่งนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตอันใกล้นี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียว แต่ยังต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขและข้อเสนอต่างๆ จากพรรคภูมิใจไทย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ด้วย ซึ่งอาจต้องมีการเจรจาต่อรองและปรับเปลี่ยนท่าทีกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายพอใจ

ดังนั้น การเมืองไทยในขณะนี้จึงยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล เพื่อให้สามารถเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

สถานการณ์ล่าสุดที่ “เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่การประชุมพรรคประชาธิปัตย์ในวันพรุ่งนี้อาจจะไขข้อข้องใจหลาย ๆ อย่างได้ ต้องติดตามกันต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ที่มา – “เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล นัด กก.บห.ประชาธิปัตย์ ถกพรุ่งนี้

ปชป. อาจแตกขั้ว หนุน “อนุทิน” และเพื่อไทยเดิม

สถานการณ์ภายใน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อมีกระแสข่าวหนาหูว่าอาจเกิดการแตกขั้วภายในพรรค คล้ายกับที่เกิดขึ้นกับพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมีรายงานว่า ส.ส. ในจังหวัดสงขลาบางส่วนได้ร่วมลงชื่อสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการจัดตั้งรัฐบาล แข่งขันกับพรรคเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานความเคลื่อนไหวจากภายในพรรคประชาธิปัตย์ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคปชป. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รวมถึงนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคปชป. และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้มีการหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับการยื่นข้อเสนอให้อยู่ร่วมในขั้วรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยต่อไป โดยจะมีการเสนอตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติมให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเป็นการยืนยันความสัมพันธ์ในขั้วการเมืองเดิม นายเฉลิมชัยได้เดินทางไปร่วมหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่โรงแรมปรินเซส หลานหลวง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภายในพรรค ปชป. อาจแตกขั้วไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เนื่องจากมี ส.ส. ในบางส่วนของพรรคที่ได้รับการทาบทามให้ไปร่วมลงชื่อสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย อาทิ นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส. สงขลา นายสมยศ พลายด้วย ส.ส. สงขลา และ ส.ส. อีก 2-3 ท่านที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเปลี่ยนขั้วไปสนับสนุนนายอนุทิน

ปชป. อาจแตกขั้ว หนุน “อนุทิน” และเพื่อไทยเดิม

ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองและทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต การที่ ส.ส. บางส่วนตัดสินใจที่จะสนับสนุนนายอนุทิน แสดงให้เห็นถึงความเห็นต่างภายในพรรค และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้ การตัดสินใจครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยรวม

ปัจจัยที่ทำให้ ปชป. อาจแตกขั้ว

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุของการแตกขั้วภายในพรรคประชาธิปัตย์:

  • ความไม่พอใจในทิศทางของพรรค: ส.ส. บางส่วนอาจไม่เห็นด้วยกับทิศทางการดำเนินงานของพรรคในปัจจุบัน และมองว่าการสนับสนุนนายอนุทินอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
  • ผลประโยชน์ส่วนตัว: การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ส.ส. บางส่วนอาจมองว่าการสนับสนุนนายอนุทินจะทำให้พวกเขาได้รับผลประโยชน์มากกว่า
  • แรงกดดันจากภายนอก: อาจมีแรงกดดันจากภายนอกพรรคที่ทำให้ ส.ส. บางส่วนตัดสินใจที่จะสนับสนุนนายอนุทิน

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การแตกขั้วภายในพรรคประชาธิปัตย์เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ

อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ และบทบาทของพรรคในรัฐบาลผสม ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของ ส.ส. แต่ละคน จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของพรรค และส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยโดยรวม

ความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่พรรคการเมืองไทยกำลังเผชิญ ในการรักษาเอกภาพและความสามัคคี ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รวดเร็วและซับซ้อน

คุณคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในได้หรือไม่ และการสนับสนุนนายอนุทินของ ส.ส. บางส่วนจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างไร?

ที่มา – ปชป. อาจแตกขั้ว 2 กลุ่ม แบ่งหนุน “อนุทิน” และยังหนุนขั้วเพื่อไทยเดิม

Scroll to top