พรรคเพื่อไทย

“พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

“พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่ “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันในระหว่างการประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำงานของตัวแทนที่ตนเลือกเข้าไปทำหน้าที่

ความคืบหน้ากรณี “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

นายนภาพล จีระกุล สก.เขตบางกอกน้อย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวมตัวกับกลุ่ม สก. พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยมีหลักฐานสำคัญประกอบด้วย:

  • บันทึกเทปภาพและเสียงเหตุการณ์การประชุมสภากทม. ในวันเกิดเหตุ
  • รายชื่อพยานบุคคลที่อยู่ในห้องประชุมขณะนั้น
  • รายละเอียดช่วงเวลาการกดคะแนนที่ผิดปกติ

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานการทำงานในสภา กทม. ให้มีความเป็นธรรม เพราะการออกข้อบัญญัติที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง จำเป็นต้องผ่านกระบวนการลงมติที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว เพื่อขอเรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา หากพบว่ามีการทุจริตหรือทำผิดระเบียบข้อบังคับจริง ก็ต้องได้รับโทษตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ไม่ว่าผลการสอบสวนจะออกมาเป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนว่าประชาชนยุคใหม่ให้ความสำคัญกับจริยธรรมของนักการเมืองมากกว่าที่เคย การที่ สก. ออกมาตรวจสอบกันเองในลักษณะนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการตรวจสอบถ่วงดุลที่ควรจะมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงที่ผ่านความเห็นชอบในสภาเป็นตัวแทนของความถูกต้องอย่างแท้จริง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพฯ

ที่มา – “พ่อโฟกัส” ยื่นเทปหลักฐานเสียบบัตรประชุมสภากทม. ให้ ป.ป.ช. สอบสก.พรรคประชาชนแล้ว

“สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

“สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอในสังคมไทย ล่าสุด นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเขามองว่าการที่รัฐบาลทำงานมาครบ 6 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเรื่องการปรับ ครม. นั้น อาจเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละท่าน

นายสุทิน กล่าวอย่างเป็นกันเองว่า “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก ซึ่งถือเป็นมุมมองที่ชวนให้คิดต่อ เพราะโดยปกติแล้วรัฐบาลไทยมักจะมีอายุของ ครม. ที่ค่อนข้างสั้น หลายรัฐบาลที่ผ่านมามักจะมีการปรับทัพกันทุกๆ 6 เดือน เพื่อสร้างสมดุลทางการเมืองหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานให้ดียิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการปรับ ครม. ที่ต้องรู้

ทำไมการปรับ ครม. ถึงเป็นเรื่องใหญ่? โดยปกติแล้วนายกรัฐมนตรีจะมีเกณฑ์ในการตัดสินใจหลักๆ อยู่ไม่กี่ประการ ดังนี้ครับ:

  • ประสิทธิภาพการทำงาน: เป็นตัววัดสำคัญว่ารัฐมนตรีท่านนั้นสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ตามเป้าหมายหรือไม่
  • ความเข้าใจในงาน: การทำงานที่ “เข้าขา” กับเพื่อนร่วมงานและนายกรัฐมนตรีถือเป็นปัจจัยชี้ขาด
  • โควตาทางการเมือง: ปฏิเสธไม่ได้ว่าในรัฐบาลผสม เรื่องการจัดสรรตำแหน่งตามสัดส่วนพรรคร่วมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การที่นายสุทินออกมาระบุว่า “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก นั้น เป็นการให้เครดิตการทำงานของทีมบริหารชุดปัจจุบันว่าอาจจะสอบผ่านในสายตาของนายกฯ จนยังไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเวลานี้

มุมมองต่อเสถียรภาพรัฐบาลในอนาคต

สำหรับในมุมของประชาชนอย่างเราๆ การปรับหรือไม่ปรับ ครม. ไม่สำคัญเท่ากับการที่ผลงานนั้นส่งถึงมือเราหรือไม่ หากรัฐมนตรีคนเดิมยังคงทำงานได้ดี มีวิสัยทัศน์ และแก้ไขปัญหาให้ประเทศได้อย่างต่อเนื่อง การรักษาสมดุลของ ครม. ชุดนี้ไว้อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเสี่ยงปรับเปลี่ยนแล้วต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ โดยนายสุทินยังทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ได้ดีที่สุดว่าใครคือตัวจริงที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไป

แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าการที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าด้วยทีมงานเดิมต่อไปในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานี้ ส่งผลดีต่อประเทศชาติอย่างไรบ้าง? มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

สมคิด ยันไม่ล้ม 30 รักษาทุกโรค พร้อมปกป้องสิทธิประชาชน

เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักโครงการที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยอย่างโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่วันนี้กลายเป็นจุดยืนสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการออกมาเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชน โดยคุณสมคิด เชื้อคง ได้ออกมาให้คำมั่นสัญญาชัดเจนว่า เรื่องการล้มโครงการนี้เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน และเราต้องร่วมกันรักษามาตรฐานให้ประชาชนได้รับสิทธิการรักษาที่เท่าเทียมตลอดไป

สมคิด ยันไม่ล้ม 30 รักษาทุกโรค เดินหน้าพัฒนาระบบสุขภาพ

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการลดทอนสิทธิหรือการร่วมจ่ายในโครงการนี้ ซึ่งคุณสมคิดได้ออกมาชี้แจงว่า แนวคิดที่จะล้มหรือปรับเปลี่ยนให้แย่ลงนั้นเป็นเรื่องที่สวนทางกับเจตนารมณ์ที่ประเทศเราได้สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ปัจจุบันโครงการนี้ก้าวไกลไปสู่ความทันสมัยในรูปแบบ 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำและทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างไร้รอยต่อ

ทำไมเราต้องปกป้องสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค?

การตั้งคำถามเรื่องการให้ประชาชนร่วมจ่ายนั้น คุณสมคิดมองว่าอาจเป็นการบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องตระหนักดังนี้:

  • การลดความเหลื่อมล้ำ: โครงการนี้คือเครื่องมือสำคัญที่ทำลายกำแพงระหว่างคนรวยกับคนจนในการเข้าถึงหมอ
  • หัวใจของระบบสาธารณสุข: หากมีการเปลี่ยนแปลงจนประชาชนแบกรับภาระเพิ่มขึ้น อาจกลายเป็นการย้อนกลับไปสู่ยุคที่ทุกคนกลัวการเจ็บป่วยจนไร้หนทางแก้ไข
  • ความมั่นคงทางสุขภาพ: รัฐบาลมีงบประมาณรองรับและพร้อมจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นแทนที่จะตัดลดงบประมาณ

ในมุมมองของคุณสมคิด โครงการนี้ไม่ได้มองแค่เรื่องตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่คือการยืนยันว่าคนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับความดูแลโดยไม่มีคำว่า ‘คนไข้อนาถา’ อีกต่อไป การที่เรามีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คอยดูแลค่าใช้จ่ายในโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น โรคไต หรือการป้องกันดูแลผู้ป่วย HIV คือหลักฐานชัดเจนว่าประเทศไทยมาไกลมากแล้ว และเราต้องไม่ถอยหลังลงคลองเพียงเพราะข้ออ้างเรื่องงบประมาณที่ขาดแคลน ทั้งที่จริงแล้วมันคือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตของคนในชาติ

บทสรุปของเรื่องนี้ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยรวมถึงบุคคลสำคัญอย่างคุณสมคิด จะไม่ยอมให้การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายใดๆ มาพรากเอาสิทธิขั้นพื้นฐานนี้ไปจากมือประชาชน และเราหวังว่าในอนาคต ระบบนี้จะถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อเป็นรากฐานความมั่นคงให้กับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหนหรือมีฐานะอย่างไรก็ตาม

ที่มา – “สมคิด” ยันไม่ล้ม 30 รักษาทุกโรค ลั่นมาไกลแล้ว เพื่อไทยพร้อมปกป้องสิทธิประชาชนรักษาอย่างเท่าเทียม

“วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.

เชื่อว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นที่ “วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค. ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่เหล่าบรรดาผู้ที่ยังคงระลึกถึงอดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นที่รักของใครหลายคนเตรียมตัวมารวมพลังกันอีกครั้ง

“วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.

นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ จากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร โดยเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่นายทักษิณ ชินวัตร บริหารประเทศ ซึ่งสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤติต้มยำกุ้งได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยเหตุนี้ การที่ “วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค. จึงไม่ใช่เพียงแค่การจัดงานวันเกิดทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงความผูกพันและคุณค่าที่อดีตนายกฯ เคยสร้างไว้ให้กับประเทศไทย

บรรยากาศและการรวมตัวของคนรักทักษิณ

สำหรับงานวันคล้ายวันเกิดของนายทักษิณ ชินวัตร ในปีนี้ ซึ่งจะมีอายุครบ 77 ปี นายวรชัยตั้งใจจัดงานขึ้นที่ร้านอาหารจุ่มดาด กม.6 ซอยรามอินทรา 40 เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ยังรักและระลึกถึงท่านได้มีพื้นที่แสดงพลัง โดยมีรายละเอียดกิจกรรมสำคัญดังนี้:

  • การรวมพลังให้กำลังใจอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร
  • การแลกเปลี่ยนมุมมองถึงผลงานในอดีตที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน
  • แสดงจุดยืนของกลุ่มคนรักประชาธิปไตย

นายวรชัยยังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันว่า การแจกปลาอาจไม่ยั่งยืนเท่ากับการสอนให้หาปลาเหมือนในอดีต การรวมตัวครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการย้ำเตือนถึงแนวทางการบริหารที่ประชาชนเคยสัมผัสและชื่นชอบ ซึ่งเป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ที่สนใจในการเมือง การไปร่วมงานวันเกิดในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีในการได้เห็นพลังของกลุ่มคนที่ยังคงมีความหวังและศรัทธาในทิศทางของบ้านเมืองที่เคยรุ่งเรือง หวังว่าประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของพลังประชาชนจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความหมายครับ

ที่มา – “วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.

“มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น

“มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองไทยเมื่อนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่พรรคกล้าธรรมพยายามโจมตีและดิสเครดิตการทำงานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการ ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่า “มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น เพราะมองว่าการกระทำดังกล่าวอาจเกิดจากทัศนคติที่เคยบริหารงานมาก่อนหรือไม่

เปิดเบื้องหลังความขัดแย้งและการทำงานที่โปร่งใส

นางมนพร เจริญศรี ได้กล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ออกมาวิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงเกษตรฯ ว่าการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิ แต่การโจมตีอย่างไร้หลักฐานนั้นไม่เป็นธรรม โดยนางมนพรย้ำว่า นายสุริยะทำงานโดยมุ่งเน้นประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นที่ตั้ง และการปรับเปลี่ยนตำแหน่งต่างๆ ในกระทรวงฯ เป็นไปตามหลักความรู้ความสามารถตามระบบราชการปกติ โดยไม่มีเรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์หรือการซื้อขายตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน

บทเรียนที่น่าสนใจจากการโต้ตอบทางการเมืองในครั้งนี้คือ:

  • การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต้องยึดหลักข้อเท็จจริงมากกว่าข่าวลือ
  • ไม่ควรนำบรรทัดฐานส่วนตัวที่อาจเคยทำมาก่อนมาใช้ตัดสินคนอื่น
  • การให้ร้ายโดยไม่มีหลักฐานส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการที่ตั้งใจทำงาน

นอกจากนี้ นางมนพรยังฝากไปถึงพรรคกล้าธรรมว่า ปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในกระทรวงเกษตรฯ หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปลาหมอคางดำหรือโควตานมโรงเรียน ล้วนเป็นปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ยุคที่พรรคกล้าธรรมมีอำนาจบริหาร ดังนั้นการออกมาตั้งข้อสงสัยในตอนนี้จึงดูเหมือนเป็นการสร้างความสับสนให้กับสังคมเสียมากกว่า

หากพรรคกล้าธรรมมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการทุจริตหรือเรียกรับผลประโยชน์ รัฐบาลชุดปัจจุบันก็พร้อมให้ตรวจสอบเต็มที่ เพราะนายสุริยะได้ยืนยันความโปร่งใสมาโดยตลอด การออกมาดิสเครดิตกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับเกษตรกรไทย การทำงานที่ใส่ใจประชาชนคือคำตอบที่แท้จริง เราหวังว่าทุกฝ่ายจะหันมาใช้กระบวนการทางกฎหมายและข้อเท็จจริงแทนการปะทะกันด้วยวาทกรรม นี่ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าการเมืองแบบสร้างสรรค์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราทุกคน

ที่มา – “มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น ยัน “สุริยะ” ยึดเหมาะสมไม่มีเรียกผลประโยชน์

“สุริยะ” เผยปิดดีลกุ้งกับมาเลเซียด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยว “ทักษิณ” ช่วย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อมีการตั้งคำถามถึงเบื้องหลังความสำเร็จในการปลดล็อกการส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย โดยมีชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ล่าสุด “สุริยะ” เผยปิดดีลกุ้งกับมาเลเซียด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยว “ทักษิณ” ช่วย เพื่อยืนยันความชัดเจนในการทำงานของรัฐบาลปัจจุบัน

“สุริยะ” เผยปิดดีลกุ้งกับมาเลเซียด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยว “ทักษิณ” ช่วย

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีกระแสข่าวลือหนาหูว่า ความสำเร็จครั้งใหญ่ในการเจรจาการค้าเรื่องกุ้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียนั้น อาจมีบารมีหรือการช่วยเหลือจากนายทักษิณ ชินวัตร อยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ตาม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงว่า “สุริยะ” เผยปิดดีลกุ้งกับมาเลเซียด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยว “ทักษิณ” ช่วย อย่างแน่นอน

รายละเอียดการเจรจาและการดำเนินงาน

  • กระทรวงเกษตรฯ ได้นัดหมายเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ของมาเลเซียโดยตรง
  • กระบวนการทั้งหมดดำเนินการผ่านช่องทางปกติของรัฐบาล
  • เป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านการส่งออกสินค้าเกษตรไทย

นายสุริยะให้เหตุผลว่า การนัดหมายหารือกับรัฐมนตรีมาเลเซียนั้นมีการวางแผนไว้อยู่แล้ว และสามารถหาข้อสรุปจนประสบความสำเร็จได้ด้วยการทำงานของทีมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง ส่วนการที่อดีตนายกฯ ทักษิณ เดินทางไปต่างประเทศในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น เป็นเหตุบังเอิญที่ผู้คนนำไปเชื่อมโยงกันเองทางการเมืองเท่านั้น โดยท่านรัฐมนตรีไม่ได้รู้สึกว่าการถูกกล่าวอ้างเช่นนี้เป็นการด้อยค่าการทำงานของตนแต่อย่างใด

ในมุมมองของการทำงานภาครัฐ การที่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงลงมาลุยงานด้วยตัวเองถือเป็นเรื่องดีที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาให้เกษตรกรไทย ความชัดเจนที่นายสุริยะออกมาสื่อสารในครั้งนี้ถือเป็นการดึงสติสังคมให้โฟกัสที่ผลลัพธ์ของงานมากกว่าประเด็นการเมือง ซึ่งถือว่าส่งผลดีต่อภาพพจน์ของความร่วมมือระหว่างประเทศในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว การส่งออกกุ้งไทยไปยังมาเลเซียถือเป็นโอกาสทองของเกษตรกรไทยที่จะได้รับอานิสงส์จากการเปิดตลาดใหม่ และควรได้รับการชื่นชมในฐานะความสำเร็จของนโยบายเกษตรมากกว่าการพยายามโยงเรื่องการเมืองมาลดทอนคุณค่าของความสำเร็จนี้ครับ

ที่มา – “สุริยะ” เผยปิดดีลกุ้งกับมาเลเซียด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยว “ทักษิณ” ช่วย

แอ็กเคาท์จริงไม่ใช่แอ็กฯ หลุม รวมโซเชียลมีเดีย ครม.อนุทิน

ในยุคที่การสื่อสารออนไลน์คือหัวใจสำคัญของการทำงานรัฐบาล ความโปร่งใสและการเข้าถึงประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “รัฐมนตรีโลกลืม” ทำให้นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องสั่งการให้รัฐมนตรีทุกคนเร่งสื่อสารผลงานผ่านโลกออนไลน์ให้ชัดเจน วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลมาให้ดูกันว่า แอ็กเคาท์จริงไม่ใช่แอ็กฯ หลุม รวมโซเชียลมีเดีย ครม.อนุทิน ที่ประชาชนสามารถเข้าไปติดตามและตรวจสอบการทำงานได้จริงมีช่องทางไหนบ้าง

แอ็กเคาท์จริงไม่ใช่แอ็กฯ หลุม รวมโซเชียลมีเดีย ครม.อนุทิน สื่อสารผลงานสู้ รมต.โลกลืม

การปรับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การมีโซเชียลมีเดียไว้ประดับตัว แต่เป็นการสร้างช่องทางให้ประชาชนรับรู้ว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาให้ถึงมือประชาชน การสื่อสารที่ถูกต้องผ่าน แอ็กเคาท์จริงไม่ใช่แอ็กฯ หลุม รวมโซเชียลมีเดีย ครม.อนุทิน จะเป็นการลบภาพจำที่ว่ารัฐมนตรีเข้าถึงยาก และยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี

ส่องช่องทางโซเชียลของรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูง

จากการสำรวจพบว่ารัฐมนตรีส่วนใหญ่มีการขยับตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยแบ่งเป็นช่องทางต่างๆ ดังนี้:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล: ติดตามได้ผ่าน Facebook: Anutin Charnvirakul ที่มีผู้ติดตามกว่า 4.2 แสนคน
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล: โดดเด่นด้วยยอดผู้ติดตาม 4.3 แสนคนบน Facebook
  • นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์: รัฐมนตรีพลังงานที่สื่อสารผ่านเพจเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ขิง) อย่างต่อเนื่อง
  • นายวราวุธ ศิลปอาชา: สื่อสารผลงานกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างแข็งขันผ่านช่องทางหลัก

นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีท่านอื่นๆ เช่น นายสุชาติ ชมกลิ่น และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ที่เลือกใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงกลุ่มผู้สนับสนุนและประชาชนทั่วไป การที่รัฐมนตรีลงมาเล่นโซเชียลเองจะช่วยให้การสื่อสารนโยบายมีความเป็นกันเองและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าจะมีรัฐมนตรีบางท่านที่โอนภารกิจไปยังเพจของกระทรวงหรือพรรคต้นสังกัด แต่ในภาพรวมถือว่ารัฐบาลชุดนี้พยายามปรับตัวเพื่อสู้กับคำนิยาม “รมต.โลกลืม” อย่างเต็มที่ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงแค่ทำให้ผลงานเป็นที่ประจักษ์ แต่ยังช่วยสร้างมิติใหม่ของการเมืองไทยให้มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น

สุดท้ายนี้การติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เป็นหน่วยงานรัฐหรือบัญชีที่ยืนยันตัวตนชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ เพราะเป็นการการันตีว่าข้อมูลที่ได้รับมีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน หวังว่าการขยับตัวในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดและเชื่อมั่นในการทำงานของ ครม. มากยิ่งขึ้น ใครที่สนใจอยากส่งเสียงสะท้อนหรือติดตามการทำงานของท่านใดเป็นพิเศษ อย่าลืมกดติดตามบัญชีออฟฟิเชียลของแต่ละท่านไว้เลยครับ

ที่มา – แอ็กเคาท์จริงไม่ใช่แอ็กฯ หลุม รวมโซเชียลมีเดีย ครม.อนุทิน สื่อสารผลงานสู้ รมต.โลกลืม

สภาฯ เสียงแตกถกร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

ในบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียด การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นจุดสนใจของประชาชนอีกครั้ง เมื่อมีการหยิบยกเอา สภาฯ เสียงแตกถกร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ขึ้นมาพิจารณาหลังจากวุฒิสภาได้ส่งร่างกฎหมายที่มีการแก้ไขกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรตัดสินใจอีกครั้ง ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วของบรรดา สส. ฝ่ายต่างๆ

สภาฯ เสียงแตกถกร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข กับประเด็น ม.112

หนึ่งในประเด็นร้อนแรงที่สุดในการอภิปรายคือการที่วุฒิสภาได้แก้ไขเนื้อหาตัดการนิรโทษกรรมในคดีมาตรา 112 รวมถึงกรณีเยาวชนอายุ 18 ปี ออกจากการร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี จากพรรคประชาชน ได้ออกมาซัดแรงว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การสร้างความปรองดองที่แท้จริง แต่เป็นการเลือกปฏิบัติและผลักให้ผู้เห็นต่างต้องเผชิญกับสภาพที่ยากลำบากในกระบวนการยุติธรรม โดยมองว่าคดีมาตรา 112 นั้นมีปัญหาทั้งเรื่องตัวบทกฎหมาย โทษที่ไม่ได้สัดส่วน และการนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

มุมมองที่แตกต่างใน สภาฯ เสียงแตกถกร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

ทางฝั่งพรรคเพื่อไทย นายธงธรรม เวชยชัย มองว่าแม้กฎหมายฉบับนี้จะไม่สมบูรณ์แบบและน่าเสียดายที่ไม่ได้ครอบคลุมคดี ม.112 ตามที่หลายฝ่ายหวัง แต่การรอกรรมาธิการร่วมอีก 1 ปี อาจทำให้ผู้ที่รอคอยการนิรโทษกรรมเสียโอกาสในการกลับมาใช้ชีวิตปกติ จึงมองว่าการเดินหน้าไปก่อนถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับกรณีที่ สว. เพิ่มบัญชีแนบท้ายเรื่องการได้มาซึ่ง สว. เข้ามาในร่างกฎหมายนี้ ซึ่งอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการนิรโทษกรรมแบบมีเงื่อนงำในอนาคต

หากเราพิจารณาผ่านบทวิเคราะห์ข้างต้น จะพบว่ากระบวนการสร้างความปรองดองในไทยยังคงเต็มไปด้วยขวากหนาม ประเด็นสำคัญที่พอสรุปได้จากสถานการณ์นี้คือ:

  • ความพยายามในการก้าวข้ามความขัดแย้งมักติดหล่มเรื่องมาตรา 112 เสมอ
  • การประนีประนอมทางการเมือง บางครั้งอาจกลายเป็นการทิ้งผลประโยชน์ของกลุ่มเปราะบางไป
  • ความกังวลเรื่องการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องยังเป็นระเบิดเวลาสำหรับรัฐบาล

ท้ายที่สุด การนิรโทษกรรมควรเป็นการคืนพื้นที่ให้กับสังคมและให้โอกาสทุกคนได้เริ่มต้นใหม่ แต่ตราบใดที่ความเห็นทางการเมืองยังคงถูกมองเป็นความผิด การค้นหาจุดสมดุลที่ทุกฝ่ายยอมรับได้อาจเป็นเพียงฝันที่ไกลเกินเอื้อม หวังว่าผู้มีอำนาจจะฟังเสียงสะท้อนจากสภาฯ ให้มากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งรอบใหม่ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

ที่มา – สภาฯ เสียงแตกถกร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ปชน. ซัดจงใจตัดความผิด ม.112 ออกแต่ต้น

“จักรภพ” เข้าสภาฯ รายงานตัวเป็น สส. คนใหม่ หลัง “ประเสริฐ” เปิดทางขอลาออก

เชื่อว่าคอการเมืองหลายคนคงกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวที่อาคารรัฐสภาเป็นพิเศษครับ เพราะล่าสุดถือเป็นประเด็นร้อนที่น่าสนใจเมื่อ “จักรภพ” เข้าสภาฯ รายงานตัวเป็น สส. คนใหม่ หลัง “ประเสริฐ” เปิดทางขอลาออก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งนายจักรภพ เพ็ญแข ได้เดินทางไปรายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ เพื่อทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยแทนตำแหน่งที่ว่างลง

“จักรภพ” เข้าสภาฯ รายงานตัวเป็น สส. คนใหม่ หลัง “ประเสริฐ” เปิดทางขอลาออก

เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ตัดสินใจยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็น สส. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้สมาชิกภาพของท่านสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ และทำให้ลำดับบัญชีรายชื่อถัดมาคือ นายจักรภพ เพ็ญแข ได้ขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน นี่ถือเป็นการปรับทัพภายในที่น่าจับตามองว่าหลังจากนี้จะมีทิศทางงานสภาฯ อย่างไรบ้าง

บทบาทสำคัญหลัง “จักรภพ” เข้าสภาฯ รายงานตัวเป็น สส. คนใหม่ หลัง “ประเสริฐ” เปิดทางขอลาออก

การก้าวเข้ามาทำหน้าที่ สส. ของนายจักรภพในครั้งนี้ นับว่าได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนหลายสำนัก ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าแนวทางการทำงานทางการเมืองของท่านจะเป็นไปในทิศทางใด โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ เช่น:

  • การผลักดันนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภา
  • การมีส่วนร่วมในกรรมาธิการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทักษะความถนัดของท่าน
  • การทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อตอบโจทย์ประชาชนในระยะยาว

หลายคนมองว่าการที่นักการเมืองที่มีประสบการณ์โชกโชนอย่างคุณจักรภพกลับเข้ามาในสภาอีกครั้ง จะมาช่วยเสริมทัพให้พรรคเพื่อไทยมีความเข้มแข็งและมีความแหลมคมในการอภิปรายหรือการทำงานในสภามากขึ้น โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่สถานการณ์การเมืองมีความท้าทายอยู่รอบด้าน

สุดท้ายนี้ ในมุมมองของผม การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในตำแหน่ง สส. ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคลเท่านั้น แต่มันสะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์ของพรรคการเมืองเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน การเข้ามาของคุณจักรภพในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร จะถูกใจฐานเสียงหรือไม่ เราคงต้องร่วมกันเฝ้าสังเกตการณ์การทำงานของท่านในสภาชุดนี้อย่างใกล้ชิดครับ แล้วคุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับการปรับทัพครั้งนี้ มาแชร์ความคิดเห็นกันได้เลย!

ที่มา – “จักรภพ” เข้าสภาฯ รายงานตัวเป็น สส. คนใหม่ หลัง “ประเสริฐ” เปิดทางขอลาออก

Scroll to top