พรรคเพื่อไทย

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงยุบสภา

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” เร่งแจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ ลั่นถ้าขัดรธน.ต้องยืดอกรับผิดชอบ ชี้ ควรเห็นแก่ปชช. ก่อนห่วงฐานอำนาจ ย้ำ อย่ายื้อเวลาทำประเทศเสียหาย

วันที่ 3 ก.ย. 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าหนังสือทูลเกล้าฯ ขอยุบสภาฯ ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีถูกตีกลับว่า นายภูมิธรรมและรัฐบาลต้องเร่งออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจนโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกระบวนการต่างๆ รัฐบาลควรต้องตระหนักให้ดีและรอบคอบที่สุดในข้อกฎหมาย หากสุ่มเสี่ยงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ ซึ่งหากขัดต่อรัฐธรรมนูญจริง นายภูมิธรรมและรัฐบาลต้องรับผิดชอบ

ทั้งนี้นายธนกร มองว่า ควรใช้ระบบสภา ในการแก้ปัญหาตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ เพราะต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่นายกรัฐมนตรีก็ควรจะต้องแก้ให้ตรงจุดคือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่มาแทนเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ทำผิดอะไร

“ปัญหาที่สำคัญของประเทศขณะนี้ค่อนข้างหนักหน่วง เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง หนี้สิน และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ภาษีทรัมป์ก็รออยู่ รวมถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายังต้องรีบดำเนินการแก้ไข การที่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลเดินเกมแบบนี้ถือเป็นการยื้อเวลาเพราะหวงอำนาจ คิดถึงแต่การเมืองแต่ไม่นึกถึงเลยว่า พี่น้องประชาชนและประเทศจะเสียหาย เสียโอกาสแค่ไหน สุดท้ายจะเกิดประโยชน์อะไร หากมุ่งแต่เอาชนะคะคานกันทางการเมือง แต่กลับกลายเป็นชัยชนะบนซากปรักหักพัง” นายธนกร กล่าว

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ

จากกระแสข่าวเรื่องการยุบสภาที่ถูกตีกลับ ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมายของกระบวนการต่างๆ นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายภูมิธรรม เวชยชัย เร่งดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบโดยเร็ว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความละเอียดอ่อน การตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การเร่งรีบดำเนินการโดยไม่ตรวจสอบให้ถี่ถ้วน อาจนำไปสู่ปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

ความรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญ

นายธนกรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด หากกระบวนการยุบสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญจริง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว การหลีกเลี่ยงหรือละเลยความรับผิดชอบ จะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลลดน้อยลง

นอกจากนี้ นายธนกรยังได้กล่าวถึงปัญหาสำคัญที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน ปัญหาหนี้สิน รวมถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การที่รัฐบาลมุ่งเน้นแต่เรื่องการเมือง โดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่แท้จริงของประชาชน จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

การยุบสภาควรเป็นทางเลือกสุดท้าย หากการแก้ไขปัญหาด้วยกลไกปกติไม่สามารถทำได้ การใช้ระบบสภาในการแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก การตัดสินใจที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม จะนำพาประเทศไปสู่ความเสียหายอย่างไม่คาดฝัน

ดังนั้น รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการยุบสภาให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้อง การหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือการปกปิดข้อมูล จะยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและความไม่ไว้วางใจ

การเมืองควรเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือในการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

ที่มา – “ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ

เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ

“วิสุทธิ์” โว พรรคเพื่อไทยไม่กังวล หลัง “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความ ม.112 กรณีทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา เชื่อมั่นทำได้ถูกต้อง ถวายฎีกาได้ ย้ำ ยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวที่รัฐสภา ถึงกรณี นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ แจ้งความ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เอาผิด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามมาตรา 112 กรณีไม่มีอำนาจในการกราบบังคมทูลฯ ยุบสภา ว่า รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งก่อนหน้านั้นทำหน้าที่รักษาการขณะที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

แต่ในขณะนี้อำนาจเต็มอยู่กับนายภูมิธรรม ถือว่าสามารถถวายฎีกาได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แม้จะมีนักวิชาการหลายคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเราก็รับฟังในช่วงที่ผ่านมา รวมถึง นายภูมิธรรม ก็ได้รับฟัง จึงได้ข้อสรุปและเชื่อมั่นว่าทำได้ถูกต้อง มีการถวายฎีกาได้ ซึ่งไม่ได้มีความกังวลอะไร

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับคนที่จะไปแจ้งก็ถือว่าเป็นเรื่องของเขา และประเทศนี้เรามีนักร้องเรียนเยอะแยะ ที่เห็นต่างเป็นเรื่องปกติ พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องน่ากังวล เมื่อถามว่าฝ่ายกฎหมายเตรียมหลักฐานอะไรไว้ต่อสู้บ้าง นายวิสุทธิ์ ตอบว่า เรามีทีมนักกฎหมายเตรียมการไว้อยู่แล้ว เรามั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดอะไร การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ เราได้แต่น้อมรับและรอฟัง เราไม่ควรพูดอะไรที่เกินเลยกว่านี้ ซึ่งจะเกิดความไม่เหมาะสม.

เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา

จากกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ถูกแจ้งความในมาตรา 112 จากประเด็นการทูลเกล้าฯ ชงยุบสภานั้น พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างมั่นใจว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและขั้นตอนที่เหมาะสม

ความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยต่อกรณี “ภูมิธรรม”

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ได้เน้นย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้รู้สึกกังวลต่อการแจ้งความดังกล่าว เนื่องจากเชื่อมั่นว่านายภูมิธรรมได้ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่มีอยู่ และการดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การที่นักวิชาการมีความเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ แต่พรรคก็ได้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะดำเนินการใดๆ

พรรคเพื่อไทยยังกล่าวเสริมอีกว่า การที่มีผู้ไปแจ้งความร้องเรียนเป็นเรื่องปกติในสังคม และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของพรรค เนื่องจากมีทีมกฎหมายที่พร้อมจะให้ข้อมูลและต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม การยุบสภาถือเป็นพระราชอำนาจ และพรรคพร้อมที่จะน้อมรับและปฏิบัติตาม

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยในการดำเนินการทางการเมือง และความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น การออกมาให้ความเห็นอย่างชัดเจนเช่นนี้เป็นการแสดงจุดยืนที่แข็งแกร่ง และสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุน

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาตอบโต้ประเด็นนี้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความใส่ใจในการปกป้องชื่อเสียงและสมาชิกของพรรค การดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างรอบคอบและมีการเตรียมพร้อมในทุกด้าน ทำให้พรรคสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้ว สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ในสนามการเมืองไทย พรรคยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน และพร้อมที่จะตอบคำถามและข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

กรณี เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อน และความสำคัญของการตีความกฎหมายในบริบทต่างๆ

ที่มา – เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา เชื่อมั่นทำถูกต้อง

สส.ลิซ่า ชี้ เพื่อไทยยื่นยุบสภาไม่จริงใจ?

“ภคมน” จับผิดไทม์ไลน์การยื่นยุบสภาของพรรคเพื่อไทย ชี้การสื่อสารไร้เอกภาพ สะท้อนความไม่จริงใจ ย้ำพรรคประชาชนเรียกร้องให้ยุบสภามา 100 รอบตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว

วันที่ 3 กันยายน 2568 นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่าน X ถึงกรณีการยื่นยุบสภา ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ได้ยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ทำไมเมื่อวานนี้ เพจพรรคเพื่อไทยโพสต์ยืนยันว่ายังไม่ได้เตรียมยุบสภาฯ

ตามภาพ เมื่อคืนนี้ (2 ก.ย. 68) ช่วงเวลา 21:00 น. เลขาธิการพรรคเพื่อไทยโพสต์ว่า “ยังไม่มีการยื่นทูลเกล้าฯ ใดๆ ทั้งสิ้นครับ” หนำซ้ำโพสต์นี้ถูกแชร์โดยเพจพรรคเพื่อไทยเองด้วย

คำถามคือ สรุปแล้วการทูลเกล้าฯ ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน เกิดขึ้นแน่ชัดจริงๆ เมื่อไรกันแน่?

ดิฉันคิดว่าการสื่อสารอย่างไร้เอกภาพ กลับไปกลับมาเช่นนี้ พอจะสะท้อนความจริงใจของพรรคเพื่อไทยในการยุบสภา ได้มากในสถานการณ์แบบนี้

ย้ำกันรอบที่ 100 ข้อเรียกร้องให้ยุบสภาเป็นข้อเรียกร้องแรกของพรรคประชาชนมาโดยตลอด ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2568 พูดง่ายๆ คือเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว

“หลังมีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีหลุดออกมา เรายืนยันตรงนี้มาตลอดและยืนยันเสมอว่าการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนคือทางออกของประเทศนี้ ซึ่งเรื่องการยุบสภา พรรคเพื่อไทยควรตัดสินใจแน่วแน่ไปตั้งแต่ตอนนั้น” นางสาวภคมน กล่าว

สส.ลิซ่า ชี้ เพื่อไทยยื่นยุบสภาไม่จริงใจ?

นางสาวภคมนยังกล่าวอีกว่า การที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเองเช่นนี้ ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน และยังตั้งคำถามถึงความจริงใจของพรรคเพื่อไทยในการดำเนินการเรื่องการยุบสภา

“ดิฉันคิดว่าประชาชนมีสิทธิ์ที่จะได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญเช่นนี้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความจริงใจของพรรค” นางสาวภคมนกล่าว

ข้อเรียกร้องเรื่องการยุบสภา

พรรคประชาชนได้เรียกร้องให้มีการยุบสภามาโดยตลอด โดยเชื่อว่าการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในขณะนี้

“เราเชื่อว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ประชาชนควรมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนเอง การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่จะเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ” นางสาวภคมนกล่าว

นอกจากนี้ นางสาวภคมนยังกล่าวถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสจากพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

“พรรคการเมืองทุกพรรคควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสกับประชาชน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน” นางสาวภคมนกล่าว

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

การที่ สส.ภคมนออกมาตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการของพรรคเพื่อไทยในเรื่องการยุบสภา สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ และยังเป็นการกระตุ้นให้สังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง

โดยรวมแล้ว ประเด็นที่นางสาวภคมนยกขึ้นมานั้น ถือเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่าย เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

การออกมาแสดงความคิดเห็นของ สส.ภคมนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกฝ่ายกำลังทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และมีความรับผิดชอบต่อประชาชน

ที่มา – “สส.ลิซ่า” ชี้ เพื่อไทยยื่นยุบสภาไม่จริงใจ ไล่ไทม์ไลน์ จับผิดได้หลายจุด

ภราดรจวกฉลาด! ยังเชื่อวันนอร์โหวตนายกฯ 5 ก.ย.นี้

“ภราดร” จวก “ฉลาด” ไม่เป็นกลาง เข้าข้างพรรคเพื่อไทย หลังถกวิป 2 ฝ่ายไร้ข้อสรุปวันโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 32 อ้างรอศาลรัฐธรรมนูญ-ยุบสภา แต่ยังเชื่อ “วันนอร์” บรรจุวาระเร่งด่วนทันโหวต 5 ก.ย.นี้

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวที่รัฐสภา ภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป) ว่า หลังจากที่ นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงว่า ที่ประชุมวิป 2 ฝ่ายไม่มีข้อสรุปนั้น ตนขอตำหนิการทำหน้าที่ของนายฉลาด ประธานในที่ประชุม ท่านไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง แต่เข้าข้างพรรคการเมืองที่สังกัด 

นายภราดร กล่าวต่อไปว่า ในช่วงเช้าพรรคประชาชนแถลงการณ์ชัดเจน ในช่วงสาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เซ็น MOA กับพรรคประชาชนเรียบร้อย ตนในฐานะ สส. จึงยื่นหนังสือให้กับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามกติกามารยาทว่า ได้รวบรวมเสียงเพียงพอแล้ว สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนนี้ได้

แต่ในที่ประชุมวิปทางพรรคเพื่อไทยยก 2 เหตุผล คือเรื่องวันประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และภายหลังราชกิจจานุเบกษาประกาศลงวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ฉะนั้นข้อสงสัยว่าจะเกิดปัญหากับคำวินิจฉัยหรือไม่ จึงไม่สมควรที่จะเป็นข้อสงสัยอีกต่อไป  แต่พรรคเพื่อไทยได้รวบรวมชื่อ 20 สส. ให้ประธานสภาฯ ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ อ้างว่ายังอยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ยังไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนได้

ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลเรื่องการยุบสภา ซึ่งตนเห็นว่าการประกาศยุบสภาต่อสาธารณะ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควร และไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง ในประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา ไม่เคยมีการประกาศยุบสภาต่อหน้าสาธารณชน เพราะอำนาจยุบสภาเป็นอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ ตนและ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ทักท้วงในที่ประชุมว่า หนังสือที่เชิญมาประชุมคือให้พิจารณาการบรรจุวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนนี้หรือไม่ แต่ในที่ประชุมไม่มีการพูดถึง มีเพียง 2 เรื่องที่นำมากล่าวอ้าง ในขณะที่พวกตนได้แสดงเหตุผลว่า ในฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีหน้าที่ต้องรอคำวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการ หรือฝ่ายบริหารจะมีความคิดเห็น ว่าจะยุบสภาก็เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติก็ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง สภาฯ จำเป็นต้องเลือกนายกรัฐมนตรีโดยด่วน และเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็ควรดำเนินการตามข้อบังคับ 

“ผมเข้าตามตรอกออกตามประตู วันนี้ยื่นหนังสือ 24 ชม. หรือ 1 วันตามข้อบังคับ ประธานสภาฯ สามารถบรรจุระเบียบวาระเร่งด่วนเพื่อให้สภาฯ ได้มีการประชุมหารือกันได้ แต่ในที่ประชุมวิปไม่มีข้อสรุป และได้นำข้อเสนอของทั้ง 2 ฝ่าย คือพรรคภูมิใจไทยได้เสนอว่าให้เลือกนายกฯ วันที่ 5 กันยายน และทางพรรคเพื่อไทยเสนอให้เลื่อนไปก่อน โดยไปแจ้งต่อประธานสภาฯ ซึ่งอำนาจในการบรรจุระเบียบวาระเป็นอำนาจของประธานสภาฯ โดยแท้ ก็อยู่ที่ประธานสภาฯ ว่าจะให้ความสำคัญกับองค์กรนิติบัญญัติหรือไม่ จะเดินหน้าทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่”

เมื่อถามว่าประธานสภาฯ จะบรรจุทันภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ นายภราดร ตอบว่า ทันครับ ตามข้อบังคับ ประธานสภาฯ สามารถบรรจุเป็นวาระเร่งด่วนได้ และหวังว่าประธานจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอย่างตรงไปตรงมา และเราในฝ่ายนิติบัญญัติต้องแยกอำนาจให้ชัด ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ คือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยเร็ว ฉะนั้น ต้องคาดหวังจากประธานสภาฯ ว่าจะเร่งบรรจุระเบียบวาระ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ หากมีการแก้เกมยื้อเวลาแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะแก้เกมอย่างไร นายภราดร ตอบว่า ตนเชื่อมั่นว่าประธานรัฐสภาเป็นผู้ใหญ่ และในช่วงที่ไปยื่นหนังสือท่านบอกจะทำตามรัฐธรรมนูญและทำตามข้อบังคับ ซึ่งมั่นใจว่าประธานจะทำหน้าที่เพื่อความเป็นกลางและบรรจุระเบียบวาระในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568

ภราดรจวกฉลาด! ยังเชื่อวันนอร์โหวตนายกฯ 5 ก.ย.นี้

จากกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ว่าไม่เป็นกลางในการประชุมวิป 2 ฝ่าย เกี่ยวกับวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกำหนดการดังกล่าว

นายภราดรยังคงเชื่อมั่นว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะบรรจุวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนนี้ได้ทันเวลา โดยอ้างอิงจากข้อบังคับการประชุมที่เปิดโอกาสให้สามารถบรรจุวาระเร่งด่วนได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากยื่นหนังสือ

ความเชื่อมั่นใน “วันนอร์” และความหวังต่อการโหวตนายกฯ 5 ก.ย.นี้

ถึงแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะยกเหตุผลเรื่องการรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและการพิจารณาเรื่องการยุบสภาขึ้นมาเป็นอุปสรรค นายภราดรยังยืนยันว่าฝ่ายนิติบัญญัติควรทำหน้าที่ของตนเองตามรัฐธรรมนูญ นั่นคือการเร่งเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยเร็วที่สุด

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวิป 2 ฝ่าย สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการผลักดันและยื้อเวลาในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนที่ต้องการเห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศโดยเร็ว

  • พรรคภูมิใจไทยยังคงยืนกรานที่จะให้มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน
  • พรรคเพื่อไทยเสนอให้เลื่อนการโหวตออกไปก่อน โดยอ้างเหตุผลทางกฎหมายและความเหมาะสม
  • นายภราดรเชื่อมั่นว่าประธานสภาฯ จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางและเร่งบรรจุวาระการโหวต

การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ประชาชนคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เมื่อใด

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การที่นายภราดรออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต้องการที่จะให้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีเดินหน้าต่อไปโดยเร็วที่สุด

ที่มา – “ภราดร” จวก “ฉลาด” ไม่เป็นกลาง ยังเชื่อ “วันนอร์” บรรจุวาระด่วนทันโหวตนายกฯ 5 ก.ย.

อนุทินชี้ตั้ง “สราวุธ” ถูกกฎหมาย โต้ดีล สส.

“อนุทิน” โต้พรรคเพื่อไทยกล่าวหาดีลเสียงแลกคดี สส.พรรคประชาชน ยืนยันการแต่งตั้ง “สราวุธ” เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกฎหมาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าการแต่งตั้งนายสราวุธ ทรงศรีวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นไปตามกฎหมาย ทุกประการ

อนุทินยันตั้ง “สราวุธ” เป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง โดยเน้นย้ำว่าการแต่งตั้งนายสราวุธ ทรงศรีวิไล ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายและกระบวนการที่ถูกต้องทั้งหมด นอกจากนี้ เขายังปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นว่าการแต่งตั้งดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือไม่

นายอนุทินยังตอบโต้ข้อกล่าวหาจากพรรคเพื่อไทยที่ว่ามีการเจรจาต่อรองในคดีของ สส. พรรคประชาชน 44 คน ซึ่งอยู่ในกระบวนการของ ป.ป.ช. เพื่อแลกกับเสียงสนับสนุนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยเขากล่าวว่า “ผมต้องไม่เอาไปเทียบว่าคนอื่นจะต้องทำแบบผมหมดทุกอย่าง แต่ละพรรคมีสไตล์การทำงานเป็นของตัวเอง” ซึ่งเป็นการแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น และการดำเนินงานของแต่ละพรรคการเมืองก็มีแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

แนวทางการจัดตั้งรัฐบาลและระยะเวลา

ในส่วนของแนวทางการจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทินยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีการขยายระยะเวลาเกินกว่า 4 เดือนตามที่ได้ตกลงไว้กับพรรคประชาชนก่อนหน้านี้ และพร้อมที่จะทำงานในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยเชื่อมั่นว่าจะสามารถผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ด้วยความร่วมมือจากวุฒิสภาและพรรคประชาชนในการสนับสนุนกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ถึงแม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันกฎหมายต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

เข็ม 8 เหลี่ยมและสิริมงคล

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวได้สังเกตเห็น “เข็ม 8 เหลี่ยม” ที่หน้าอกของนายอนุทิน และได้สอบถามถึงความหมายของเข็มดังกล่าว นายอนุทินได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มสั้นๆ ว่าเป็น “สิริมงคล” ก่อนที่จะเดินทางออกจากรัฐสภา

  • การแต่งตั้งนายสราวุธ ทรงศรีวิไล เป็นไปตามกฎหมาย
  • ไม่มีการดีลเสียงแลกคดี สส.
  • ไม่มีการขยายระยะเวลาจัดตั้งรัฐบาล

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมายืนยันถึงความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมายในการแต่งตั้งนายสราวุธ ทรงศรีวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานของพรรคภูมิใจไทยนั้นเป็นไปตามหลักการและจริยธรรมอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ การตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการดีลเสียงและการยืนยันเรื่องระยะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาล ก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้สนับสนุนพรรคอีกด้วย

การที่นายอนุทินเน้นย้ำว่าการแต่งตั้งนายสราวุธ เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ตั้ง “สราวุธ” เป็นไปตามกฎหมาย – โต้เพื่อไทยอย่ากล่าวหาดีลคดี สส.พรรคประชาชน

“อนุทิน” ดีใจ พรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้

“อนุทิน” ยิ้มแย้มเข้าสภาฯ หลังพรรคประชาชนมีมติโหวตหนุนนั่งนายกฯ ย้ำพร้อมรับทุกเงื่อนไข หัวเราะ “พรรคเพื่อไทย” บอกเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พาประเทศไม่รอด เป็นเหตุยื่นยุบสภา ชี้ให้ไปดูคำแถลงพรรคส้ม

วันที่ 3 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าสภาฯ เมื่อเวลา 09.47 น. โดยผู้สื่อข่าวถามถึงว่า ทันทีที่พรรคประชาชนได้แถลงข่าวสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ฝั่งพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภา แต่นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถาม

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ดีใจหรือไม่ที่พรรคประชาชนจะโหวตสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ดีใจสิ และรู้สึกขอบคุณมากๆ ด้วย”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาแล้ว นายอนุทินกล่าวว่า ขอขึ้นไปประชุมกับพรรคภูมิใจไทยก่อน

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยอ้างเหตุผลการยุบสภาว่า เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะนำพาประเทศไปไม่รอด นายอนุทินหัวเราะ ก่อนตอบว่า ดูร่างที่พรรคประชาชนได้แถลงมันมีคำตอบอยู่ในนั้น

เมื่อถามว่าพร้อมเซ็นตามข้อตกลงของพรรคประชาชนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “พร้อมสิครับ ยอมรับได้ทุกข้อ”

“อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความขอบคุณพรรคประชาชนที่ให้การสนับสนุนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนทางการเมือง และการยื่นยุบสภาของพรรคเพื่อไทย ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของรัฐบาล

อนุทินขอบคุณพรรคประชาชน “ดีใจที่จะโหวตนายกฯ ให้”

หลังจากการแถลงข่าวของพรรคประชาชนที่ประกาศสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นักข่าวได้สอบถามความรู้สึกของนายอนุทิน ซึ่งเจ้าตัวได้ตอบด้วยท่าทียิ้มแย้มว่า “ก็ดีใจสิ และรู้สึกขอบคุณมากๆ ด้วย” คำตอบนี้แสดงให้เห็นถึงความยินดีและความขอบคุณที่นายอนุทินมีต่อพรรคประชาชนที่ให้การสนับสนุน แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะยังคงมีความไม่แน่นอน

นอกจากนี้นายอนุทินยังได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภา โดยระบุว่าขอขึ้นไปประชุมกับพรรคภูมิใจไทยก่อนที่จะให้ความเห็นใดๆ เพิ่มเติม เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยอ้างว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่สามารถนำพาประเทศไปรอดได้ นายอนุทินได้หัวเราะและกล่าวว่าให้ไปดูร่างที่พรรคประชาชนได้แถลง ซึ่งน่าจะมีคำตอบอยู่ในนั้น เป็นการตอบโต้ที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในสถานการณ์

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือคำถามที่ว่านายอนุทินพร้อมที่จะเซ็นตามข้อตกลงของพรรคประชาชนหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินได้ตอบอย่างชัดเจนว่า “พร้อมสิครับ ยอมรับได้ทุกข้อ” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลและบริหารประเทศต่อไป

การที่พรรคประชาชนตัดสินใจสนับสนุนนายอนุทินให้เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การจับมือกันของสองพรรคนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และจะมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป รวมถึงข้อตกลงต่างๆ ที่นายอนุทินพร้อมจะเซ็นนั้น จะมีรายละเอียดอะไรบ้างและจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

อนาคตทางการเมืองของอนุทินกับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน

การได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ ความท้าทายคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และการบริหารจัดการประเทศให้ก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ได้สำเร็จ

อนาคตทางการเมืองของนายอนุทินและรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น จึงขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ การที่ “อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ท้าทายนี้

การที่ “อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มทางการเมือง และการสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การเมืองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การรักษาความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

  • การตัดสินใจของพรรคประชาชนส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไร?
  • ข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนมีอะไรบ้าง?
  • ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการร่วมมือของสองพรรคนี้?

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนอยากรู้และรอคอยคำตอบจากนักการเมืองทุกคน หวังว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้ พร้อมเซ็นทุกข้อตกลง

“หมออ๋อง” กับ พรรคประชาชนเลือกใครเชื่อได้

“หมออ๋อง” เชื่อพรรคประชาชนเลือกแล้วใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อถือไม่ได้ ย้ำหากยุบสภาก่อนแก้รัฐธรรมนูญ ประชาชนได้แค่เลือกตั้งใหม่เท่านั้น

วันที่ 2 ก.ย. 2568 นพ.ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐธรรมนูญไทยยังเขียนไม่ดี จนทำให้เกิดช่องว่างในการตีความว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถเสนอโปรดเกล้าฯยุบสภาได้หรือไม่ จึงควรทำขอบเขตให้ชัดเจน ปัญหาการเมือง ต้องแก้ด้วยการเมือง อย่ามากล่าวอ้างว่าตอนนี้การเมืองถึงทางตันแล้ว ไม่ว่าจะตันด้วย สภาฯไม่ทำงาน รัฐบาลคอร์รัปชัน หรือบริหารไม่ได้ ควรขีดเส้นว่าห้ามยุ่ง แล้วใช้กลไกในสภาฯที่มีอยู่ให้เต็มที่ เพราะฉะนั้นถ้าคนจะวิจารณ์พรรคประชาชน ว่าคุยกับพรรคภูมิใจไทยมากกว่าว่า เป็นแค่แท็กติกในการให้พรรคเพื่อไทยยุบสภานั้น  ตนเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นแบบนั้น

“หมออ๋อง” เชื่อพรรคประชาชนเลือกแล้วใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อถือไม่ได้

นพ.ปดิพัทธ์ กล่าวด้วยว่า คิดว่าทางพรรคประชาชนเองได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้นานแล้ว โดยเชื่อว่าพรรคประชาชนคงพิจารณาแล้วว่า คนไหนที่มีคำมั่นสัญญาจะยุบสภา จึงอยากให้มองภาพใหญ่ อย่าไปมองว่าการเมืองถึงทางตัน เพราะความบิดเบี้ยวของกลไกที่ผิดเพี้ยน มาจากกติกาที่ถูกเขียนไว้ ไม่อยากให้คนไทยลืม เพราะถ้ายุบสภาเลย มีประโยชน์แค่ข้อเดียวคือได้เลือกตั้งใหม่ แต่เรื่องอื่นยังไม่ได้ทำ ค่อยไปว่ากันในรัฐบาลชุดหน้า แต่ถ้าขีดกรอบชัดเจนไว้ 4 เดือนแล้วมีการรักษาสัญญาจริงในรัฐบาลชุดต่อไป ตนคิดว่าหลายอย่างจะเดินหน้าไปได้ เช่นกฎหมายประชามติ จะทำครั้งแรกก่อน แล้วเลือกตั้งก็มาทำครั้งที่ 2 หรือไม่ จะออกแบบการเลือกตั้งและออกแบบคำถามประชามติให้ชัดเจน ตนคิดว่า 4 เดือน มีเวลาเตรียมการ ถ้า 4 เดือนนี้เข็มทิศคือการกำหนดยุบสภาและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน ถนนทุกสายก็จะมุ่งไปทางนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับใครได้กระทรวงไหน เพราะรัฐมนตรีมีหน้าที่ประคองสถานการณ์

“หมออ๋อง” มองอนาคตพรรคประชาชน

จากคำกล่าวของ นพ.ปดิพัทธ์ ทำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อพรรคประชาชน และความคาดหวังว่าพรรคจะสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ ท่ามกลางความท้าทายทางการเมืองที่ซับซ้อน การเลือกคนที่น่าเชื่อถือและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

“ผมคิดว่าคงไม่มีนโยบายใหม่ๆ ใน 4 เดือนนี้ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์หยุดไว้ก่อน อะไรที่ต้องใช้เงิน ใช้งบประมาณจำนวนมากจะถูกเบรกไปหมด เพื่อรอให้มีการเลือกตั้งเสร็จ แล้วค่อยกลับมาว่ากันใหม่”

การที่ “หมออ๋อง” แสดงความเห็นเช่นนี้ ทำให้เราเห็นภาพรวมของการเมืองไทยในอนาคตอันใกล้นี้ การตัดสินใจของพรรคประชาชน และการเลือกผู้แทนที่น่าเชื่อถือ จะส่งผลต่อทิศทางของประเทศอย่างมาก ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การที่หมออ๋องออกมากล่าวถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อพรรคประชาชนในการเลือกคนที่น่าเชื่อถือได้นั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของผู้แทนเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ว่าจะมีขึ้นเมื่อใด ขอให้ประชาชนทุกคนใช้วิจารณญาณในการพิจารณาผู้สมัครและนโยบายของแต่ละพรรคอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้ได้ผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง “หมออ๋อง” เชื่อว่าประชาชนจะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “หมออ๋อง” เชื่อพรรคประชาชนเลือกแล้วใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อถือไม่ได้

“พรรคประชาชน” เตรียมแถลง โหวตนายกฯ คนที่ 32

พรรคประชาชน เตรียมแจ้งผลการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กรณีการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในเช้าวันพรุ่งนี้ที่รัฐสภาฯ คาดการณ์ว่าจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคประชาชน ปรากฏว่ายังไม่มีมติเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้กับแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย และได้ปฏิเสธกระแสข่าวการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ในวันนี้เป็นเพียงการให้ความเห็นเท่านั้น ยังไม่มีการลงมติใดๆ และการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับการประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชนในวันพรุ่งนี้ (3 กันยายน) ซึ่งจะมีการลงมติในเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี

ล่าสุดเมื่อเวลา 19.29 น. ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้แจ้งว่า ในวันพุธที่ 3 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ อาคารรัฐสภา จะมีการแถลงข่าวผลการประชุมและมติของคณะกรรมการบริหารพรรคเกี่ยวกับการโหวตนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตามองคือ ทิศทางการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ซึ่งมีจำนวน สส. มากถึง 143 เสียง จะมีมติสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม จะรายงานให้ทราบต่อไป

“พรรคประชาชน” เตรียมแถลง โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศ เนื่องจากพรรคมีจำนวน สส. มากที่สุดในสภาฯ ดังนั้น มติของพรรคจึงมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ การที่พรรคยังไม่ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคใด ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

การแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้จึงเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน นักวิเคราะห์การเมือง รวมถึงประชาชนทั่วไป ต่างก็ต้องการทราบว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไร และจะตัดสินใจสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคใด

ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

  • ข้อตกลงทางการเมือง: อาจมีการเจรจาและตกลงเงื่อนไขระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย เพื่อแลกกับการสนับสนุนในการโหวตนายกรัฐมนตรี
  • นโยบายของพรรค: พรรคประชาชนอาจพิจารณานโยบายของแต่ละพรรค และเลือกสนับสนุนพรรคที่มีนโยบายสอดคล้องกับอุดมการณ์และเป้าหมายของพรรค
  • ความเห็นของสมาชิกพรรค: การตัดสินใจของพรรคอาจขึ้นอยู่กับความเห็นของสมาชิกพรรค รวมถึง สส. และกรรมการบริหารพรรค

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างมาก ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็ย่อมนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆ ต่อไป

การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองต่อไปอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “พรรคประชาชน” จ่อแถลงมติ กก.บห. โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เช้าพรุ่งนี้ที่สภาฯ

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ จริงหรือ?

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ จริงหรือ? การปรากฏตัวของอดีตนายกฯ สร้างความฮือฮา แต่สุริยะยืนยันไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวแน่นอน เรามาเจาะลึกถึงเบื้องหลังการมาเยือนพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณในครั้งนี้กัน

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 15.52 น. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยสั้นๆ ขณะเดินทางออกจากที่ทำการพรรคเพื่อไทย ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเอง พรรคเพื่อไทยได้มีการประชุม สส. โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธานในการประชุม พร้อมทั้งมี นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการให้กำลังใจ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันที่มีทางออกหรือไม่ นายทักษิณ ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่รู้ ผมมาให้กำลังใจเฉยๆ” เมื่อถูกถามถึงกรณีที่เคยกล่าวว่าผิดที่ไว้ใจ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม มากเกินไป นายทักษิณ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว แต่ได้กล่าวซ้ำอีกครั้งว่า “มาให้กำลังใจเฉยๆ” ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์เมอร์เซเดส-มายบัค ทะเบียน พร 195 กรุงเทพมหานคร และเดินทางออกจากพรรคเพื่อไทยไป

ในช่วงเวลา 16.00 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการประชุมว่า ในวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แม้ว่านายชัยเกษม จะเข้าร่วมการประชุมด้วยก็ตาม การประชุมในครั้งนี้เป็นเพียงการให้กำลังใจแก่ สส. ของพรรคเท่านั้น ซึ่ง สส. ทุกคนของพรรคก็ยืนยันว่าจะยังคงอยู่กับพรรคต่อไป

ส่วนการมาของนายทักษิณนั้น นายสุริยะกล่าวว่าเป็นการมาให้กำลังใจ สส. โดยนายทักษิณได้กล่าวว่า “ถ้าเป็นอะไรก็ให้อยู่ด้วยกัน” นอกจากนี้ นายสุริยะ ยังได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ จริงหรือไม่?

การปรากฏตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พรรคเพื่อไทย ได้สร้างความสนใจและเกิดคำถามต่างๆ มากมาย แม้ว่านายทักษิณจะยืนยันว่า “มาให้กำลังใจเฉยๆ” แต่หลายฝ่ายก็ยังคงจับตาถึงนัยยะทางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการมาเยือนในครั้งนี้

การที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมายืนยันว่าไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเมืองมีความน่าติดตามมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการตอกย้ำว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงเดินหน้าด้วยทีมงานและบุคลากรชุดเดิม

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยังคงค้างคาใจหลายคนก็คือ การมาของนายทักษิณ “มาให้กำลังใจเฉยๆ” จริงหรือไม่ หรือว่ามีวาระซ่อนเร้นอื่นใดที่ยังไม่ถูกเปิดเผย ซึ่งคงต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไปอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่น่าสนใจจากการเดินทางมาพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ คือ การส่งสัญญาณบางอย่างถึงสมาชิกพรรค และอาจถึงคู่แข่งทางการเมืองด้วย การเน้นย้ำคำว่า “ให้กำลังใจ” อาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาครั้งนี้

ในภาพรวม การมาเยือนพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ แม้จะถูกอธิบายว่าเป็นการ “มาให้กำลังใจเฉยๆ” แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ “สุริยะ” ยันไม่มีอัศวินขี่ม้าขาว

Scroll to top