พรรคเพื่อไทย

ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท.

ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท.

การเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังจาก นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าล่าสุด โดยระบุว่า ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท. ซึ่งถือเป็นท่าทีที่สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนของการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและกระบวนการทางรัฐสภาในปัจจุบัน

ปัจจัยที่ทำให้ ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท.

นายภราดรได้อธิบายเหตุผลที่ยังไม่สามารถสรุปกรอบเวลาการทำงานที่แน่นอนได้ว่า เนื่องจากขณะนี้ต้องรอการพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 เสียก่อน อีกทั้งยังต้องดูสถานการณ์ว่าจะมีพรรคการเมืองอื่นยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมอีกจำนวนกี่ฉบับ รวมถึงความชัดเจนจากพรรคประชาชนว่าจะมีการรวมรายชื่อเสนอด้วยหรือไม่ ดังนั้นสถานการณ์ที่ ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท. จึงเป็นเรื่องของกลไกรัฐสภาที่ต้องดูปัจจัยสนับสนุนรายวัน

สำหรับประเด็นสำคัญที่น่าสนใจในการแถลงครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  • พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจในการสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยได้ยื่นร่างของพรรคออกมาเป็นรายแรกๆ เพื่อให้สังคมร่วมวิพากษ์วิจารณ์
  • ขั้นตอนหลังผ่านวาระ 1 จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการพูดคุยและถกเถียงจุดยืนของแต่ละฝ่าย
  • นายภราดรยืนยันว่าได้มีการหารือร่วมกับนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยพร้อมจะสนับสนุนเสียงจากพรรคภูมิใจไทยเพื่อเติมให้ครบตามเงื่อนไขทางกฎหมาย เนื่องจากลำพังพรรคเพื่อไทยเองยังมีเสียงไม่เพียงพอในการเสนอร่าง

ในส่วนของงบประมาณสำหรับการทำประชามติครั้งที่ 2 ทางรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่ามีความพร้อมดำเนินการทุกรูปแบบ เพื่อตอบสนองต่อเจตนารมณ์ของประชาชนกว่า 26.7 ล้านเสียง รัฐบาลถือเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องบริหารจัดการให้เป็นไปตามกฎหมาย

ในมุมมองของผม การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ที่ต้องใช้ความอดทนและการประนีประนอมสูงที่สุด เพื่อผลักดันกฎหมายสูงสุดของประเทศให้ก้าวหน้าไปได้ภายใต้ความเห็นชอบของทุกฝ่าย ไม่ว่าไทม์ไลน์จะเป็นอย่างไร การรักษาความโปร่งใสและประโยชน์ของประชาชนควรเป็นธงนำที่สำคัญที่สุดสำหรับนักการเมืองทุกคนครับ

ที่มา – ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท.

ประวัติ ไอซ์ พงศกร รัตนเรืองวัฒนา ชิง สก.เขตบางกะปิ

เชื่อว่าเพื่อนๆ ชาวบางกะปิหลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีกับ ประวัติ ไอซ์ พงศกร รัตนเรืองวัฒนา ชิง สก.เขตบางกะปิ ซึ่งล่าสุดเขาได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในการก้าวออกจากพรรคเพื่อไทย เพื่อมาร่วมงานกับกลุ่มคนทำงาน ลงสมัครชิงเก้าอี้สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในนามอิสระ วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเส้นทางการเมืองของเขากันครับ

เจาะลึก ประวัติ ไอซ์ พงศกร รัตนเรืองวัฒนา ชิง สก.เขตบางกะปิ

พงศกร รัตนเรืองวัฒนา เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นสูง ดีกรีการศึกษาของเขานั้นไม่ธรรมดาเลย เพราะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และเอก จากคณะรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำให้เขามีพื้นฐานความรู้ด้านการเมืองและการปกครองที่แน่นปึก นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา แม้เขาจะพลาดเก้าอี้ สส. ไป แต่คะแนนเสียงกว่าหมื่นคะแนนก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเขาเป็นที่รักของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ก้าวใหม่ในนามทีมคนทำงาน

การตัดสินใจลงสมัครในครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่กับทีมคนทำงาน โดย ประวัติ ไอซ์ พงศกร รัตนเรืองวัฒนา ชิง สก.เขตบางกะปิ แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการผลักดันนโยบายด้วยความเป็นอิสระมากขึ้น โดยเขาเน้นย้ำเสมอว่าตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยทิ้งพื้นที่ ไม่เคยทิ้งประชาชน และพร้อมที่จะรับฟังปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขอย่างยั่งยืน

หากพูดถึงประสบการณ์การทำงานของเขานั้นเรียกได้ว่าโชกโชน ทั้งบทบาทที่ปรึกษารัฐมนตรีในหลายกระทรวง รวมถึงการเป็นประธานสภาวัฒนธรรมเขตบางกะปิ และนายกสโมสรกีฬาเขตบางกะปิ ซึ่งทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงที่เขาได้สั่งสมมาตลอดการทำงานการเมือง

  • วิสัยทัศน์: เน้นแก้ปัญหาใกล้ตัวชาวบางกะปิให้สำเร็จ
  • จุดแข็ง: การลงพื้นที่จริงและใกล้ชิดประชาชนตลอด 7 ปี
  • ทีมงาน: การรวมตัวของกลุ่มคนทำงานที่มีอุดมการณ์เดียวกัน

ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในเขตบางกะปิครั้งนี้ คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความผูกพันที่เขามีต่อพื้นที่ พร้อมด้วยประสบการณ์การเมืองระดับประเทศ จะสามารถเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงให้เขาคว้าเก้าอี้ สก. มาครองได้หรือไม่ แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร นี่คืออีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองในเส้นทางการเมืองไทยครับ

ที่มา – ประวัติ “ไอซ์” พงศกร รัตนเรืองวัฒนา ทิ้งเพื่อไทย ชิงเก้าอี้ สก.เขตบางกะปิ ทีมคนทำงาน

เจาะลึกประวัติ เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย สู้ศึกเลือกตั้ง สก.

หากพูดถึงสนามเลือกตั้งระดับท้องถิ่นของกรุงเทพมหานคร เชื่อว่าหลายคนต้องคุ้นหูกับชื่อของ เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย อย่างแน่นอนครับ วันนี้เราจะพาทุกคนมาเจาะลึกเส้นทางชีวิตและบทบาททางการเมืองที่น่าสนใจของอดีตรองประธานสภา กทม. ผู้นี้ ซึ่งล่าสุดได้ตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง สก. ในนามของกลุ่มคนทำงานอีกครั้ง

ประวัติ เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย สู้ศึกเลือกตั้ง สก.

เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย หรือที่ชาวบ้านในเขตบึงกุ่มเรียกขานกันว่า “ส.ก.น็อบ” เป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่มีโปรไฟล์ไม่ธรรมดา เขาเกิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2523 เป็นบุตรชายของร.ต.อ. ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย สื่อมวลชนและอดีตนักการเมืองชื่อดัง เส้นทางการศึกษาของเขานั้นไม่ธรรมดา โดยจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก Hawaii Pacific University ประเทศสหรัฐอเมริกา ในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และปริญญาโทด้านยุโรปศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เส้นทางสู่การเมืองของ เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย

ก่อนจะเข้ามาทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มตัว เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย เคยผ่านงานด้านสื่อสารมวลชนในฐานะดีเจมาก่อน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชนและมีความเข้าใจในงานด้านวัฒนธรรมชุมชนเป็นอย่างดี การเข้าสู่การเมืองครั้งนี้กับกลุ่มคนทำงาน ถือเป็นการประกาศชัดว่าเขาพร้อมจะสานต่องานพัฒนาเขตบึงกุ่มด้วยประสบการณ์ที่สะสมมาอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผังเมือง การสาธารณสุข หรือแม้แต่การจัดการปัญหาสัตว์จรจัดในกรุงเทพมหานคร

ประวัติการทำงานของเขาไม่ใช่แค่การเป็น ส.ก. ทั่วไป แต่ยังผ่านการเป็นกรรมการในคณะกรรมการวิสามัญหลายชุด เช่น:

  • กรรมการ คณะกรรมการการสาธารณสุข
  • กรรมการ คณะกรรมการการระบายน้ำ
  • กรรมการ คณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาสัตว์จรจัด
  • กรรมการ คณะกรรมการวิสามัญศึกษาความคุ้มค่าในการซ่อมแซมไฟฟ้าส่องสว่าง

ด้วยประสบการณ์ที่เข้มข้นขนาดนี้ ไม่แปลกเลยครับที่เขาจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภา กทม. มาก่อนหน้านี้ การกลับมาในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการนำเอาความเชี่ยวชาญที่มีมาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในพื้นที่เขตบึงกุ่มให้ดีขึ้นไปอีกขั้น

ในมุมมองของผม การที่นักการเมืองที่มีประสบการณ์อย่างคุณน็อบเลือกประกาศตัวสู้ศึกในนามกลุ่มคนทำงาน ถือเป็นสีสันที่น่าสนใจมาก เพราะประชาชนในพื้นที่ต่างต้องการคนที่ “ทำจริง” และ “เข้าถึงง่าย” หากใครอาศัยอยู่ในเขตบึงกุ่ม อย่าลืมติดตามผลงานและวิสัยทัศน์ของว่าที่ผู้สมัครรายนี้กันให้ดีครับ เพราะเขาอาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหาเพื่อพัฒนาบ้านของเราให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ที่มา – ประวัติ “เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย” สู้ศึกสนาม กทม. ต่อ เปิดตัวชิงเก้าอี้ สก. กับกลุ่มคนทำงาน

ย้อนดูประวัติบ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี ตระกูลม่วงศิริ

ย้อนดูประวัติบ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี ตระกูล “ม่วงศิริ” ที่เป็นเจ้าของพื้นที่การเมืองท้องถิ่นฝั่งธนฯ มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเขตบางขุนเทียนและบางบอน ตระกูลนี้ส่งคนในครอบครัวลงชิงเก้าอี้สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เพื่อรักษาแชมป์เก่าไว้ได้อีกสมัย หากพูดถึงบ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี คงไม่มีใครไม่รู้จักตระกูลม่วงศิริ ที่ครองใจชาวบ้านมาหลายทศวรรษ

ย้อนดูประวัติ บ้านใหญ่ ฝั่งธนบุรี

ตระกูลม่วงศิริถือเป็นหนึ่งในตระกูลการเมืองเก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดในกรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี พวกเขาสร้างฐานเสียงตั้งแต่ยุคบุกเบิก สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเปลี่ยนพรรคการเมืองอย่างไร ก็ยังครองพื้นที่ได้อย่างเหนือชั้น บ้านใหญ่ฝั่งธนบุรีแห่งนี้เริ่มจากรุ่นปู่ย่าที่วางรากฐานทั้งการเมืองชาติและท้องถิ่น

รุ่นบุกเบิก: กำนันปลิว ม่วงศิริ

บุคคลสำคัญคนแรกคือ นายปลิว ม่วงศิริ หรือกำนันปลิว อดีต ส.ส.กรุงเทพมหานคร ปี 2522 ท่านเป็นผู้ริเริ่มสร้างฐานความนิยมในเขตบางขุนเทียนและใกล้เคียง ก่อนส่งไม้ต่อให้ลูกชายอย่าง นายประเสริฐ ม่วงศิริ และนายสุวัฒน์ ม่วงศิริ ที่ได้เป็น ส.ส. ต่อเนื่องหลายสมัย

  • นายปลิว ม่วงศิริ: ส.ส. ปี 2522
  • นายประเสริฐ ม่วงศิริ: ส.ส. หลายสมัย
  • นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ: ต่อยอดฐานเสียง

จากนั้นตระกูลนี้ขยายอิทธิพลไปถึงระดับชาติ มีสมาชิกถึง 5 คนที่เคยเป็น ส.ส. กรุงเทพฯ ได้แก่ นายสากล ม่วงศิริ และ พ.ต.อ.สามารถ ม่วงศิริ พวกเขาเคยสังกัดพรรคหลากหลาย ทั้งประชากรไทย ไทยรักไทย พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย แสดงถึงความยืดหยุ่นในการปรับตัวทางการเมือง

ภาพตระกูลม่วงศิริ บ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี

ครองบัลลังก์การเมืองท้องถิ่น ส.ก. หลายสมัย

ควบคู่กับการเมืองชาติ ตระกูลนี้ยังครองการเมืองท้องถิ่นอย่างเหนียวแน่น เริ่มจากปี 2533 นายสุรชัย ม่วงศิริ เป็น ส.ก.เขตบางขุนเทียน สมัยแรก สังกัดพรรคประชากรไทย และชนะเลือกตั้งถึง 3 สมัย:

  • ส.ก.บางขุนเทียน ปี 2533 – ประชากรไทย
  • ส.ก.บางขุนเทียน ปี 2537 – ประชากรไทย
  • ส.ก.บางบอน ปี 2541 – ประชาธิปัตย์ (ส.ก.คนแรกของเขตใหม่)

ตามด้วย นายประพันธ์ ม่วงศิริ บิดาของนายณรงค์ศักดิ์ ได้เป็น ส.ก.บางบอน 2 สมัย ปี 2545 และ 2549 สังกัดไทยรักไทย

ขณะที่ นายสาทร ม่วงศิริ ครอง ส.ก.บางขุนเทียน 2 สมัย ปี 2549 และ 2553 สังกัดประชาธิปัตย์

นายสารัช ม่วงศิริ ส.ก.บางขุนเทียน

世代ใหม่ตีตั๋ว 2 เขตหลัก

ยุคใหม่ นายสารัช ม่วงศิริ บุตรชายนายประเสริฐ เป็น ส.ก.บางขุนเทียน 2 สมัย (2553, 2565) และ นายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ (เบิด) ลูกชายนายประพันธ์ เป็น ส.ก.บางบอน 2 สมัย สังกัดประชาธิปัตย์ ก่อนย้ายไปเพื่อไทยปี 2568

การเลือกตั้ง ส.ก. ล่าสุด บ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี ส่งทั้งคู่ลงสมัครอีกสมัยที่ 3 ในนามผู้สมัครอิสระ กลุ่ม “คนทำงาน” เพื่อความเป็นอิสระในการพัฒนาท้องถิ่น

นายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน
กลุ่มคนทำงาน ตระกูลม่วงศิริ

ตระกูลม่วงศิริพิสูจน์แล้วว่าบ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี ไม่ใช่แค่ชื่อเรียก แต่เป็นพลังฐานเสียงที่แท้จริง การสืบทอดแบบนี้ช่วยให้พื้นที่บางขุนเทียนและบางบอนมีตัวแทนที่รู้จักดี หากคุณเป็นชาวฝั่งธน ลองติดตามผลเลือกตั้ง ส.ก. ครั้งนี้ดู ว่าพวกเขาจะรักษาแชมป์ได้อีกหรือไม่? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจการเมืองท้องถิ่นนะครับ!

ที่มา – ย้อนดูประวัติ บ้านใหญ่ ฝั่งธนบุรี ส่งคนในตระกูล “ม่วงศิริ” รักษาเก้าอี้สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร

ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน ตระกูลม่วงศิริ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาพูดถึง ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน กันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ ท่านนี้คือหนึ่งในขุนพลการเมืองท้องถิ่นของตระกูลม่วงศิริ บ้านใหญ่ฝั่งธนบุรี ที่มีฐานเสียงแข็งแกร่งมานาน ล่าสุดวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 (หรือ 2569 ตามข่าว) นายณรงค์ศักดิ์ หรือที่แฟนๆ เรียก “เบิด” ประกาศลงสมัครรักษาเก้าอี้ ส.ก.เขตบางบอน อีกสมัย ในนามกลุ่ม “คนทำงาน” โดยให้คำนิยามชัดๆ ว่า “คนทำงาน แปลว่าอิสระ” ไม่สังกัดพรรคไหน ไร้วาระซ่อนเร้น ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมล่ะ?

ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน

ตระกูลม่วงศิริเนี่ย ถือเป็นตระกูลการเมืองตัวจริงในย่านบางบอนและบางขุนเทียนเลยครับ พ่อของนายณรงค์ศักดิ์คือ นายประพันธ์ ม่วงศิริ อดีตกำนันและ ส.ก.บางบอน 2 สมัย (2545 และ 2553) ส่วนลูกพี่ลูกน้องอย่างนายสารัช ม่วงศิริ ก็เป็น ส.ก.บางขุนเทียน ฐานเสียงแบบยกทีมเลยทีเดียว ทำให้การเมืองท้องถิ่นฝั่งธนบุรีของตระกูลนี้แข็งแกร่งมาก

ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน

นายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ เกิดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2519 ปัจจุบันอายุ 50 ปี จบการศึกษาปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ชีวิตการเมืองของท่านเริ่มต้นอย่างจริงจังในปี 2553 ลงสมัคร ส.ก.เขตบางบอน สมัยแรกกับพรรคประชาธิปัตย์ และชนะอย่างงดงาม จากนั้นสมัยที่ 2 ในปี 2562 (หรือ 2565 ตามบางแหล่ง) ยังคงสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ต่อ จนกระทั่งปี 2567 ตระกูลม่วงศิริยกทีมย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ครั้งนี้เลือกทางสายอิสระกับกลุ่มคนทำงาน แสดงถึงความมั่นใจในศักยภาพตัวเองสุดๆ

ประวัติการศึกษาและครอบครัวของ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ

ด้านการศึกษา ท่านจบป.ตรี รัฐศาสตร์ จากรามคำแหง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญให้กับเส้นทางการเมือง ครอบครัวเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า พ่อทำหน้าที่กำนันและ ส.ก.มานาน ทำให้ “เบิด” ได้ซึมซับวัฒนธรรมการทำงานเพื่อประชาชนตั้งแต่เด็กๆ ลูกพี่ลูกน้องอย่างสารัช ก็ลงสมัครรักษาเก้าอี้บางขุนเทียนพร้อมกัน สองพี่น้องตระกูลนี้จะพิสูจน์ฝีมือในศึกเลือกตั้ง ส.ก.กทม. ครั้งนี้ได้ยังไง ต้องจับตา!

ประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน ตระกูลม่วงศิริ

ถึงจะมีประสบการณ์ ส.ก.แค่ 2 สมัย แต่ด้วยฐานตระกูลที่ยาวนาน ตระกูลม่วงศิริเคยประสบความสำเร็จทั้งท้องถิ่นและระดับชาติมาแล้ว การย้ายพรรคบ่อยๆ แสดงถึงความยืดหยุ่นในการเมืองไทยสมัยใหม่ แต่การลงอิสระครั้งนี้ น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาด เพราะประชาชนในบางบอนชอบคนที่ทำงานจริง ไม่ใช่พรรค

ผลงานเด่นตั้งแต่ปี 2565 – ปัจจุบัน

ในสมัยปัจจุบัน นายณรงค์ศักดิ์ ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายอย่างที่ช่วยพัฒนาเขตบางบอน ดังนี้:

  • กรรมการ คณะกรรมการกิจการสภา
  • กรรมการ คณะกรรมการการเศรษฐกิจ การเงิน การคลังและการงบประมาณ
  • กรรมการ คณะกรรมการการระบายน้ำ

ผลงานเหล่านี้โฟกัสที่ปัญหาคนเมืองอย่างงบประมาณ การเงิน และน้ำท่วม ซึ่งเป็น pain point ของชาวบางบอนเลยครับ ท่านทำงานใกล้ชิดประชาชน รับฟังปัญหาแบบ real time ทำให้ฐานเสียงเหนียวแน่น

ผลงาน ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน

การเมืองท้องถิ่นอย่าง ส.ก.กทม. มีความสำคัญมาก เพราะเป็นตัวแทนตรงของชาวบ้านในการแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ ตระกูลม่วงศิริพิสูจน์แล้วว่าสามารถอยู่รอดได้แม้เปลี่ยนพรรคบ่อย แต่ครั้งนี้อิสระล้วนๆ จะชนะใจได้ไหม? ผมมองว่าฐานเก่าที่แข็งแกร่ง บวกประสบการณ์พ่อลูกพี่น้อง น่าจะรอดสบาย หากท่านยังทำงานแบบเดิม

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวการเลือกตั้ง ส.ก.กทม. ครั้งนี้ให้ดีนะครับ โดยเฉพาะเขตบางบอนและบางขุนเทียน คุณคิดว่าประวัติ ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน จะช่วยให้ชนะอีกสมัยมั้ย? คอมเมนต์บอกความเห็นกันได้เลย อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – ประวัติ “ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ” ส.ก.บางบอน อีกหนึ่งขุนพลการเมืองท้องถิ่นของตระกูล “ม่วงศิริ”

“ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง

ในวงการการเมืองไทยที่มักเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการโต้เถียงรุนแรง เรื่องราวล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสคือ “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการไกล่เกลี่ยและการยอมรับผิดพลาด โดยเฉพาะประเด็น敏感อย่างปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

“ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัยภูมิ ที่ปรึกษาและคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยว่า รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล หรือที่รู้จักในนาม “อาจารย์ธนพร” ได้ติดต่อเข้ามาพบเพื่อขอโทษจากกรณีที่เคยให้สัมภาษณ์วิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างรุนแรง ในสมัยที่นายภูมิธรรมดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นความมั่นคงที่ละเอียดอ่อน

พื้นหลังของเหตุการณ์ “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม”

ย้อนกลับไปในอดีต ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียง เป็นประเด็นร้อนที่สร้างความตึงเครียดมานาน นักวิชาการและนักการเมืองหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น รวมถึงการสื่อสารเชิงนโยบายที่อาจเปิดช่องให้เกิดความเสี่ยงต่อกำลังพลและประชาชนชายแดน รศ.ดร.ธนพร ได้ให้สัมภาษณ์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง จนทำให้นายภูมิธรรมไม่พอใจและดำเนินการฟ้องร้องทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ ดร.ธนพร ได้ติดต่อเพื่อพบปะและขอโทษ โดยยอมรับว่ามีความเข้าใจผิดในข้อมูลบางประการ นายภูมิธรรมจึงตอบรับด้วยความเข้าใจ และประกาศว่าจะถอนฟ้อง เพื่อให้เรื่องราวจบลงด้วยดี สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของทั้งสองฝ่ายในการเคลียร์ใจ

บทเรียนจากกรณีนี้

กรณี “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง สะท้อนหลายบทเรียนสำคัญในวงการการเมืองไทย:

  • การวิพากษ์วิจารณ์ต้อง基于ข้อมูลครบถ้วน: นักวิจารณ์ควรศึกษาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับความลับทางการทหาร
  • การ对话ดีกว่าการฟ้องร้อง: แทนที่จะยืดเยื้อในศาล การพูดคุยเปิดใจช่วยรักษาความสัมพันธ์และผลประโยชน์ของชาติ
  • วุฒิภาวะทางการเมือง: การยอมรับผิดพลาดและเปลี่ยนมุมมองเมื่อมีข้อมูลใหม่ เป็นคุณสมบัติของผู้นำที่แท้จริง

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สื่อและนักวิจารณ์หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำรุนแรงที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งไม่จำเป็น ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป โดยรัฐบาลปัจจุบันควรสื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ในมุมกว้างขึ้น เรื่องนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยที่เน้นการเมืองสร้างสรรค์ แทนการต่อสู้แบบเดิมๆ หากนักการเมืองทุกคนเลียนแบบ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้นอย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ กรณี “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง เป็นตัวอย่างที่ชวนให้คิดว่า การยอมรับผิดและให้อภัยสามารถนำไปสู่ทางออกที่ดีได้ ลองติดตามข่าวการเมืองไทยต่อไป และแบ่งปันมุมมองของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง

“ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดวางยาทางการเมือง ปม 8 กิจการต่างด้าว

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับกับเรื่อง “ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว ที่กลายเป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วโซเชียล หลังจากที่ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ได้รับตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เธอได้ออกมาชี้แจงแบบชัดเจนว่า ไม่มีเรื่องการวางยาใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแค่ความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารเท่านั้น

“ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว

เช้าวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 (หมายถึง 2567 นะครับ ไม่ใช่ 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “พี่ดา” ได้เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เช้าตรู่ เวลา 7.56 น. เพื่อไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบ ไม่ว่าจะเป็นศาลพระภูมิและศาลตายาย เพื่อเสริมสิริมงคลในโอกาสรับตำแหน่งใหม่นี้ ดูเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ เลยนะครับ แสดงให้เห็นถึงความเคารพในประเพณีไทยแท้ๆ

หลังจากพิธีไหว้เสร็จ คุณภัทร์ดารัสมิ์ก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง โดยยืนยันชัดเจนว่าเรื่องปมแถลงข่าวเมื่อวานที่เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และหลักการร่างกฎกระทรวงที่กำหนดให้ 8 กลุ่มธุรกิจของคนต่างด้าวไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจนั้น ไม่ใช่การวางยาทางการเมืองแน่นอน เธอได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยแล้ว และได้รับคำแนะนำให้ระวังในการสื่อสารมากขึ้น

ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าวคืออะไร?

มาทำความเข้าใจกันหน่อยครับว่าปมนี้เกิดอะไรขึ้น มติครม.ที่แถลงไปคือการปรับปรุงกฎหมายเก่า พ.ศ. 2542 เพื่อปลดล็อก 8 กลุ่มกิจการที่คนต่างด้าวจะสามารถทำธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรี เช่น การค้าส่งค้าปลีกบางประเภท การให้บริการด้านไอที การศึกษา หรือการท่องเที่ยวบางส่วน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเปิดประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติ แต่ปัญหาคือการพาดหัวข่าวและเนื้อหาการแถลงที่คลาดเคลื่อน ทำให้หลายคนตีความว่าปล่อยให้ต่างชาติมาครองธุรกิจไทยหมด สร้างกระแสวิจารณ์หนัก

คุณภัทร์ดารัสมิ์ยอมรับว่าอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปเนื้อหาและพาดหัวข่าว โดยเฉพาะเรื่องที่มีรายละเอียดเยอะมาก เธอสัญญาว่าหลังจากนี้จะระมัดระวังมากขึ้น และขอให้ประชาชนติดตามรายละเอียดจริงๆ จากเอกสาร官方 ไม่ใช่แค่ headline นะครับ นี่เป็นบทเรียนดีๆ สำหรับทีมสื่อสารของรัฐบาลเลย

ตำแหน่งใหม่ของภัทร์ดารัสมิ์ รับผิดชอบอะไรบ้าง?

ในฐานะรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณภัทร์ดารัสมิ์จะดูแลเรื่องประชาสัมพันธ์งานของกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยรับผิดชอบ โดยเฉพาะการสื่อสารนโยบายรัฐบาลว่าจะเดินหน้าไปอย่างไรให้ชัดเจน ยังไม่ได้คุยกับนายกฯ โดยตรงเรื่องปมนี้ แต่เชื่อว่าทุกคนเข้าใจกันดี ตำแหน่งนี้สำคัญมากในยุคที่ข่าวปลอมลามทั่ว ต้องสื่อสารให้ถูกต้องเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ส่วนตัวผมมองว่าเรื่อง “ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว นี้น่าจะเป็นแค่ความผิดพลาดเล็กน้อยในระบบ ไม่ใช่เกมการเมืองใหญ่โตอย่างที่บางคนคาดเดา การปลดล็อก 8 กิจการนี้จริงๆ แล้วมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย เช่น ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ สร้างงาน สร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ต้องมีเงื่อนไขคุ้มครองคนไทยให้ดี เช่น ห้ามต่างชาติถือหุ้นเกินกำหนด หรือต้องจ้างแรงงานไทย比例หนึ่ง

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารทางการเมืองในไทยยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข่าวแพร่กระจายเร็วมาก ถ้าทำ headline ผิดนิดเดียวก็ปั่นกระแสได้ทั้งประเทศ คุณภัทร์ดารัสมิ์ที่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ น่าจะเป็นคนเหมาะสมเพราะมีประสบการณ์จากพรรคเพื่อไทย และดูเป็นคนตรงไปตรงมา

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น พรรคเพื่อไทยจะจัดการกับกระแสต่อต้านนโยบายนี้อย่างไร หรือจะมีแถลงชี้แจงเพิ่มเติมไหม คงต้องติดตามต่อไปครับ

  • ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์รับตำแหน่งใหม่: เสริมบุญบารมี
  • ยืนยันไม่วางยา: คลาดเคลื่อนจากการสื่อสาร
  • 8 กิจการต่างด้าว: ปลดล็อกเพื่อเศรษฐกิจ แต่ต้องระวัง
  • บทบาทใหม่: ประชาสัมพันธ์กระทรวงเพื่อไทย

สำหรับผมแล้ว นี่เป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะปรับปรุงการสื่อสารให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ ถ้าคุณมีมุมมองเกี่ยวกับ “ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว นี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย จะได้ช่วยกันวิเคราะห์ข่าวให้ตรงประเด็นมากขึ้น!

ที่มา – “ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว

“จุลพันธ์” ยืนยัน เพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก.

สวัสดีครับทุกท่านที่ติดตามข่าวการเมืองไทย ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ “จุลพันธ์” ยืนยัน เพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก. อนุญาตบางรายใช้โลโก้หาเสียง ซึ่งเป็นการชี้แจงชัดเจนจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือที่เรียกกันว่าเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2567 นี้เองครับ

“จุลพันธ์” ยืนยัน เพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก. อนุญาตบางรายใช้โลโก้หาเสียง

วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่า “จุลพันธ์” ยืนยัน เพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก. อนุญาตบางรายใช้โลโก้หาเสียง พรรคไม่ได้มีมติส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรค แม้จะเคยทำแบบนี้มาหลายครั้งแล้วก็ตาม สำหรับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ สก. ก็เช่นกัน ไม่ส่งลงในนามพรรค แต่เปิดประตูให้สมาชิกบางคนที่ยังศรัทธาในพรรค ขอใช้โลโก้พรรคหาเสียงได้ โดยจะพิจารณาอนุมัติเป็นรายบุคคล

ฟังดูแล้วพรรคเพื่อไทยดูมีหลักการชัดเจนนะครับ ไม่ได้ปิดกั้นคนที่อยากทำงานต่อในนามพรรค เพียงแต่ไม่ใช่การส่งอย่างเป็นทางการทุกเขต เป็นการลงสมัครส่วนตัวของสมาชิกที่ขออนุญาตใช้โลโก้เท่านั้น ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระมาขอใช้โลโก้ด้วย

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

นายจุลพันธ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมพรรคพิจารณาจากความพร้อมและความเหมาะสม พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคระดับประเทศที่โฟกัสการเลือกตั้งใหญ่ๆ มาอย่างยาวนาน ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างผู้ว่าฯ กทม. หรือ สก. นั้น ไม่ได้เป็นนโยบายหลัก แม้จะเคยส่งผู้สมัครท้องถิ่นในบางจังหวัดบ้าง แต่ระดับเทศบาลหรือต่ำกว่านั้น ก็ไม่เคยส่งอย่างเป็นทางการ

การตัดสินใจนี้ สะท้อนกลยุทธ์ของพรรคที่มุ่งเน้นเวทีใหญ่ เพื่อรักษาโอกาสในระดับชาติมากกว่าเสี่ยงกระจายกำลังไปยังท้องถิ่น โดยเฉพาะกทม.ที่เป็นสนามแข็งแกร่งและมีการแข่งขันสูงจากพรรคอื่นๆ อย่างก้าวไกลหรือประชาธิปัตย์

เงื่อนไขการอนุญาตใช้โลโก้พรรคสำหรับสมาชิก สก.

สำหรับสมาชิกที่อยากลงสมัคร สก. พรรคยินดีรับฟังคำขอใช้โลโก้ โดยจะดูเป็นเคสต่อเคส ต้องมีคนรักและศรัทธาจริงๆ ในการทำงานของพรรค ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ยังมีฐานเสียงเหลืออยู่ แม้พรรคจะไม่ส่งอย่างเป็นทางการ

  • ไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรค
  • ไม่ส่ง สก. ในนามพรรคทุกเขต
  • อนุมัติใช้โลโก้เป็นรายบุคคล หากขอมา
  • เน้นเลือกตั้งระดับชาติเป็นหลัก
  • ยังไม่มีคำขอล่าสุดจากผู้สมัครผู้ว่าฯ อิสระ

ประเด็นนี้ทำให้การเลือกตั้งกทม. ปีนี้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะพรรคใหญ่บางพรรคถอนตัว สนามอาจเปิดให้ผู้สมัครอิสระหรือพรรคเล็กๆ ได้ลุ้นมากขึ้น คุณลองนึกภาพดูสิครับ กทม. ที่มีประชากรหนาแน่น ปัญหาจราจร น้ำท่วม มลพิษ การจัดการขยะ ถ้าผู้ว่าฯ คนใหม่มาจากไหน ก็อาจเปลี่ยนเกมการเมืองได้เลย

จากมุมมองของผม การที่ “จุลพันธ์” ยืนยัน เพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก. อนุญาตบางรายใช้โลโก้หาเสียง แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของพรรคเพื่อไทย ไม่แข็งทื่อเกินไป แต่ยังรักษาเอกลักษณ์ไว้ได้ดี พรรคเลือกโฟกัสจุดแข็งของตัวเอง ซึ่งน่าจะเป็นกลยุทธ์ฉลาดในระยะยาว

แล้วคุณล่ะคิดยังไงกับการตัดสินใจนี้? พรรคเพื่อไทยพลาดโอกาสหรือฉลาดแล้ว? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่างเลยครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตการเลือกตั้งกทม. เพิ่มเติมที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

นอกจากนี้ หากสนใจนโยบายพรรคการเมืองอื่นๆ หรือวิเคราะห์การเลือกตั้ง สามารถอ่านบทความอื่นๆ ในบล็อกได้เลยครับ

ที่มา – “จุลพันธ์” ยืนยัน เพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก. อนุญาตบางรายใช้โลโก้หาเสียง

เปิดประวัติ นวรัตน์ อยู่บำรุง ส.ก.เขตหนองแขม 7 สมัย

เปิดประวัติ นวรัตน์ อยู่บำรุง ส.ก.เขตหนองแขม 7 สมัย บ้านใหญ่ “อยู่บำรุง” ประกาศรักษาเก้าอี้ ส.ก. ปี 2569 อีกครั้ง! ถ้าพูดถึงนักการเมืองท้องถิ่นที่คนหนองแขมรักและไว้วางใจมาอย่างยาวนาน ชื่อของ นวรัตน์ อยู่บำรุง คงต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอนครับ ด้วยประสบการณ์การเป็น ส.ก. เขตหนองแขม ถึง 7 สมัยติดต่อกัน เขาคือแชมป์ตัวจริงที่ไม่เคยหลุดเก้าอี้ วันนี้เราจะพาทุกท่านไป เปิดประวัติ นวรัตน์ อยู่บำรุง ส.ก.เขตหนองแขม 7 สมัย กันแบบละเอียดยิบ เพื่อให้รู้จักตัวตนของเขามากขึ้น

เปิดประวัติ นวรัตน์ อยู่บำรุง ส.ก.เขตหนองแขม 7 สมัย

นวรัตน์ อยู่บำรุง หรือชื่อเดิม เนาวรัตน์ อยู่บำรุง เกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2506 ปัจจุบันอายุ 63 ปี (ณ ปี 2569) เขาเป็นคนบ้านแท้ๆ ของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านหนองแขมที่เติบโตมาแบบติดดิน ใกล้ชิดประชาชนเสมอ

ประวัติการศึกษาและครอบครัว

ด้านการศึกษา นวรัตน์จบปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ซึ่งเป็นรากฐานที่ทำให้เขาเข้าใจปัญหาท้องถิ่นได้ดี โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และการพัฒนาชุมชน ที่สำคัญ เขาเป็นน้องชายของ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ ส.ส. สมัยหลายสมัยของเขตบางบอน-หนองแขม ครอบครัว “อยู่บำรุง” จึงเป็นตระกูลนักการเมืองชื่อดัง สโลแกน “ใจถึง พึ่งได้” คือสิ่งที่คนหนองแขมจดจำ

เส้นทางทางการเมือง 7 สมัยสุดยอด

นวรัตน์ก้าวเข้าสู่การเมืองท้องถิ่นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2531 โดยลงสมัคร ส.ก. เขตหนองแขม ในนามพรรคมวลชน และได้รับเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง จากนั้นก็ครองใจชาวหนองแขมต่อเนื่อง 7 สมัย ดังนี้:

  • สมัยที่ 1: พ.ศ. 2525-2532 สังกัดพรรคมวลชน (เลือกตั้งแทนปี 2531)
  • สมัยที่ 2: พ.ศ. 2537-2541 สังกัดพรรคกิจสังคม
  • สมัยที่ 3: พ.ศ. 2541-2545 สังกัดพรรคมวลชน
  • สมัยที่ 4: พ.ศ. 2545-2549 สังกัดพรรคประชากรไทย
  • สมัยที่ 5: พ.ศ. 2549-2553 สังกัดกลุ่มพัฒนาหนองแขม
  • สมัยที่ 6: พ.ศ. 2553-2557 สังกัดพรรคเพื่อไทย
  • สมัยที่ 7: พ.ศ. 2565-2569 สังกัดพรรคเพื่อไทย

แม้ช่วงต้นปี 2569 ร.ต.อ. เฉลิม และวัน อยู่บำรุง จะลาออกจากพรรคเพื่อไทย แต่ นวรัตน์ ยังคงช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย ในเขตใกล้เคียง แสดงถึงความสามัคคีและความภักดีต่อชุมชน

ผลงานเด่นใน ส.ก. ปี 2565-ปัจจุบัน

ในฐานะ ส.ก. เขตหนองแขม นวรัตน์รับผิดชอบคณะกรรมการสามัญหลายชุดที่ช่วยพัฒนาเขตหนองแขมให้เจริญรุ่งเรือง:

  • ประธานกรรมการ คณะกรรมการการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย: ดูแลความปลอดภัยและความสงบของประชาชน
  • กรรมการ คณะกรรมการการโยธาและผังเมือง: วางแผนเมืองให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัย
  • กรรมการ คณะกรรมการการเศรษฐกิจ การเงิน การคลังและการงบประมาณ: จัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ชาวหนองแขมชื่นชอบเขาเพราะเป็นคนติดดิน ใกล้ชิดประชาชน ช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วม ถนนหนทาง สุขอนามัย และปัญหาชุมชนต่างๆ มาตลอด ด้วยวันรับสมัคร ส.ก. ปี 2569 ใกล้เข้ามา นวรัตน์กำลังเร่งหาเสียง ไม่ว่าจะลงอิสระหรือสังกัดพรรคไหน ชาวหนองแขมก็พร้อมหนุนหลัง

ในมุมมองของผม นวรัตน์ อยู่บำรุง คือตัวอย่างนักการเมืองที่ยั่งยืน เพราะไม่ใช่แค่ชนะเลือกตั้ง แต่ชนะใจคนได้จริงๆ หากคุณเป็นคนหนองแขม ลองติดตามข่าวการหาเสียงของเขา แล้วคุณจะเห็นว่าทำไมเขาถึงครองเก้าอี้ได้ 7 สมัย อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้จักประวัติสุดยอดของ ส.ก. เขตหนองแขม กันนะครับ!

ที่มา – เปิดประวัติ นวรัตน์ อยู่บำรุง ส.ก.เขตหนองแขม 7 สมัย

Scroll to top