พระพันปีหลวง

อดีตช่างภาพ เล่าความประทับใจ สมเด็จพระพันปีหลวง

เรื่องราวสุดประทับใจจาก “อดีตช่างภาพ” ที่ได้มีโอกาสตามเสด็จ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ในครั้งที่พระองค์เสด็จเยือนจังหวัดอุบลราชธานี กลายเป็นความทรงจำที่มิอาจลืมเลือน

นายปัญญา แพงเหล่า ข้าราชการบำนาญ ผู้เคยดำรงตำแหน่งช่างภาพที่ถวายงานตามเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ถ่ายทอดความทรงจำอันแสนประทับใจในการตามเสด็จฯ แต่ละครั้ง ท่านเล่าว่า ตลอดช่วงชีวิตการทำงาน ได้มีโอกาสตามเสด็จพระองค์ท่านหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ. 2519 ซึ่งขณะนั้นท่านยังเป็นนักเรียน ปวช. ที่มีใจรักในการถ่ายภาพ ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จฯ ณ ทุ่งศรีเมือง และได้บันทึกภาพประวัติศาสตร์ในพิธีเปิดศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ภาพที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจิมศาลหลักเมือง ซึ่งท่านเป็นผู้บันทึกภาพด้วยตนเอง และได้ส่งมอบภาพนั้นให้กับสำนักราชเลขาธิการ เพื่อเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุ และภาพนั้นยังคงประดับอยู่ที่ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานีจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 ท่านได้รับมอบหมายให้เป็นช่างภาพบันทึกภาพในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่ชา สุภัทโท ณ วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และยังได้ติดตามพระราชกรณียกิจในพื้นที่ชายแดน รวมถึงโรงเรียนต่างๆ และศูนย์ศิลปาชีพต่างๆ เช่น ศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อย ศูนย์ศิลปาชีพที่อำเภอบุณฑริก และศูนย์ศิลปาชีพอำเภอโขงเจียม ภาพเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ท่านได้บันทึกไว้ และยังคงจดจำอยู่ในความทรงจำ พร้อมทั้งน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ความประทับใจจากอดีตช่างภาพ ที่มีต่อสมเด็จพระพันปีหลวง

ความประทับใจที่ท่านจดจำได้เป็นอย่างดี คือ พระราชจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ท่าน ในครั้งที่เสด็จฯ ที่อำเภอบุณฑริก ท่านได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดพระองค์ท่านในระยะประมาณ 5 เมตร และได้ยินพระสุรเสียงที่ตรัสกับประชาชนด้วยความนุ่มนวล อ่อนหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์ท่านทรงตรัสถามประชาชนเกี่ยวกับผ้าไหมว่า “ผ้าไหมนี่ทำยังไง เลี้ยงยังไง แล้วเอาไปขายยังไง” และ “ใครรับซื้อบ้าง” อีกทั้งยังมีพระดำรัสที่ท่านจำได้ขึ้นใจว่า “เดี๋ยวจะดู เดี๋ยวจะดูแลให้”

ด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณนี้เอง ทำให้ชาวบ้านได้ถวายผ้าไหมแด่พระองค์ท่าน ซึ่งเป็นภาพที่ทำให้ท่านน้ำตาคลอเบ้า ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกร ทำให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยอย่างท่าน ได้มีโอกาสรับใช้เบื้องยุคลบาท และได้บันทึกภาพตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา จึงมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีเมตตาต่อชาวอุบลราชธานีและพี่น้องชาวไทย

เมื่อทราบข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง ท่านรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พวกเราได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมนำโครงการพระราชดำริต่างๆ มาปฏิบัติ ทั้งในส่วนตัวและส่วนราชการ และได้ขยายผลไปยังประชาชน จึงทำให้สำนึกว่าครั้งหนึ่งเราเคยเฝ้ารับเสด็จฯ และใกล้ชิดพระองค์ท่าน อีกหลายครั้งก็ได้เฝ้ารับเสด็จฯ ตามวาระต่างๆ ท่านจึงรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านจะยังคงจดจำอยู่ในจิตใจของท่านตลอดไป และท่านจะน้อมนำปณิธานต่างๆ รวมทั้งโครงการต่างๆ ไปขยายผลให้กับพี่น้องประชาชน และเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์ท่านให้มีความเจริญก้าวหน้า เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้น้อมนำไปปฏิบัติและเป็นคนดีตลอดไป

ความประทับใจที่มิอาจลืมเลือนของอดีตช่างภาพ ต่อสมเด็จพระพันปีหลวง

เรื่องราวของอดีตช่างภาพท่านนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและความจงรักภักดีที่พสกนิกรชาวไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระพันปีหลวง จะยังคงสถิตอยู่ในใจของประชาชนตลอดไป และเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนทำความดีเพื่อประเทศชาติสืบไป

สิ่งที่อดีตช่างภาพท่านนี้ได้ถ่ายทอดออกมา ทำให้เราได้เห็นถึงความใกล้ชิดระหว่างพระองค์ท่านกับประชาชน และความใส่ใจที่พระองค์มีต่อความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างแท้จริง เรื่องราวเหล่านี้ควรค่าแก่การจดจำและเป็นแบบอย่างให้แก่คนรุ่นหลังต่อไป

ที่มา – “อดีตช่างภาพ” เล่าความประทับใจ ครั้งตามเสด็จ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

มท.ย้ำ! ไม่ได้ห้ามกิจกรรมใดๆ ช่วงไว้อาลัย

กระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ย้ำแนวทางการจัดกิจกรรมในช่วงไว้อาลัย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยยืนยันว่า “ไม่ได้ห้ามหรือให้ระงับกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ” รวมถึงกิจกรรมตามประเพณีและวันสำคัญต่างๆ ที่เคยปฏิบัติกันมา

มท.ย้ำ! ไม่ได้ห้ามกิจกรรมใดๆ ช่วงไว้อาลัย

ตามที่ได้มีการประกาศเรื่องการจัดกิจกรรมในช่วงไว้อาลัยฯ นั้น นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 เวลา 21.00 น. เพื่อให้ยึดถือมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นแนวทางในการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นย้ำว่า “ไม่ได้ห้ามหรือให้ระงับกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ”

หนังสือสั่งการดังกล่าวระบุให้จังหวัดแจ้งไปยังอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ เพื่อให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน โดยประชาชนสามารถพิจารณาดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนและภาคเอกชนในการปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับบรรยากาศแห่งความอาลัย

แนวทางการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับงานพระบรมศพ

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทยยังได้ลงนามในหนังสืออีกฉบับหนึ่ง เพื่อแจ้งแนวทางปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องกับงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามแนวทางที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:

  • สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
  • ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ แต่งกายไว้ทุกข์ มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

สำหรับการประดับพระฉายาลักษณ์นั้น ให้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยสามารถดาวน์โหลดไฟล์ภาพพระฉายาลักษณ์ได้ที่เว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ และในส่วนของถ้อยคำแสดงความอาลัย สามารถใช้ถ้อยคำตามตัวอย่างของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา และในเรื่องการจัดโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์ ให้ปฏิบัติตามรูปแบบที่กำหนด โดยงดการประดับธงอักษรพระนามาภิไธย ส.ก.

ในส่วนของการจัดกิจกรรมตามประเพณี วันสำคัญ และกิจกรรมต่างๆ นั้น ขอให้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยอาจปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับช่วงเวลาการถวายอาลัย ตัวอย่างเช่น การจัดงานรื่นเริง อาจลดทอนความครึกครื้นลง หรือการจัดกิจกรรมทางศาสนา อาจเน้นการสวดมนต์และการทำบุญเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

สำหรับภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป รัฐบาลขอความร่วมมือในการลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ส่วนการแต่งกายไว้ทุกข์และระยะเวลา สามารถพิจารณาตามความเหมาะสม โดยในด้านการประดับพระฉายาลักษณ์ การจัดโต๊ะหมู่บูชา และการจัดกิจกรรม สามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกับส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ และในด้านการออกอากาศรายการของสถานีโทรทัศน์ ให้ยึดแนวทางปฏิบัติของสำนักงาน กสทช.

โดยสรุปแล้ว กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดทราบว่า ไม่ได้ห้ามหรือให้ระงับกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ ในช่วงเวลาแห่งความอาลัยนี้ เพียงแต่ขอความร่วมมือในการปรับรูปแบบให้เหมาะสม และแสดงออกถึงความเคารพและความเสียใจอย่างสมควร เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันแสดงความอาลัยและถวายความจงรักภักดีได้อย่างเหมาะสมและสมพระเกียรติ

ถึงแม้ว่ากิจกรรมต่างๆ จะสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่การแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมไว้อาลัยยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ การปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง

ที่มา – มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ย้ำ ไม่ได้ห้ามหรือให้ระงับกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ ช่วงไว้อาลัย

ผู้ว่าฯ 76 จังหวัด นำถวายน้ำสรงพระบรมศพ

ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศนำประชาชนทุกหมู่เหล่า ลงนามไว้อาลัย และประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 26 ต.ค. 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และนายอำเภอ 878 อำเภอทั่วประเทศ นำประชาชนทุกหมู่เหล่า ประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และลงนามไว้อาลัยถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ สถานที่ที่จังหวัดและอำเภอกำหนด อาทิ ศาลากลางจังหวัด ศาลาประชาคมจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ วัด และสถานที่สำคัญของจังหวัด โดยมี ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตุลาการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า สมาคม ภาคเอกชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนชาวไทย กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ต่างเดินทางมาร่วมพิธีด้วยความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความไว้อาลัยถวาย ด้วยความจงรักภักดี อาทิ

จังหวัดสมุทรสงคราม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นำทุกภาคส่วนประกอบพิธี ณ ศาลาอเนกประสงค์ ชั้น 2 วัดเพชรสมุทร วรวิหาร อ.เมืองสมุทรสงคราม

จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เข้าถวายน้ำสรงพระบรมศพ หน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารอารยธรรม 3 แผ่นดิน ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ อ.เมืองศรีสะเกษ

จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นำพสกนิกร และทุกภาคส่วน ร่วมประกอบพิธี ณ วัดกลางใหม่ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี

จังหวัดเชียงราย นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำข้าราชการและทุกภาคส่วนประกอบพิธี ณ วัดพระแก้ว พระอารามหลวง อ.เมืองเชียงราย

จังหวัดอุทัยธานี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นำหัวหน้าส่วนราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ และพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมพิธี ณ ศาลากลางจังหวัดอุทัยธานี อ.เมืองอุทัยธานี

จังหวัดอ่างทอง นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง นำทุกภาคส่วนถวายน้ำสรงพระบรมศพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ และลงนามแสดงความไว้อาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลากลางจังหวัดอ่างทอง อ.เมืองอ่างทอง

ผู้ว่าฯ 76 จังหวัด นำประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ

การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด พร้อมใจกันจัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ และทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของปวงชน

ที่มา – ผู้ว่าฯ 76 จังหวัด นำประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

รถเชิญพระบรมศพ: คันเดียวกับ ร.9

รถเชิญพระบรมศพ: คันเดียวกับ ร.9

รถตู้โฟล์ก เจมส์บอนด์ เชิญพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” รถพระที่นั่งคันเดียวกับที่เชิญพระบรมศพ “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร”

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในขบวนรถยนต์หลวงเชิญพระบรมศพ ประกอบด้วยรถของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ตามด้วยรถยนต์หลวงเชิญพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และขบวนรถพระที่นั่งของพระบรมวงศานุวงศ์

สำหรับรถยนต์ที่ใช้ในการเชิญพระบรมศพในวันนี้ เป็นรถโฟล์กสวาเกน สีเทา คาดแถบสีฟ้า หมายเลขทะเบียน 1ด-0929 เป็นรถโฟล์กสวาเกน T4 รุ่น B6 แบบฐานล้อยาว เป็นที่รู้จักในชื่อเจมส์บอนด์ เนื่องจากเป็นรถพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดใช้ในการทรงงานมาเป็นเวลานาน เป็นรถทรงงานที่แสนเรียบง่าย แต่สะท้อนวิถีแห่งความพอเพียง ที่สำคัญ เป็นรถเชิญพระบรมศพคันสุดท้ายที่เชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ครั้งเสด็จสวรรคต จาก รพ.ศิริราช ไปประทับ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

รถคันนี้ไม่มีการตกแต่งเพื่อเพิ่มความหรูหราใดๆ และยังคงสภาพเดิมจากโรงงาน ภายในรถมีเพียงโต๊ะเล็กๆ ที่ติดตั้งไว้สำหรับทรงงาน และระบบเครื่องเสียงเดิมที่ติดมาจากโรงงาน

รถเชิญพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” คันเดียวกับที่เชิญพระบรมศพ “รัชกาลที่ 9”

รถเชิญพระบรมศพ สะท้อนความเรียบง่าย

การใช้รถเชิญพระบรมศพคันเดิมที่เคยใช้ในพระราชพิธีสำคัญก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของราชประเพณี และความเคารพอย่างสูงสุดต่อพระบรมศพ

การที่รถยนต์พระที่นั่งยังคงสภาพเดิม สะท้อนถึงพระราชจริยวัตรที่เรียบง่ายและพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นแบบอย่างให้แก่ปวงชนชาวไทย

รถเชิญพระบรมศพคันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำ ความอาลัย และความเคารพรักที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ

ที่มา – รถเชิญพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” คันเดียวกับที่เชิญพระบรมศพ “รัชกาลที่ 9”

5 ข้อควรรู้ ร่วมแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำชาวไทยและชาวต่างชาติในช่วงการร่วมแสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” และพิธีเคลื่อนขบวนพระบรมศพฯ

วันนี้ (26 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการดำเนินการดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่มาร่วมแสดงความอาลัยตลอดเส้นทางขบวนเชิญพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร รวมถึงให้อำนวยความสะดวกด้านการจราจรในเส้นทางต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มกำลัง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยระเบียบวินัย เกียรติ และความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนในช่วงเวลาสำคัญยิ่งของประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือจากประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทุกท่าน ที่ร่วมแสดงความอาลัยในการเชิญพระบรมศพ และพระราชพิธีต่างๆ ให้ปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้:

  1. แต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ – สวมใส่เสื้อผ้าสีดำ สีขาว หรือสีสุภาพ ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาด
  2. ประพฤติตนอย่างสำรวม – งดเว้นการจัดงานรื่นเริงหรือการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมในช่วงไว้ทุกข์
  3. ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง – เจ้าหน้าที่จะประจำการตามจุดต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัย
  4. พกพาสิ่งของเท่าที่จำเป็น และให้ความร่วมมือในการตรวจความปลอดภัยตามจุดคัดกรองต่าง ๆ
  5. แสดงความเคารพเมื่อขบวนผ่าน – ยืนสำรวมและสงบนิ่งเมื่อขบวนรถพระบรมศพเคลื่อนผ่าน

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติทุกท่าน ที่ได้ร่วมแสดงความอาลัย พร้อมให้ความร่วมมือในการปฏิบัติในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ และขอเชิญทุกท่านร่วมกันแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของปวงชนชาวไทย ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ร่วมแสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง” ต้องทำอย่างไร?

ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ในความโศกเศร้าจากการเสด็จสวรรคตของบุคคลสำคัญ การร่วมแสดงความอาลัยถือเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ การปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมและถูกกาลเทศะจึงเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสมพระเกียรติ

ข้อควรปฏิบัติในการร่วมแสดงความอาลัย

การร่วมแสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง” นั้น มีข้อควรปฏิบัติหลายประการที่ประชาชนควรทราบและปฏิบัติตาม เพื่อให้การแสดงความอาลัยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ ดังนี้:

  • การแต่งกาย: ควรแต่งกายด้วยชุดสีดำหรือสีขาว ซึ่งเป็นสีที่แสดงถึงความเศร้าโศก ควรงดเว้นการสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีสันฉูดฉาด หรือมีการประดับตกแต่งที่มากเกินไป
  • การสำรวมกิริยา: ควรสำรวมกิริยาให้สุภาพเรียบร้อย ไม่ส่งเสียงดัง หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นการรบกวนผู้อื่น
  • การปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่: เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะคอยอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

การเตรียมตัวและเตรียมใจให้พร้อมก่อนเดินทางไปร่วมงาน เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถร่วมแสดงความอาลัยได้อย่างสมพระเกียรติ และเป็นการแสดงความเคารพต่อการสูญเสียครั้งสำคัญของประเทศ

นอกจากนี้ การ ร่วมแสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง” สามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการลงนามในสมุดแสดงความอาลัย การเข้าร่วมพิธีทางศาสนา หรือการทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สิ่งสำคัญคือการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยความจริงใจ

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะ ร่วมแสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง” อย่าลืมศึกษาข้อมูลและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้การแสดงความอาลัยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

มาร่วมกัน ร่วมแสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง” ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ที่มา – ตำรวจแนะนำ 5 แนวทางปฏิบัติในช่วงการร่วมแสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

อาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง” ณ สนามหลวง

พสกนิกรจำนวนมากเดินทางมาจับจองพื้นที่โดยรอบท้องสนามหลวง เพื่อร่วมแสดงความอาลัยในพิธีเคลื่อนพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศอันโศกเศร้าบริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นทางผ่านไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พบว่ามีประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมารวมตัวกันอย่างเนืองแน่น เพื่อร่วมแสดงความอาลัยถวายแด่ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” หรือ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ที่พสกนิกรชาวไทยเคารพรักยิ่ง

ขบวนเคลื่อนพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง จะออกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในเวลา 16.00 น. มุ่งหน้าสู่พระบรมมหาราชวัง ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของประชาชนทั้งประเทศ

ก่อนหน้านี้ สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนร่วมถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น. ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พิธีดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสำรวม

อาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง” ณ สนามหลวง

ตลอดทั้งวัน ประชาชนต่างทยอยเดินทางมายังบริเวณโดยรอบสนามหลวงอย่างต่อเนื่อง แม้สภาพอากาศจะร้อนอบอ้าว แต่ทุกคนก็ตั้งใจที่จะรอส่งเสด็จ “สมเด็จพระพันปีหลวง” เป็นครั้งสุดท้าย ด้วยความอาลัยรักอย่างสุดซึ้ง

ความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

ประชาชนที่มาร่วมแสดงความอาลัย ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “สมเด็จพระพันปีหลวง” ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศชาติและประชาชนมากมาย ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ การเสด็จสวรรคตของพระองค์จึงเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ

หลายคนยังกล่าวอีกว่า จะน้อมนำพระราชดำริและพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

บรรยากาศโดยรอบท้องสนามหลวงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ประชาชนต่างสวมชุดดำไว้ทุกข์ และถือพระบรมฉายาลักษณ์ของ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ไว้ในมือ หลายคนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเขา

เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างร่วมกันอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย มีการจัดเตรียมน้ำดื่ม อาหาร และยาสามัญประจำบ้านไว้ให้บริการ นอกจากนี้ ยังมีอาสาสมัครจำนวนมากที่มาช่วยดูแลและให้ความช่วยเหลือประชาชน

การเสด็จสวรรคตของ “สมเด็จพระพันปีหลวง” นำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ แต่พระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของพระองค์ จะยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป และจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของ “สมเด็จพระพันปีหลวง” และขอเป็นกำลังใจให้กับประชาชนชาวไทยทุกคน ขอให้เราทุกคนร่วมกันก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน

ที่มา – รอบสนามหลวง พสกนิกรร่วมแสดงความอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง” พิธีเคลื่อนพระบรมศพ

ประชาชนรอเฝ้าฯ ขบวนพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พสกนิกรจำนวนมากต่างจับจองพื้นที่ เพื่อรอชมขบวนเคลื่อนพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานบรรยากาศบริเวณหน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่เดินทางมาเฝ้ารอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่จะเสด็จพระราชดำเนินตามขบวนพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไปยังพระบรมมหาราชวัง

ประชาชนต่างตั้งใจที่จะได้กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง โดยตามหมายกำหนดการ ขบวนรถเคลื่อนพระบรมศพจะออกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในช่วงเวลา 16.00 น. ของวันนี้

ประชาชนรอเฝ้าฯ ขบวนพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ประชาชนที่ทราบข่าว ต่างสวมชุดดำเพื่อแสดงความไว้อาลัย และนำพระบรมฉายาลักษณ์มาแสดงความอาลัย พร้อมทั้งน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตลอดเส้นทางที่ขบวนรถเคลื่อนผ่าน

นางสาวพันธ์วดี แพทรงพัฒน์ อายุ 55 ปี ซึ่งเดินทางมาจากเขตบางกะปิ กล่าวว่า ภายหลังทราบข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง ตนตั้งใจอย่างยิ่งที่จะมารอถวายบังคมพระบรมศพ และจะปักหลักรอค้างคืนในจุดที่สามารถมองเห็นขบวนรถเชิญพระบรมศพได้ใกล้ที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อน แต่ตนและประชาชนที่เดินทางมารอ ต่างไม่ย่อท้อ เนื่องจากที่ผ่านมา พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด ดังนั้น การมารอส่งเสด็จพระองค์ท่านในครั้งนี้ ถือเป็นความตั้งใจของลูกที่จะมารอส่งแม่ของแผ่นดินเป็นครั้งสุดท้าย

ประชาชนรอเฝ้าฯ ขบวนพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ขณะเดียวกัน ประชาชนที่เดินทางมารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ต่างแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยประชาชนส่วนใหญ่ถือพระบรมฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ

ประชาชนรอเฝ้าฯ ขบวนพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

บรรยากาศโดยรอบโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาลัย พสกนิกรจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมารวมตัวกัน เพื่อตั้งใจจะส่งเสด็จ สมเด็จพระพันปีหลวง เป็นครั้งสุดท้าย แสดงให้เห็นถึงความรักและความผูกพันที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างลึกซึ้ง

ความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อ สมเด็จพระพันปีหลวง

เสียงจากประชาชนที่มารอเฝ้ารับเสด็จ สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพรักและเทิดทูนที่พวกเขามีต่อ สมเด็จพระพันปีหลวง หลายคนกล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินที่คอยห่วงใยและช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด พระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ล้วนเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างมหาศาล

  • โครงการต่างๆ ในพระราชดำริ
  • การช่วยเหลือผู้ยากไร้
  • การส่งเสริมศิลปาชีพ

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไทย และเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเดินทางมาในวันนี้ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที และถวายความอาลัยแด่พระองค์

การรวมตัวของประชาชนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความอาลัย แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทย ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ

เหตุการณ์ในวันนี้ เป็นภาพที่ประทับใจและจะอยู่ในความทรงจำของคนไทยไปตลอดกาล เป็นเครื่องยืนยันถึงความรักและความศรัทธาที่ประชาชนชาวไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง พวกเราขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

ที่มา – พสกนิกรจับจองที่นั่ง รอขบวนเคลื่อนพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

อนุทินแถลงประชุมอาเซียน ปธน.ฟิลิปปินส์แสดงอาลัย

“อนุทิน” กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 วางแนวทางขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนเข้มแข็งและผลประโยชน์ของประชาชนในภูมิภาค ปธน.ฟิลิปปินส์ ร่วมแสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 เมื่อเวลา 11.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง) ณ Conference Hall 2 ชั้น 3 ศูนย์ประชุม Kuala Lumpur Convention Centre (KLCC) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 แบบเต็มคณะ (Plenary) โดยมีผู้นำและผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน นายกรัฐมนตรีแคนาดา นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประธานคณะมนตรียุโรป และกรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าร่วม

ภายหลังเสร็จสิ้น นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของถ้อยแถลง ดังนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย สำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น โดยการประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีการประชุมพหุภาคีครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีภายหลังเข้ารับตำแหน่ง ตลอดจนแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับติมอร์-เลสเต เป็นสมาชิกอาเซียน โดยไทยพร้อมสนับสนุนติมอร์-เลสเต ในการดำเนินการตามกระบวนการเข้าสู่อาเซียนต่อไป

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำบทบาทของอาเซียนในการเป็นเสาหลักของนโยบายต่างประเทศของไทย โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิก เพื่อผลักดันประโยชน์ที่แท้จริงมาสู่ประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

1. การสร้างประชาคมอาเซียนที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับประชาชน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน ทั้งอาชญากรรมทางไซเบอร์ การหลอกลวงทางออนไลน์ และการค้ามนุษย์ โดยไทยพร้อมทำงานกับประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับภัยคุกคามร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการปฏิบัติการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งปกป้องคุณภาพชีวิตของประชาชนจากมลพิษข้ามพรมแดน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และโรคระบาด ผ่านการเร่งเสริมศักยภาพของศูนย์อาเซียนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ (ASEAN Centre for Public Health Emergencies and Emerging Diseases: ACPHEED)

2. การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่อาเซียนสามารถลงนามในความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) ฉบับปรับปรุง และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ฉบับที่ 3 ได้ในระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้ พร้อมหวังว่าอาเซียนจะสามารถลงนามในกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ได้ภายในปีหน้า นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการลงทุนในพลังงานสะอาด โครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) รวมถึงการเงินสีเขียว เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

3. การเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพ โดยยึดมั่นต่อระบบที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ เพื่อรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมทั้งส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับภาคีภายนอก ภายใต้มุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (ASEAN Outlook on the Indo-Pacific: AOIP) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) ของอาเซียน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมบทบาทของอาเซียนในเวทีโลก ในฐานะพลังแห่งสันติภาพ ความมั่งคั่ง และความก้าวหน้า

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวยินดีต่อความสำเร็จในการเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซียในปีนี้ และพร้อมสนับสนุนฟิลิปปินส์ในการเป็นประธานอาเซียนปีหน้า ซึ่งเป็นปีที่อาเซียนจะขับเคลื่อน “วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045” ร่วมกัน

ทั้งนี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 แบบเต็มคณะ ที่ประชุมได้ร่วมกันรับรองเอกสารการประชุมสุดยอดอาเซียน จำนวน 16 ฉบับ และมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ของประธานการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 (Chairman’s Statement of the 47th ASEAN Summit) จำนวน 1 ฉบับ หลังจากนั้น ผู้นำอาเซียนได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ฉบับที่ 2

อนุทิน กล่าวถ้อยแถลงวงประชุมสุดยอดอาเซียน ปธน.ฟิลิปปินส์ ร่วมแสดงความอาลัยถวาย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยต่อไปว่า ในเวลา 10.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์) นายกรัฐมนตรีได้หารือทวิภาคีกับ นายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ (H.E. Mr. Ferdinand Romualdez Marcos Jr.) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง โดยประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ แสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของไทย ตนเองและครอบครัว ครั้งบิดาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ได้รับพระมหากรุณาฯ ให้เข้าเฝ้าฯ

ขณะที่นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณและยินดีที่ได้พบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นมิตรและหุ้นส่วนสำคัญที่มีความสัมพันธ์ยาวนานกับไทย ไทยสนับสนุนฟิลิปปินส์ที่จะเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียน ในปีหน้าด้วย โอกาสนี้ทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือ โดยเห็นพ้องในการส่งเสริมการค้าโดยเฉพาะสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ต้องการเห็นการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันด้วย รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและ Medical Hub โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน.

อนุทินกล่าวถึงอะไรในการประชุมสุดยอดอาเซียน?

โดยสรุปแล้ว นายอนุทินได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในอาเซียนในด้านต่างๆ ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ และสันติภาพ ซึ่งเป็นแนวทางที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาภูมิภาคของเราให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือต่อไป

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เพื่อสร้างประชาคมที่เข้มแข็งและมีความเจริญก้าวหน้า หากคุณต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ หรือรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นที่กล่าวถึงในการประชุม สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “อนุทิน” กล่าวถ้อยแถลงวงประชุมสุดยอดอาเซียน ปธน.ฟิลิปปินส์ ร่วมแสดงความอาลัยถวาย

พสกนิกร ร่วมพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

พสกนิกรทุกหมู่เหล่า พร้อมใจส่งเสด็จฯ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ในพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพสู่ “พระบรมมหาราชวัง”

วันที่ 26 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พสกนิกรทุกหมู่เหล่าจากทั่วสารทิศ แต่งกายไว้ทุกข์สีดำ เดินทางมาร่วมพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังพระบรมมหาราชวัง ท่ามกลางความโศกเศร้า ประชาชนจำนวนมากต่างเดินทางมาร่วมพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ด้วยความจงรักภักดีและอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้

พสกนิกร ร่วมพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ทั้งนี้ มีประชาชนบางส่วนมาปักหลักค้างคืน บริเวณอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ เพื่อรอเฝ้าฯ ส่งเสด็จพระบรมศพ ขณะเดียวกันที่บริเวณโถงชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งมีประชาชนเดินทางถวายสักการะและทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้สด เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และลงนามถวายความอาลัย อย่างต่อเนื่อง

ทางด้าน น.ส.จิรภา เกษมวรรณ อายุ 61 ปี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ได้นำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคียงคู่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กล่าวทั้งน้ำตา ว่า ทันทีที่ทราบแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง ว่าพระองค์ท่านเสด็จสวรรคตแล้ว ตนมือไม้สั่นและทำตัวไม่ถูก รู้สึกจุกอกและเสียใจอย่างมาก

เพราะตนเองนั้นจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อคืนนี้เมื่อตอนที่ตนเลิกงาน ก็รีบนำพระบรมฉายาลักษณ์ของทั้งสองพระองค์เดินทางมาที่โรงพยาบาลทันที ซึ่งตนเองได้ค้างคืนเพราะตั้งใจที่จะรอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี รวมทั้งตั้งใจจะกราบถวายบังคมพระบรมศพ

ทั้งนี้ รู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทำต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะยิ่งโครงการศิลปาชีพที่ทำให้พี่น้องชาวไทยตามท้องที่ต่างๆ ได้มีงานทำและเป็นการอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นไทย ตนมองว่าสิ่งที่พระองค์ท่านทำนั้น มากมายจนเกินกว่าจะอธิบายได้

พสกนิกร ร่วมพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

หลังจากนี้ ตนตั้งใจที่จะหมั่นทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน โดยเฉพาะยิ่งคำสอนที่ให้รู้จักพอเพียง มองว่าตนเองยังทำความดีได้ไม่เท่ากับสิ่งที่พระองค์ท่านทำให้แก่พสกนิกรชาวไทย หลังจากนี้ตนจะเดินทางต่อไปยังท้องสนามหลวงและตั้งใจจะไปร่วมงานพระราชพิธีพระบรมศพทุกวัน ขอพระองค์สถิตอยู่สวรรค์บรมพิมาน เคียงคู่พระบรมราชสวามี สถิตเป็นพระมิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยตลอดกาลนาน.

พสกนิกร ร่วมพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

ประชาชนจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมารวมใจกันเพื่อร่วมพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ด้วยความอาลัยยิ่ง การเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระองค์ท่านถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย

ความรู้สึกของประชาชนต่อการจากไปของสมเด็จพระพันปีหลวง

ประชาชนต่างแสดงความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจต่อการจากไปของสมเด็จพระพันปีหลวง หลายคนกล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการในพระราชดำริต่างๆ ที่ได้ช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

การเดินทางมาร่วมพระราชพิธีในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความอาลัยรักที่ประชาชนมีต่อสมเด็จพระพันปีหลวงอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นการส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัยด้วยความเคารพรักอย่างสูงสุด

พวกเราชาวไทยทุกคนขอตั้งปณิธานว่าจะสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน และจะร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

ที่มา – พสกนิกรทั่วสารทิศ เดินทางมาร่วมพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

Scroll to top