พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

“พีระพันธุ์” ลั่นถ้ายังเป็นผู้พิพากษา จะตัดสินประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคดี 2 พี่น้องรัสเซีย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยเมื่อ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับคดีสะเทือนขวัญที่มีผู้ก่อเหตุปล้นชิงทรัพย์และสังหาร 2 พี่น้องชาวรัสเซีย โดยนายพีระพันธุ์ได้กล่าวถึงความรู้สึกในฐานะอดีตผู้พิพากษาว่า “พีระพันธุ์” ลั่นถ้ายังเป็นผู้พิพากษา จะตัดสินประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคดี 2 พี่น้องรัสเซีย เนื่องจากพฤติการณ์มีความโหดเหี้ยมเกินกว่าจะยอมรับได้

มุมมองกฎหมาย: “พีระพันธุ์” ลั่นถ้ายังเป็นผู้พิพากษา จะตัดสินประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคดี 2 พี่น้องรัสเซีย

ในมุมมองของนายพีระพันธุ์ การกระทำความผิดซ้ำซากของผู้ก่อเหตุในคดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า โทษจำคุกในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอที่จะช่วยดัดนิสัยหรือเปลี่ยนพฤติกรรมของอาชญากรกลุ่มนี้ได้เลย นายพีระพันธุ์จึงย้ำว่าหากเขายังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้พิพากษา และหากพยานหลักฐานมีความชัดเจนรัดกุม เขาก็พร้อมที่จะตัดสินประหารชีวิตผู้กระทำความผิดทันที เพื่อเป็นการลงโทษให้สาสมกับความโหดร้ายที่ได้ทำลงไป และเพื่อปกป้องสังคมไม่ให้ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากบุคคลอันตรายเหล่านี้อีก

ทำไมต้องประหารชีวิต? วิเคราะห์จากมุมมอง “พีระพันธุ์” ลั่นถ้ายังเป็นผู้พิพากษา จะตัดสินประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคดี 2 พี่น้องรัสเซีย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการเรียกร้องโทษประหารชีวิตจึงกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง นายพีระพันธุ์ได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลสำคัญหลายประการที่ทำไมสังคมจึงควรให้ความสำคัญกับการลงโทษขั้นสูงสุดในคดีอุกฉกรรจ์:

  • พฤติกรรมโหดเหี้ยม: การปล้นชิงทรัพย์ที่ลงมือสังหารเหยื่ออย่างทารุณ แสดงถึงจิตใจของผู้ก่อเหตุที่ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ
  • การกระทำผิดซ้ำ: ผู้กระทำความผิดที่มีประวัติอาชญากรรมอยู่แล้วมักไม่หลาบจำ การใช้โทษจำคุกเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถป้องกันการกลับมาทำความผิดซ้ำได้
  • ความชัดเจนของหลักฐาน: หากหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลดหย่อนโทษให้กับอาชญากรที่เป็นภัยต่อความปลอดภัยของประชาชน
  • ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย: การลงโทษอย่างเด็ดขาดจะช่วยให้สังคมเกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมายมากขึ้น

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้เสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพนักงานสอบสวน ต้องเร่งรวบรวมหลักฐานทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อนำเสนอต่ออัยการอย่างครบถ้วน เพื่อให้ศาลสามารถพิจารณาลงโทษสูงสุดได้อย่างมีน้ำหนักและชอบธรรม เพื่อให้คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำหรับสังคมไทยในการจัดการกับผู้ที่ทำลายชีวิตผู้อื่นโดยเจตนา

บทเรียนจากคดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการตัดสินคดีความ แต่ยังรวมไปถึงการตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมและมาตรการป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย เราควรจะตั้งคำถามว่าความยุติธรรมที่ล่าช้าหรือการลงโทษที่ไม่เด็ดขาดพอ กำลังสร้างช่องว่างให้อาชญากรย่ามใจหรือไม่ การที่นักการเมืองหรือผู้ทรงคุณวุฒิออกมาแสดงจุดยืนที่เข้มงวดเช่นนี้ จึงเป็นเสียงสะท้อนสำคัญที่ต้องการให้สังคมไทยปลอดภัยขึ้นกว่าเดิม

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลั่นถ้ายังเป็นผู้พิพากษา จะตัดสินประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคดี 2 พี่น้องรัสเซีย

พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน

พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ เมื่อคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ออกมาเคลื่อนไหวโดยตอกย้ำว่า การจะลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนนั้น รัฐบาลไม่ควรโฟกัสแค่โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน โดยเฉพาะการเข้าไปจัดการกับสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ถือเป็นต้นตอของปัญหาค่าไฟแพงในปัจจุบัน

หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ปัญหาค่าไฟฟ้าที่พวกเราจ่ายแพงกันในทุกวันนี้ มีผลกระทบมาจากเรื่อง ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ หรือค่า AP เป็นหลัก ซึ่งในสัญญาของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟมากกว่าโรงไฟฟ้าขนาดเล็กถึงหลายเท่าตัวครับ

ทำไมต้องรื้อสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่?

คุณพีระพันธุ์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้จะมีการขยับเรื่องการแก้ไขสัญญากับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กไปบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือภาระจากสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตรวมกว่า 18,000 เมกะวัตต์ ซึ่งการแก้ปัญหาเพียงครึ่งๆ กลางๆ ไม่อาจช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้นประโยคที่ว่า พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน จึงกลายเป็นนัยสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งพิจารณาตามมติ ครม. เดิมที่เคยมีไว้

หากเรามาไล่ดูแนวทางที่ควรจะเป็น ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 มีประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ดังนี้:

  • เร่งเจรจาสัญญา Adder และ FIT ที่ไม่มีวันสิ้นสุดสัญญา
  • ทบทวนค่าความพร้อมจ่าย (AP) และค่าพลังงาน (EP) ให้สมเหตุสมผล
  • ปรับเงื่อนไขให้ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น

พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน ถือเป็นการย้ำเตือนว่ามติ ครม. ยังคงมีผลผูกพัน และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่จะต้องติดตามผลเจรจาให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ไม่ใช่ปล่อยให้เงียบหายไปตามกาลเวลา

ในมุมมองของผม การจะแก้ปัญหาค่าไฟให้ได้ใจประชาชน รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญในการเข้าเจรจากับสัญญาขนาดใหญ่ที่คุณพีระพันธุ์กล่าวถึง เพราะนี่คือช่องทางที่จะทำให้ต้นทุนค่าผลิตไฟฟ้าลดลงได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดครับ เรามารอดูกันต่อไปว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ เพื่อพิสูจน์ว่าการทำงานเพื่อประชาชนนั้นทำได้จริงและครบถ้วนครับ

ที่มา – “พีระพันธุ์” ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน จี้รัฐบาลรื้อสัญญา ค่าพร้อมจ่าย

“พีระพันธุ์” ห่วงปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว

“พีระพันธุ์” ห่วงรัฐบาล ปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว ตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักต่อมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติร่างกฎหมาย 2 ฉบับ ภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งเปิดทางให้ยกเว้น 8 ธุรกิจต่างด้าว ในหมวดบริการ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์อีกต่อไป เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 และถูกมองว่าเป็นการตัดอำนาจสำคัญของหน่วยงานรัฐในการกำกับดูแล

ทำไมเรื่อง “พีระพันธุ์” ห่วงรัฐบาล ปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว ตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์ ถึงเป็นประเด็นร้อน? เพราะหลายธุรกิจในกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ และข้อมูลประชาชน ซึ่งตามหลักสากลควรอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐอย่างเข้มงวด เช่น บริการขุดเจาะและสำรวจปิโตรเลียมที่ถือเป็นสมบัติของชาติ การปลดล็อกครั้งนี้ทำให้บริษัทต่างด้าวหลุดพ้นจากการกำกับดูแลหลักของ พ.ร.บ.ดังกล่าว แม้จะได้รับอนุญาตจากกฎหมายอื่น แต่กระทรวงพาณิชย์ก็จะสูญเสียอำนาจในการติดตาม ตรวจสอบ และควบคุม

8 ธุรกิจต่างด้าวที่ถูกปลดล็อกมีอะไรบ้าง?

แม้รายละเอียดจะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่จากร่างกฎหมาย คาดว่าประกอบด้วยบริการที่ sensitive ดังนี้

  • บริการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม
  • บริการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
  • บริการโทรคมนาคมและดาวเทียม
  • บริการจัดการข้อมูลประชาชนและฐานข้อมูล
  • บริการท่องเที่ยวและโรงแรมระดับสูง
  • บริการที่ปรึกษาทางการเงินและบัญชี
  • บริการขนส่งและโลจิสติกส์ข้ามชาติ
  • บริการด้านสุขภาพและการแพทย์เฉพาะทาง

ธุรกิจเหล่านี้หากปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาครองโดยปราศจากการตรวจสอบที่เข้มข้น อาจนำไปสู่การสูญเสียผลประโยชน์ของคนไทยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบจากการตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์

นายพีระพันธุ์ เน้นย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมธุรกิจต่างด้าว จะหมดสิทธิ์ในการตรวจสอบอย่างละเอียด ส่งผลให้เกิดช่องโหว่หลายประการ เช่น

  • กระทบความมั่นคงชาติ: ทรัพยากรปิโตรเลียมอาจถูกต่างชาติผูกขาด
  • ข้อมูลประชาชนรั่วไหล: ธุรกิจฐานข้อมูลขาดการคุ้มครอง
  • เศรษฐกิจไทยเสียเปรียบ: SME ไทยแข่งขันไม่ได้กับทุนต่างชาติ
  • ขาดกลไกบังคับใช้: ไม่มีอำนาจสั่งหยุดหรือลงโทษหากผิดกฎ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงนี้คล้ายกับการเปิดประตูให้ทุนต่างชาติทะลักเข้าโดยไม่มีการกรอง สอดคล้องกับนโยบายเปิดประเทศ แต่ขาดสมดุลในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ

นายพีระพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผลกระทบสำคัญคือกระทรวงพาณิชย์จะหมดอำนาจในการติดตาม ตรวจสอบ และควบคุม แม้จะมีการอนุญาตตามกฎหมายอื่นก็ตาม ซึ่งส่งผลต่อกลไกการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” คำเตือนนี้ชวนให้คิดถึงอนาคตเศรษฐกิจไทย หากไม่มีการแก้ไข

เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดให้ธุรกิจ 3 ประเภทต้องขออนุญาต โดยประเภท 3 เป็นบริการที่กระทรวงพาณิชย์กำกับ การยกเว้น 8 รายการจึงเป็นการตัดวงจรการคุมเข้มที่ผ่านมา นักกฎหมายบางคนมองว่านี่อาจนำไปสู่คดีความในอนาคต หากเกิดข้อพิพาท

ในยุคที่การลงทุนต่างชาติเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อน GDP การปลดล็อกนี้อาจดึงดูดเงินทุนมหาศาล แต่ต้องถามว่าคนไทยได้ประโยชน์จริงหรือ? จากประสบการณ์ในอดีต เช่น การประมูล 3G/4G ที่ต่างชาติเข้ามาครองตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยล้มหายตายจาก

สุดท้ายแล้ว “พีระพันธุ์” ห่วงรัฐบาล ปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว ตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่รัฐบาลควรรับฟัง ควรมีคณะกรรมการอิสระมาตรวจสอบร่างกฎหมายนี้ก่อนบังคับใช้จริง เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการเปิดรับทุนต่างชาติกับการปกป้องชาติ คุณคิดอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงกว้างขวางยิ่งขึ้น

ที่มา – “พีระพันธุ์” ห่วงรัฐบาล ปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว ตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์

รทสช. ประชุมใหญ่เสริมทัพ กก.บห. ลั่นเดินหน้าเสรีโซลาร์

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 อย่างคึกคัก เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2567 ที่สำนักงานใหญ่พรรค เขตพญาไท โดยมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค เป็นประธานในที่ประชุม แกนนำ ส.ส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมจำนวนมาก เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานและปรับโครงสร้างบริหารพรรคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

รทสช. ประชุมใหญ่เสริมทัพ กก.บห. ลั่นเดินหน้า “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร”

ที่ประชุมใหญ่ของ รทสช. ประชุมใหญ่เสริมทัพ กก.บห. ลั่นเดินหน้า “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร” มีมติเห็นชอบเลือก พันเอกเฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) แทนตำแหน่งที่ว่าง ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่มีความพร้อมและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น นำโดย:

  • นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค – หัวหน้าพรรค
  • นายชัชวาลล์ คงอุดม – เลขาธิการพรรค
  • นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี – รองหัวหน้าพรรค
  • นายนราพัฒน์ แก้วทอง – รองหัวหน้าพรรค
  • และกรรมการบริหารคนอื่นๆ

โครงสร้างทีมบริหารชุดนี้จะช่วยให้พรรคขับเคลื่อนภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล

นโยบายเด่น: ร่าง พ.ร.บ. เสรีโซลาร์ ลดต้นทุนพลังงานสะอาด

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญของพรรคในการผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง 2 ฉบับหลัก ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. เสรีโซลาร์ และ ร่าง พ.ร.บ. ปฏิรูปเครดิตบูโร โดยเฉพาะกฎหมายเสรีโซลาร์ที่มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือน พรรคมีแผนประสานงานกับสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และ SME D Bank เพื่อให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ประชาชนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน

ปัจจุบัน การติดตั้งโซลาร์เซลล์มีต้นทุนสูงเฉลี่ย 180,000 บาทต่อหลังคาบ้าน ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงยาก แต่ด้วยนโยบาย รทสช. ประชุมใหญ่เสริมทัพ กก.บห. ลั่นเดินหน้า “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร” จะช่วยทลายข้อจำกัดเหล่านี้ ลดต้นทุนลงเหลือไม่ถึง 100,000 บาท ช่วยให้ครอบครัวประหยัดค่าไฟฟ้าได้ในระยะยาว คาดว่าจะลดค่าไฟได้ถึง 50-70% ต่อเดือน นอกจากนี้ กฎหมายยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ และเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของสภาในเร็วๆ นี้

ปฏิรูปเครดิตบูโร สร้างความเป็นธรรมทางการเงิน

อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ ร่าง พ.ร.บ. ปฏิรูปเครดิตบูโร ซึ่งจะปรับปรุงระบบข้อมูลเครดิตให้โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ปัจจุบัน ระบบเครดิตบูโรของไทยถูกวิจารณ์ว่าทำให้ประชาชนจำนวนมากติดบัญชีดำ (blacklist) จากหนี้สินเล็กน้อย ส่งผลให้กู้สินเชื่อใหม่ได้ยาก พรรค รทสช. มุ่งแก้ปัญหานี้ โดยกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ลดระยะเวลาการลงโทษ และเปิดโอกาสให้ประชาชนแก้ไขข้อมูลได้ง่ายขึ้น สิ่งนี้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อพัฒนาชีวิตได้ดีขึ้น

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เน้นย้ำว่า การทำงานของ รทสช. ในรัฐบาลไม่ใช่การแสวงหาตำแหน่งรัฐมนตรี แต่เน้นผลักดันสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน นอกจากนี้ พรรคยังเปิดตัวทีมโฆษกชุดใหม่ เพื่อสื่อสารนโยบายให้รวดเร็วและเข้าถึงประชาชน โดยมี ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี (รักษาการโฆษก), นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร (เคนโด้), นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ และทีมงาน

นโยบายเหล่านี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของพรรครวมไทยสร้างชาติที่ให้ความสำคัญกับปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนจริงๆ ในยุคที่ราคาพลังงานและหนี้สินเป็นภาระหนัก การมีกฎหมายเสรีโซลาร์จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า ขณะที่ปฏิรูปเครดิตบูโรจะเปิดโอกาสทางการเงินใหม่ๆ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง

หากคุณเป็นเจ้าของบ้านที่กำลังกังวลเรื่องค่าไฟแพง หรือมีปัญหาเครดิตบูโร ติดตามความคืบหน้านโยบาย รทสช. ประชุมใหญ่เสริมทัพ กก.บห. ลั่นเดินหน้า “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร” ต่อไป เพราะนี่คือก้าวสำคัญสู่ชีวิตที่ดีขึ้น สนับสนุนและแชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ รู้จักกันนะครับ

ที่มา – รทสช. ประชุมใหญ่เสริมทัพ กก.บห. ลั่นเดินหน้า “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร”

พีระพันธุ์ ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทย ชงซื้อโรงกลั่น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในยุคที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นทุกวัน ค่าไฟฟ้าพุ่งปรี๊ด และค่าครองชีพทำให้หลายคนหายใจไม่ทัน พี่น้องชาวไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานที่หนักหน่วง วันนี้เราจะมาพูดถึงมุมมองสุดแซ่บจาก พีระพันธุ์ ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทย ที่เสนอทางออกแบบตรงไปตรงมา ชงให้รัฐบาลลงมือซื้อโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อคุมราคาให้ถูกลง ลดภาระให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานและคนรายได้น้อย มาฟังกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

พีระพันธุ์ ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทย

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ขึ้นเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “สงคราม พลังงาน แรงงานไทย” หัวข้อย่อย “จะทำอย่างไรถ้าคนไทยถูกปล้น” จัดโดยมูลนิธิทนง โพธิ์อ่าน เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ ท่านชี้แจงชัดเจนว่าปัญหาพลังงานไทยไม่ได้อยู่ที่เทคนิค แต่เป็นเรื่องโครงสร้างและกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ จนประชาชนต้องแบกภาระทั้งหมด

โครงสร้างราคาน้ำมันในไทยยังบิดเบี้ยว โดยเฉพาะค่าการกลั่นที่พุ่งสูง นายพีระพันธุ์เสนอให้ใช้ระบบ Cost Plus ที่โปร่งใส เปิดเผยต้นทุนจริงทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบ ค่าการกลั่น หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อไม่ให้ราคาขายปลายทางบวมน้ำ “พีระพันธุ์ ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทย” ยังตั้งคำถามว่ารัฐมีกฎหมายหลายมาตราให้ใช้อำนาจกำกับ แต่ทำไมไม่เคยใช้? แทนที่จะอ้างข้อจำกัด รัฐควรถอยหลังเข้าคลอง ลงมือกำกับโรงกลั่นเองเลยดีกว่า

ชงรัฐซื้อโรงกลั่นคุมราคาน้ำมัน ลดภาระประชาชน

ไฮไลต์สำคัญคือข้อเสนอให้รัฐบาลเข้าซื้อกิจการโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อควบคุมราคาขายให้เป็นธรรม ไม่ต้องอ้างราคาตลาดสิงคโปร์ที่ไม่สะท้อนต้นทุนไทยจริงๆ ไทยยังพึ่งพานำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเกือบทั้งหมด ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงค่าไฟฟ้า ค่าปุ๋ย และอุตสาหกรรมต่างๆ นายพีระพันธุ์ย้ำว่านโยบายการค้าเสรีด้านพลังงานต้องทบทวน เพราะความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน

สำหรับกลุ่มแรงงานอย่างไรเดอร์หรือฟรีแลนซ์ที่ต้องใช้น้ำมันเยอะ รายได้ไม่เพิ่มแต่ต้นทุนพุ่ง ท่านแนะนำให้รวมกลุ่มจัดหาน้ำมันใช้เอง ลดภาระจากภาษีและกระบวนการรัฐที่ยุ่งยาก หรือแม้แต่ชุมชนผลิตน้ำมันชีวภาพจากขยะ เช่น พลาสติกหรือยางรถยนต์เก่า นี่คือทางปฏิบัติที่คนตัวเล็กๆ ทำได้จริง

  • ปรับโครงสร้างกฎหมายพลังงานให้โปร่งใสและเป็นธรรม
  • รัฐเข้าควบคุมโรงกลั่นเพื่อสแต็บบิลิไซ์ราคาน้ำมัน
  • เปิดเผยต้นทุนจริงด้วยระบบ Cost Plus
  • ส่งเสริมชุมชนผลิตพลังงานทางเลือกจากของเสีย
  • ทบทวนนโยบายนำเข้า ลดพึ่งพาต่างชาติ

วิกฤตพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่กระทบเศรษฐกิจทั้งระบบ ถ้ารัฐไม่เร่งแก้ โครงสร้างที่เอื้อทุนจะยิ่งทำให้คนจนยิ่งจน พีระพันธุ์ ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทย นี้เป็นสูตรเด็ดที่ควรนำไปพิจารณาจริงจัง นอกจากนี้ ยังช่วยลดการผูกขาด ทำให้การแข่งขันในตลาดพลังงานไทยดีขึ้น สุดท้ายแล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์เต็มๆ

คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับแนวคิดนี้? ถ้าชอบบทความช่วยแชร์ต่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ และคอมเมนต์ไอเดียของคุณด้านล่างเลยนะครับ จะได้ช่วยกันหาทางรอดวิกฤตพลังงานไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – “พีระพันธุ์” ชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทย ชงรัฐซื้อโรงกลั่นคุมราคาน้ำมัน ลดภาระประชาชน

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องดราม่าการเมืองร้อนๆ ล่าสุดที่กำลังเป็นกระแส นั่นคือ “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงที่คนไทยทุกคนกำลังปวดหัวกันถ้วนหน้า แล้วนักการเมืองสองท่านนี้ปะทะกันหนักแค่ไหน มาฟังกันเลยครับ

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

วันที่ 29 มีนาคม 2567 (ในเนื้อหา original เขียน 2569 คงพิมพ์ผิด) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาโต้กลับแบบแซ่บๆ ใส่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่วิจารณ์ว่านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังละเว้นหน้าที่ เพราะไม่เข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมัน

นายสิริพงศ์บอกชัดเจนเลยครับ ว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายจะไปกำหนดหรือแทรกแซงราคาน้ำมันได้ ถ้าทำไปจะผิดกฎหมายซะเอง! อ้างอิงคำพิพากษาศาลปกครองชัดๆ คดีดำที่ 1872/2556 และคดีแดงที่ 1937/2561 ศาลยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ ไม่มีอำนาจ กำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

ทำไมกระทรวงพาณิชย์ถึงแทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้?

ย้อนประวัติศาสตร์หน่อยนะครับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 รัฐบาลไทยยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมัน ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี มีกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมธุรกิจพลังงาน คณะกรรมการกำกับดูแลพลังงาน (กกพ.) และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคอยดูแลโดยตรง ส่วนคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และกระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่แค่ตรวจสอบการแสดงราคาและป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่กำหนดราคาน้ำมัน

นอกจากศาลปกครองแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินก็วินิจฉัยชัดว่าอำนาจกำกับดูแลราคาน้ำมันอยู่ที่ กระทรวงพลังงาน 100% ศาลปกครองสูงสุดยังยืนยันคำพิพากษาศาลปกครองกลางด้วย ดังนั้นถ้านายพีระพันธุ์แนะนำให้รัฐมนตรีพาณิชย์ทำตามนั้น ก็เท่ากับวางกับดักให้ผิดกฎหมายเลยครับ นายสิริพงศ์แซวด้วยว่านายพีระพันธุ์เป็นนักกฎหมาย จะไม่รู้ได้ไง หรือแค่อยากหาแสงสปอตไลต์แบบ 2-in-1?

  • คำพิพากษาศาลปกครองหลักๆ: คดีดำ 1872/2556 และคดีแดง 1937/2561 ยืนยันไม่มีอำนาจ
  • ผู้ตรวจการแผ่นดิน: อำนาจอยู่กระทรวงพลังงาน พาณิชย์แค่ตรวจราคา
  • โครงสร้างราคาน้ำมัน: ขึ้นกับราคานานาชาติ + ภาษี + กองทุนน้ำมัน

นายพีระพันธุ์เคยมีอำนาจเต็ม ทำไมไม่ทำ?

จุดแซ่บสุดที่นายสิริพงศ์ชี้ คือตอนนายพีระพันธุ์เคยเป็นรัฐมนตรี มีอำนาจดูแลโครงสร้างพลังงานมานาน เห็นราคาน้ำมันถูกแพงหมดแล้ว ทำไมไม่จัดการให้เสร็จสักที? มาวิจารณ์รัฐบาลรักษาการที่ยังไม่มีอำนาจเต็ม ครม.ใหม่ยังไม่มาเลย จะเก่งอะไรตอนนี้ล่ะ?

จริงๆ แล้วโครงสร้างราคาน้ำมันไทยซับซ้อนมากนะครับ ประกอบด้วยต้นทุนนำเข้า ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ค่า refinery และกองทุนน้ำมันที่ช่วยอุดหนุน ประชาชนเห็นแค่ราคาปั๊ม แต่เบื้องหลังมีปัจจัยโลกอย่างสงครามยูเครน OPEC ลดผลิต ปรับตัวยากจริงๆ รัฐบาลปัจจุบันก็พยายามลดภาษี ปล่อยกองทุน แต่ก็มีขีดจำกัด

จากประเด็น “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้ ทำให้เห็นชัดว่าการเมืองไทยชอบจับผิดกัน แต่ขาดการเสนอทางออกจริงจัง ถ้าทุกพรรคช่วยกันผลักดันนโยบายพลังงานยั่งยืน เช่น ส่งเสริม EV ลดนำเข้าน้ำมัน คงดีกว่านี้

ส่วนตัวผมคิดว่าปัญหาคือระบบมากกว่านักการเมืองคนใดคนหนึ่ง ควรโฟกัสที่การปฏิรูประบบกองทุนน้ำมันและภาษีให้โปร่งใสมากขึ้น คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? ราคาน้ำมันแพงแบบนี้ รัฐควรทำอะไรเพิ่ม? คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่างเลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ จะได้เข้าใจประเด็นชัดเจนขึ้น!

ที่มา – “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ รทสช.

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก เป็นข่าวที่หลายคนในแวดวงการเมืองให้ความสนใจเลยนะครับ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งกำลังเป็นพรรคใหญ่ในสภาแห่งนี้ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง และมีนัยสำคัญยังไงต่อการเมืองไทย

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก

เมื่อเวลา 10.30 น. ของวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปของพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เดินทางเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว เพื่อรับตำแหน่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อแทนที่ว่างลง หลังจากที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งเคยเป็น ส.ส. ลำดับที่ 1 ของพรรค ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น ส.ส. ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

อรรถวิชช์ เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช.

การลาออกของนายพีระพันธุ์นี้ ส่งผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จากนั้น กกต. ก็ได้ประกาศเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ให้คนลำดับถัดไปเลื่อนขึ้นมาแทนตามมาตรา 105 (2) ซึ่งนางสาวสิริธร ลิมปพยอม รองเลขาธิการสภาฯ ก็ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รายงานตัวสภา

ใครคือ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” และบทบาทใน รทสช.

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ในวงการธุรกิจและสังคมมาอย่างยาวนาน แม้จะไม่ใช่หน้าใหม่ในพรรค แต่การก้าวขึ้นมาเป็น ส.ส. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ เขาเคยมีส่วนร่วมในกิจกรรมของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งก่อตั้งโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และกำลังมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลกึ่งกลางของไทย

  • ชื่อเต็ม: อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
  • ลำดับในบัญชีรายชื่อ รทสช.: ถัดจากพีระพันธุ์
  • พรรค: รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)
  • วันที่รายงานตัว: 18 มี.ค. 2569

เหตุผลเบื้องหลังการลาออกของ “พีระพันธุ์” และกระบวนการทางกฎหมาย

แม้รายละเอียดเหตุผลการลาออกของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จะยังไม่เปิดเผยอย่างชัดเจน แต่ตามระบบของรัฐธรรมนูญ การลาออกทำให้เกิดการเลื่อนลำดับอัตโนมัติ เพื่อให้พรรคไม่เสียที่นั่งในสภา กระบวนการนี้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดย กกต. ประกาศผลอย่างเป็นทางการ ทำให้ “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก ได้อย่างถูกต้อง

  • มาตรา 101 (3): สิ้นสุดสมาชิกภาพเมื่อลาออก
  • มาตรา 105 (2): เลื่อนคนถัดไปในบัญชี
  • ประกาศ กกต. วันที่ 4 มี.ค. 2569

ระบบนี้ช่วยให้การเมืองไทยมีความต่อเนื่อง ไม่เกิดช่องว่างในสภา ซึ่งสำคัญมากในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญความท้าทายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจและการปฏิรูป

นัยยะต่อพรรค รทสช. และการเมืองไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มี ส.ส. สำรองพร้อมรบเสมอ ไม่ว่าสมาชิกคนไหนจะลาออกหรือมีปัญหา พรรคก็ยังคงมีกำลังในสภาได้เต็มที่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพลวัตของการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งใหญ่

ในมุมมองของผม การที่ “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก นี้ เป็นสัญญาณดีว่าพรรคมีระบบสำรองที่ดี และอาจนำมาซึ่งมุมมองใหม่ๆ ในสภา หากคุณเป็นคนสนใจการเมือง อย่าลืมติดตามพัฒนาการของ ส.ส. คนใหม่ท่านนี้ เพราะเขาอาจมีบทบาทสำคัญในอนาคต!

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้หากคุณคิดว่ามีประโยชน์นะครับ

ที่มา – “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก

ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ

ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยที่เพิ่งประกาศออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน สร้างความสนใจให้กับนักการเมืองและประชาชนผู้ติดตามสถานการณ์รัฐสภาเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะมาอธิบายรายละเอียดทั้งหมดให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ กันเลย

ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว

ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2567 (หรือ พ.ศ. 2567 ตามที่ควรเป็น) เรื่องให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง ลงนามโดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ที่มาของเรื่องนี้เริ่มจากผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 1 ของบัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ต่อมา นายพีระพันธุ์ ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ส่งผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

รายละเอียดผู้เข้ามาแทนที่

ด้วยเหตุนี้ สภาผู้แทนราษฎรจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญ ประกาศให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งมีชื่ออยู่ในลำดับที่ 3 ของบัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส. แทน ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ในช่วงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ โดยมีนายพีระมุท สาลีรัฐวิภาค หรือที่รู้จักในนาม “บิ๊กเพิม” เป็นหัวหน้าพรรค พรรคนี้เน้นนโยบายที่มุ่งสร้างชาติให้เข้มแข็ง มีแนวคิดอนุรักษนิยม และได้รับความนิยมในบางพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองไทย

  • นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค: ลำดับ 1 ในบัญชีรายชื่อ ลาออกเนื่องจากเหตุผลส่วนตัว
  • นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี: ลำดับ 3 เลื่อนขึ้นมาใหม่ ประวัติการทำงานด้านการเมืองและสังคมที่น่าสนใจ
  • ผลกระทบต่อพรรค: ยังคงมี ส.ส.บัญชีรายชื่ออีกหลายคน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อกลยุทธ์ในสภา

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา พรรครวมไทยสร้างชาติได้รับที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่ง ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคในการเจรจาร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน การที่นายอรรถวิชช์เข้ามารับตำแหน่งนี้ คาดว่าจะนำประสบการณ์ใหม่ ๆ มาสู่พรรค โดยเฉพาะด้านนโยบายเศรษฐกิจและสังคม

นอกจากนี้ ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว ยังสะท้อนถึงกลไกของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การทำงานของสภาไม่สะดุดหยุด ตามหลักการลำดับบัญชีรายชื่อที่ผู้สมัครเรียงไว้ล่วงหน้า หากมีใครลาออกหรือถูกตัดสิทธิ์ ผู้ถัดไปจะเลื่อนขึ้นอัตโนมัติ

สำหรับประวัติของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดีนั้น เขาเป็นนักธุรกิจและนักกิจกรรมที่มีบทบาทในวงการสังคมมาอย่างยาวนาน เคยมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาชุมชนหลายแห่ง และมีความใกล้ชิดกับแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ คาดว่านายอรรถวิชช์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการอภิปรายและเสนอนโยบายในสภา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดและการพัฒนาชนบท

เหตุผลที่นายพีระพันธุ์ลาออกยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่จากกระแสข่าว สันนิษฐานว่าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในวงการการเมืองที่ ส.ส.บางคนอาจเลือกถอนตัวเพื่อเหตุผลเหล่านี้ สิ่งนี้ทำให้พรรคต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยการเลื่อนนายอรรถวิชช์ขึ้นมาเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

ในมุมมองของผู้เขียน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่าการเมืองไทยยังคงเดินหน้าตามระบบ แม้จะมีความผันผวน แต่ประชาชนอย่างเราควรติดตามผลงานของ ส.ส.คนใหม่นี้ให้ดี ว่าสามารถนำนโยบายที่เป็นประโยชน์มาสู่ประชาชนได้หรือไม่ ลองติดตามดูนะครับ ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะมีบทบาทอย่างไรในสภาชุดนี้

คุณคิดอย่างไรกับการเปลี่ยน ส.ส.ครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้อ่านด้วยกัน!

ที่มา – ประกาศให้ “อรรถวิชช์” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ แทน “พีระพันธุ์” แล้ว

พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก สส. มอบอรรถวิชช์แทน

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่หลายคนให้ความสนใจในวันนี้คือ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก จากตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อมอบโอกาสให้ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” รองหัวหน้าพรรค เข้ามาทำหน้าที่แทน นี่ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและมุ่งเน้นอนาคตของพรรคอย่างชัดเจน

พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก เพื่อเปิดทางคนรุ่นใหม่

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยว่าวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมหารือกับกรรมการบริหารพรรค และทุกคนเห็นพ้องกันว่าพรรคได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมั่นคง พร้อมทั้งคนรุ่นใหม่ในพรรคมีศักยภาพสูง มีแนวคิดสดใหม่ และพลังในการขับเคลื่อนพรรคให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ นายพีระพันธุ์ จึงตัดสินใจ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก เพื่อให้พื้นที่แก่คนรุ่นใหม่ในการกำหนดนโยบายและสร้างเครือข่ายทางการเมือง เขาย้ำว่าตัวเองจะยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรคอย่างเต็มที่ แต่เบื้องหลัง เพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่แบบใกล้ชิด หากต้องรับผิดชอบทั้งงานพรรคและ ส.ส. ในสภา อาจไม่เต็มประสิทธิภาพ

การตัดสินใจนี้เกิดจากการประชุมที่แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างรอบด้าน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ นายพีระพันธุ์จึงยื่นหนังสือลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อต่อสภา เพื่อให้ “อรรถวิชช์” เลื่อนชั้นขึ้นมาแทน

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้รับไม้ต่อที่น่าจับตามอง

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ทางการเมืองยาวนาน นายพีระพันธุ์มั่นใจว่าท่านจะทำหน้าที่ ส.ส. ได้อย่างสมบูรณ์ สร้างผลประโยชน์สูงสุดให้พรรคและประชาชน นี่คือการส่งต่อที่ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่เป็นการวางรากฐานให้พรรคแข็งแกร่ง

พรรครวมไทยสร้างชาติ ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาประเทศ โดยเน้นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของหัวหน้าพรรคที่ไม่ยึดติดตำแหน่ง แต่เน้นผลลัพธ์ระยะยาว

  • เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ สร้างพลังใหม่ให้พรรค
  • หัวหน้าพรรคโฟกัสงานยุทธศาสตร์เบื้องหลัง
  • รักษาความเข้มแข็งในสภา ผลักดันนโยบายต่อเนื่อง
  • เสริมสร้างเครือข่ายและนโยบายที่ทันสมัย

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ผันผวน พรรครวมไทยสร้างชาติยังคงยืนหยัดด้วยการสนับสนุนจากฐานเสียงที่เหนียวแน่น นายพีระพันธุ์ขอบคุณทุกการสนับสนุน และยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานเพื่อพรรค ประชาชน และประเทศชาติต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่กล้าปล่อยวางเพื่อส่วนรวม แสดงให้เห็นว่าพรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมก้าวไปข้างหน้าด้วยทีมเวิร์คที่แข็งแกร่ง หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต รีบติดตามบทความอื่นๆ ของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

นอกจากนี้ การเปลี่ยน ส.ส. ยังช่วยให้พรรคสามารถแบ่งหน้าที่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สร้างสมดุลระหว่างงานบริหารพรรคและการอภิปรายในสภา ซึ่งจะนำไปสู่ผลงานที่โดดเด่นมากขึ้นในอนาคต

ที่มา – “พีระพันธุ์” ยื่นใบลาออก สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ มอบ “อรรถวิชช์” ทำหน้าที่ สส.ในสภาแทน

Scroll to top