ภาคประชาชน

นโยบาย อนุทิน-กิตติ์รัฐ ควบคุมอาวุธปืน ถอดบทเรียนกราดยิง

นโยบาย อนุทิน-กิตติ์รัฐ ควบคุมอาวุธปืน ถอดบทเรียนกราดยิง

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในสถานศึกษาอย่างกรณีโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สังคมไทยต้องหันมามองอย่างจริงจัง ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำ นโยบาย อนุทิน-กิตติ์รัฐ ควบคุมอาวุธปืน ถอดบทเรียนกราดยิง มาเป็นแนวทางหลักในการปฏิรูประบบความปลอดภัยของประเทศ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์สลดใจเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

การเปลี่ยนผ่านจากความหวาดกลัวไปสู่ความปลอดภัยที่ยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยมีใจความสำคัญอยู่ที่การยกระดับเครือข่ายความปลอดภัยให้ครอบคลุมทุกมิติ

แนวทางขับเคลื่อนนโยบาย อนุทิน-กิตติ์รัฐ ควบคุมอาวุธปืน ถอดบทเรียนกราดยิง

การดำเนินงานภายใต้ นโยบาย อนุทิน-กิตติ์รัฐ ควบคุมอาวุธปืน ถอดบทเรียนกราดยิง มุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบนิเวศความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง ดังนี้:

  • การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน: ปรับแนวคิดให้ตำรวจและประชาชนเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัย ไม่ใช่แค่หน้าที่ฝ่ายเดียว
  • อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่: พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครให้มีความรู้ในการเฝ้าระวังและรับมือกับเหตุฉุกเฉิน
  • การบูรณาการเครือข่าย: เชื่อมโยง ตำรวจ-โรงเรียน-ครอบครัว-ชุมชน เข้าด้วยกันเพื่อสร้างเกราะป้องกัน
  • การควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด: มาตรการที่เด็ดขาดจากฝ่ายมหาดไทยและการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ความงดงามของการบริหารงานในระดับนโยบายที่ ผศ.ดร.นพดล ได้กล่าวถึง คือการที่ผู้นำมองเห็นศักยภาพของคนไทยในฐานะทุนทางสังคม การสร้างระบบที่ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างมีมาตรฐาน จะช่วยให้การป้องกันเหตุร้ายในนาทีแรกมีความสำคัญยิ่งกว่าการเข้าไประงับเหตุในภายหลัง

เราต้องยอมรับว่าตำรวจเพียงลำพังอาจไม่สามารถดูแลทุกจุดในประเทศได้ตลอดเวลา ดังนั้น การเพิ่มขีดความสามารถให้แก่บุคลากรในโรงเรียนและชุมชน คือคำตอบของความปลอดภัยยุคใหม่ที่ยั่งยืนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทุกคนในสังคมไทยให้รู้สึกปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด การถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การโศกเศร้า แต่เป็นการเริ่มต้นลงมือทำร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตที่ไม่มีใครต้องตกเป็นเหยื่อจากเหตุรุนแรงอีกต่อไป

ที่มา – ชู นโยบาย “อนุทิน-กิตติ์รัฐ” ควบคุมอาวุธปืน ถอดบทเรียนกราดยิงเทพศิรินทร์

“กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

“กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

เรียกได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในสภาตอนนี้กำลังเข้มข้นเลยทีเดียวครับ โดยล่าสุดนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการประชุมสภาในภาพรวม ซึ่งงานนี้ “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน เพื่อให้งานทุกอย่างเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด

หากพูดถึงการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 นายกรวีร์ได้กล่าวขอบคุณทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตลอดการอภิปราย 2 วันที่ผ่านมาแทบไม่มีการพาดพิงหรือเสียดสีกันรุนแรง ทำให้การทำงานมีความสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในช่วงค่ำวันนี้จะมีการลงมติอย่างเป็นทางการ โดยเชื่อมั่นว่าคะแนนเสียงจะผ่านไปได้ด้วยดีครับ

ก้าวสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีประชาชนร่วมด้วย

ในอีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ย้ำชัดว่า “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นตรงกัน โดยมีการประสานงานกับวุฒิสมาชิกและประธานรัฐสภาเรียบร้อยแล้วว่า ควรให้ร่างจากภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาเคียงคู่ไปกับร่างของพรรคการเมืองต่างๆ

ประเด็นที่น่าจับตาหลังจากนี้มีดังนี้:

  • การเตรียมความพร้อมในการลงมติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
  • การเปิดช่องทางพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนในสมัยประชุมหน้า
  • การประสานงานร่วมกันระหว่างวิปรัฐบาลและฝ่ายค้านเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแก้ไขรายประเด็นนั้น ยังต้องรอความชัดเจนจากประธานรัฐสภาว่าจะมีการบรรจุเข้าสู่วาระอย่างไร แต่โดยส่วนตัวนายกรวีร์มองว่าการรอให้ร่างของภาคประชาชนเข้ามาพร้อมกันจะส่งผลดีต่อภาพรวม ทั้งในแง่ของความศรัทธาและความรอบคอบของกฎหมายสูงสุดฉบับนี้

ถือเป็นเทรนด์การเมืองยุคใหม่ที่เน้นความร่วมมือเป็นหลัก ไม่แบ่งแยกพรรคพวกจนเกินไป และให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นแนวทางที่น่าชื่นชมครับ สุดท้ายนี้ “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตากันต่อไปว่า หลังจากนี้การแก้ไขกฎหมายสำคัญเหล่านี้จะมีความคืบหน้าอย่างไร เชื่อว่าทุกคนที่ติดตามการเมืองไทยต้องลุ้นไปพร้อมๆ กับผมแน่นอนครับ

ที่มา – “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังกังวลใจกันอยู่ นั่นคือปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และไฟป่าที่ครอบคลุมทั่วประเทศทุกปี ล่าสุดมีเหตุการณ์สำคัญที่ พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อผลักดันกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่แค่แก้ปลายเหตุแบบซ้ำซาก เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 ที่รัฐสภาเลยนะครับ

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ภาคประชาชนรวมตัวกันกว่า 100 หน่วยงาน มีผู้สนับสนุนลงชื่อหลักแสนราย บุกยื่นหนังสือถึงนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษามาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 พวกเขากังวลว่าสถานการณ์มลพิษอากาศมันรุนแรงขึ้นทุกปี ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กระทบสุขภาพประชาชนทุกวัย โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง สาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง การเกษตรแบบดั้งเดิม และมลพิษข้ามพรมแดนจากเพื่อนบ้าน

ตัวแทนเครือข่ายอากาศสะอาดย้ำว่าที่ผ่านมาพวกเขาผลักดันประเด็นนี้มานาน แต่ยังไม่คลายกังวลกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่อยู่ระหว่างพิจารณา เพราะบางมาตราเปิดช่องล่าช้า ไม่แก้ที่ต้นเหตุ และอาจกลายเป็น "ฉบับฟอกเขียว" ที่ดูดีแต่ไม่ได้ผลจริง พวกเขาขอให้สภาและกรรมาธิการทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน ดันกฎหมายที่มีประสิทธิภาพแท้ๆ

ภาคประชาชนยื่นหนังสือ พิมพ์ภัทรา รับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ประชาชนเรียกร้องอะไรบ้างใน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

  • แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ดับไฟปลายเหตุ
  • บังคับใช้ทันที ไม่มีช่องโหว่ล่าช้า
  • มีกลไกตรวจสอบและลงโทษที่ชัดเจน
  • สนับสนุนประชาชนและเกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรม
ตัวแทนภาคประชาชนหารือ พิมพ์ภัทรา รับหนังสือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ท่าทีรัฐบาลหลัง พิมพ์ภัทรา รับหนังสือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นางสาวพิมพ์ภัทรา รับเรื่องทันทีและยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญสูงสุด โดยนายกรัฐมนตรีประกาศชัดว่า "อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน" และผลักดัน พ.ร.บ.นี้เป็นวาระเร่งด่วน รัฐบาลสนับสนุนร่างที่ค้างอยู่ ไม่เริ่มนับหนึ่งใหม่ เพื่อความต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีนี้ที่ฝุ่น PM2.5 รุนแรงมาก

แนวทางหลักคือตั้ง "คณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาด" มีนายกฯ เป็นประธาน สั่งการข้ามกระทรวงได้จริง จัดการเผาในที่โล่งและอุตสาหกรรม มีมาตรการเศรษฐกิจ เช่น ให้ incentives เกษตรกร อย่างเครื่องจักรกลเกษตร ส่งเสริมเกษตรสีเขียว ลดต้นทุนไปในตัว พรรคร่วมรัฐบาลเห็นพ้องกัน แต่เน้นต่างกระทรวง เช่น จัดการมลพิษข้ามแดนผ่าน ASEAN ใช้การค้าที่ยั่งยืนเป็นเครื่องมือ และเร่งพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์ในเกษตรและขนส่ง

พิมพ์ภัทรา ชี้แจงหลังรับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นอกจากนี้ ยังสมดุลระหว่างบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด กับช่วยเหลือเยียวยาผู้กระทบ ล่าสุดวันที่ 29 เม.ย. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ พบนายกลาว เพื่อยกระดับความร่วมมือหมอกควันข้ามแดน ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ MOU ใหม่ และสนับสนุนผ่านธนาคารสีเขียว สุดยอดเลยใช่มั้ยครับ

ในมุมมองผมนะ กฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถ้าผ่านและใช้ได้จริง จะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ ช่วยให้เราหายใจโล่งอก ลดวันหยุดเรียน หยุดงานจากฝุ่นได้เยอะ คุณภาพชีวิตดีขึ้นแน่นอน แต่ต้องติดตามต่อว่าการพิจารณาจะเป็นยังไง ภาคประชาชนยังมีบทบาทสำคัญ ลุ้นกันต่อไปครับ!

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อกดดันให้เกิดอากาศสะอาดเร็วๆ นะครับ

ที่มา – “พิมพ์ภัทรา” รับหนังสือภาคประชาชน ร้องดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ใช้ได้จริง

“อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ราคาพืชผล

ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำเป็นประเด็นร้อนที่เกษตรกรไทยเผชิญมานานหลายปี ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน หรือผลไม้อย่างทุเรียน มังคุด ล่าสุดในสภา มีการถกเถียงเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหานี้ แต่ “อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล ย้ำ “กมธ.พาณิชย์” มีอำนาจเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน โดยนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะวิปรัฐบาล ได้ออกมาชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน

“อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล ย้ำ “กมธ.พาณิชย์” มีอำนาจเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน

จากเหตุการณ์วันที่ 29 เมษายน 2567 สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาราคาพืชผล นายอัครเดชกล่าวว่า รัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญสูงสุดกับปัญหานี้ โดยได้กำชับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ติดตามข้อเสนอและการอภิปรายของ ส.ส. อย่างใกล้ชิดแล้ว การส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการการพาณิชย์ (กมธ.พาณิชย์) ดำเนินการจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ในสัปดาห์หน้า กมธ.พาณิชย์ชุดใหม่จะเริ่มทำงานทันที โดยไม่เสียเวลาในการตั้งใหม่ ซึ่งกมธ.นี้ในฐานะกรรมาธิการสามัญประจำสภา มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการติดตามและแก้ไขปัญหาราคาพืชผลอยู่แล้ว “ไม่จำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพิ่มเติม เพราะอาจเกิดความซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองงบประมาณ ขณะที่กมธ.พาณิชย์สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” นายอัครเดชย้ำ

เหตุผลหลักที่ “อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล

  • อำนาจเต็มรูปแบบ: กมธ.พาณิชย์สามารถเชิญหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนมาหารือได้ มีตัวแทนทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน
  • ไม่ซ้ำซ้อนและประหยัดงบ: หลีกเลี่ยงการใช้ทรัพยากรซ้ำซ้อน ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดิน
  • ทำงานต่อเนื่อง: มีอายุการทำงานยาวนานจนครบวาระสภา สามารถติดตามผลรัฐบาลได้ยาวนาน ต่างจากกมธ.วิสามัญที่จำกัดเวลา
  • ประสิทธิภาพสูงกว่า: เป็นกลไกประจำสภา ทำให้แก้ปัญหาได้รวดเร็วและยั่งยืน

ปัญหาราคาพืชผลที่เกษตรกรเผชิญและแนวทางแก้ไข

ราคาพืชผลตกต่ำเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผลผลิตล้นตลาดในฤดูเก็บเกี่ยว ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากน้ำมันและปุ๋ย สงครามการค้าโลกที่กระทบการส่งออก และปัญหาโลจิสติกส์ รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือ เช่น การรับซื้อสต็อกผลผลิต การเจรจาเปิดตลาดใหม่ ลดภาษีนำเข้าปุ๋ย และส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน โดยกมธ.พาณิชย์จะช่วยตรวจสอบและเสนอแนะเพิ่มเติม

ฝ่ายค้านเสนอว่ากมธ.วิสามัญจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม แต่ในความเป็นจริง กมธ.พาณิชย์ก็ทำได้เช่นกัน และมีประสิทธิภาพมากกว่าเพราะความต่อเนื่องในการทำงาน

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งเน้นประสิทธิภาพและการแก้ปัญหาจริงจัง โดยไม่เสียเวลากับโครงสร้างใหม่ที่อาจล่าช้า คุณเห็นด้วยกับมุมมองของ “อัครเดช” หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เกษตรกรได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเกษตรและการเมืองเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – “อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล ย้ำ “กมธ.พาณิชย์” มีอำนาจเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน

“ปานเทพ” ยื่น 8 ข้อเสนอรื้อโครงสร้างพลังงาน “เอกนัฏ” รับลูกพร้อมชนกลุ่มทุน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวออนไลน์ทุกคน วันนี้เรามีข่าวเด็ดในวงการพลังงานไทยมาอัปเดตกันครับ เมื่อ “ปานเทพ” หรือนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นำทีมเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) สภาผู้บริโภค และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก บุกยื่นข้อเสนอสำคัญต่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเรียกร้องการแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันที่เอาเปรียบประชาชนมานาน

“ปานเทพ” ยื่น 8 ข้อเสนอรื้อโครงสร้างพลังงาน “เอกนัฏ” รับลูกพร้อมชนกลุ่มทุน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่กระทรวงพลังงาน โดยปานเทพชี้ให้เห็นปัญหาใหญ่หลวงว่า แม้ราคาน้ำมันโลกจะตกลง แต่ราคาในไทยยังแพงหูฉี่ เพราะกำไรค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14.40 บาทต่อลิตร และค่าการตลาดที่บานปลาย ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนัก เงินในกระเป๋าเล็กลงทุกวัน ข้อเสนอ 8 ข้อนี้จึงมาเพื่อรื้อโครงสร้างพลังงานให้โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น

8 ข้อเสนอสำคัญที่ปานเทพยื่นให้เอกนัฏ

มาดูกันครับว่าข้อเสนอทั้ง 8 ข้อนี้มีอะไรบ้าง ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมวงการพลังงานไทยได้จริง

  • ข้อ 1: สั่งหยุดกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาทมาพยุงกองทุนน้ำมันทันที แต่ให้ใช้อำนาจกฎหมายเรียกคืนกำไรเกินควรจากโรงกลั่นน้ำมันแทน เพื่อไม่ให้ประชาชนเป็นหนี้เพิ่ม
  • ข้อ 2: ปลดล็อกโซลาร์เซลล์หน้าบ้าน (Net Metering) อนุญาตให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าเองและขายคืนรัฐแบบหักลบหน่วย ลดค่าไฟฟ้าบิลล้านล้าน
  • ข้อ 3: ลดกำไรค่าการกลั่นน้ำมันให้สมเหตุสมผล ไม่เกิน 10 บาทต่อลิตร เพื่อสะท้อนราคาน้ำมันจริง
  • ข้อ 4: ปรับลดค่าการตลาดที่สูงเกินจริง ไม่ให้ปั๊มน้ำมันเอาเปรียบผู้บริโภค
  • ข้อ 5: เปลี่ยนกลไกอ้างอิงราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์ จาก 100% เป็นผสมโรงกลั่นในไทย เพื่อให้ราคาถูกลง
  • ข้อ 6: เพิ่มธรรมาภิบาลในกองทุนน้ำมัน ป้องกันการบริหารที่ขาดโปร่งใสและสร้างหนี้สิน
  • ข้อ 7: ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น ลม แสงอาทิตย์ ให้เป็นทางเลือกหลัก ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า
  • ข้อ 8: ตั้งกลไกคุ้มครองผู้บริโภคให้มีส่วนร่วมตรวจสอบราคาน้ำมันและค่าไฟทุกเดือน

ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่แค่ไอเดียลอยๆ แต่มาจากข้อมูลจริงที่สะสมจากความเดือดร้อนของประชาชนมานับปี โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันที่กลายเป็นกองทุนหนี้สิน สะสมภาระกว่าแสนล้าน

เอกนัฏ รับลูกเต็มที่ ยืนเคียงข้างประชาชน 100%

ที่น่าตื่นเต้นคือ รัฐมนตรีเอกนัฏไม่ปฏิเสธ แต่รับลูกทันที! บอกว่าหลายเรื่องตรงใจมาก โดยเฉพาะการไม่เห็นด้วยกับกลไกกองทุนน้ำมันปัจจุบันที่ขาดธรรมาภิบาล เขาเตรียมเสนอ 5 นโยบายหลักเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที เช่น ดัน “Solar Rooftop” หรือโซลาร์หลังคาเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ทุกบ้านผลิตไฟได้เอง ลดการผูกขาดจากทุนใหญ่

สำหรับการลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น เขาบอกว่า 2 บาทยังไม่พอ ต้องเลิกอ้างราคาสิงคโปร์แบบไทยไม่มีโรงกลั่นซะที ส่วนเรื่องกู้ 1.5 แสนล้าน ตอนนี้กองทุนเริ่มดีขึ้น จะบริหารให้ไม่ต้องกู้เพิ่ม เก็บไว้เป็นไพ่ใบสุดท้ายเท่านั้น เรื่องปิดปั๊มน้ำมันยามดึกก็ยันว่าเป็นแผนสำรอง ไม่จำเป็นตอนนี้ น้ำมันสำรองยังพอ

ปัญหาโครงสร้างพลังงานไทยไม่ได้เพิ่งเกิด แต่สะสมมานาน กองทุนน้ำมันก่อตั้งปี 2555 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา แต่กลายเป็นเครื่องมือพึ่งพากู้เงินไม่รู้จบ สร้างหนี้สาธารณะพุ่งสูง ผู้บริโภคอย่างเราจ่ายแพงขึ้นทุกปี สถิติปี 2568 ค่าไฟฟ้าปรับขึ้น 10% น้ำมันดีเซลเกือบ 40 บาท/ลิตร ส่งผลกระทบเศรษฐกิจฐานรากหนัก

การผลักดันพลังงานสะอาดอย่าง Solar Rooftop จะช่วยลดนำเข้า ลดโลกร้อน และประหยัดเงินประชาชนปีละหมื่นล้าน หากรัฐปลดล็อก Net Metering จริง ทุกบ้านติดแผงโซลาร์ได้ง่ายขึ้น ค่าไฟเหลือแค่ครึ่งเดียว

นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีเอกนัฏพร้อมสู้กลุ่มทุนพลังงานยักษ์ใหญ่ เพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ หากนโยบายเหล่านี้ผ่านครม. ไทยจะก้าวสู่พลังงานยั่งยืนได้แน่นอน

คุณคิดยังไงกับข้อเสนอนี้? อยากเห็น Solar Rooftop ที่บ้านไหม? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ แล้วอย่าลืมแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รู้ เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น!

ที่มา – “ปานเทพ” ยื่น 8 ข้อเสนอรื้อโครงสร้างพลังงาน “เอกนัฏ” รับลูกพร้อมชนกลุ่มทุน

พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส.

พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส.

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจการเมืองไทย ในวันที่ 24 มีนาคม 2569 พรรคประชาชนได้มีการประชุม สส. ประจำสัปดาห์ เพื่อหารือแนวทางการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร และมีข้อสรุปที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะ พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส. ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นให้สภาทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ สส. กับประชาชนมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน สภาผู้แทนราษฎรประชุมเพียง 2 วันต่อสัปดาห์ คือวันพุธและพฤหัสบดี ซึ่งบางครั้งทำให้วาระการประชุมค้างคาเยอะแยะ โดยเฉพาะร่างกฎหมายที่ สส. หรือภาคประชาชนเสนอเข้ามา พรรคประชาชนจึงเห็นด้วยกับการเพิ่มวันประชุมเป็น 3 วันต่อสัปดาห์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อเดือน โดยวันศุกร์จะเน้นพิจารณากฎหมายจาก สส. และประชาชนเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังเสนอยกเลิกสวัสดิการอาหารฟรีสำหรับ สส. ในวันประชุม ให้ สส. จ่ายค่าใช้จ่ายเองแทน เพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดิน

รายละเอียดข้อเสนอของพรรคประชาชน

มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยนะครับ ข้อเสนอหลักมี 2 ประการใหญ่ๆ:

  • เพิ่มวันประชุมสภา: จากเดิม 2 วัน (พุธ-พฤหัสบดี) เป็น 3 วัน (พุธ-ศุกร์) ในบางสัปดาห์ โดยวันพุธพิจารณากฎหมายทั่วไป วันพฤหัสจัดการกระทู้ ญัตติ และรายงาน ส่วนวันศุกร์專สำหรับร่างกฎหมายจาก สส. และประชาชนที่ค้างอยู่ เพื่อให้สภามีพื้นที่มากขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประธานสภาใหม่ โสภณ ซารัมย์ ที่เคยอภิปรายว่าต้องการให้ สส. มีบทบาทในการเสนอกฎหมายมากกว่าแค่รอจากรัฐบาล
  • ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส.: สวัสดิการนี้เคยถูกเรียกร้องให้ลดมาตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล พรรคประชาชนเห็นด้วยเต็มที่ หากสภาจำเป็นต้องจัดอาหาร ก็ให้ สส. หักจากเงินเดือนตัวเอง ถัดไปจะผลักดันผ่านกรรมาธิการกิจการสภาและ พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี โดยให้ทุกพรรคร่วมออกแบบ

แนวคิดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่ สส. พรรคประชาชนผลักดันมาตลอด เพื่อให้สภาทำงานตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ ลดความเหลื่อมล้ำในการใช้เงินภาษี และเพิ่มประสิทธิภาพการ立法

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

หากข้อเสนอ พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส. ผ่านไป จะช่วยให้กฎหมายที่มาจากเสียงประชาชนเดินหน้าได้เร็วขึ้น เช่น กฎหมายช่วยเหลือคนจน ลดค่าครองชีพ หรือคุ้มครองสิทธิพลเมืองต่างๆ ที่มักค้างเพราะเวลาน้อย นอกจากนี้ การยกเลิกอาหารฟรียังช่วยประหยัดงบได้ปีละหลายล้านบาท เอาเงินนั้นไปพัฒนาสังคมดีกว่า

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนยังคงยึดมั่นหลักการประหยัด อดทน และทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่แค่สวัสดิการตัวเอง สภาชุดใหม่นี้น่าจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าทุกพรรคร่วมมือกัน

คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้การเมืองไทยดีขึ้นเรื่อยๆ

ที่มา – พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส.

กรมธุรกิจพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง จากตลาดสากล

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมค่าการกลั่นน้ำมันถึงพุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้ กรมธุรกิจพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง ว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดจากกลไกตลาดสากล ไม่ใช่การกำหนดราคาโดยรัฐหรือโรงกลั่นแต่อย่างใด วันนี้เราจะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่ามันคืออะไร และมีผลกระทบยังไงต่อราคาน้ำมันที่เราต้องเติมทุกวัน

กรมธุรกิจพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง

ตามที่นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ชี้แจงในวันที่ 13 มีนาคม 2569 หลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) กับผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน ค่าการกลั่นที่สูงขึ้นนี้มาจากส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซิน ดีเซล หรือ LPG ซึ่งอิงตามดัชนี MOPS สิงคโปร์ หักลบด้วยต้นทุนน้ำมันดิบจากตลาดล่วงหน้า ไม่ใช่ความผิดปกติอะไร

ค่าการกลั่นหรือ Refinery Margin นี้ เป็นดัชนีที่สะท้อนสถานการณ์ตลาดจริง ๆ บางวันบวก บางวันลบ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รายงานข้อมูลนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน กรมธุรกิจพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง ย้ำว่า มันไม่ได้บ่งชี้กำไรโรงกลั่นเสมอไป ถ้าโรงกลั่นไม่มีประสิทธิภาพ แม้ margin สูงก็อาจขาดทุนได้ เช่น ซื้อน้ำมันดิบแพงแต่ขายสำเร็จรูปได้ราคาต่ำกว่า

เข้าใจสาเหตุที่กรมธุรกิจพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง

สาเหตุหลักมาจากความผันผวนของตลาดโลก โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งจากความตื่นตระหนก (Panic Buying) แม้น้ำมันดิบยังไม่ปรับขึ้นตาม ส่งผลให้ส่วนต่างกว้างขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น:

  • ราคาน้ำมันดิบตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
  • ดัชนี MOPS สำหรับน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคเอเชีย
  • ความต้องการน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจฟื้นตัว
  • ข้อจำกัดการขนส่งจากตะวันออกกลาง

กรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่า ไม่มีผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันหน้าปั๊ม เพราะราคาขายปลีกคำนวณจากราคาหน้าโรงกลั่น + ภาษี + กองทุนน้ำมัน ตามกลไกตลาดเสรี

ผลกระทบต่อประชาชนและมาตรการช่วยเหลือ

ถึงแม้ กรมธุรกิจพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง จะไม่กระทบราคาโดยตรง แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลทางอ้อมผ่านต้นทุนพลังงาน รัฐบาลจึงมอบหมายกระทรวงพลังงานร่วมสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ติดตามใกล้ชิด จัดทำฉากทัศน์ต่าง ๆ เพื่อช่วยประชาชน เช่น ลดภาษีหรืออุดหนุนกองทุน

นอกจากนี้ ยังศึกษาการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งโรงกลั่นไทยรองรับได้ทางเทคนิค โดยอิงราคา Brent เป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงจากแหล่งตะวันออกกลางที่มีปัญหา ขั้นตอนต่อไปคือประสานโรงกลั่นและเทรดเดอร์

สำหรับผู้บริโภคอย่างเรา ค่าการกลั่นนี้ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมราคาน้ำมันถึงผันผวนได้ แม้รัฐจะควบคุมบางส่วน แต่ตลาดโลกยังเป็นตัวกำหนดหลัก

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้ไทยเร่งหาแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น น้ำมันจากรัสเซียหรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ ติดตามข่าวสารพลังงานเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้ และแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจมากขึ้นนะครับ!

ที่มา – “กรมธุรกิจพลังงาน” แจง ค่าการกลั่นพุ่ง เป็นผลจากความต่างระหว่างน้ำมันดิบและสำเร็จรูป ตามตลาดสากล

ภาคประชาชนจัดประชามติจำลองถอดถอน กกต. คึกคักปทุมวัน

ภาคประชาชนจัดประชามติจำลองถอดถอน กกต. กลายเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 กลุ่มตัวแทนนักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้รวมตัวกันที่สกายวอล์กสี่แยกปทุมวัน ใกล้หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เพื่อชวนทุกคนออกเสียงในคำถามสำคัญว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกจากตำแหน่งหรือไม่” บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักตั้งแต่ช่วงบ่าย ประชาชนทยอยมาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก สะท้อนถึงความกังวลต่อการทำงานของ กกต. จากปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ประชามติจำลองถอดถอน กกต. เริ่มต้นอย่างไร

กิจกรรมนี้ถูกจัดขึ้นตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป แต่ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ 16.00 น. ประชาชนบางส่วนก็เริ่มเดินทางมารอที่จุดรวมพลหน้าหอศิลป์แล้ว สื่อมวลชนต่างก็ปักหลักรอทำข่าวเช่นกัน ทำให้พื้นที่รอบๆ คึกคักตั้งแต่เนิ่นๆ การจัดตั้งคูหาเลือกตั้งจำลอง โต๊ะ ปากกา กระดาษลงคะแนน กล่องบัตร และตะกร้านับคะแนน ถูกนำมาจัดวางอย่างเรียบร้อย เพื่อล้อเลียนขั้นตอนการเลือกตั้งจริงของ กกต. โดยมีลำโพงและแท่นปราศรัยครบครัน

บรรยากาศก่อนเริ่มประชามติจำลองถอดถอน กกต.

ก่อนถึงเวลานัดหมาย พบว่ามีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ปทุมวัน หน่วยควบคุมฝูงชน ตำรวจหญิง ชุด EOD ประมาณ 50 นาย และสุนัข K-9 กระจายกำลังดูแลความปลอดภัย ตรวจตราสิ่งผิดปกติ เพื่อป้องกันเหตุร้ายหรือการแทรกแซงจากบุคคลที่สาม ทุกอย่างดูสงบเรียบร้อย แต่เต็มไปด้วยความตึงเครียดแบบสร้างสรรค์

เวลา 16.20 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มนำอุปกรณ์มาจัดเตรียม โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • คูหาเลือกตั้งจำลอง
  • โต๊ะและเก้าอี้สำหรับลงคะแนน
  • ปากกา กระดาษ และกล่องบัตรคะแนน
  • ตะกร้านับคะแนน
  • ลำโพง เครื่องเสียง และแท่นปราศรัย

อุปกรณ์เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองการเลือกตั้งและประชามติที่ “โปร่งใสและสุจริต” ซึ่งกลุ่มผู้จัดมองว่าต่างจากที่ กกต. จัดการในอดีต โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่าสุด ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น

คำถามหลักในประชามติจำลองถอดถอน กกต.

หัวใจของกิจกรรมคือการลงคะแนนในคำถามชัดเจน: “ท่านเห็นชอบว่าสมควรถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้งออกจากตำแหน่งหรือไม่” เมื่อถึงเวลา 17.00 น. ประชาชนต่อแถวยาวเพื่อเข้าร่วม บางคนนำป้ายข้อความวิจารณ์การทำงานของ กกต. มาโชว์ เช่น ป้ายล้อการทุจริตหรือขาดความโปร่งใส กิจกรรมดำเนินไปอย่างลื่นไหล จนถึงเวลาประมาณ 20.00 น. ที่จะมีการอ่านแถลงการณ์จุดยืน ก่อนยุติก่อน 21.00 น.

ความหมายของประชามติจำลองถอดถอน กกต. ต่อสังคมไทย

กิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่การชุมนุมธรรมดา แต่เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ชี้ให้เห็นปัญหาใหญ่ในการเมืองไทย โดยเฉพาะบทบาทของ กกต. ที่ถูกมองว่าล้มเหลวในการรักษาความยุติธรรมในการเลือกตั้ง หลังเหตุการณ์วันที่ 8 ก.พ. ที่มีข้อร้องเรียนมากมายเรื่องการนับคะแนน ความล่าช้า และความไม่โปร่งใส ภาคประชาชนจึงใช้เวทีนี้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบและถอดถอน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของการมีส่วนร่วมของประชาชนในยุคดิจิทัล ที่ไม่เพียงมาร่วมเท่านั้น แต่ยังแชร์ภาพและวิดีโอบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ประเด็นประชามติจำลองถอดถอน กกต. แพร่กระจายไปทั่วประเทศ สร้างกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบคำถามสังคม

จากที่สังเกต บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวังและพลังของคนรุ่นใหม่ นักศึกษาหลายคนที่มาร่วมบอกว่า “เราต้องการเลือกตั้งที่ fair จริงๆ ไม่ใช่แค่ชื่อ” ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข

ในมุมมองของผู้เขียน กิจกรรมเช่นนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปการเมือง แม้จะเป็นแค่จำลอง แต่ก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าประชาชนไม่ยอมนิ่งเฉย คุณล่ะ คิดว่าสมควรถอดถอน กกต. หรือไม่? ลองมาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ

ที่มา – ภาคประชาชนจัดกิจกรรมประชามติจำลอง ชวนคนออกเสียงเห็นชอบสมควรถอดถอน กกต. หรือไม่

จาตุรนต์ รณรงค์ประชามติ เห็นชอบ รธน.ใหม่

“จาตุรนต์” ย้ำ เพื่อไทยเดินหน้าร่วมภาคประชาชน รณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชี้ทุกพรรคการเมืองมีสิทธิรณรงค์ตามกฎหมาย กกต. ต้องเปิดพื้นที่เท่าเทียม

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมกิจกรรมรณรงค์กับภาคประชาชนในช่วงบรรยากาศการเปิดรับสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ โดยยืนยันจุดยืนของพรรคเพื่อไทยในการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า การรณรงค์ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และ กกต. ต้องอำนวยความสะดวกให้เกิดความเสรี เสมอภาค และเท่าเทียม

พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้ารณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ นานา แต่พรรคฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ประชาชนได้มีสิทธิในการตัดสินใจอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

นายจาตุรนต์ ยังอ้างอิงหลักสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายประชามติว่า ทุกภาคส่วนสามารถรณรงค์ได้อย่างเต็มที่ โดยกล่าวว่า ตนเห็นสิทธิเสรีภาพที่กำหนดไว้ในพรบ.ประชามติฉบับปัจจุบันที่บอกว่าประชาชน พรรคการเมือง กลุ่มเอกชน ภาคประชาสังคมหรือองค์กรต่างๆ มีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่จะรณรงค์การออกเสียงประชามติได้อย่างเสรี เสมอภาค และเท่าเทียม และย้ำบทบาทของ กกต.ในการอำนวยความสะดวก เปิดพื้นที่การสื่อสารอย่างเป็นธรรม โดยระบุว่า กกต.จะต้องให้ความร่วมมือเปิดช่องทางในการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน กกต.จะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชน รวมทั้งพรรคการเมืองเข้าร่วมการรณรงค์ได้อย่างเต็มที่

สำหรับการทำงานของคณะกรรมการรณรงค์ฯ พรรคเพื่อไทย นายจาตุรนต์กล่าวว่า พรรคได้ตั้งคณะกรรมการรณรงค์ขึ้นอย่างเป็นทางการ และพร้อมประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายตลอดช่วงเลือกตั้งจนถึงวันลงประชามติ ซึ่งเป็นวันเดียวกัน โดยกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการรณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของชาติ และเชื่อว่าการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ท้ายที่สุด นายจาตุรนต์ ขอบคุณภาคประชาชนและองค์กรผู้จัดกิจกรรม พร้อมยืนยันจะเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง และแสดงความมุ่งมั่นในการที่จะเข้าร่วมทุกกิจกรรมที่ทำขึ้น

จาตุรนต์ รณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การรณรงค์เพื่อให้ประชาชนเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ภาคประชาสังคม หรือประชาชนทั่วไป การเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรีและเท่าเทียม จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการรณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การรณรงค์เพื่อให้ประชาชนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย เพราะรัฐธรรมนูญคือ กฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่กำหนดโครงสร้างทางการเมือง การปกครอง และสิทธิเสรีภาพของประชาชน การมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเมือง ลดความขัดแย้ง และส่งเสริมการพัฒนาประเทศในทุกด้าน

  • ส่งเสริมประชาธิปไตย: รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชน จะเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง
  • ลดความขัดแย้ง: การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญ จะช่วยลดความขัดแย้งและความไม่พอใจ
  • พัฒนาประเทศ: รัฐธรรมนูญที่ดี จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ

ดังนั้น การรณรงค์ให้ประชาชนเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นการสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การตัดสินใจของประชาชนในการออกเสียงประชามติครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “จาตุรนต์” นำทีมภาคประชาชนเดินหน้ารณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

Scroll to top