ภาคใต้

“พิพัฒน์” เผยไม่พบกักตุนน้ำมันใต้ เร่งส่งดีเซล

สถานการณ์น้ำมันดีเซลในไทยกำลังเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะหลังจากเกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ล่าสุด “พิพัฒน์” เผย ไม่พบผู้กักตุนน้ำมันภาคใต้ เร่งส่งดีเซลใช้ภาคขนส่ง หลังถูกขู่หยุดเดินรถ ทำให้ประชาชนโล่งใจขึ้นบ้าง แต่รัฐบาลยังต้องเร่งแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง

“พิพัฒน์” เผย ไม่พบผู้กักตุนน้ำมันภาคใต้ เร่งส่งดีเซลใช้ภาคขนส่ง หลังถูกขู่หยุดเดินรถ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยหลังการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ว่า จากการตรวจสอบโดยหน่วยเฉพาะกิจที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น ไม่พบหลักฐานการกักตุนน้ำมันในภาคใต้เลย มีเพียงกรณีเล็กน้อยในอ่างทอง 3.3 แสนลิตร และพยายามส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน 20,000 ลิตรเท่านั้น สิ่งนี้ช่วยคลายความกังวลเรื่องการกักตุนที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ก่อนหน้านี้ สมาคมโลจิสติกส์และขนส่งภาคใต้ ได้ร้องเรียนและขู่จะหยุดให้บริการขนส่ง หากไม่มีน้ำมันดีเซลเพียงพอ รัฐบาลจึงเร่งส่งน้ำมันผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของการขนส่งสินค้า

สถานการณ์น้ำมันดีเซลทั่วประเทศ

ปลัดกระทรวงพลังงาน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ กล่าวว่า การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 84 ล้านลิตรต่อวัน ต้องจับตาว่าจะคงที่หรือไม่ หลังช่วงแรกเกิดการตื่นตระหนกกักตุน แต่คาดว่าจะกลับสู่ปกติ การเพิ่มดีเซล B5 B7 B20 จะช่วยลดการใช้ดีเซลพื้นฐาน ทำให้สำรองน้ำมันอยู่ที่ 90-100 วัน

ส่วนปัญหาการผลิตไม่ทันใช้ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ ชี้แจงว่า เอกชนนำน้ำมันสำรองออกมาใช้ และรัฐผ่อนผายเกณฑ์สำรองเพิ่ม โรงกลั่นและพ่อค้าที่ไม่รายงานมีโทษปรับและอาญา

การขนส่งและหาน้ำมันสำรอง

การขนส่งน้ำมันหลักทางรถบรรทุก 40% ท่อ 30% รถไฟ 20% เรือ 10% โดยท่อส่งในภาคอีสานเพิ่มจาก 3.5 เป็น 5-6 ล้านลิตรต่อวัน และมีแนวโน้มสูงขึ้น สำหรับน้ำมันดิบ รัฐจัดหาจากแหล่งนอกตะวันออกกลาง เช่น แองโกลา สหรัฐฯ และลาตินอเมริกาที่กำลังขนส่งมา

  • ท่อส่ง: 30% โดยเฉพาะไทยออยล์
  • รถบรรทุก: 40% หลักสำหรับทั่วประเทศ
  • รถไฟ: 20% ช่วยกระจายในบางพื้นที่
  • เรือ: 10% สำหรับระยะไกล

แก้ปัญหาสถานีบริการหมดโควต้า

นายดนุพร พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ แจงกรณีสถานีบางจากหมดโควต้า เนื่องจากขายเกินผลิต แต่ตอนนี้ปลดล็อกเกณฑ์สำรองเพิ่ม 1.5% แล้ว สามารถส่งน้ำมันปกติตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ดูดีขึ้น รัฐบาลแสดงศักยภาพในการจัดการวิกฤตได้ แม้ยังต้องติดตามตัวเลขการใช้ต่อไป หากคุณเป็นผู้ประกอบการขนส่งหรือผู้ใช้รถยนต์ แนะนำให้เติมน้ำมันตามปกติ อย่าตื่นตระหนก และติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ สถานการณ์น้ำมันดีเซลกำลังคลี่คลาย ผู้บริโภคสามารถวางใจได้มากขึ้น

ติดตามอัปเดตสถานการณ์น้ำมันล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา และแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – “พิพัฒน์” เผย ไม่พบผู้กักตุนน้ำมันภาคใต้ เร่งส่งดีเซลใช้ภาคขนส่ง หลังถูกขู่หยุดเดินรถ

อนุทิน ยันไม่มีแอบส่งน้ำมันไปให้กัมพูชา

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องสถานการณ์น้ำมันที่หลายคนกำลังกังวลใจกันอยู่ ล่าสุด อนุทิน ยันไม่มีแอบส่งน้ำมันไปให้กัมพูชา และชี้แจงแบบชัดๆ ว่าปัญหาน้ำมันขาดแคลนที่เกิดขึ้นช่วงนี้ ไม่ใช่เพราะขาดจริงๆ แต่เป็นเพราะประชาชนตุนกันเยอะเกินไป รัฐบาลยืนยันว่ามีกำลังผลิตเพียงพอ และกำลังเร่งแก้ไขให้กลับสู่ปกติเร็วๆ นี้ มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมกับคณะรัฐมนตรีหลายท่านอย่าง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ฝั่งคมนาคม, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีพลังงาน และอื่นๆ แถลงข่าวหลังประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์ โดยเฉพาะประเด็นปั๊มน้ำมันใน จ.สงขลา ที่ปิดไป 4 แห่ง

ผู้บริหาร OR ชี้แจงว่า ไม่มีปัญหาน้ำมันขาดจริง แค่มากรองขนส่งปกติ ประชาชนใช้น้ำมันมากกว่าปกติ เลยหมดปั๊มเร็วหน่อย รอรอบใหม่ได้ทุกวัน นายกฯ อนุทิน บอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะส่งน้ำมันให้ปั๊มวันที่ 1 เม.ย. ส่วนนายพิพัฒน์ ตะโกนเลยว่า ‘เป็นไปไม่ได้!’ และขอตรวจสอบ เพราะมีคนไม่หวังดีเยอะ โดยเฉพาะปั๊มบางจาก ขายส่งยังปกติ

อนุทิน ยันไม่มีแอบส่งน้ำมันไปให้กัมพูชา

ประเด็นร้อนที่หลายคนสงสัยคือ มีการแอบส่งน้ำมันจากลาวไปกัมพูชาหรือเปล่า? นายกฯ อนุทิน ตอบชัดเจน อนุทิน ยันไม่มีแอบส่งน้ำมันไปให้กัมพูชา เพราะเพิ่งไปลาวมา ถามผู้บริหารระดับสูงตรงๆ ก็ยืนยันว่าไม่มี ไทยส่งออกน้ำมันแค่ลาวกับเมียนมาเท่านั้น ด้วยยุทธศาสตร์แลกเปลี่ยน พวกเขาผลิตไฟฟ้า แก๊ส ส่งมาไทย เราก็ส่งเชื้อเพลิงไป

ส่วนกองทุนน้ำมัน รัฐมนตรีอรรถพล ยืนยันว่ายังอุดหนุนได้ กองทุนมีเงินสด 2 หมื่นล้าน จ่ายรอบเดือน กลางเม.ย. ไม่มีปัญหา OR ขายให้จ๊อบเบอร์วันละ 3-5 ล้านลิตร ปกติพอ แต่ตอนนี้ดีมานด์พุ่ง

ตอบไม่ได้ใครทำน้ำมันขาดแคลนเพราะมันไม่ขาดแคลน

นายกฯ บอกตรงๆ ว่า "ตอบไม่ได้ ใครทำให้น้ำมันขาดแคลน เพราะมันไม่ขาดแคลน!" กำลังผลิตไทย 77 ล้านลิตร/วัน ใช้ปกติ 67 ล้าน แต่ช่วง 7 วันก่อน พุ่งเป็น 84 ล้าน เพราะกลัวขึ้นราคา ตุนกันหมด สต๊อกสำรอง 100 วัน นำเข้าน้ำมันดิบ 3.3 พันล้านลิตร จากอเมริกา บราซิล มาเลเซีย ออสเตรเลีย เวียดนาม บรูไน ลิเบีย

แผนแก้ไข: อัดสต๊อกสำรองเข้าไป ผ่อนคลายขนส่ง ใช้เรือเสริมภาคใต้ คาด 1-2 สัปดาห์กลับปกติ ถ้าประชาชนหยุดตุนสิบถัง ก็สมดุลได้เลย ปั๊มปิด 231 แห่ง ส่วนใหญ่ไม่มีแบรนด์ใหญ่ ซื้อจากจ๊อบเบอร์ รับความเสี่ยงเอง

  • กำลังผลิตดีเซล: 77 ล้านลิตร/วัน
  • การใช้ปกติ: 67 ล้านลิตร/วัน
  • นำเข้า 1-18 มี.ค.: 3.3 พันล้านลิตร
  • สต๊อกสำรอง: 100 วัน

นายพิพัฒน์ ขอผู้ค้าปล่อยสต๊อก ภายใน 1 สัปดาห์ รัฐบาลอัดเข้าไปให้ปั๊มเปิดได้หมด

สรุปคือ อนุทิน ยันไม่มีแอบส่งน้ำมันไปให้กัมพูชา และน้ำมันไม่ขาดจริง รัฐบาลมีข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน ปตท. โรงกลั่นทั้งหมด ชัดเจนมาก ขอให้เพื่อนๆ มั่นใจ อย่าตุนเกินจำเป็น ช่วยกันใช้ปกติ สถานการณ์ก็คลี่คลายเร็วแน่นอน มุมมองผมคิดว่ารัฐบาลจัดการดี ถ้าปชช.ช่วย協力 ก็จบปัญหาได้ในพริบตา สนใจอัพเดทข่าวพลังงาน ติดตามบล็อกเราเลยนะครับ!

ที่มา – “อนุทิน” ยันไม่มีแอบส่งน้ำมันไปให้กัมพูชา ตอบไม่ได้ใครทำน้ำมันขาดแคลนเพราะมันไม่ขาดแคลน

3-6 มี.ค. 69 รัฐบาลเตือน ปชช. รับมือพายุฤดูร้อน ลูกเห็บตก ฝนตกหนัก ฟ้าผ่า

3-6 มี.ค. 69 รัฐบาลเตือน ปชช. รับมือพายุฤดูร้อน ลูกเห็บตก ฝนตกหนัก ฟ้าผ่า

ช่วงฤดูร้อนแบบนี้ หลายพื้นที่ในไทยมักเจอพายุฤดูร้อนแบบกะทันหัน ทำให้เกิดความเสียหายได้ง่าย รัฐบาลจึงออกมาเตือนล่วงหน้าให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือ โดยเฉพาะในวันที่ 3-6 มี.ค. 69 รัฐบาลเตือน ปชช. รับมือพายุฤดูร้อน ลูกเห็บตก ฝนตกหนัก ฟ้าผ่า ซึ่งจะกระทบหลายภาคทั่วประเทศ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าทุกปีในฤดูร้อน พายุฤดูร้อนจะพัดถี่ โดยมีลักษณะเป็นพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง บางแห่งลูกเห็บตกหนัก ฝนเทกระหน่ำ และฟ้าผ่า ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และผลผลิตเกษตร รัฐบาลจึงขอให้ประชาชนเฝ้าระวัง ติดตามประกาศจากหน่วยงานอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด

พื้นที่เสี่ยงและลักษณะพายุในช่วง 3-6 มี.ค. 69

พายุจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน แล้วขยายไปยังภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคเหนือ โดยมีฝนฟ้าคะนอง ลมแรง ลูกเห็บ และฝนหนักบางแห่ง ฟ้าผ่าก็เกิดได้ หลังพายุผ่าน อากาศจะเย็นลงจากมวลอากาศเย็นจากจีน

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เริ่มแรกสุด ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก
  • ภาคกลางและกรุงเทพฯ: ฝนหนัก ฟ้าผ่า ระวังน้ำท่วมฉับพลัน
  • ภาคเหนือ: พายุฟ้าคะนอง ลมแรง

ส่วนภาคใต้ วันที่ 2-4 มี.ค. ฝนลดลง คลื่นทะเลอ่อน แต่ 5-8 มี.ค. ฝนเพิ่มหนัก คลื่นสูง 1-2 เมตร

คำแนะนำป้องกันอันตรายจากพายุฤดูร้อน

รัฐบาลแนะนำให้หลีกเลี่ยงที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณาไม่มั่นคง และงดเดินทางช่วงพายุเข้า สำหรับเกษตรกร ควรรัดโครงไม้ผลให้แข็งแรง ปกป้องผลผลิต สัตว์เลี้ยง และดูแลสุขภาพตัวเองเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง

  • เตรียมไฟฉาย วิทยุ แบตเตอรี่สำรอง
  • ตรวจสอบหลังคาบ้าน รวบรวมเอกสารสำคัญ
  • เกษตรกร: ใช้ตาข่ายคลุมผลไม้ ผูกยึดต้นไม้
  • ติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุฯ

พายุฤดูร้อนแบบนี้เกิดจากความกดอากาศต่ำรวมกับอากาศร้อน ทำให้พายุก่อตัวเร็ว ประชาชนควรมีแผนเผชิญภัยส่วนบุคคล เช่น แผนอพยพกรณีฉุกเฉิน

นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น การติดตั้งระบบเตือนภัยส่วนตัว หรือใช้แอปพยากรณ์อากาศเพื่อแจ้งเตือนทันที ช่วยลดความเสียหายได้มาก

สรุปแล้ว การเตรียมตัวล่วงหน้าคือกุญแจสำคัญในการรับมือพายุฤดูร้อน อย่ารอให้สายเกินไป ติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำเตือนจากรัฐบาลเพื่อความปลอดภัยของทุกคน หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ลองแชร์ประสบการณ์หรือคำแนะนำของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันเตรียมพร้อม!

ที่มา – 3-6 มี.ค. 69 รัฐบาลเตือน ปชช. รับมือพายุฤดูร้อน ลูกเห็บตก ฝนตกหนัก ฟ้าผ่า

พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี กกต. สั่งจับตาเข้มซื้อเสียงใต้-อีสาน

ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง การทุจริตอย่างการซื้อเสียงเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ โดยล่าสุด พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้และภาคอีสานที่เริ่มมีกระแสข่าวการเตรียมซื้อเสียง

พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี กกต. สั่งจับตาเข้มซื้อเสียงใต้-อีสาน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ที่สำนักงาน กกต. โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งข้อมูลการเบิกเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเพิ่มอีก 11 บัญชี รวมกับที่ส่งมาก่อนหน้านี้ 6 บัญชี ทำให้ยอดรวมอยู่ที่ 17 บัญชี ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทันที เพื่อสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าระวัง ติดตามการกระจายเงิน และป้องกันไม่ให้ใช้ในการซื้อเสียง

มาตรการเข้มงวดจาก กกต. ในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ สำนักงาน กกต. ยังได้รับรายงานความเคลื่อนไหวในหลายพื้นที่ของภาคใต้และภาคอีสาน ที่มีสัญญาณเตรียมการซื้อเสียงเลือกตั้ง เช่น การขนเงินสดจำนวนมาก การรวมตัวของกลุ่มบุคคลในลักษณะน่าสงสัย หรือการแจกของขวัญให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กกต. จังหวัดจึงได้เพิ่มมาตรการจับตา เช่น การตั้งจุดตรวจ การประสานงานกับตำรวจและหน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงการร้องขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส

การ พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี นี้ สะท้อนให้เห็นถึงระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำงานร่วมกับ กกต. อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสุจริตในการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ที่กำหนดโทษหนักสำหรับผู้กระทำผิด เช่น จำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับ 200,000 บาท สำหรับการซื้อสิทธิ์-ขายสิทธิ์เลือกตั้ง

ผลกระทบต่อการเลือกตั้งและบทเรียนจากอดีต

ในอดีต พื้นที่ภาคใต้และอีสานเคยเป็นจุดร้อนของการซื้อเสียง โดยเฉพาะการเลือกตั้งปี 2562 ที่มีคดีความผิดจำนวนมากหลังวันเลือกตั้ง การสั่งจับตาเข้มในครั้งนี้จึงเป็นการป้องกันเชิงรุก เพื่อลดโอกาสการทุจริตตั้งแต่ต้น ลดปัญหาการเลือกตั้งใหม่ในเขตต่างๆ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

  • ธปท. ตรวจสอบธุรกรรมเงินสดเกิน 2 ล้านบาทต่อวัน
  • กกต. ประสาน 76 จังหวัด เพิ่มกำลังพลเฝ้าระวัง
  • ประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1326

นอกจากนี้ ยังมีการอบรมเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการรับมือสถานการณ์ รวมถึงใช้เทคโนโลยีอย่างระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมเพื่อตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติได้รวดเร็วขึ้น สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การเลือกตั้งปีนี้โปร่งใสยิ่งขึ้น

ปัญหาการซื้อเสียงไม่เพียงกระทบต่อประชาธิปไตย แต่ยังทำให้ตัวแทนที่มาจากเงินทุน ไม่ใช่เสียงจริงๆ ของประชาชน ผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์การเมืองมองว่ามาตรการของ กกต. ครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ หากสามารถลดคดีทุจริตได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

สุดท้ายนี้ ประชาชนควรตื่นตัว รายงานความผิดปกติที่พบ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นของประชาชนจริงๆ สนับสนุนให้ กกต. ทำงานต่อไปอย่างเข้มข้น

ที่มา – พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี กกต. สั่งจับตาเข้มซื้อเสียงใต้-อีสาน

อภิสิทธิ์ชี้: สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ ยังไม่ได้เป็นนายกฯ

“อภิสิทธิ์” ชี้ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ 12 คน ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ต้องทำงานหนักเพิ่ม สส.เขต ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังถูกจับตามอง

การเลือกตั้งครั้งหน้ากำลังใกล้เข้ามา และพรรคการเมืองต่างๆ ต่างก็เร่งเครื่องหาเสียงกันอย่างเต็มที่ หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และความคาดหวังที่จะได้เสียงจากฐานเสียงของตนเอง

อภิสิทธิ์ชี้: สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ ยังไม่ได้เป็นนายกฯ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำว่า แม้จะได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้จำนวน 12 คน ก็ยังไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ หากไม่สามารถเพิ่มจำนวน สส.เขตได้

นายอภิสิทธิ์กล่าวเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่ จ.นนทบุรี ว่า การลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน แต่การที่จะได้ สส.ในภาคใต้เพิ่มขึ้นนั้น จำเป็นต้องทำงานหนักมากขึ้น ต้องชี้ให้ประชาชนเห็นว่า การเลือก สส.บัญชีรายชื่อพรรค เพราะอยากให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไปเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สส.น้อยมาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนภาคใต้ทุกคนใช้สิทธิ์เลือกพรรคประชาธิปัตย์ จะมี สส. เพียงแค่ 12 คนเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้แคนดิเดตเป็นนายกรัฐมนตรีได้

ดังนั้น นายอภิสิทธิ์จึงเน้นย้ำว่า สส.เขต มีความสำคัญในการชี้ขาดบ้านเมืองในการตั้งรัฐบาลด้วย และเชื่อว่ากระแสพรรคทั้งในกรุงเทพฯ และภาคใต้ดีขึ้นแล้วหลังปีใหม่ และจะดีขึ้นอีกหลังตรุษจีน

การเพิ่ม สส.เขต: โจทย์ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์

คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมี สส.เขตจำนวนมาก เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถมีอำนาจต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลได้ การพึ่งพาแต่ สส.ปาร์ตี้ลิสต์เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้พรรคการเมืองบรรลุเป้าหมายทางการเมืองได้

เมื่อถูกถามว่าจะได้ สส. เพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้นับเป็นเขตที่แน่นอน แต่ที่ยืนยันได้แน่นอนคือ ระบบบัญชีรายชื่อจะเพิ่มเป็นเท่าตัวอยู่แล้ว ส่วน สส.เขต ต้องยอมรับว่าเริ่มจากฐานที่ต่ำมาก ดังนั้นก็ต้องทำงานหนัก สำหรับการเตรียมลงพื้นที่เยาวราชที่จะดึงคะแนนเสียงกลับมานั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ได้ไปพบปะประชาชนที่เยาวราชมาแล้วหนึ่งครั้ง และพยายามเดินเข้าหาทุกคนให้มากที่สุด

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการหาเสียงในภูมิภาคอื่นว่า เพิ่งส่งกำหนดการปราศรัยเพื่อขออนุญาต กกต. จะไปให้ครบทุกภาค ทั้งภาคอีสานที่ จ.อุบลราชธานี, ภาคเหนือที่ จ.สุโขทัย, ภาคกลางที่จะมีทั้งที่ จ.ระยอง และอยุธยา เป็นต้น ส่วนภาคใต้จะปราศรัยที่ จ.สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช และสงขลา โดยในวันที่ 11 มกราคมนี้ จะไปที่ จ.ภูเก็ต

จากสถานการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าการแข่งขันทางการเมืองมีความเข้มข้นสูง พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับกลยุทธ์และทำงานอย่างหนัก เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน การได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ แม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะสามารถนำไปสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีได้ การเพิ่ม สส.เขต จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญที่ทุกพรรคการเมืองต้องให้ความสำคัญ

อภิสิทธิ์ชี้: สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ 12 คน ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ต้องทำงานหนักเพิ่ม สส.เขต ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่นๆ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากคนใต้ 12 คน ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ต้องทำงานหนักเพิ่ม สส.เขต

เช็กด่วน! 21 เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับเทศกาลปีใหม่ 2569! หลายคนคงกำลังวางแผนเดินทางกลับบ้านหรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจราจรติดขัด กรมทางหลวงจึงได้แนะนำ 21 เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 ที่จะช่วยให้การเดินทางของท่านสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น มาดูกันว่ามีเส้นทางไหนบ้างที่น่าสนใจ!

21 เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 ที่คุณต้องรู้!

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 จะมีคนเดินทางออกต่างจังหวัดจำนวนมาก ดังนั้นทางกรมทางหลวง โดยสำนักอำนวยความปลอดภัย ได้แนะนำเส้นทางเลือกให้กับประชาชน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางและหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรติดขัด รวมถึงช่วยให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้เป็นอย่างดีบนทางหลวงสายหลักและสายรอง ดังนี้

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคเหนือ

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังภาคเหนือ สามารถเดินทางออกได้ 5 เส้นทาง ประกอบด้วย:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – จ.พระนครศรีอยุธยา – จ.อ่างทอง – จ.สิงห์บุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 ถ.สายเอเชีย) – อ.มโนรมย์ (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์
  2. จากกรุงเทพฯ ไป จ.นนทบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 340 บางบัวทอง – สุพรรณบุรี – ชัยนาท) – จ.ชัยนาท (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์
  3. จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต – มุ่งหน้าทางต่างระดับบ้านกลาง (ทางหลวงหมายเลข 346) เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 347 (ถ.ปทุมธานี – บางปะหัน) – ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 ถ.สายเอเชีย จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ
  4. จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต – อ.วังน้อย – จ.สระบุรี – จ.ลพบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – อ.ตากฟ้า (ทางหลวงหมายเลข 11) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.พิษณุโลก
  5. จากกรุงเทพฯ ไป ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 (บางปะอิน – บางพลี) – อ.วังน้อย (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ทางหลวงหมายเลข 32 จากนั้นมุ่งหน้าเข้าสู่ภาคเหนือ

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางจาก กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถเดินทางออกไปได้ 7 เส้นทาง:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา (ให้ใช้ด่านบางปะอิน ทล.1 กม.55+000) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  2. จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา (ด่านสระบุรี ทล.1 กม.99+600) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  3. จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – ทางหลวงหมายเลข 33 – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา (ให้ใช้ด่านหินกอง ทล.33 กม.82) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  4. จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – จ.สระบุรี – อ.ปากช่อง – อ.สีคิ้ว (ทางหลวงหมายเลข 2 ถ.มิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  5. จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครนายก (ทางหลวงหมายเลข 305) – อ.บ้านนา (ทางหลวงหมายเลข 3051) – อ.แก่งคอย (ทางหลวงหมายเลข 3222) – อ.ปากช่อง (ทางหลวงหมายเลข 2 ถ.มิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา หรือ จาก อ.บ้านนา ใช้ทางหลวงหมายเลข 33 – อ.กบินทร์บุรี มุ่งหน้าสู่ อ.อรัญประเทศ
  6. จากกรุงเทพฯ ไป จ.ฉะเชิงเทรา (ทางหลวงหมายเลข 304) – อ.พนมสารคาม – อ.กบินทร์บุรี – อ.วังน้ำเขียว – อ.ปักธงชัย (ทางหลวงหมายเลข 304) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  7. จากกรุงเทพฯ ไป ถ.กาญจนาภิเษก (ทางหลวงหมายเลข 9) – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา (ทางขึ้นบริเวณ ทล.9 กม.80) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคตะวันออก

หากจะเดินทางออกไปยังภาคตะวันออก สามารถเดินทางจาก กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออก ได้ 3 เส้นทาง:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป จ.ชลบุรี (ให้ใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ – ชลบุรี – พัทยา)
  2. จากกรุงเทพฯ ไป จ.ฉะเชิงเทรา (ทางหลวงหมายเลข 304) โดยสามารถมุ่งหน้าสู่ ต.หนองปรือ เมืองพัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 331 สัตหีบ – เขาหินซ้อน)
  3. จากกรุงเทพฯ ไป อ.บางปะกง (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 34 ถ.เทพรัตน) โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 3 (ถ.สุขุมวิท) หรือ ทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา – ชลบุรี) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.ชลบุรี

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคใต้

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางลงภาคใต้ จากกรุงเทพฯ – ภาคใต้ สามารถเดินทางออกได้ 4 เส้นทาง:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป ถนนบรมราชชนนี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 338 อรุณอมรินทร์ – นครชัยศรี) – อ.นครชัยศรี – จ.นครปฐม – จ.ราชบุรี – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคใต้
  2. จากกรุงเทพฯ ไป บางใหญ่ (ให้ใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 ด่านบางใหญ่) – ออกที่ด่านนครปฐมตะวันตก – ถ.มาลัยแมน (ทางหลวงหมายเลข 321) – ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม – จ.ราชบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคใต้
  3. จากกรุงเทพฯ ไป จ.สมุทรสาคร – จ.สมุทรสงคราม (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 ถ.พระราม 2) – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคใต้
  4. จากกรุงเทพฯ ไป ทางหลวงหมายเลข 9 วงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ (กทพ.) – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 (ให้ใช้ต่างระดับบางขุนเทียน – เอกชัย) – ทางหลวงหมายเลข 35 ถ.พระราม 2 – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคใต้

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคตะวันตก

หากจะเดินทางไปยังภาคตะวันตก สามารถเดินทางจาก กรุงเทพฯ – ภาคตะวันตก สามารถเดินทางออกได้ 4 เส้นทาง:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป จ.กาญจนบุรี (ให้ใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี) เพื่อมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี
  2. จากกรุงเทพฯ ไปถนนตลิ่งชัน – อ.ลาดหลุมแก้ว (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 9 ถนนกาญจนาภิเษก) – ทางหลวงหมายเลข 346 ต่างระดับรังสิต – พนมทวน จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี
  3. จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครปฐม (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) – ทางหลวงหมายเลข 323 (ถ.แสงชูโต) เพื่อมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี
  4. จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครปฐม (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) – มุ่งหน้าทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (ด่านศีรษะทอง) เพื่อเข้าสู่ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี

กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างเดินทาง สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193

วางแผนการเดินทางล่วงหน้า ตรวจสอบเส้นทางและสภาพจราจร เลือกใช้เส้นทางเลี่ยงที่เหมาะสม และขับขี่ด้วยความไม่ประมาท เพื่อให้การเดินทางในช่วงปีใหม่นี้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

ที่มา – เช็กด่วน 21 เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 กรมทางหลวงแนะทางลัดออกกรุงเทพฯ ทั่วไทย

กล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” ชู “ธรรมนัส” นายกฯ

พรรคกล้าธรรมเตรียมเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” ในช่วงบ่ายวันนี้ พร้อมชู “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่ง สร้างความฮือฮาในวงการการเมือง

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมนำอดีต สส. และสมาชิกในกลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมในวันนี้ โดยกล่าวว่า “ยอมรับว่ากลุ่มนายเฉลิมชัยจะมาสมัครวันนี้ ส่วนจะมากี่คนนั้นขอให้รอดูเที่ยงวันนี้ ซึ่งเราเชิญทุกพรรค โดยวันนี้จะเป็นการเปิดแค่กลุ่มของนายเฉลิมชัยก่อน”

การได้กลุ่มของนายเฉลิมชัยมาร่วมงาน จะส่งผลให้พรรคกล้าธรรมมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคใต้ นางนฤมลกล่าวว่า “แน่นอน รวมถึงภาคอื่นด้วย ซึ่งตอนนี้จะมีสมาชิกใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และจะมีการทยอยเปิดตัวไป และเมื่อ กกต. เปิดรับสมัครแล้วก็คงจะมีความชัดเจนขึ้น” การขยายฐานเสียงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคกล้าธรรมในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคกล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” ชู “ธรรมนัส” นายกฯ

เมื่อถามถึงเป้าหมายจำนวน สส. ที่คาดว่าจะได้รับเพิ่มขึ้นหลังจากการมีสมาชิกใหม่เข้ามา นางนฤมลตอบว่า “น่าจะอยู่ในลักษณะเดิม ตัวเลขใกล้เคียงกับครั้งที่แล้ว” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในฐานเสียงเดิมของพรรค และความคาดหวังที่จะรักษาจำนวนที่นั่ง สส. ไว้ได้

ในส่วนของการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม นางนฤมลกล่าวว่า “ยังไม่ได้คุยกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แน่นอน” การเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตนายกฯ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของ ร.อ.ธรรมนัส ที่จะนำพาพรรคกล้าธรรมไปสู่ความสำเร็จ

ร.อ.ธรรมนัส แคนดิเดตนายกฯ เบอร์หนึ่ง พรรคกล้าธรรม

นางนฤมลยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ตนเองจะได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยว่า “ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน” และเมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบทั้ง 3 คน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมือง นางนฤมลตอบว่า “คงไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น ดูที่ความเหมาะสมมากกว่า” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการตัดสินใจ และการพิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เหมาะสม

การเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” เข้าพรรคกล้าธรรม และการเสนอชื่อ “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของพรรคกล้าธรรมในการสร้างความน่าสนใจ และดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน โดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคกล้าธรรม จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างไร และจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การแข่งขันทางการเมืองกำลังเข้มข้นขึ้น และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในที่สุด

พรรคกล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” และชู “ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกฯ เป็นเรื่องที่น่าจับตามองว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพรรคและประเทศชาติ

ความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมในการเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” และเสนอชื่อ “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการขยายฐานเสียงและเพิ่มโอกาสในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของพรรคยังคงขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากประชาชนและการตอบรับนโยบายของพรรค

ที่มา – พรรคกล้าธรรม จ่อเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” บ่ายนี้ ชู “ร.อ.ธรรมนัส” แคนดิเดตนายกฯ

กรมอุตุฯ เตือน! ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมากถึง 16 ธ.ค. 68

กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฉบับ 2 ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย มีผลกระทบจนถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเตรียมรับมือ

กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฉบับ 2 ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก กระทบถึง 16 ธ.ค. 68

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนเรื่อง กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฉบับ 2 ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยฉบับที่ 2 นี้ระบุว่า:

ในช่วงวันที่ 11–12 ธันวาคม 2568 ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร ส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา จะมีฝนตกหนักมากเป็นพิเศษ

สาเหตุที่ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องจากจะมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันออกเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคใต้ ทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่

นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 13–16 ธันวาคม 2568 ภาคใต้ตอนล่างยังคงต้องเผชิญกับฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สาเหตุหลักมาจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้สถานการณ์ กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฉบับ 2 ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก ยังคงน่ากังวล

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 2–3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร จึงขอให้ชาวเรือและประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลระมัดระวังอันตราย

ประชาชนควรระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณฝนฟ้าคะนอง สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่ง

ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเกิดขึ้นบางแห่งในช่วงวันที่ 11–13 ธันวาคม 2568 จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 2–4 องศาเซลเซียส โดยมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนจะแผ่ปกคลุมประเทศไทย ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร

คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย
  • สำหรับชาวเรือ ควรงดออกจากฝั่งจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

ดังนั้น การรับทราบข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฉบับ 2 ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 05.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 05.00 น.

การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ อย่าประมาทและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่ท่านรัก

ที่มา – กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฉบับ 2 ภาคใต้ฝนตกหนักถึงหนักมาก กระทบถึง 16 ธ.ค. 68

เร่งด่วน! ปลัด มท. สั่งเวรคีย์ข้อมูลขอรับเงินเยียวยา 9 พัน

สถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงสั่งการด่วนให้เร่งดำเนินการคีย์ข้อมูลขอรับเงินเยียวยา 9 พันบาทอย่างเต็มที่ เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

ปลัด มท. สั่งจัดเวรคีย์ข้อมูลขอรับเงินเยียวยา 9 พัน ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการฟื้นฟูพื้นที่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และติดตามการบันทึกข้อมูลเข้าระบบขอรับเงินเยียวยา 9 พันบาท ที่สำนักงานเทศบาลเมืองควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและจังหวัดสงขลา ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเวรเจ้าหน้าที่สลับกันคีย์ข้อมูลขอรับเงินเยียวยา 9 พันบาทตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด

“ปัญหาล่าสุดในขณะนี้ที่ท้องถิ่นสะท้อนมา คือ การคีย์ข้อมูลในระบบที่ไม่เสถียร ซึ่งได้ประสานกระทรวง DEs มาช่วยขยายระบบแล้ว เพื่อให้รองรับการคีย์ข้อมูลที่มีการคีย์เป็นจำนวนมากแล้ว พร้อมทั้งสั่งการให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและจังหวัดสงขลาร่วมกับ อปท. บริหารจัดการเจ้าหน้าที่สลับเวรกันคีย์ข้อมูลกันตลอดทั้งกลางวันกลางคืน ตอนนี้ต้องเร่งระดมสรรพพลังช่วยกันเพื่อให้เงินเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้เร็วที่สุด” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

เอกสารประกอบการยื่นขอรับเงินเยียวยา

ปลัดกระทรวงมหาดไทยยังได้เน้นย้ำถึงการอำนวยความสะดวกประชาชนในการยื่นขอรับเงินเยียวยา โดยลดขั้นตอนและเอกสารที่ไม่จำเป็น เพียงใช้บัตรประจำตัวประชาชนและเลขพร้อมเพย์เท่านั้น

“เราต้องอำนวยความสะดวกประชาชน เอกสารอะไรที่ไม่จำเป็นไม่ต้องแล้ว เพียงมีบัตรประจำตัวประชาชนและเลขพร้อมเพย์ ในกรณีไม่มีบัตรประชาชนหรือเอกสารสูญหาย ทางสำนักทะเบียนท้องถิ่นหรือสำนักทะเบียนอำเภอ จะมีข้อมูลภาพถ่ายประชาชนในระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์อยู่แล้ว เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบใบหน้าประชาชนที่มาแจ้งกับใบหน้าในฐานข้อมูลได้” ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าว

สำหรับประชาชนที่ไม่สะดวกในการลงทะเบียนออนไลน์ สามารถเดินทางไปลงทะเบียนได้ที่เทศบาล โดยทางเทศบาลจะส่งข้อมูลไปยังอำเภอเพื่อดำเนินการต่อไป

ช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีพร้อมเพย์

สำหรับประชาชนที่ไม่มีระบบพร้อมเพย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และจังหวัด ร่วมกับ อปท. และธนาคาร จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อำนวยความสะดวกในการผูกเลขบัตรประชาชนกับระบบพร้อมเพย์ของบัญชีธนาคาร

การสั่งการให้เร่งคีย์ข้อมูลขอรับเงินเยียวยา 9 พันบาทอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจจริงของภาครัฐในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเงินช่วยเหลือนี้จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ววัน

ที่มา – ปลัด มท. สั่งจัดเวรคีย์ข้อมูลขอรับเงินเยียวยา 9 พัน ตลอด 24 ชั่วโมง ย้ำเร่งให้เร็วที่สุด

Scroll to top