ภูมิใจไทย

กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท

กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อล่าสุด นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคมีมติเห็นชอบให้ 9 แกนนำพรรค เดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีที่ออกมากล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. ที่ผ่านมา

นายกรวีร์ระบุว่า การกระทำของนายยิ่งชีพนั้นส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบรรดาแกนนำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่อีกฝ่ายออกมายอมรับเองว่าไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในการกล่าวหา แต่เป็นการฟังคำบอกเล่ามาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งในมุมของนักการเมือง พรรคภูมิใจไทยมองว่านี่ไม่ใช่กระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส แต่เป็นความพยายามที่จะดิสเครดิตและใส่ร้ายป้ายสีกันทางการเมืองมากกว่า

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฟ้องร้อง

สำหรับประเด็นที่ว่าเรื่องนี้คือการ “ฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP Lawsuit นั้น นายกรวีร์ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การฟ้องปิดปากหมายถึงการที่รัฐใช้เครื่องมือทางกฎหมายกับประชาชนที่พูดความจริง แต่ในกรณีของ กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท นั้น เป็นเพียงการรักษาสิทธิและปกป้องศักดิ์ศรีของบุคคลที่ถูกกล่าวหาโดยไร้มูลความจริง

  • การฟ้องร้องเน้นไปที่การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของ 9 แกนนำ
  • การตรวจสอบต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่ใช่การนำความเห็นมาเหมาเข่ง
  • การออกมาตอบโต้ถือเป็นหน้าที่ เพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจผิดว่าเป็นการยอมรับข้อหา

นายกรวีร์ยังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงความเชื่อมโยงที่นายยิ่งชีพพยายามสร้างขึ้น ว่าเป็นการนำเรื่องผู้ช่วย สส. ที่รู้จักกับผู้สมัครมาเชื่อมโยงกับตัว สส. เอง ซึ่งทางพรรคยืนยันว่าไม่มีคลิปเสียง ไม่มีคลิปวิดีโอ หรือหลักฐานการสนับสนุนด้านการเงินใดๆ ที่จะเอาผิดได้ ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงดูเหมือนการจัดฉากเพื่อเป้าหมายบางอย่าง มากกว่าความมุ่งมั่นในการตรวจสอบกฎหมาย

สรุปแล้วสถานการณ์กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศทางการเมืองที่ดุเดือด ซึ่งประชาชนคงต้องจับตาดูกระบวนการยุติธรรมกันต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไร และศาลจะตัดสินว่าข้อมูลที่ถูกนำมาเผยแพร่นั้นถือเป็นการหมิ่นประมาทหรือเป็นการตรวจสอบโดยสุจริตกันแน่

ที่มา – “กรวีร์” เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ หมิ่นประมาท

ภูมิใจไทย จ่อฟ้องยิ่งชีพ iLaw ปมกล่าวหาฮั้วเลือก สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยออกมาเคลื่อนไหวเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับทางฝั่งของ iLaw หลังจากที่มีกระแสข่าวการพาดพิงถึงกรณีการเลือก สว. ที่ผ่านมา วันนี้เราจะมาสรุปสถานการณ์แบบเข้าใจง่ายว่าเกิดอะไรขึ้น และทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันครับ

ภูมิใจไทย จ่อฟ้องยิ่งชีพ iLaw ปมกล่าวหาฮั้วเลือก สว.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ นายศุภชัย ใจสมุทร ในฐานะตัวแทนฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงกรณีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ "ยิ่งชีพ iLaw" ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อประธานวิปฝ่ายค้าน โดยมีการแนบหลักฐานและแถลงว่าพบพฤติกรรมเข้าข่ายการฮั้วเลือก สว. ซึ่งมีการพาดพิงไปถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ในรัฐบาลรวม 9 ราย

ข้อโต้แย้งจากฝั่งภูมิใจไทยกรณี ภูมิใจไทย จ่อฟ้องยิ่งชีพ iLaw ปมกล่าวหาฮั้วเลือก สว.

ทางด้านพรรคภูมิใจไทยมองว่าการกระทำของ นายยิ่งชีพ นั้นเป็นการกระทำที่เลื่อนลอยและไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจน โดยนายศุภชัยได้สะท้อนมุมมองว่า:

  • ข้อมูลที่นำมาแถลงข่าวไม่มีที่มาที่ไปแน่ชัดว่าได้มาอย่างไร
  • การกล่าวหาบุคคลในรัฐบาล 9 รายโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน ถือเป็นการใส่ร้ายป้ายสี
  • พรรคภูมิใจไทยยืนยันความบริสุทธิ์และจะใช้มาตรการทางกฎหมายฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาท

ทางพรรคค่อนข้างมั่นใจในความบริสุทธิ์ของบุคลากรในสังกัด และมองว่าการแถลงข่าวของฝ่าย iLaw นั้นส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของพรรคอย่างมาก จึงมีความจำเป็นต้องรักษาสิทธิ์ตามกฎหมาย เพื่อหยุดการกล่าวหาที่ปราศจากข้อเท็จจริงรองรับ

การดำเนินคดีต่อจากนี้

หากถามว่า ภูมิใจไทย จ่อฟ้องยิ่งชีพ iLaw ปมกล่าวหาฮั้วเลือก สว. จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน คำตอบคือเรื่องนี้คงต้องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสินครับ เพราะทางภูมิใจไทยประกาศชัดเจนว่า นายอนุทินและผู้ที่เกี่ยวข้องอีก 9 รายจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อแสดงให้เห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเพียงการใส่ความอันเป็นเท็จ

ในมุมมองของคนติดตามข่าวสาร สิ่งนี้นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีว่าในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร การตรวจสอบเป็นเรื่องสำคัญ แต่การตรวจสอบนั้นต้องมาพร้อมกับพยานหลักฐานที่แน่นหนา เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างความเสียหายต่อบุคคลอื่นโดยไม่มีมูลความจริง เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และทางฝั่ง iLaw จะมีหลักฐานอะไรมาตอบโต้ในชั้นศาลหรือไม่

ที่มา – “ภูมิใจไทย” จ่อฟ้องหมิ่นประมาท “ยิ่งชีพ iLaw” ปมกล่าวหาฮั้วเลือก สว.

เอาผิดโกงสอบข้าราชการ โทษหนักคุก 15 ปี ห้ามสอบตลอดชีวิต

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการกันมาบ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการไทยอย่างมาก ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าจับตามอง เมื่อทางพรรคภูมิใจไทยเตรียมผลักดันการ เอาผิดโกงสอบข้าราชการ อย่างจริงจัง โดยเตรียมยื่นร่างกฎหมายเข้าสู่สภาฯ เพื่อปิดช่องโหว่และบทลงโทษให้เด็ดขาดกว่าเดิมครับ

มาตรการเอาผิดโกงสอบข้าราชการ บทลงโทษหนักคุก 15 ปี

พรรคภูมิใจไทย โดยคุณศุภชัย ใจสมุทร ได้ออกมาเปิดเผยถึงร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งเน้นที่การจัดระเบียบใหม่ให้มีความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นการสอบบรรจุข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของรัฐทุกประเภท หากใครคิดจะทุจริตต้องคิดใหม่ เพราะกฎหมายฉบับนี้มีโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับสูงสุด 300,000 บาท ซึ่งถือเป็นการ เอาผิดโกงสอบข้าราชการ ที่เอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก

รายละเอียดเจาะลึกร่างกฎหมายจัดการคนโกง

  • การกระทำที่เข้าข่ายความผิด: ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสอบแทน การให้หรือรับสินบน การข่มขู่ หรือการนำข้อสอบไปเผยแพร่จนรั่วไหล ทั้งหมดนี้จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายฉบับใหม่ทันที
  • โทษสำหรับเจ้าหน้าที่: หากเป็นผู้รับผิดชอบการจัดสอบแล้วมีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริต จะได้รับโทษหนักเป็น 2 เท่า พร้อมถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง
  • ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต: หากผู้สอบคนใดถูกพบว่าทุจริต จะถูกตัดสิทธิ์ในการสอบเข้ารับราชการไทยทุกแห่งตลอดชีวิต นี่คือกฎเหล็กเพื่อรักษามาตรฐานบุคลากรภาครัฐ

นอกจากนี้ ในร่างกฎหมายยังมีการระบุถึงกลไกการร่วมมือกันของหน่วยงานระดับประเทศอย่าง ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ ป.ป.ง. เพื่อบูรณาการในการตรวจสอบและระงับการสอบในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการทุจริต ทำให้กระบวนการคัดเลือกมีความเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อให้ได้คนเก่งและคนดีเข้ามาบริหารประเทศอย่างแท้จริงครับ

ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน เห็นว่าการผลักดันกฎหมายนี้เป็นก้าวย่างสำคัญที่อาจจะช่วยคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบอย่างสุจริต การมีบทลงโทษที่รุนแรงและชัดเจนจะช่วยปรามคนคิดโกงไม่ให้กล้าทำผิด และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบราชการไทยให้ดียิ่งขึ้นไปอีก หวังว่าร่างกฎหมายนี้จะผ่านการพิจารณาและนำมาใช้บังคับโดยเร็ว เพื่อให้เกิดความมั่นใจในทุกสนามสอบของภาครัฐครับ

ที่มา – ภูมิใจไทย จ่อชงร่างกฎหมายเอาผิดโกงสอบข้าราชการ ฟันโทษหนักคุก 15 ปี ห้ามเป็นข้าราชการตลอดชีวิต

ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ปลดล็อกท้องถิ่น

ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ปลดล็อกท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อพรรคภูมิใจไทยเคาะมติเอกฉันท์ เดินหน้าเตรียมยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราอย่างเป็นทางการ โดยเน้นเป้าหมายไปที่การปรับโครงสร้างประเทศให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ก้าวทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้รายละเอียดว่า พรรคมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันการแก้ไขใน 2 ประเด็นหลัก นั่นคือการยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ และการปลดล็อกอำนาจการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้จริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาคอย่างแท้จริง

เหตุผลเบื้องหลังการดัน ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา

สำหรับการยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ พรรคภูมิใจไทยมองว่าการคงกฎเกณฑ์ที่ตายตัวไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่คอยขัดขวางการแก้ปัญหาในมิติภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การปรับโครงสร้างนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการปัญหาของประเทศได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น ในขณะที่ประเด็นภาษีท้องถิ่นนั้น จะช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่จำกัด ทำให้ท้องถิ่นสามารถนำรายได้มาต่อยอดและพัฒนาพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

  • การยกเลิกหมวดปฏิรูปประเทศ: เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารราชการแผ่นดิน
  • ปลดล็อกภาษีท้องถิ่น: ให้อำนาจท้องถิ่นตรากฎหมายจัดเก็บภาษีเอง
  • แนวทางการดำเนินการ: ยื่นแก้ไขแบบรายมาตรา ซึ่งสามารถทำได้ตามสิทธิโดยไม่ต้องผ่านประชามติ

นอกจากประเด็นรัฐธรรมนูญแล้ว นายศุภชัยยังได้โต้กลับกรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง โดยชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของบางบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีคดีความในอดีตนั้น ควรกลับมามองดูตัวเองบ้าง โดยเฉพาะประเด็นการรุกล้ำลำน้ำที่เคยถูกศาลตัดสินให้รื้อถอน ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้มาตรฐานจริยธรรมในการตรวจสอบผู้อื่น

การตัดสินใจของพรรคในการรันภารกิจ ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเมือง แต่ยังเป็นความพยายามในการปรับปรุงกลไกพื้นฐานของประเทศให้ใช้งานได้จริงในยุคสมัยใหม่ ต้องรอดูกันต่อไปว่าความเคลื่อนไหวนี้จะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงเพียงใดในสมัยประชุมหน้า

คุณล่ะคิดอย่างไรกับการที่พรรคการเมืองหันมาผลักดันการกระจายอำนาจด้วยการปลดล็อกภาษีท้องถิ่น? นี่อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนในพื้นที่สามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าเดิมหรือไม่?

ที่มา – “ภูมิใจไทย” มติเอกฉันท์ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา โละหมวดปฏิรูปประเทศ-ปลดล็อกภาษีท้องถิ่น

ภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อหนุนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทย

ภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อหนุนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที หลังจากที่มีข่าวว่า ภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อหนุนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทย โดยทางพรรคได้แสดงจุดยืนชัดเจนผ่านการแถลงการณ์ของโฆษกพรรค เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับมวลชนและสมาชิกพรรคทุกคนที่ได้ร่วมลงชื่อไปก่อนหน้านี้

หากถามถึงเหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังที่ทำให้เกิดการตัดสินใจอย่างฉับพลันเช่นนี้ คำตอบที่สำคัญที่สุดคือความกังวลในเรื่องข้อกฎหมาย และความเสี่ยงที่อาจเกิดผลกระทบตามมาในอนาคตครับ

ทำไมต้อง ภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อหนุนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทย

เหตุผลหลักที่ทางพรรคภูมิใจไทยต้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ สืบเนื่องมาจากความห่วงใยว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวอาจจะมีความสุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญสูงมากในเชิงบริหารและกฎหมายระดับประเทศ

ประเด็นที่น่าสนใจจากการประชุมพรรคมีดังนี้:

  • มีการพิจารณาและตรวจสอบเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญอย่างถี่ถ้วน
  • พบว่าเนื้อหาบางส่วนอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์หรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีต
  • มติที่ประชุมจึงเห็นชอบให้สมาชิกพรรคทุกคนที่เคยร่วมลงชื่อในร่างของพรรคเพื่อไทยทำการถอนชื่อออกทันที

การตัดสินใจที่รวดเร็วนี้แสดงให้เห็นว่าทางพรรคต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งเชิงกฎหมายที่อาจบานปลาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยสำหรับการแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ภาพรวมความเคลื่อนไหวในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคเริ่มกลับมาเข้มงวดกับกระบวนการลงชื่อในร่างกฎหมายต่างๆ มากขึ้น เพราะชื่อเสียงและความถูกต้องตามหลักการบริหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เห็นได้ชัดจากข่าว ภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อหนุนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทย ในครั้งนี้ ที่ถือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดในขั้นตอนของการนำเสนอเข้าสู่สภา

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่าหลังจากนี้ทางพรรคเพื่อไทยจะมีการปรับแก้ร่างอย่างไร และบรรยากาศความร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นไปในทิศทางใด ท่ามกลางความกดดันและความคาดหวังของสังคมที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ยึดโยงกับหลักสากลและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อหนุนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทย หวั่นเนื้อหาขัดคำวินิจฉัยศาล รธน.

“อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ตั้งเอกนิติแลนด์บริดจ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันดีกว่า นั่นคือ “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศตั้ง “เอกนิติ” นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ นี่เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปรับตัวรับมือกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ

ในวันที่ 4 พ.ค. 2569 นายอนุทิน ได้ชี้แจงถึงกระแสความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างรัฐมนตรี 2 ท่าน คือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคมนาคม กับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีอุตสาหกรรม เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยย้ำว่าไม่มีปัญหาอะไร เป็นแค่การพูดคนละมุมมองเท่านั้น สิ่งที่รัฐบาลจะทำคือตั้งคณะกรรมการนำโดย “เอกนิติ” เพื่อศึกษาทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มทุนด้านการลงทุน โลจิสติกส์ และผลกระทบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ทำไม “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ? เพราะบริบทโลกตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว สมัยก่อนผลศึกษาอาจจะมองแบบเก่า แต่ปัจจุบันมีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามา เช่น ความมั่นคงพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด การค้าที่เสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซหรือช่องแคบมะละกา ถ้าปิดหรือเก็บค่าผ่านทางแพง ไทยจะเดือดร้อนแน่ ไทยต้องมียุทธศาสตร์ยืนด้วยตัวเอง ลดการพึ่งพิงเส้นทางทะเลที่ไม่แน่นอน

ตั้ง “เอกนิติ” นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

โครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร? 简单ๆ คือโครงการเชื่อมแผ่นดินทางบก โดยสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ชุมพร (ฝั่งอ่าวไทย) และสงขลา (ฝั่งอันดามัน) พร้อมรางรถไฟคาร์โกเชื่อมต่อ เพื่อขนสินค้าข้ามคอขานกระบี่ ลดระยะทางและเวลาจากเดิมที่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา แม้ต้นทุนคาร์โก้สูง แต่ต้องดูภาพรวมทั้งความสะดวก ความเร็ว และความมั่นคง รัฐบาลตั้งเป้าสรุปผลศึกษาใหม่ภายใน 90 วัน

นโยบายนี้ไม่ใช่ของใหม่สำหรับพรรคภูมิใจไทยนะครับ พูดมาตั้งแต่ปี 2562 สมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีคมนาคม ก็ผลักดันแล้ว ครั้งนี้เป็นการต่อยอด เพื่อให้ไทยแข็งแกร่งขึ้นในยุคที่เพื่อนบ้านแทบไม่มีแล้ว อย่างที่ “อนุทิน” บอกเอง

ส่วนผลโพลนิด้าในภาคใต้ที่บอกว่าประชาชนเห็นด้วยแต่ยังไม่เข้าใจรายละเอียด รัฐบาลต้องสื่อสารให้ชัด คุณประโยชน์ส่วนรวมสำคัญที่สุด แม้บางพื้นที่ 14 จังหวัดใต้จะมีคัดค้าน แต่ก็มีเห็นด้วย ทุกอย่างขึ้นกับข้อมูลจากการศึกษา

นายกฯ ยังย้ำถึงวิสัยทัศน์เก่า “ให้ไทยไม่มีน้ำมันแต่มีอาหาร” โดยแลนด์บริดจ์จะช่วยขนส่งอาหารไทยไปทั่วโลกได้เร็วขึ้น ไม่ต้องกลัวช่องแคบปิดหรือถูกขู่เก็บเงินแพง ไทยต้องเปลี่ยนรูปแบบ ลดการกินน้ำใต้คอ

และเรื่องที่หลายคนห่วง คือกลัวเอื้อนายทุน? “อนุทิน” ตอบชัด เอื้อใครไม่เคยเห็นสักคน 7-8 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพิสูจน์แล้วว่าทำเพื่อชาติ ไม่เอื้อพวกพ้อง ตอนนี้เหลือแต่ ส.ส. เพื่อนข้างนอกหายเกลี้ยง!

ประโยชน์ของโครงการแลนด์บริดจ์ที่ไม่ควรมองข้าม

  • เพิ่มความมั่นคงโลจิสติกส์: ลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางทะเล
  • กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้: สร้างงาน สร้างรายได้ให้ 14 จังหวัด
  • ยกระดับไทยเป็นฮับภูมิภาค: ดึงดูดการลงทุน ค้าขายกับจีน อินเดีย
  • ส่งออกอาหารเร็วขึ้น: ไทยเป็นคลังอาหารโลก แต่ต้องขนส่งปลอดภัย
  • คุ้มทุนระยะยาว: ศึกษาใหม่ให้ตรงบริบทปัจจุบัน

จากมุมมองผม โครงการนี้มีศักยภาพสูงมาก ถ้าศึกษาดีและโปร่งใส จะช่วยให้ไทยยืนหยัดในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้จริงๆ ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นอนาคตของชาติ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ และโครงการแลนด์บริดจ์นี้? เห็นด้วยหรือกังวลเรื่องอะไร? คอมเมนต์มาบอกกันด้านล่างเลยครับ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการ!

ที่มา – “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ตั้ง “เอกนิติ” นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

“ยศชนัน” มั่นใจจับมือ ภูมิใจไทย ตลอดรอดฝั่ง

“ยศชนัน” มั่นใจจับมือ ภูมิใจไทย ตลอดรอดฝั่ง เป็นข่าวร้อนในวงการการเมืองไทยที่หลายคนจับตา หลังจากพรรคเพื่อไทย (พท.) เตรียมความพร้อมเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) อย่างเป็นทางการ ล่าสุด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ยืนยันความมั่นใจเต็มเปี่ยมในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องนโยบายที่ตรงกันหลายประการ ทำให้เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ครบ 4 ปีได้อย่างแน่นอน

“ยศชนัน” มั่นใจจับมือ ภูมิใจไทย ตลอดรอดฝั่ง

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่อาคารรัฐสภา นายยศชนัน ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง โดยระบุว่าทีมงานของพรรคเพื่อไทยได้เตรียมการเรียบร้อยแล้ว และจะเข้าไปพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทยในต้นสัปดาห์หน้า นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่แข็งแกร่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ นโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย เช่น การแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน การพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนให้ยั่งยืน มีความคล้ายคลึงกับพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาปรับใช้ ซึ่งทั้งสองพรรคเห็นพ้องต้องกันว่านี่คือสิ่งที่จำเป็นและต้องทำทันที นายยศชนัน เน้นย้ำว่า “ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” เพราะทุกฝ่ายมองเห็นตรงกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความมั่นใจในด้านการเมืองว่าจะจับมือกันไปตลอด 4 ปีหรือไม่ ตอบกลับแบบชัดเจนว่า “แน่นอนครับ ความไว้เนื้อเชื่อใจคือกุญแจสำคัญในการทำงานร่วมกัน” คำพูดนี้สร้างความหวังให้กับฐานเสียงทั้งสองพรรคที่รอคอยรัฐบาลที่มั่นคง

จุลพันธ์ ส่งรายชื่อรัฐมนตรีถึงมืออนุทินเรียบร้อย

ในส่วนของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ยืนยันว่าการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลหลังโหวตนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว ไม่ต้องพูดคุยเพิ่มเติม ที่สำคัญคือ ได้ส่งรายชื่อโควตารัฐมนตรีทั้งหมด รวมถึงรัฐมนตรีช่วยที่เคยมีกระแสข่าวยังไม่ลงตัว ไปยังนายอนุทิน แก้วทมียาว หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว นายจุลพันธ์ พูดสั้นๆ ว่า “ครับ เรียบร้อยแล้ว พูดมากกว่านี้ไม่ได้ เป็นอำนาจของนายกฯ”

การส่งรายชื่อนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใกล้เสร็จสมบูรณ์ สะท้อนถึงความโปร่งใสและรวดเร็วในการเจรจา ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลใหม่เริ่มงานได้ทันที โดยไม่เสียเวลา

นโยบายหลักที่คาดว่าจะผลักดันร่วมกัน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น มาดูกันว่านโยบายเด่นที่ทั้งสองพรรคจะร่วมมือกันมีอะไรบ้าง:

  • แก้ปัญหาปากท้อง: ลดค่าครองชีพ สนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย
  • พัฒนาท้องถิ่น: ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานชุมชนให้ทันสมัย
  • เทคโนโลยีและนวัตกรรม: ผลักดันดิจิทัลไทย สร้างโอกาสงานใหม่ๆ
  • สาธารณสุขและการศึกษา: ปรับปรุงให้เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่

นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่นโยบายบนกระดาษ แต่เป็นสิ่งที่ทั้งยศชนันและผู้นำทั้งสองพรรคยืนยันว่าจะลงมือทำจริง เพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนไทยในยุคปัจจุบัน

การจับมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เข้มข้น หลังพรรคเพื่อไทยคว้าส.ส.จำนวนมากในการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยที่ได้ที่นั่งรองลงมา ก็กลายเป็นพันธมิตรหลักที่ช่วยเสริมความสมดุลให้กับรัฐบาล นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าความคล้ายคลึงในนโยบายจะช่วยลดข้อขัดแย้งภายใน ทำให้รัฐบาลอยู่ยาวได้จริง

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องจับตา เช่น การแบ่งโควตารัฐมนตรีให้ลงตัวทุกพรรค และการผลักดันนโยบายที่อาจกระทบผลประโยชน์บางกลุ่ม แต่จากท่าทีของยศชนันและจุลพันธ์ คงไม่มีปัญหาใหญ่

ในมุมมองของผม การที่ “ยศชนัน” มั่นใจจับมือ ภูมิใจไทย ตลอดรอดฝั่ง นี้คือสัญญาณดีต่ออนาคตการเมืองไทย รัฐบาลที่มั่นคงจะนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมได้ดีขึ้น คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จากเรา!

ที่มา – “ยศชนัน” มั่นใจจับมือ ภูมิใจไทย ตลอดรอดฝั่ง ด้าน “จุลพันธ์” ส่งรายชื่อรัฐมนตรีถึงมือ“อนุทิน”แล้ว

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับกระแสข่าวลือที่ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ส่งสัญญาณเชิญชวนให้เข้าร่วมรัฐบาลใหม่นี้

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

วันที่ 6 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้เดินทางเข้ารายงานตัวในฐานะ ส.ส. และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเรื่องนี้ โดยยอมรับตรงๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยได้ประสานงานผ่านเลขาธิการพรรคมาจริง แต่พรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคขนาดเล็ก จะไม่ตัดสินใจเด็ดขาดโดยตัวบุคคล ต้องรอให้มีมติพรรคอย่างเป็นทางการก่อน เบื้องต้น พรรคเห็นว่าการเข้าร่วมรัฐบาลไม่ได้ขัดหลักการใดๆ และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนหากได้รับคำเชิญอย่างชัดเจน

ไม่มีปมแค้นเก่าเรื่อง “เขากระโดง”

หนึ่งในประเด็นที่หลายคนสงสัยคือ ความขัดแย้งในอดีต โดยเฉพาะกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี เคยตรวจสอบคดีฮั้วประมูล สว. และที่ดินเขากระโดงที่เกี่ยวข้องกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทวีชี้แจงชัดเจนว่า ไม่มีปัญหาส่วนตัวใดๆ ทุกอย่างเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในขณะนั้นเท่านั้น สำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 124 ที่ไม่มีใครครอบงำได้ ที่ผ่านมาเคยร่วมงานกันมาก็มีความสนิทสนมเป็นธรรมดา แต่หากมีเรื่องทุจริตหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พรรคประชาชาติยอมรับไม่ได้เด็ดขาด

บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาลในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

พ.ต.อ.ทวียังให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยระบุว่า “บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาล” เพราะใช้เสียง ส.ส. เพียง 1 ใน 10 ก็สามารถยื่นตรวจสอบจริยธรรม จนนำไปสู่การถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสียอีก จุดยืนหลักของพรรคประชาชาติยังคงยึดมั่นในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ตามที่หาเสียงไว้กับประชาชน

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้าสู่โหมดจัดตั้งรัฐบาล พรรคขนาดเล็กอย่างประชาชาติกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ การที่ “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและยึดหลักประชาธิปไตยของพรรค หากมติพรรคออกมาเป็นบวก อาจส่งผลให้สมการรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปทันที

นอกจากนี้ พรรคประชาชาติภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทวี มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในภาคอีสานและภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มที่รังเกียจการทุจริต การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนนโยบายหลักของพรรคในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

  • รอ มติพรรคอย่างเป็นทางการก่อนตัดสินใจ
  • ยืนยันไม่มีแค้นส่วนตัวกับพรรคภูมิใจไทย
  • บทบาทฝ่ายค้านมีพลังตรวจสอบสูงในรัฐธรรมนูญใหม่
  • ยึดมั่นต่อต้านคอร์รัปชันเป็นหลัก

สำหรับพรรคภูมิใจไทยที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ก็กำลังเร่งหาพันธมิตรเพื่อขยายฐานเสียงในรัฐบาล การต่อสายจีบพรรคเล็กๆ อย่างนี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของ “ทวี” จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง

ผู้ติดตามการเมืองควรจับตาการประชุมพรรคประชาชาติในช่วงสัปดาห์หน้า เพราะอาจมีเซอร์ไพรส์ที่เปลี่ยนเกมการเมืองทั้งประเทศได้ ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวแบบนี้ช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสในระบบพรรคการเมืองไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคประชาชาติ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

ภูมิใจไทย ได้เงินบริจาคพรรคการเมืองมากสุด 66 ล้าน- ปชน. ได้แค่ 9 ล้าน

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้เปิดเผยข้อมูลยอดเงินบริจาคให้พรรคการเมืองประจำเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะ ภูมิใจไทย ได้เงินบริจาคพรรคการเมืองมากสุด 66 ล้านบาท ขณะที่พรรคประชาชน (ปชน.) ได้รับเพียง 9 ล้านบาทเท่านั้น ข้อมูลนี้มาจากผู้บริจาคที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป รวม 848 ราย เป็นเงินรวมกว่า 187 ล้านบาท จาก 28 พรรคการเมือง

ภูมิใจไทย ได้เงินบริจาคพรรคการเมืองมากสุด 66 ล้าน- ปชน. ได้แค่ 9 ล้าน

ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความนิยมและฐานสนับสนุนของแต่ละพรรคได้อย่างชัดเจน พรรคภูมิใจไทยนำโด่งด้วยเงินบริจาค 66,249,900 บาท จากผู้บริจาคถึง 160 ราย แสดงถึงเครือข่ายที่แข็งแกร่งและผู้สนับสนุนจำนวนมาก ในขณะที่พรรคเพื่อไทยตามมาเป็นอันดับสองด้วย 28,500,000 บาท จากผู้บริจาคเพียง 4 รายเท่านั้น ซึ่งบ่งบอกถึงการบริจาคก้อนใหญ่จากบุคคลสำคัญ

อันดับเงินบริจาคพรรคการเมืองยอดนิยม

  • 1. พรรคภูมิใจไทย: 66,249,900 บาท (160 ราย)
  • 2. พรรคเพื่อไทย: 28,500,000 บาท (4 ราย)
  • 3. พรรคไทยก้าวใหม่ (รักษ์ป่า): 21,200,000 บาท (4 ราย)
  • 4. พรรคประชาธิปัตย์: 14,850,000 บาท (7 ราย)
  • 5. พรรคเสรีรวมไทย: 10,100,000 บาท (2 ราย)
  • พรรคโอกาสใหม่: 10,300,000 บาท + ทรัพย์สิน 590,000 บาท (8 ราย)
  • พรรคประชาชน: 7,937,942.46 บาท + ประโยชน์อื่น 1,524,900 บาท รวม 9 ล้านกว่า (580 ราย)

นอกจากนี้ยังมีพรรคอื่นๆ ที่ได้รับเงินจำนวนมาก เช่น พรรคพลังประชารัฐ 4,730,000 บาท พรรคไทยสร้างไทย 4,410,900 บาท และพรรครวมไทยสร้างชาติ 1,563,000 บาท ข้อมูลทั้งหมดนี้ช่วยให้ประชาชนเห็นภาพความโปร่งใสในการรับเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ซึ่งตามกฎหมาย พรรคต้องรายงานต่อ กกต. อย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการทุจริต

วิเคราะห์เบื้องหลังตัวเลขบริจาค

ทำไมพรรคภูมิใจไทยถึงได้เงินมากที่สุด? อาจมาจากฐานเสียงที่มั่นคงในภาคอีสานและกรุงเทพฯ รวมถึงนโยบายที่ดึงดูดนักธุรกิจและประชาชนทั่วไป ผู้บริจาค 160 ราย แสดงถึงการกระจายฐาน ไม่ใช่พึ่งก้อนใหญ่เหมือนเพื่อไทยที่ 4 รายแต่ก้อนโต ส่วนพรรคประชาชนที่ผู้บริจาคมากถึง 580 ราย แต่เงินรวมน้อย แสดงถึงการสนับสนุนจากมวลชนตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นจุดแข็งในระยะยาว

ตัวเลขนี้ยังบอกถึงแนวโน้มการเมืองก่อนเลือกตั้งใหญ่ พรรคที่ได้เงินมากมักมีโอกาสพัฒนากลยุทธ์หาเสียงได้ดีกว่า เช่น การทำโฆษณา สร้างทีมงาน หรือลงพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดให้พรรคต้องใช้เงินบริจาคอย่างถูกต้อง มิเช่นนั้นอาจถูกเพิกถอนสิทธิ์

ข้อมูลเดือนธันวาคมนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปี 2568 ซึ่งรวมเงินบริจาคทั้งสิ้นกว่า 187 ล้านบาท แสดงถึงความคึกคักในวงการการเมืองไทย นักการเมืองและพรรคต้องรักษาความโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับ ภูมิใจไทย ได้เงินบริจาคพรรคการเมืองมากสุด 66 ล้าน- ปชน. ได้แค่ 9 ล้าน นี้? มันสะท้อนฐานเสียงจริงหรือไม่ หรือมีปัจจัยอื่น? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ภูมิใจไทย ได้เงินบริจาคพรรคการเมืองมากสุด 66 ล้าน- ปชน. ได้แค่ 9 ล้าน

Scroll to top