มติคณะรัฐมนตรี

“รัชพงศ์ ชูแก้ว” ลาออกจากเลขาฯ “พิพัฒน์” หลังมีข่าวลือญาติสอบติดท้องถิ่น

“รัชพงศ์ ชูแก้ว” ลาออกจากเลขาฯ “พิพัฒน์” หลังมีข่าวลือญาติสอบติดท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีข่าวการลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองของ รัชพงศ์ ชูแก้ว ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยล่าสุดมีรายงานว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงนามในประกาศกระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับเรื่องการลาออกนี้อย่างเป็นทางการแล้ว

หากพูดถึงเหตุผลเบื้องหลังในการลาออกครั้งนี้ หลายฝ่ายต่างพุ่งเป้าไปที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นข่าวลือที่ว่าบุคคลใกล้ชิดหรือญาติของ “รัชพงศ์ ชูแก้ว” ลาออกจากเลขาฯ “พิพัฒน์” หลังมีข่าวลือญาติสอบติดท้องถิ่น ซึ่งความชัดเจนในเรื่องนี้ยังคงเป็นสิ่งที่สังคมต้องการคำตอบ

เปิดไทม์ไลน์การทำงานของ “รัชพงศ์ ชูแก้ว” ลาออกจากเลขาฯ “พิพัฒน์” หลังมีข่าวลือญาติสอบติดท้องถิ่น

สำหรับประวัติการทำงานของนายรัชพงศ์ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ “รัชพงศ์ ชูแก้ว” ลาออกจากเลขาฯ “พิพัฒน์” หลังมีข่าวลือญาติสอบติดท้องถิ่น ขึ้นนั้น เขาเพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.คมนาคม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมานี้เอง แต่ด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนก็เกิดเรื่องราวที่กลายเป็นกระแสสังคมเสียก่อน

  • นายรัชพงศ์ ชูแก้ว ได้ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569
  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ลงนามในประกาศเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
  • เนื้อหาการลาออกเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535

หลายคนมองว่าความโปร่งใสเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับข้าราชการการเมือง โดยเฉพาะเมื่อมีชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบคัดเลือกต่างๆ ทางราชการ ซึ่งหากเกิดข้อกังขาจากสังคมย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตัวบุคคลและกระทรวงที่สังกัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นบทเรียนสำคัญของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในยุคปัจจุบันที่ต้องแบกรับความคาดหวังจากประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของการตรวจสอบและความถูกต้อง ยิ่งอยู่ในตำแหน่งที่ถูกจับตา ยิ่งต้องมีความโปร่งใสมากกว่าใครเพื่อน เราคงต้องรอดูความเคลื่อนไหวต่อไปว่าจะมีการชี้แจงจากทางผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไรเพื่อให้สังคมคลายข้อสงสัยครับ

ที่มา – “รัชพงศ์ ชูแก้ว” ลาออกจากเลขาฯ “พิพัฒน์” หลังมีข่าวลือญาติสอบติดท้องถิ่น

กมธ.ที่ดินฯ สภาฯ เปิดพื้นที่ เคลียร์ปมที่ดินป่าลานรายแปลง

กมธ.ที่ดินฯ สภาฯ เปิดพื้นที่ เคลียร์ปมที่ดินป่าลานรายแปลง

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งล่าสุด “กมธ.ที่ดินฯ สภาฯ” เปิดพื้นที่ ทุกฝ่ายเคลียร์ใจปมที่ดินป่าลาน พิสูจน์สิทธิรายแปลง ไม่เหมารวม เพื่อหาทางออกที่ยุติธรรมต่อทั้งชาวบ้านดั้งเดิมและหน่วยงานอนุรักษ์ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความจริงจังในการหาข้อสรุปที่โปร่งใสที่สุด

ก้าวสำคัญของการพิสูจน์สิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรม

ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 น.ส.กุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินฯ พร้อมด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ยืนยันถึงแนวทางการทำงานว่า “กมธ.ที่ดินฯ สภาฯ” เปิดพื้นที่ ทุกฝ่ายเคลียร์ใจปมที่ดินป่าลาน พิสูจน์สิทธิรายแปลง ไม่เหมารวม โดยจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเป็นรายกรณี เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่จริงและมีสิทธิถูกต้องตามกฎหมายได้รับความเป็นธรรม

สำหรับแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนมีดังนี้:

  • ตรวจสอบสิทธิรายแปลง ไม่มีการเหมาเข่งหรือเหมารวม
  • ให้ภาคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส
  • จำกัดขอบเขตการแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ทับลาน ยืนยันไม่มีการนำ “ทับลานโมเดล” ไปใช้กับพื้นที่ป่าอื่น
  • จัดลำดับความสำคัญให้ประชาชนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ก่อนได้รับสิทธิครอบครอง

นายสุชาติย้ำว่า นโยบายนี้จะไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนโดยเด็ดขาด ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และการควบคุมจากคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าผืนป่าจะได้รับการดูแล ในขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ตัวจริงจะไม่ถูกผลกระทบจากการจัดการที่ผิดพลาดของรัฐ

มุมมองจากฝ่ายอนุรักษ์และความคาดหวังของสังคม

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้ร่วมให้ความเห็นในฐานะตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์ว่า รู้สึกสบายใจมากขึ้นที่ได้ปลดพันธนาการเรื่องโมเดลทับลาน และเชื่อว่ากระบวนการพิสูจน์สิทธิแบบรายแปลงนี้จะช่วยแยก “คนทำผิด” ออกจาก “ชาวบ้านที่อยู่มาดั้งเดิม” ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการฝากให้ดูแลกลุ่มราษฎร 23 คนที่เคยถูกดำเนินคดีให้ได้รับความช่วยเหลือตามความเหมาะสม

การที่ “กมธ.ที่ดินฯ สภาฯ” เปิดพื้นที่ ทุกฝ่ายเคลียร์ใจปมที่ดินป่าลาน พิสูจน์สิทธิรายแปลง ไม่เหมารวม ในครั้งนี้ ถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการแก้ปัญหาที่ดินทำกินในเขตอุทยานฯ ที่เน้นการสื่อสารแบบเผชิญหน้าและเปิดเผยข้อมูล เพื่อลดความขัดแย้งสะสมมานานหลายทศวรรษ

เราหวังว่าผลการตรวจสอบในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ จะทำให้ความกระจ่างเกิดขึ้น และคืนสิทธิที่ชอบธรรมให้แก่พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืนสืบไป

ที่มา – “กมธ.ที่ดินฯ สภาฯ” เปิดพื้นที่ ทุกฝ่ายเคลียร์ใจปมที่ดินป่าลาน พิสูจน์สิทธิรายแปลง ไม่เหมารวม

รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็น “ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง” ถึง 1 ก.ค.นี้

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีข่าวสารสำคัญเกี่ยวกับทิศทางกฎหมายของบ้านเรามาฝากกัน โดยเฉพาะผู้ที่สนใจหรือเกี่ยวข้องกับวงการสมุนไพร เพราะล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญกับการเดินหน้ารับฟังความเห็น รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็น “ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง” ถึง 1 ก.ค.นี้ เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางกฎหมายให้ครอบคลุมและตอบโจทย์การใช้งานจริงในปัจจุบันครับ

รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็น “ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง” ถึง 1 ก.ค.นี้

การเปิดรับฟังความคิดเห็นในช่วงที่ 2 นี้ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่สำคัญมากครับ โดยเป็นการเปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้แสดงความเห็นต่อตัวร่างพระราชบัญญัติโดยตรง หลังจากที่ช่วงแรกเราได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นในเชิงหลักการมาแล้ว เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีความรอบคอบและรัดกุมที่สุด ท่านสามารถเข้าดูรายละเอียดและแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทางออนไลน์ตามที่รัฐบาลกำหนด

ทำไมต้องร่วมแสดงความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง?

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงประชาชนในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือการคุ้มครองสุขภาพประชาชน ดังนั้นการที่ รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็น “ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง” ถึง 1 ก.ค.นี้ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมสร้างกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดและสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมในอนาคตครับ

หากคุณมีข้อเสนอแนะที่อยากให้ภาครัฐนำไปพิจารณา สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ง่ายๆ ผ่าน 2 ช่องทางหลัก ดังนี้ครับ:

  • ระบบกลางทางกฎหมาย: www.law.go.th
  • เว็บไซต์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก: www.dtam.moph.go.th

ท้ายที่สุดนี้ ผมเชื่อว่าการมีส่วนร่วมของพวกเราทุกคนจะช่วยให้กฎหมายฉบับนี้มีความเป็นธรรมและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลยังคงยืนยันว่าการเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้จะช่วยสร้างทิศทางที่ยั่งยืน แม้กระบวนการอาจจะต้องใช้เวลา แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการ รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็น “ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง” ถึง 1 ก.ค.นี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้กัญชา-กัญชงไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและปลอดภัยสำหรับทุกคนครับ อย่าลืมเข้าไปแสดงความคิดเห็นก่อนปิดรับนะครับ

ที่มา – รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็น “ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง” ถึง 1 ก.ค.นี้

กมธ.ที่ดินฯ ถกปมทับลาน 25 มิ.ย. เชิญ ชัยวัฒน์ – ทราย สก็อต

กมธ.ที่ดินฯ ถกปมทับลาน 25 มิ.ย. เชิญ ชัยวัฒน์ – ทราย สก็อต ให้ข้อมูล

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนให้ความสนใจในเวลานี้ สำหรับกรณีการปรับแนวเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ล่าสุดทางคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกด้วยการประกาศว่า กมธ.ที่ดินฯ ถกปมทับลาน 25 มิ.ย. เชิญ ชัยวัฒน์ – ทราย สก็อต ให้ข้อมูล เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างรอบด้านและโปร่งใสที่สุด

นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธาน กมธ.การที่ดินฯ ได้ออกมาเน้นย้ำว่า การทำงานครั้งนี้เน้นการรับฟังรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งกรมอุทยานฯ หรือฝั่งภาคประชาชน เพื่อคลี่คลายปัญหาพื้นที่ทับซ้อนที่ยืดเยื้อมานาน โดยเป้าหมายหลักคือการจัดการที่ดินอย่างเป็นธรรมโดยไม่ทำลายพื้นที่ป่าสมบูรณ์

รายละเอียดการหารือในวันที่ 25 มิ.ย. นี้

ในการประชุมที่จะถึงนี้ ทาง กมธ. ได้วางกำหนดการเชิญบุคคลสำคัญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อมาให้ข้อมูลเชิงลึก ได้แก่:

  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
  • ผู้ตรวจการแผ่นดิน
  • GISTDA
  • นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตข้าราชการกรมอุทยานฯ
  • นายสิรณัฐ สก็อต (ทราย สก็อต) นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การที่ กมธ.ที่ดินฯ ถกปมทับลาน 25 มิ.ย. เชิญ ชัยวัฒน์ – ทราย สก็อต ให้ข้อมูล ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะทั้งสองท่านมีมุมมองที่ชัดเจนในเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้คณะกรรมาธิการเห็นภาพรวมที่ครอบคลุมก่อนการตัดสินใจใดๆ

แนวทางการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน

ประธาน กมธ.การที่ดินฯ ได้เสนอแนวทางที่น่าสนใจสำหรับพื้นที่ชุมชนเดิม โดยมองว่าควรบริหารจัดการผ่าน คทช. ภายใต้รูปแบบ “แปลงรวม” ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือชาวบ้านทำกินได้แต่ห้ามซื้อขาย เพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่เพิ่ม และเน้นย้ำจุดยืนว่า “ไม่เห็นด้วยกับการนำป่าสมบูรณ์ออกจากเขตอุทยานฯ” อย่างเด็ดขาด

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องรอติดตามผลจากการประชุมในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ว่าจะสอดรับกับความต้องการของทุกฝ่ายหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร หัวใจสำคัญคือการรักษาความสมดุลระหว่างสิทธิทำกินของพี่น้องประชาชนและการรักษาผืนป่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสำหรับคนรุ่นหลังต่อไป

ที่มา – “กมธ.ที่ดินฯ” นัดถกปมทับลาน 25 มิ.ย. นี้ จ่อเชิญ ‘ชัยวัฒน์ – ทราย สก็อต’ ให้ข้อมูล

ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท

ข่าวดีสำหรับคนเมือง! หลังจากที่การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าหลายสีอาจทำให้หลายคนปวดหัวกับค่าแรกเข้าที่ต้องจ่ายซ้ำซ้อน ล่าสุดมีข่าวดีออกมาแล้วว่า ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานจริงในวันที่ 1 มกราคม 2570 นี้

เจาะลึกรายละเอียด ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท

มาตรการนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในระบบขนส่งมวลชน โดยรัฐบาลตั้งใจให้ ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งหลักการทำงานของตั๋วร่วมนี้เน้นความสะดวกสบายและการประหยัดค่าใช้จ่าย ดังนี้ครับ:

  • ค่าโดยสารราคาเดียว: คิดค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ราคาเริ่มต้นที่ 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว
  • ครอบคลุมทุกสาย: ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง สีชมพู หรือสายอื่นๆ ที่เปิดให้บริการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
  • ใช้บัตรเดียวจบ: รองรับการใช้งานผ่านบัตร EMV Contactless ช่วยให้การแตะเข้า-ออกสถานีรวดเร็วขึ้น

สิทธิพิเศษและเป้าหมายของนโยบายใหม่

นอกจากราคา 45 บาทตลอดสายสำหรับบุคคลทั่วไปแล้ว มาตรการนี้ยังคำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคม โดยจะมีโครงสร้างค่าโดยสารพิเศษสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมกัน

รัฐบาลยังได้ตัดสินใจมอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เข้ามาบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าในรูปแบบองค์รวม เพื่อให้การเชื่อมต่อระหว่างสายเป็นไปได้อย่างราบรื่น ไร้รอยต่อ และจัดการระบบตั๋วร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้หน่วยงานเดียว

ในมุมมองของผู้ใช้งานอย่างเรา ผมมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้ากันมากขึ้น เพราะเมื่อราคาจับต้องได้และไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน การเดินทางในเมืองหลวงก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายและประหยัดกว่าการขับรถส่วนตัวอย่างแน่นอนครับ มารอลุ้นกันว่าเมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม 2570 ระบบนี้จะสมบูรณ์แบบได้ตามเป้าหมายหรือไม่

ที่มา – ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท คาดเริ่ม 1 ม.ค. 70

ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง

ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกรณีที่มีหน่วยงานรัฐบางแห่งพบปัญหาเจ้าหน้าที่นำยานพาหนะส่วนตัวมาใช้สวัสดิการของหลวง โดยเฉพาะพฤติกรรมการนำรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวไปชาร์จไฟในที่ทำการราชการ ล่าสุด ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ได้เสนอแนวทางให้ทุกหน่วยงานรัฐถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยการดูแลเรื่องการใช้ไฟฟ้านั้นไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับระเบียบวินัยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการจัดการสวัสดิการภายในส่วนราชการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

มาตรการคุมเข้ม ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง

เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมธนารักษ์ได้มีการออกมาตรการและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในที่ราชพัสดุ โดยสาระสำคัญที่หน่วยงานรัฐต้องทำความเข้าใจมีดังนี้:

  • การติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าต้องเป็นไปเพื่อกิจการราชการหรือสวัสดิการที่เหมาะสมเท่านั้น
  • เจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ไม่ใช้ทรัพย์สินของหลวงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
  • หากพบการฝ่าฝืน จะมีการพิจารณาความผิดตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับวินัยข้าราชการ
  • หัวหน้าหน่วยงานต้องมีหน้าที่กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีเจ้าหน้าที่นำรถส่วนตัวมาใช้ไฟหลวงโดยมิได้รับอนุญาต

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วรถยนต์ไฟฟ้าของราชการล่ะ? คำตอบคือสามารถใช้งานได้ตามปกติครับ แต่ต้องเป็นไปตามแนวทางที่กรมธนารักษ์และหน่วยงานต้นสังกัดกำหนดไว้ การที่ ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง ในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำให้ข้าราชการทุกคนตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรส่วนรวมด้วยความระมัดระวัง เพราะเงินภาษีทุกบาทมีค่าและควรถูกนำไปพัฒนาประเทศมากกว่าการใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ในมุมมองของเรา การมีระเบียบที่ชัดเจนเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะนอกจากจะลดความสับสนในการปฏิบัติงานแล้ว ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีให้กับภาครัฐอีกด้วย หากท่านเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐ ก็ควรศึกษาข้อบังคับเหล่านี้ไว้เพื่อความสบายใจและหลีกเลี่ยงปัญหาทางวินัยที่อาจตามมาในภายหลังได้

ที่มา – ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐ นำรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวชาร์จไฟหลวง

ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู ขับเคลื่อนสังคมทุกวัย

ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู เพื่อขับเคลื่อนสังคมทุกช่วงวัยในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นับเป็นข่าวดีที่สะท้อนบทบาทสำคัญของไทยบนเวทีระหว่างประเทศ ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้แถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบร่าง “ปฏิญญาบากูว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์เพื่อขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกช่วงวัยในเอเชียและแปซิฟิก” ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู

มติ ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู นี้เกิดขึ้นทันเวลาก่อนการประชุมใหญ่ โดยครม. มอบหมายให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ซึ่งประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย หรือผู้แทน เข้าร่วมรับรองปฏิญญาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) สมัยที่ 82 ระหว่างวันที่ 20-24 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดยกำหนดรับรองอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 เมษายน 2569

สาระสำคัญของปฏิญญาบากู

ปฏิญญาบากูนี้มุ่งเน้นการพัฒนามนุษย์อย่างครอบคลุม ภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยมีประเด็นหลักดังนี้

  • สร้างโอกาสการจ้างงานที่มีคุณค่าและยั่งยืน
  • พัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะด้านดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อรับมือยุค 4.0
  • ส่งเสริมบทบาทของสตรีและเยาวชนให้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจมากขึ้น
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เนื่องจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย
  • ขยายโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ สามารถเข้าถึงการจ้างงานและอาชีพได้เท่าเทียม
  • พัฒนาระบบสาธารณสุขแบบบูรณาการที่เข้าถึงง่าย ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
  • ส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี

สาระเหล่านี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภูมิภาค โดยไทยซึ่งเป็นเจ้าภาพประชุม จะได้แสดงศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาสังคม

ประโยชน์ต่อประเทศไทย

การที่ ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู จะช่วยให้ไทยนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้ในนโยบายภายใน เช่น การผลักดันไทยแลนด์ 4.0 การดูแลผู้สูงอายุตามนโยบายชาติ และการส่งเสริมอาชีพดิจิทัลสำหรับเยาวชน นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและประสบการณ์จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านสังคมสูงวัย หรือสิงคโปร์ในด้านนวัตกรรม

ที่น่าสนใจคือ ร่างปฏิญญานี้ไม่ใช่สนธิสัญญาที่ผูกพันทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 หากมีการปรับแก้สาระรองที่ไม่กระทบผลประโยชน์ชาติ สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องนำกลับครม. อีก ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง

การเข้าร่วมครั้งนี้ยืนยันบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ สร้างสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืนสำหรับทุกช่วงวัย ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน การรับรองปฏิญญาบากูนี้เป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะได้ประโยชน์ทั้งในระดับภูมิภาคและภายในประเทศ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาสังคมสูงวัยที่กำลังมาแรง ลองนึกภาพสังคมที่ทุกวัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีงานทำ มีสุขภาพดี นี่คืออนาคตที่เราควรผลักดัน

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข่าวดีนี้ด้วยนะ!

ที่มา – ครม. เห็นชอบร่าง “ปฏิญญาบากู” ขับเคลื่อนสังคมทุกช่วงวัยในเอเชีย–แปซิฟิก เตรียมรับรอง 24 เม.ย.นี้

ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เพิ่งไฟเขียวมาตรการสำคัญเพื่อสกัดกั้นปัญหาทุจริต โดยเฉพาะเรื่อง ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความโปร่งใสให้กับระบบราชการไทยเลยนะครับ ปัญหาสินบนเจ้าหน้าที่รัฐเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและนักลงทุนต่างชาติลังเล ถ้าสำเร็จจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศได้มาก

ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท. เป็นแม่งานหลักขับเคลื่อน

หลังจากที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ ได้แถลงว่าครม.รับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีรับสินบนที่ ป.ป.ช. เสนอมา 8 ประเด็นหลัก ซึ่งครอบคลุมทุกมิติในการแก้ปัญหานี้อย่างครบถ้วน ป.ป.ท. จะเป็นแม่งานใหญ่ ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลฯ สำนักงบประมาณ สตช. และภาคเอกชน โดยต้องสรุปผลภายใน 30 วันเพื่อเสนอครม.ชุดต่อไป

มาดูกันว่ามาตรการ 8 ประเด็นนี้มีอะไรบ้างครับ:

  • 1. เร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อให้ทุกหน่วยงานยึดแนวทางเดียวกัน
  • 2. ส่งเสริมหน่วยงานตรวจสอบและดำเนินคดี เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ให้มีเครื่องมือและบุคลากรเพียงพอ
  • 3. เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและส่งเสริมประชาชนมีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยีให้ประชาชนรายงานทุจริตได้ง่าย
  • 4. กำหนดนโยบายเร่งรัดปฏิรูปกฎหมาย อัปเดตกฎหมายให้ทันสมัย ลดช่องโหว่
  • 5. ปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อลดความเสี่ยงรับ-ให้สินบน เช่น ระบบออนไลน์แทนการพบปะ
  • 6. พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับการอนุมัติ อนุญาต ลดการใช้ดุลยพินิจ
  • 7. ส่งเสริมภาคเอกชนต่อต้านการให้สินบน เพราะบางครั้งเอกชนเป็นฝ่ายให้เพื่อผลประโยชน์
  • 8. รณรงค์สร้างค่านิยมความซื่อสัตย์ ปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นแผนปฏิบัติจริงที่จะช่วยกำจัดรากเหง้าของปัญหาสินบนได้ ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหาที่คาราคาซังมานานจะค่อยๆ ลดลง สร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งในและต่างประเทศ

ครม. ไฟเขียวตั้งกองทุนสงเคราะห์-ฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย

นอกจากเรื่องปราบทุจริตแล้ว ครม.ยังเห็นชอบจัดตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” โดยแก้ไข พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วและต่อเนื่องมากขึ้น ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดบ่อยและรุนแรง เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ดินถล่ม รัฐใช้งบช่วยเหลือรวม 1.23 แสนล้านบาทตั้งแต่ปี 2546-2569 เฉลี่ยปีละ 5.3 พันล้าน แต่ปี 2569 สูงถึง 2.5 หมื่นล้าน เพราะงบกลางมีข้อจำกัด ทำให้เยียวยาช้า

ทำไมกองทุนนี้ถึงสำคัญ

กองทุนจะเป็นแหล่งเงินทุนเฉพาะกิจ มีความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนเบิกจ่าย ทำให้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที สอดคล้องนโยบายนายกฯ ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนทุกครัวเรือน ไม่ว่าจะน้ำท่วมใหญ่ที่ภาคเหนือหรือภัยแล้งภาคอีสาน กองทุนนี้จะเป็นหลักประกันด้านการคลัง ช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับสู่ปกติเร็วขึ้น

โดยรวมแล้ว ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ และกองทุนภัยพิบัติ ถือเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ช่วยสร้างสังคมที่โปร่งใสและมั่นคง หากดำเนินการจริงจัง จะเห็นผลชัดเจนในไม่ช้า คุณคิดว่ามาตรการไหนจะได้ผลมากที่สุด? หรือมีข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มเติมบ้าง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้เลยครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติ!

ที่มา – ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท. เป็นแม่งานหลักขับเคลื่อน

ครม. เห็นชอบปรับสุไหงโก-ลกพ้นพื้นที่ความมั่นคง

ครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง เป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย โดยเฉพาะชาวชายแดนใต้ที่ได้รับผลกระทบมานาน ล่าสุดวันที่ 11 เมษายน 2567 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากบัญชีพื้นที่ที่มีเหตุการณ์กระทบความมั่นคง ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551

ครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง

การตัดสินใจครั้งนี้มาจากการประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เห็นว่าสถานการณ์ในพื้นที่สุไหงโก-ลกดีขึ้นมาก สามารถผ่อนคลายมาตรการบางส่วนได้แล้ว โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยโดยรวม มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปรับตัวให้สอดคล้องกับความจริงบนพื้นดิน ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ชีวิตได้ปกติมากขึ้น ไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดเกินไป

สุไหงโก-ลกเป็นอำเภอชายแดนที่สำคัญ มีด่านชายแดนเชื่อมกับมาเลเซีย ทำให้เป็นจุดค้าขายใหญ่ การถอนพ้นพื้นที่ความมั่นคงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ลดภาระเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวกับการลงทุน ประชาชนที่นี่จะได้ประโยชน์โดยตรง เช่น การเดินทางสะดวกขึ้น การค้าขายคล่องตัว และเด็กๆ ได้เรียนในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายกว่าเดิม

เหตุผลหลักเบื้องหลังมติครม.

รองโฆษกฯ ระบุชัดว่ามาตรการนี้เป็นการ “ปรับสมดุล” ระหว่างความมั่นคงและการฟื้นฟูพื้นที่ โดยยึดหลักใช้มาตรการเท่าที่จำเป็น สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา ได้รับการแก้ไขมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนี้แนวโน้มดีขึ้น เหตุการณ์รุนแรงลดลง การเจรจาสันติภาพก้าวหน้า ทำให้สามารถคลายล็อกบางพื้นที่ได้

  • ประเมินสถานการณ์รอบด้านจากคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ผ่อนคลายมาตรการเพื่อสนับสนุนวิถีชีวิตประชาชน
  • คงมาตรการใน 19 อำเภอที่เหลือ เพื่อความต่อเนื่อง
  • ไม่กระทบสิทธิเสรีภาพเกินสมควร

ผลกระทบต่อพื้นที่อื่นๆ และอนาคต

ขณะที่สุไหงโก-ลกถูกถอนออก ครม. ยังคงมาตรการในพื้นที่อื่นๆ รวม 19 อำเภอใน 4 จังหวัด เพื่อให้การดูแลยังครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ นี่คือกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ช่วยป้องกันไม่ให้ช่องโหว่เกิดขึ้น รัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการใหม่หากจำเป็น

ในมุมมองของผู้เขียน นี่เป็นก้าวสำคัญสู่สันติภาพยั่งยืนในชายแดนใต้ แสดงว่ารัฐบาลไม่ยึดติดกับมาตรการเก่า แต่ปรับตามข้อมูลจริง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน หากสถานการณ์ดีต่อเนื่อง พื้นที่อื่นๆ ก็อาจตามมาได้ในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับมติครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – มติ ครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง เพื่อให้สอดคล้องสถานการณ์จริง

Scroll to top