มนัท ชวนะประยูร

CAAT กางแผนฟื้นการบินรับมือเศรษฐกิจโลก พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 ดันไทยสู่ฮับการบิน

CAAT กางแผนฟื้นการบินรับมือเศรษฐกิจโลก พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 ดันไทยสู่ฮับการบิน

วงการการบินไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ออกมาเผยวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการบินภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง โดยการจัดงาน “CAAT กางแผนฟื้นการบินรับมือเศรษฐกิจโลก พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 ดันไทยสู่ฮับการบิน” สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เพียงแค่ตั้งรับ แต่กำลังรุกเพื่อชิงพื้นที่ในฐานะศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาคอย่างเต็มตัว

ก้าวสำคัญสู่ระดับสากลด้วยโครงการ CAAT กางแผนฟื้นการบินรับมือเศรษฐกิจโลก พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 ดันไทยสู่ฮับการบิน

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT ได้เน้นย้ำถึง 4 นโยบายหลักที่จะใช้เป็นเข็มทิศนำทาง ได้แก่:

  • การลดรายจ่ายและเสริมมาตรฐานความปลอดภัย: ผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้แก่สายการบิน
  • การกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน: เพื่อเร่งการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวและเที่ยวบิน
  • การสนับสนุนการบินสีเขียว: มุ่งสู่การใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • การวางรากฐานการบินแห่งอนาคต: พัฒนามาตรฐานรองรับอากาศยานนวัตกรรมใหม่

ความน่าสนใจที่เป็นจุดเด่นคือ การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 หรือ AAM 2026 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่จะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ไทยพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางทางนวัตกรรมและการขนส่งทางอากาศที่ทันสมัย การผลักดันภายใต้กลยุทธ์ CAAT กางแผนฟื้นการบินรับมือเศรษฐกิจโลก พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 ดันไทยสู่ฮับการบิน ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มองไกลไปถึงการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอากาศยานในอนาคต

นอกจากการวางกลยุทธ์จากภาครัฐแล้ว CAAT ยังเปิดกว้างรับฟังเสียงจากผู้ประกอบการ เพื่อนำมาปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความคล่องตัวและเอื้อต่อการทำธุรกิจ สิ่งนี้ถือเป็นการบ้านที่สำคัญว่าเราจะรวมพลังกันอย่างไร เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่จุดหมายการเป็น Regional Aviation Hub ได้อย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งกว่าเดิม

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองที่ไทยจะได้โชว์ศักยภาพหลังผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ หากเราสามารถนำเทคโนโลยีสีเขียวและนวัตกรรมการบินใหม่ๆ มาปรับใช้ควบคู่ไปกับการบริการที่เป็นเลิศ มั่นใจได้เลยว่าประเทศไทยจะสามารถดึงดูดการลงทุนระดับโลกและยกระดับอุตสาหกรรมการบินไปอีกขั้นครับ

ที่มา – CAAT กางแผนฟื้นการบินรับมือเศรษฐกิจโลก พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 ดันไทยสู่ฮับการบิน

กพท. รับมือน้ำมันเครื่องบินพุ่ง ถกหาแหล่งใหม่

สวัสดีครับทุกท่านที่ชื่นชอบการเดินทางทางอากาศ สถานการณ์การบินไทยช่วงนี้กำลังร้อนระอุ เมื่อ กพท. รับมือน้ำมันเครื่องบินพุ่ง จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนักมาก วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลล่าสุดว่ากพท. หรือสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กำลังทำอะไรบ้างเพื่อรับมือวิกฤตนี้ โดยเฉพาะการถกกับสายการบินเพื่อหาแหล่งซื้อน้ำมันใหม่ และเตรียมชงกระทรวงการคลังลดภาษีสรรพสามิต มาดูกันว่ามันจะช่วยลดภาระผู้โดยสารได้แค่ไหน

กพท. รับมือน้ำมันเครื่องบินพุ่ง อย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบัน

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการกพท. ได้ออกมาเปิดเผยว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางบินบางโซน โดยเฉพาะเส้นทางที่ผ่านห้วงอากาศดังกล่าว ทำให้สายการบินต้องปรับแผน ลดเที่ยวบิน หรือเปลี่ยนเส้นทางบินใหม่ เช่น เพิ่มเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปจุดหมายอื่นๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมาประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสท่ามกลางวิกฤต

แม้เที่ยวบินบางเส้นจะลดลงจากเหตุความปลอดภัย แต่ตลาดโดยรวมยังคึกคัก โดยเฉพาะตารางการบินฤดูร้อน (Summer Slot) คาดขยายตัว 5-8% จากปีก่อน โดยตลาดจีนและอินเดียกลับมาอย่างคึกคัก สนามบินสุวรรณภูมิแทบจะไม่มีช่วงโล่งตลอด 24 ชั่วโมง เพราะไทยถูกมองว่าเป็นจุดปลอดภัยเมื่อเทียบกับพื้นที่ขัดแย้ง

ผลกระทบรุนแรงจากราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่ง 3 เท่า

จุดสำคัญคือราคาน้ำมันอากาศยานที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 เท่า จากเดิม 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระโดดไปกว่า 200 ดอลลาร์ ส่งผลให้ต้นทุนสายการบินแพงขึ้นมหาศาล กพท. จึงเร่งกำกับไม่ให้ผู้จำหน่ายน้ำมันฉวยโอกาสขึ้นราคาจากสต็อกเก่า และเตรียมมาตรการช่วยเหลือ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

  • ถกกับสายการบิน: นัดหารือเพื่อหาแหล่งซื้อน้ำมันเครื่องบินใหม่ ลดการพึ่งพาแหล่งเดิมที่เสี่ยงจากสงคราม
  • ชงกระทรวงการคลัง: เสนอลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อช่วยพยุงต้นทุน
  • ประสาน ทอท. (AOT): ขอความร่วมมือลดค่าบริการสนามบิน ช่วยให้ราคาตั๋วไม่พุ่งสูงกระทบประชาชน

สำหรับค่าโดยสาร กพท. ยืนยันว่ายังอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนด หากเที่ยวบินล่าช้าหรือยกเลิกจากเหตุไม่สงบ สายการบินต้องดูแลผู้โดยสารตามประกาศ กพท.101 เช่น จัดที่พักหรือชดเชย โดยครอบคลุมทั้งสายการบินไทยและต่างชาติ ผู้โดยสารส่วนใหญ่ต้องการแค่อยากกลับบ้านไวๆ มากกว่าเงินชดเชย

แม้จะมีปัจจัยลบ แต่ระบบการบินไทยยังแข็งแกร่ง สามารถรองรับการเติบโตได้ ไทยกลายเป็นฮับสำคัญในเอเชีย เพราะนักท่องเที่ยวเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หันมาไทยแทน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

ขยายความกันหน่อย สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ (เช่น ความตึงเครียดอิสราเอล-ฮามาส หรืออิหร่าน) ทำให้ห้วงอากาศบางแห่งปิด สายการบินต้องอ้อมไกลขึ้น เติมน้ำมันบ่อยขึ้น ต้นทุนพุ่งตาม ราคาน้ำมันโลกผันผวนเพราะตะวันออกกลางเป็นผู้ผลิตหลัก หากยืดเยื้อ อาจกระทบทั่วโลก แต่ไทยมีข้อได้เปรียบเพราะเป็นจุดแวะสำคัญ

ในมุมผู้โดยสารอย่างเราๆ ควรติดตามประกาศจากกพท. และสายการบินที่ใช้บ่อยๆ ซื้อประกันการเดินทางเพิ่ม และเลือกเส้นทางที่เสี่ยงน้อย หากราคาตั๋วขึ้นจริง อาจต้องวางแผนเที่ยวในประเทศหรือเอเชียใกล้ๆ ไปก่อน

สรุปแล้ว กพท. รับมือน้ำมันเครื่องบินพุ่ง ด้วยมาตรการเชิงรุกที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะถกหาแหล่งซื้อใหม่หรือลดภาษี เป็นสัญญาณดีว่าการบินไทยจะไม่สะดุดง่ายๆ ในฐานะนักเดินทาง ผมมองว่านี่คือโอกาสให้ไทยยกระดับเป็นฮับการบินชั้นนำเอเชีย ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากเราได้เลยนะครับ หรือแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – กพท. รับมือน้ำมันเครื่องบินพุ่ง ถกสายการบินหาแหล่งซื้อใหม่ จ่อชงคลังลดภาษีสรรพสามิต

กพท. ปลื้ม! ไทยยกระดับความปลอดภัยการบินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

กพท. ปลื้มนําทัพพาทีมไทยผ่านการตรวจ USAP-CMA มาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ย้ำการตรวจครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศในด้านความปลอดภัย

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท. เปิดเผยว่า องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้เสร็จสิ้นการตรวจสอบมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของประเทศไทย ภายใต้โครงการตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยการบินสากลแบบติดตามต่อเนื่อง หรือ USAP-CMA (Universal Security Audit Programme – Continuous Monitoring Approach) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–18 พฤศจิกายน 2568 ณ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

สำหรับการตรวจครั้งนี้มีเป้าหมายประเมินความมีประสิทธิผลในการดำเนินงานตามมาตรฐานและข้อพึงปฏิบัติของ ICAO ด้านการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกในการบินพลเรือน ครอบคลุมทั้งหมด 9 หมวดสำคัญ อาทิ ระบบกฎหมายและกำกับดูแล การฝึกอบรมบุคลากร การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัยในสนามบินและอากาศยาน การตรวจผู้โดยสาร–สัมภาระ ความปลอดภัยด้านสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ รวมถึงการตอบสนองต่อการกระทำอันเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบและมาตรการอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับด้านความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม การตรวจประเมินในครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานรัฐและภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมศุลกากร กรมการกงสุล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากล สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมด้วยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด รวมถึงสายการบิน คลังสินค้า และครัวการบินหลายแห่ง ซึ่งล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่ความปลอดภัยของระบบการบินไทย

ทั้งนี้ คณะผู้ตรวจสอบของ ICAO ได้แจ้งผลเบื้องต้นในวันปิดการตรวจประเมินว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการด้านมาตรฐานการกำกับดูแลด้านการรักษาความปลอดภัยการบินที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานในการยกระดับระบบความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกในการบินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การตรวจประเมินครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาความปลอดภัยการบิน และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศในระบบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยการบินของไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

พลอากาศเอก มนัท ได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อทุกหน่วยงานที่ให้ความร่วมมืออย่างเข้มแข็งตลอดกระบวนการตรวจ พร้อมย้ำว่า CAAT ให้ความสำคัญสูงสุดต่อมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นคงของการบินพลเรือน ซึ่งเป็นรากฐานของระบบการบินสากล ผลการตรวจในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนว่าประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลที่โปร่งใสและเข้มแข็ง หากยังเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดพัฒนาระบบความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้นในระดับภูมิภาคและระดับโลก. ยืนยันว่า CAAT จะเดินหน้าพัฒนาการกำกับดูแลด้านการรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมคงมาตรฐานให้ทัดเทียมประเทศชั้นนำทั่วโลก.

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

กพท. ปลื้ม ICAO ชื่นชมไทย ยกระดับความปลอดภัยการบินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ICAO ชื่นชมไทยยกระดับความปลอดภัยการบินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผลการประเมินของ ICAO ที่ชื่นชมประเทศไทยในการยกระดับความปลอดภัยการบินที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นข่าวดีและเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเดินหน้าพัฒนามาตรฐานการบินของไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ที่มา – กพท. ปลื้ม ICAO ชื่นชมไทย ยกระดับความปลอดภัยการบินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

กพท. ชงเลิกจำกัดอายุ ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน

กพท.เร่งเครื่องเพิ่มศักยภาพการแข่งขันไทยในตลาดโลก จ่อชง กบร.ยกเลิกเกณฑ์อายุอากาศยานใช้มาตรฐานความสมควรเดินอากาศแทน พร้อมขยับค่า PSC เพื่อพัฒนาความปลอดภัยและการให้บริการยกระดับสนามบินไทยสู่มาตรฐานโลก

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า ขณะที่ กพท.อยู่ระหว่างเร่งผลักดันนโยบายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินไทยในระดับสากล ได้แก่ การยกเลิกข้อจำกัดด้านอายุสูงสุดของอากาศยาน หรือ เลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน ที่นำเข้าใช้งานในประเทศ และการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge – PSC) เพื่อใช้ลงทุนพัฒนาระบบบริการในท่าอากาศยาน โดยทั้งสองวาระเตรียมเสนอให้คณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ซึ่งขณะนี้ได้รับการแต่งตั้งครบองค์คณะแล้วพิจารณาอนุมัติให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด

พล.อ.อ.มนัท กล่าวว่า ปัจจุบันข้อกำหนดที่จำกัดอายุสูงสุดของอากาศยานที่สามารถนำเข้ามาใช้งานในประเทศไทยได้ กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของสายการบินไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ทั่วโลกประสบปัญหาการขาดแคลนเครื่องบินใหม่จากผู้ผลิตรายใหญ่ ตามข้อกำหนดเดิมของไทย อากาศยานแต่ละประเภทมีอายุสูงสุดที่สามารถนำเข้าได้ คือ เฮลิคอปเตอร์ไม่เกิน 5 ปี, เครื่องบินโดยสารไม่เกิน 16 ปี และเครื่องบินขนส่งสินค้าไม่เกิน 22 ปี ซึ่งข้อจำกัดนี้ทำให้สายการบินไทยสูญเสียโอกาสในการจัดหาเครื่องบินเพื่อเช่าที่ยังอยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งานได้อีกหลายปี ขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคไม่มีข้อจำกัดเช่นนี้

“กพท. จึงเสนอแนวทางใหม่ ยกเลิกเกณฑ์อายุอากาศยาน หรือ เลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน และหันมาใช้การตรวจสอบความสมควรเดินอากาศ เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแทน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้ โดยอากาศยานที่ผ่านการตรวจสอบว่ามีความปลอดภัยและพร้อมให้บริการจะได้รับอนุญาตให้นำเข้าใช้งานได้ โดยไม่จำกัดอายุ” พล.อ.อ.มนัท กล่าว

สำหรับแนวทางใหม่นี้สะท้อนความจริงทางเทคโนโลยีการบินยุคใหม่ ซึ่งเครื่องบินรุ่นปัจจุบันสามารถมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 30-40 ปี หากได้รับการดูแลและบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง การแก้ไขกฎเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) และเมื่อได้รับความเห็นชอบ ก็สามารถประกาศบังคับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดหาเครื่องบินได้คล่องตัวขึ้นทันที

พล.อ.อ.มนัท กล่าวว่า กพท. ได้พิจารณาคำขอปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) จากผู้ประกอบการท่าอากาศยาน โดยยึดหลักความสมเหตุสมผลและการลงทุนเพื่อยกระดับบริการ โดยเฉพาะสนามบินที่มีการลงทุนเพิ่มเติมเท่านั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) โดย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เสนอปรับขึ้นค่า PSC สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5 บาท จากอัตราเดิม 730 บาท เป็น 735 บาท เพื่อใช้ลงทุนพัฒนาและบำรุงรักษาระบบบริการในสนามบินหลักทั่วประเทศ

ขณะที่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) โดยเฉพาะ ท่าอากาศยานตรัง ปรับเพิ่มค่า PSC ขึ้น 25 บาท ระหว่างประเทศ จากเดิม 400 เป็น 425 บาทต่อคน และภายในประเทศ จากเดิม 50 เป็น 75 บาทต่อคน ก่อนหน้านี้ได้อนุมัติให้ ทย. ปรับขึ้นค่า PSC อัตราใหม่ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2568 จำนวน 6 สนามบิน ประกอบด้วย ท่าอากาศยานกระบี่, สุราษฎร์ธานี, อุบลราชธานี, ขอนแก่น, นครศรีธรรมราช และพิษณุโลก ทั้งนี้ ท่าอากาศยานของ ทย. จะปรับเพิ่มขึ้นเฉพาะสนามบินที่มีการติดตั้งเทคโนโลยีระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง 3 ระบบมาใช้งาน ได้แก่ บริการตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง, บริการเช็คอินด้วยตัวเองอัตโนมัติ และบริการรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ ซึ่งหาก กบร.เห็นชอบการปรับขึ้นค่า PSC ของ ทอท. และ ทย. ก็จะสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ทันที คาดว่าจะประชุม กบร. ไม่เกินเดือน พ.ย.นี้

พล.อ.อ.มนัท กล่าวว่า การปรับขึ้นค่า PSC ไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้ แต่เป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัยและคุณภาพบริการในระยะยาว เพื่อให้สนามบินของไทยก้าวสู่มาตรฐานเดียวกับประเทศชั้นนำในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ เก็บค่า PSC ประมาณ 1,500 บาท ซึ่งสูงกว่าไทยเกือบเท่าตัว โดยยืนยันว่าทุกการปรับปรุงของ กพท. มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารให้ดียิ่งขึ้น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้อุตสาหกรรมการบินไทยก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนกรณีที่มีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการพัฒนาบริการในสนามบินนั้นหากมีการปรับขึ้นค่า PSC แล้วนั้น ในส่วนของ ทอท. ได้แก้ไขปัญหาคอขวดในการให้บริการในสนามบิน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การนำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริการ โดยมีการติดตั้งระบบ Biometric และระบบตรวจคนเข้าเมืองแบบอัตโนมัติ (Automated Immigration) ที่ช่วยลดเวลารอคิวของผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงได้อนุมัติให้มีผู้ให้บริการภาคพื้นรายที่ 3 เข้ามาดำเนินการ เพื่อเพิ่มทางเลือกแก่สายการบินและลดระยะเวลารอของผู้โดยสาร

กพท. ชงเลิกจำกัดอายุ ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน

ทำไมต้องเลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน?

การปรับปรุงกฎระเบียบและการลงทุนในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการบินของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การยกเลิกข้อจำกัดด้านอายุเครื่องบินเปิดโอกาสให้สายการบินสามารถเข้าถึงเครื่องบินที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ในขณะที่การปรับขึ้นค่า PSC จะนำไปสู่การพัฒนาสนามบินให้มีความทันสมัยและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้จะส่งผลดีต่อผู้โดยสารและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว การตัดสินใจของ กพท. ที่จะเลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมการบินไทย การลงทุนในวันนี้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่ยั่งยืนในวันหน้า

ที่มา – กพท. จ่อชงเลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน

Scroll to top