มหาวิทยาลัยมหิดล

ภคมน ยื่นหลักฐาน นพ.สรณ เรียกร้องนายกฯ ถอดถอนโดยเร็ว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อ ภคมน ยื่นหลักฐาน นพ.สรณ เรียกร้องนายกฯ ถอดถอนโดยเร็ว หลังจากที่คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ได้ตรวจสอบพบข้อมูลความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. ท่านปัจจุบัน จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ภคมน ยื่นหลักฐาน นพ.สรณ เรียกร้องนายกฯ ถอดถอนโดยเร็ว

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ในฐานะโฆษกพรรคประชาชนและประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้เปิดเผยว่า ทีมงานได้ทุ่มเททำงานอย่างหนัก โดยรวบรวมหลักฐานสำคัญจนถึงนาทีสุดท้าย เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการสรรหา กสทช. โดยประเด็นหลักคือข้อสงสัยเรื่องลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ซึ่งอาจขัดต่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

รายละเอียดเอกสารสำคัญที่กรรมาธิการค้นพบ

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบหลักฐานสำคัญ 2 ชุดที่น่าจับตามอง ได้แก่:

  • หนังสือที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาส่งมอบให้ ซึ่งเป็นสำเนาการลงนามรับรองคุณสมบัติของ นพ.สรณ เมื่อปี 2565
  • หนังสือยืนยันจากกระทรวง อว. และมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ชี้ชัดว่าในช่วงเวลานั้น นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติงานเป็นแพทย์รายชั่วโมงอยู่

ความเหลื่อมล้ำของข้อมูลเหล่านี้ทำให้ กมธ. เกิดข้อสงสัยว่า ประธาน กสทช. ท่านนี้ขาดคุณสมบัติหรือไม่ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ ภคมน ยื่นหลักฐาน นพ.สรณ เรียกร้องนายกฯ ถอดถอนโดยเร็ว เพื่อความโปร่งใสและถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล

ในมุมมองของกรรมาธิการฯ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ หากขั้นตอนการคัดเลือกมีการหมกเม็ดหรือให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการทูลเกล้าฯ ถอดถอนเพื่อให้เรื่องนี้จบลงอย่างเป็นธรรมที่สุด

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจอย่างไรกับการพิสูจน์ความจริงในครั้งนี้ นี่ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลว่าจะเลือกปกป้องคนของตนเอง หรือเลือกยืนหยัดอยู่ข้างความถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและชาติบ้านเมืองโดยรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “ภคมน” เผยยื่นเอกสารหลักฐาน “นพ.สรณ” จนนาทีสุดท้าย เรียกร้องนายกฯ ทูลเกล้าฯ ถอดถอนโดยเร็ว

ลิซ่ายันหลักฐานชัด ปธ.กสทช.ขาดคุณสมบัติ จี้มหิดลเปิดข้อมูล

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของประธาน กสทช. โดยล่าสุด ลิซ่ายันหลักฐานชัด ปธ.กสทช.ขาดคุณสมบัติ จี้มหิดลเปิดข้อมูล ให้ทางกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง สภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบให้กระจ่าง เพื่อความโปร่งใสขององค์กรอิสระที่ทรงอิทธิพลต่อสื่อสารมวลชนไทย

ลิซ่ายันหลักฐานชัด ปธ.กสทช.ขาดคุณสมบัติ จี้มหิดลเปิดข้อมูล

คุณภคมน หนุนอนันต์ หรือ ‘ลิซ่า’ สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ได้ออกมาเคลื่อนไหวสำคัญ โดยยืนยันว่าทาง กมธ. มีเอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ว่า ศ.คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. อาจมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ซึ่งขัดแย้งกับรายงานผลการสอบสวนของมหาวิทยาลัยมหิดลที่ออกมาก่อนหน้านี้

รายละเอียดการเรียกเอกสารและข้อสงสัยในประเด็นกฎหมาย

ปัญหาสำคัญคือการที่ผลสอบของมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่าประธาน กสทช. ไม่ได้มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ทางฝั่งคุณลิซ่ากลับมองว่าข้อมูลนี้มีความย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการดังนี้:

  • เรียกประชุม กมธ. การพัฒนาการเมือง ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เพื่อติดตามความคืบหน้า
  • กดดันให้มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดเผยเอกสารสอบสวนข้อเท็จจริงฉบับเต็ม
  • หากมหาวิทยาลัยปฏิเสธ ทาง กมธ. พร้อมจี้ไปยังกระทรวง อว. ให้ร่วมรับผิดชอบและส่งเอกสารชี้แจงโดยด่วน

ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือการที่ กมธ. ตั้งคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบของสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ว่าทำไมผลสรุปถึงได้คลาดเคลื่อนไปจากหลักฐานที่ทางฝ่ายค้านตรวจพบ ซึ่งหากปล่อยให้ความคลุมเครือนี้คงอยู่ต่อไป ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการทำงานของ กสทช. ได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องจับตากันต่อไปว่า ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ จะมีเอกสารสำคัญถูกเปิดเผยออกมาหรือไม่ และทิศทางของคณะกรรมการสรรหา กสทช. จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเผชิญกับแรงกดดันเชิงกฎหมายเช่นนี้ การมีองค์กรอิสระที่โปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตย หากข้อมูลที่พูดถึงในหัวข้อ ลิซ่ายันหลักฐานชัด ปธ.กสทช.ขาดคุณสมบัติ จี้มหิดลเปิดข้อมูล นั้นเป็นความจริง การดำเนินการให้ถูกต้องตามครรลองกฎหมายก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อธำรงไว้ซึ่งความถูกต้อง

ที่มา – “ลิซ่า” ยันหลักฐานชัด “ปธ.กสทช.” ขาดคุณสมบัติ จี้ “มหิดล” ส่งเอกสารสอบสวนข้อเท็จจริง

ยศชนัน เปิดโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ ชูเห็ดสู่สากล

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกวงการ การเกษตรไทยก็ไม่เว้น! ล่าสุด ยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อ “ยศชนัน” วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเปิดตัวโครงการสุดล้ำนี้ ร่วมกับ ส.อ.ท. และมหิดล เพื่อดัน “เห็ด” ให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงบุกตลาดโลกตามโมเดล BCG Economy

ยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ: จุดเริ่มต้นของเกษตรไทยยุคใหม่

งานพิธี Groundbreaking เกิดขึ้นเมื่อ 21 มีนาคม 2567 (หมายเหตุ: เดิม 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ศาลายา โดยมีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และศ.ดร.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหิดล เป็นประธาน ยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture Industry (SAI) มุ่งสร้างต้นแบบ Open Innovation ใช้เทคโนโลยีชีวภาพและ AI พัฒนาเห็ดเป็นพืชนำร่อง สร้างสินค้า MiT (Made in Thailand) ลดการนำเข้า และก้าวสู่ Net Zero

ยศชนัน ร่วมเปิดโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

พื้นที่ Siree Park จะกลายเป็น Sandbox บ่มเพาะนวัตกรรม บูรณาการ Life Sciences เชื่อมงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม นายยศชนัน เน้นย้ำถึง Wellness Economy และ Nutrition Security เพื่อ “ขยับประเทศ” ให้ก้าวหน้า

บทบาทสำคัญของยศชนัน ในโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

ยศชนัน ได้รับ Blueprint จาก ส.อ.ท. แล้ว และพร้อมเป็นตัวกลางประสานทุกฝ่าย ปลดล็อกกฎหมายผ่าน Regulatory Sandbox ปรับระเบียบดิจิทัล และยกร่าง พ.ร.บ. ใหม่ๆ สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมยืดหยุ่นตามความต้องการเอกชน

  • เพิ่มผลิตภาพเกษตรด้วย Smart Agriculture และ AI สำหรับสังคมสูงวัย
  • จัดสรรงบวิจัยครบวงจร: ต้นน้ำ (วิจัย) กลางน้ำ (ผลิต) ปลายน้ำ (ตลาดสากล)
  • สร้าง GI สมุนไพรไทย เพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก
  • ขยายความร่วมมือมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สร้างอาชีพนักวิทยาศาสตร์เป็น Product Owner
  • เปลี่ยน Biodiversity ไทยเป็นนวัตกรรมเศรษฐกิจจริง
พิธีเปิดยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

คำพูดเด็ดจากยศชนัน: “ผมอยากเห็นการปั้นนักวิทยาศาสตร์ให้เป็น Product Owner เรามีบุคลากรเก่งๆ เยอะ ต้องสร้าง Ecosystem รองรับ เพื่อนวัตกรรม Global Scale ลงทุนวิจัยให้ถึงทุกจุด เพื่อ Nutrition Security และ Net Zero”

โครงการนี้ไม่ใช่แค่ปลูกเห็ด แต่เป็นการปฏิวัติเกษตรไทย ใช้ AI ตรวจโรคพืช ชีวภาพพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ลดคาร์บอน ช่วยเกษตรกรรายย่อยมีรายได้มั่นคง สอดคล้อง BCG Model ที่เป็น Bio-Circular-Green Economy ของไทย เห็ดที่เคยเป็นอาหารธรรมดา จะกลายเป็น superfood ส่งออก เช่น เห็ดหลินจือ กะเพราหมู หรือโปรตีนทางเลือกแทนเนื้อสัตว์

ยศชนัน พูดในงานโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ
ภาพบรรยากาศยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ
เห็ด วัตถุดิบหลักโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

ประโยชน์รอบด้าน: เกษตรกรได้เทคโนโลยีทันสมัย ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ผู้บริโภคได้อาหารปลอดภัย อุตสาหกรรมได้วัตถุดิบคุณภาพส่งออก ไทยจะแข็งแกร่งด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อม

ในมุมมองผม โครงการยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ นี้คือก้าวย่างสำคัญที่จะพาไทยเป็นผู้นำเกษตรอัจฉริยะอาเซียน คุณล่ะพร้อมเห็นไทยบุกตลาดโลกด้วยเห็ดไทยมูลค่าหลายพันล้านหรือยัง? แชร์ความคิดเห็นด้านล่าง และติดตามอัปเดตโครงการนี้เพื่อไม่พลาดโอกาสลงทุนหรือร่วมงานนะ!

ที่มา – “ยศชนัน” ร่วมเปิดตัวโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ ชู “เห็ด” วัตถุดิบมูลค่าสูงสู่สากล

“อนุทิน” บอกดีใจที่ได้พบ “ยศชนัน” เพื่อร่วมรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยข่าวสารร้อนๆ อยู่เสมอ ล่าสุดมีโมเมนต์น่าประทับใจที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ “อนุทิน” บอกดีใจที่ได้พบ “ยศชนัน” เพื่อร่วมรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานแสดงคอนเสิร์ตรวมเพลงรักชาติของมหาวิทยาลัยมหิดล นี่เป็นภาพที่สะท้อนถึงความสามัคคีและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของนักการเมืองไทยเลยทีเดียว

“อนุทิน” บอกดีใจที่ได้พบ “ยศชนัน” เพื่อร่วมรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันที่ 8 มีนาคม 2567 เวลา 9.23 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ภาพลงโซเชียลมีเดีย โดยเป็นภาพกลุ่มที่ร่วมกันในงานคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ ภาพนั้นมีทั้งภริยาของท่าน นางสาวธนนนท์ นิรามิษ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้สมัครนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยพร้อมภริยา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทุกคนยิ้มแย้มสดใส ถ่ายคู่กันอย่างอบอุ่น

ในแคปชั่นโพสต์ อนุทินระบุชัดเจนว่า “ดีใจมากที่ได้พบกับอาจารย์เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เพื่อร่วมรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานแสดงคอนเสิร์ตรวมเพลง #รักชาติ ของวงดุริยางค์ซิมโฟนี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อคืนนี้ที่ศาลายา” คำพูดนี้ไม่เพียงแสดงถึงความยินดีส่วนตัว แต่ยังเป็นสัญญาณของการรวมตัวกันในโอกาสสำคัญที่ทุกคนมุ่งมั่นแสดงออกถึงความจงรักภักดี

รายละเอียดงานคอนเสิร์ตรักชาติที่ศาลายา

งานคอนเสิร์ตครั้งนี้จัดโดยวงดุริยางค์ซิมโฟนี มหาวิทยาลัยมหิดล ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมหิดล ศาลายา เป็นการรวมเพลงรักชาติสุดยอดที่สร้างความประทับใจให้ผู้ชมจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรด้วย ทำให้บรรยากาศเต็มเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และรักชาติ นักการเมืองชื่อดังหลายท่านเดินทางมาร่วม เพื่อแสดงถึงการสนับสนุนสถาบันและวัฒนธรรมไทย

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล: รักษาการนายกฯ และ รมว.มหาดไทย
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์: รมว.สาธารณสุข
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์: รมว.พาณิชย์
  • และภริยาของแต่ละท่าน

ความหมายเบื้องหลังการพบกันของอนุทินและยศชนัน

การที่ “อนุทิน” บอกดีใจที่ได้พบ “ยศชนัน” เพื่อร่วมรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นี้ มีนัยยะสำคัญในแง่การเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์การเมืองกำลังร้อนระอุ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในฐานะอาจารย์และนักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ เคยถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคใหญ่ในสภา ส่วนอนุทินเองก็เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่กำลังมีบทบาทสำคัญ การร่วมกันในงานนี้แสดงถึงการวางออกรสการเมืองชั่วคราว เพื่อมาร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ ยังมีภาพขยายความสัมพันธ์ข้ามพรรคการเมือง ที่มักถูกมองว่าแตกแยก แต่ในโอกาสสำคัญเช่นนี้ ทุกคนสามารถรวมใจเป็นหนึ่งเดียวได้ สะท้อนถึงค่านิยมไทยที่ให้ความสำคัญกับสถาบันหลักของชาติ

งานนี้ไม่เพียงเป็นเวทีดนตรี แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี โดยเฉพาะเพลงรักชาติที่ถูกบรรเลงอย่างงดงาม ทำให้ผู้เข้าร่วมทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจในชาติไทย

จากมุมมองของผู้เขียน คิดว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดีของนักการเมืองไทย ที่สามารถวางความขัดแย้งทางการเมืองไว้ข้างหลัง เพื่อมาร่วมกิจกรรมที่ยกระดับจิตสำนึกแห่งชาติ หากเกิดขึ้นบ่อยๆ ไทยเราก็คงก้าวหน้าขึ้นเยอะเลยนะครับ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับโมเมนต์นี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “อนุทิน” บอกดีใจที่ได้พบ “ยศชนัน” เพื่อร่วมรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายกฯ ยินดี 2 ผู้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ 2568

นายกฯ ยินดี 2 ผู้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ 2568 ยกย่องอุทิศตน

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในงาน Health Equity and Sustainability Thailand และงานเลี้ยงแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ ประจำปี 2568 ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ซึ่งเป็นงานที่เน้นยกย่องบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยที่อุทิศตนเพื่อสังคม

นายกฯ ยินดี 2 ผู้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ 2568 ยกย่องอุทิศตน

นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีอย่างอบอุ่นกับผู้ที่ได้รับรางวัล โดยระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกคุ้นเคยเพราะเป็นเพื่อนร่วมงานสมัยยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สิ่งที่ภาคภูมิใจคือการได้เห็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิและบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำคุณประโยชน์ให้วงการสาธารณสุขไทย การอุทิศตนและสละทรัพย์ส่วนตัวเพื่อพัฒนางานวิจัยถือเป็นแบบอย่างที่ยิ่งใหญ่ สะท้อนเจตนารมณ์ของรางวัลที่ว่า “สุขภาพคือทุนที่ประเสริฐที่สุด” เพราะไม่ว่ามั่งคั่งเพียงใด หากขาดสุขภาพดี ชีวิตก็ลำบากดั่งนรกบนดิน

ตลอดช่วงวิกฤติโควิด-19 นายกรัฐมนตรีได้รับแรงบันดาลใจจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มาร่วมสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข ความเสียสละและทุ่มเทของพวกเขาสร้างกำลังใจมหาศาล รวมถึงคำชี้แนะจากอาจารย์แพทย์ในการผลักดันนโยบาย เช่น การฟอกไตฟรีที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน นายกฯ ยืนยันว่าจะนำนโยบายนี้กลับมาอีกครั้งเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวไทย

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในงานรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล

ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดีและเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นๆ นำไปใช้ อย่างไรก็ตาม ระบบสาธารณสุขต้องการงบประมาณเพื่อดูแลประชาชนตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ไปจนถึงตาย เป้าหมายคือยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

ความสำคัญของรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ 2568

ระบบสาธารณสุขไทยเป็นรากฐานคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกด้าน แต่ต้องตระหนักถึงความยั่งยืนด้านสุขภาพ (Health Sustainability) เพื่อรับมือโรคอุบัติใหม่และสังคมสูงวัย รัฐบาลให้ความสำคัญกับงบประมาณสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม และบุคลากรคุณภาพ โดยผู้ได้รับรางวัลทั้งสองท่านเป็นแบบอย่างที่ชัดเจน

สำหรับปี 2568 มีผู้ได้รับรางวัล 2 ราย ได้แก่

  • ประเภทนักวิจัยดีเด่น: นายแพทย์วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ
  • ประเภทนักวิจัยรุ่นใหม่: รศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

รางวัลนี้เป็นหนึ่งในรางวัลนักวิจัยระดับประเทศที่ใหญ่ที่สุด มอบครั้งแรกเพื่อยกย่องนักวิจัยที่สร้างผลงานนำไปใช้จริง มีพลังเปลี่ยนโลก และสร้างผลกระทบเชิงบวกสู่สังคม (Real World Impact)

ผู้ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่น
ผู้ได้รับรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่

นายกฯ ยินดี 2 ผู้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ 2568 ยกย่องอุทิศตน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสนับสนุนสาธารณสุข การได้รับแรงบันดาลใจจากบุคลากรเหล่านี้จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน หากคุณสนใจด้านสุขภาพและการวิจัย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ

ที่มา – นายกฯ ยินดี 2 ผู้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ 2568 ยกย่องอุทิศตน

Scroll to top