มาตรา 157

“บวรศักดิ์” ชี้เลือกตั้งใหม่ต้องไม่สุจริต ป้อง กกต.บาร์โค้ด

ในประเด็นร้อนของวงการการเมืองไทยช่วงนี้ ที่หลายคนกำลังถกเถียงกันเรื่องบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงให้ฟังแบบชัดเจนว่า “บวรศักดิ์ ชี้ จะเลือกตั้งใหม่ต้องไม่สุจริตและเที่ยงธรรม” เท่านั้น พร้อมปกป้องการตัดสินใจของ กกต. ที่นำบาร์โค้ดมาใช้เพื่อป้องกันการโกงเลือกตั้งแบบไพ่ไฟ มาดูกันว่าประเด็นนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง

บวรศักดิ์ ชี้ จะเลือกตั้งใหม่ต้องไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งมีประสบการณ์สอนกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายมหาชนมากว่า 40 ปี ได้ย้ำชัดว่าการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กน้อยอย่างบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เขาเชื่อตามหลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้า ที่สอนให้ใช้วิจารณญาณพิจารณาด้วยปัญญา ไม่ใช่เชื่อข่าวลือหรือกูรูลอยๆ

หลายคนตั้งคำถามว่าบาร์โค้ดและ QR Code ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 หรือไม่ ที่กำหนดให้เลือกตั้งด้วยวิธีลับ บวรศักดิ์ชี้ว่าคำว่าลับนั้นหมายถึงป้องกันการข่มขู่คุกคาม ไม่ใช่ลับทั้งโลกแบบสุดโต่ง เขายกตัวอย่างประวัติศาสตร์การเลือกตั้งที่เคยเปิดเผย เช่น ยกมือโหวต ก่อนพัฒนามาเป็นลงคะแนนลับในออสเตรเลียปี 1850 อังกฤษ 1872 สหรัฐ 1884-1891 จนกลายเป็นมาตรฐานสากล

เหตุผลที่ กกต. ใช้บาร์โค้ดป้องโกงเลือกตั้ง

ทำไม กกต. ถึงต้องใส่บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง? คำตอบคือเพื่อแยกบัตรจริงของประชาชนออกจากบัตรปลอมที่พวกโกงเลือกตั้งเอามาใช้ โดยเฉพาะปัญหาไพ่ไฟ สมัยเลือกตั้งปี 2500 ที่พรรคเสรีมนังคศิลาเอาบัตรกาเองยัดลงหีบ นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ต้องมีมาตรการนี้

  • ป้องกันการปลอมแปลง: บาร์โค้ดช่วยตรวจสอบได้ทันทีว่าบัตรมาจากไหน
  • มาตรฐานสากล: หลายประเทศที่ริเริ่มการเลือกตั้งลับยังใช้เทคโนโลยีคล้ายๆ นี้ แม้บางแห่งยกเลิกแต่ไม่เคยเพิกถอนผลเพราะเหตุนี้
  • ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ: ศาลรัฐธรรมนูญเคยตีความกรณีอื่นๆ เช่น ปี 2549 คูหาไม่ลับพอ และ 2557 ไม่เลือกตั้งพร้อมวันเดียวกัน แต่ไม่ใช่เรื่องโค้ด

บวรศักดิ์ย้ำว่าไม่มีประเทศไหนเคยสั่งเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศเพราะบาร์โค้ด แต่ในไทย ต้องโกงกันทั้งประเทศจริงๆ ถึงจะเพิกถอนได้ เขาเชิญชวนให้คนมีปัญญาใช้สมองคิด ไม่ใช่ยึดติดสีเสื้อการเมือง

ประวัติศาสตร์การโกงเลือกตั้งและบทเรียนไทย

ย้อนดูประวัติศาสตร์ การโกงเลือกตั้งมีมานาน ตั้งแต่ไพ่ไฟสมัยเก่า จวบจนปัญหาใหม่ๆ ในยุคดิจิทัล กกต. จึงต้องปรับตัวใช้เทคโนโลยีทันสมัย บาร์โค้ดไม่ใช่เรื่องใหม่ ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและเชื่อถือได้ แม้จะมีเสียงคัดค้านจากกูรูบางคนที่มองว่าลดความลับ แต่จริงๆ แล้วมันป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงและยัดบัตรได้ดีกว่า

สำหรับประชาชนอย่างเราๆ ควรติดตามใกล้ชิด เพราะการเลือกตั้งที่สุจริตคือหัวใจประชาธิปไตย การมีบาร์โค้ดคือก้าวสำคัญสู่ระบบที่ทันสมัยและยุติธรรมยิ่งขึ้น

ศาลรัฐธรรมนูญตีความอย่างไร

  • พ.ศ. 2549: คูหาเลือกตั้งให้คนอื่นเห็นได้ ไม่ใช่ลับจริง
  • พ.ศ. 2557: ไม่สามารถเลือกตั้ง 28 เขต ไม่ใช่วันเดียวกันทั่วประเทศ

ทั้งสองกรณีเพิกถอนเพราะขัดหลักใหญ่ ไม่ใช่เครื่องมือตรวจสอบอย่างบาร์โค้ด

สุดท้าย บวรศักดิ์สัญญาจะอธิบายเพิ่มในโพสต์ถัดไปวันที่ 21 ก.พ. เกี่ยวกับการเลือกตั้งลับและปัญหาโค้ดนี้

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? บาร์โค้ดช่วยป้องโกงหรือเสี่ยงความลับ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านข้อมูลจริงๆ กันนะ สนับสนุนการเลือกตั้งที่โปร่งใสเพื่ออนาคตไทย

ที่มา – “บวรศักดิ์” ชี้ จะเลือกตั้งใหม่ต้องไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ป้อง กกต. บาร์โค้ด แก้โกงเลือกตั้ง

ปชน. ยันหลักฐานเด็ดบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง รอ 22 ก.พ.

ปชน. ยันมีหลักฐานเด็ดปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง รอดูเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. พิสูจน์ชัด เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ พรรคประชาชน (ปชน.) ไม่ยอมแพ้ต่อข้อพิพาทเรื่องบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ซึ่งอาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นการออกเสียงโดยลับตามกฎหมาย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ได้ออกมาเผยข้อมูลสำคัญในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำการพรรค

ปชน. ยันมีหลักฐานเด็ดปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง รอดูเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. พิสูจน์ชัด

พรรคประชาชนกำลังเตรียมร่างคำฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ฝ่ายกฎหมายของพรรค เป็นผู้รับผิดชอบ คาดว่าจะยื่นฟ้องได้ในสัปดาห์หน้า เพราะมีข้อมูลใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติมทุกวัน พรรคยืนยันว่ามีหลักฐานเด็ดที่จะพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้กระบวนการไม่โปร่งใสและอาจไม่ลับตามที่กฎหมายกำหนด

ทำไมบาร์โค้ดถึงเป็นปัญหาใหญ่? ในหลักการของการเลือกตั้ง การออกเสียงต้องเป็น “ลับ” 100% หมายถึงไม่มีทางตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครเลือกใคร ไม่ว่าจะเชิงทฤษฎีหรือปฏิบัติ แต่บาร์โค้ดที่ระบุเลขที่บัตร สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ หากมีช่องโหว่ในระบบ กกต. ยืนยันว่าไม่ใช่ปัญหา แต่ปชน. มองว่าการมีบาร์โค้ดอยู่แล้วแปลว่าไม่ลับทันที โดยเฉพาะเมื่อ กกต. แถลงเองว่ารหัสนี้ระบุเลขที่บัตรได้

ปชน. ยันมีหลักฐานเด็ดปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง รอดูเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. พิสูจน์ชัด

เพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจน พรรคเชิญชวนประชาชนไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ หาก กกต. ยังใช้บัตรแบบเดิมที่มีบาร์โค้ด แสดงว่าพวกเขามั่นใจ แต่ถ้าเปลี่ยนแปลง แสดงว่ามีปัญหาจริง! นี่คือจุดเปลี่ยนที่จะพิสูจน์ทุกอย่างต่อสาธารณะ นอกจากนี้ ความเห็นจากนายวิษณุ เครื่องาม และนายจรัญ ภักดีธนากุล ก็สนับสนุนว่าถ้าไม่ลับ การเลือกตั้งอาจโมฆะ

  • หลักฐานหลัก: บาร์โค้ดระบุเลขที่บัตร สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
  • เจตนาของปชน.: ไม่ใช่ไม่ยอมแพ้ แต่ปกป้องสิทธิประชาชนและบังคับให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ
  • ช่องทางอื่น: ประชาชนสามารถยื่นประเด็นนี้ผ่านทางอื่นๆ ได้
  • ปัญหาใหญ่: สะท้อนความเชื่อมั่นต่ำใน กกต. และรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จำกัดสิทธิถอดถอนองค์กรอิสระ

โฆษกปชน. ยังวิจารณ์การทำงานของ กกต. ที่ขาดการสื่อสาร เช่น ไม่แถลงข่าว ไม่ตอบคำถามประชาชน ทำให้เกิดความสงสัยเพิ่ม พรรคเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ คืนสิทธิประชาชนในการถอดถอนองค์กรอิสระ เหมือนในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่ถูกตัดออกไป

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นหัวใจของประชาธิปไตย การเลือกตั้งต้องโปร่งใส ลับ และยุติธรรม ถ้าปล่อยผ่าน ช่องโหว่แบบนี้อาจเกิดซ้ำในอนาคต พรรคประชาชนกำลังใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ

ในมุมมองของเรา การตรวจสอบเรื่อง บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? ชวนเพื่อนๆ มาสังเกตการณ์เลือกตั้ง 22 ก.พ. และติดตามพัฒนาการการฟ้องร้องต่อไป เพื่อให้เสียงของประชาชนดังที่สุด!

ที่มา – ปชน. ยันมีหลักฐานเด็ดปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง รอดูเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. พิสูจน์ชัด

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมากในขณะนี้ หลังจากที่พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ประกาศชัดเจนว่าจะดำเนินการทางกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเลขาธิการ กกต. ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากปัญหาการพิมพ์บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจเปิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตเลือกตั้งได้

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าการที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ซึ่งสามารถใช้ติดตามหรือระบุต้นขั้วบัตรได้นั้น ถือเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ขัดต่อหลักการเลือกตั้งลับ และอาจส่งผลกระทบต่อความสุจริต เที่ยงธรรมของการเลือกตั้งในอนาคต กกต. ได้สรุปชัดเจนแล้วว่าบาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ในเชิงทฤษฎี ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความยากง่ายในการตรวจสอบการลงคะแนน แต่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซง เช่น การซื้อสิทธิขายเสียง หรือการบังคับให้ผู้มาใช้สิทธิแจ้งเลขต้นขั้วแก่หัวคะแนน

ภาพประชุมพรรคประชาชน

แม้ กกต. จะอ้างว่าใส่บาร์โค้ดเพื่อความปลอดภัย แต่พรรคประชาชนมองว่ามันกลับสร้างช่องทางให้เกิดการไม่โปร่งใส โดยเฉพาะหากข้อมูลรั่วไหล จะทำให้ทราบว่าประชาชนลงคะแนนให้พรรคใด สร้างความได้เปรียบ-เสียเปรียบทางการเมืองได้ง่ายดาย นายพริษฐ์ ย้ำว่าการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนผลเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนและให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ

ช่องโหว่บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง: ภัยร้ายต่อประชาธิปไตย

ปัญหาบาร์โค้ดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะหากมีกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ที่ทุจริต สามารถถ่ายภาพบัตรต้นขั้วได้ง่ายๆ แม้จะมีมาตรการป้องกัน แต่หากเข้าถึงเลขต้นขั้วได้ ก็เสี่ยงต่อการถูกติดตามการลงคะแนน พรรคประชาชนจึงมอบหมายให้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรื่อง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางต่อ กกต. และเลขาธิการ กกต. ในข้อหาละเว้นหน้าที่

ภาพนายพริษฐ์ วัชรสินธุ
  • บาร์โค้ดช่วยระบุต้นขั้วบัตรได้ ทำให้ไม่เป็นการเลือกตั้งลับ
  • เสี่ยงต่อการซื้อสิทธิขายเสียง โดยใช้เลขต้นขั้วตรวจสอบ
  • อาจกระทบการเลือกตั้งครั้งหน้า หากข้อมูลรั่วไหล
  • กกต. ละเว้นหน้าที่ ไม่ป้องกันช่องโหว่นี้

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการตรวจสอบระบบเลือกตั้งให้โปร่งใส พรรคประชาชนยืนยันว่าจะดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการประชาธิปไตย หากปล่อยไว้ อาจเกิดการทุจริตซ้ำซากได้

ในมุมมองของเรา การเลือกตั้งต้องสุจริต 100% ชาวเน็ตและนักการเมืองหลายฝ่ายเห็นด้วยกับ ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคล้ายๆ กันในอนาคต คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะนะครับ

ที่มา – ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง

“สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ด

สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย เมื่อคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย รวมพลคนไม่ทน ร่วมยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบในภาคกลาง ฐานละเมิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างร้ายแรง หลังจากที่ กกต. ยอมรับเองว่าระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถสแกนติดตามย้อนกลับไปยังชื่อผู้ลงคะแนนได้จริง ซึ่งถือเป็นการทำลายหลักการเลือกตั้งลับที่เป็นหัวใจของประชาธิปไตย

“สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ประกาศชัดเจนว่าจะดำเนินคดีกับ กกต. อย่างถึงที่สุด เนื่องจากข้ออ้างของ กกต. ที่บอกว่าแยกบัตรกับต้นขั้วแล้วและเก็บเป็นความลับนั้น ไม่น่าเชื่อถือเลย โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมาเต็มไปด้วยข้อครหาการทุจริต การซื้อสิทธิ์ขายเสียง และข้อพิรุธมากมายที่จับผู้กระทำผิดไม่ได้สักราย การใส่บาร์โค้ดที่ track ได้ชื่อผู้ลงคะแนน จึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่ามีเจตนาละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง

ทำไมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งถึงผิดกฎหมาย

หลักการสำคัญของการเลือกตั้งคือ ความลับในการลงคะแนน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96 หากบาร์โค้ดสามารถสแกนแล้วรู้ได้ว่าคนไหนลงคะแนนให้พรรคหรือผู้สมัครคนใด ก็เท่ากับเปิดช่องให้มีการข่มขู่ ซื้อเสียง หรือ操控คะแนนได้ง่ายดาย กกต. รู้ดีว่ารหัสเหล่านี้ขัดกฎหมาย แต่ยังคงใช้ต่อไป ทำให้ประชาชนสูญเสียความไว้วางใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งหมด

ขั้นตอนการฟ้องร้องสองแนวทางหลัก

คุณหญิงสุดารัตน์วางแผนฟ้องสองส่วน เพื่อให้เกิดผลทางกฎหมายสูงสุด ดังนี้

  • ส่วนแรก: ฟ้องบุคคล ยื่นต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฐานเจ้าพนักงานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โทษหนักจำคุก เพราะ กกต. จงใจใส่รหัส track ในบัตรเลือกตั้งที่ขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน
  • ส่วนที่สอง: ขอให้เลือกตั้งใหม่ ยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ สั่งจัดการเลือกตั้งใหม่ที่โปร่งใสกว่าเดิม คืนสิทธิให้ประชาชน

นอกจากนี้ ยังเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนส่งหลักฐานมา เช่น ภาพถ่ายบัตรเลือกตั้ง คลิปวิดีโอข้อผิดปกติ หรือข้อมูลทุจริต ส่งได้ที่เพจคุณหญิงสุดารัตน์หรือเพจพรรคไทยสร้างไทย เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานฟ้องร้องร่วมกัน ทวงคืนอำนาจอธิปไตยที่ถูกบิดเบือน

ผลกระทบและความสำคัญต่อประชาธิปไตยไทย

ประเด็น “สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน ไม่ใช่แค่คดีการเมือง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความโปร่งใสในระบบเลือกตั้ง หากปล่อยผ่าน คะแนนเสียงประชาชนจะไร้ค่า การทุจริตจะยิ่งลุกลาม สร้างความแตกแยกในสังคม การยื่นฟ้องครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ที่ยุติธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของพรรคไทยสร้างไทยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิประชาชน หากศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ จะเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของประชาธิปไตยไทย ลองคิดดูสิครับ ถ้าทุกคนร่วมมือส่งหลักฐาน เราจะเปลี่ยนแปลงได้จริง

CTA: คุณมีหลักฐานการเลือกตั้งผิดปกติหรือไม่? ส่งมาแชร์ที่คอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามอัปเดตคดีนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ ร่วมกันทวงความยุติธรรมคืนมา!

ที่มา – “สุดารัตน์” เดินหน้าฟ้อง กกต. ปมบาร์โค้ดรู้ชื่อคนลงคะแนน-จ่อยื่นศาลให้เลือกตั้งใหม่

ทนายยื่นฟ้อง ม.157 เอาผิด 4 ตร. ฟื้นคดีมินนี่

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวดราม่าตำรวจที่กำลังเป็นประเด็นร้อนเลย นั่นคือ ทนายยื่นฟ้อง ม.157 เอาผิด 4 ตร. ฟื้นคดีมินนี่ ซึ่งทำให้ลูกความต้องติดคุกฟรีนานถึง 84 วัน! เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง และเราจะเรียนรู้อะไรจากมันบ้าง มาฟังกันเลยครับ

ทนายยื่นฟ้อง ม.157 เอาผิด 4 ตร. ฟื้นคดีมินนี่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นายวีรวัฒน์ สุขเกษา ทนายความฝีมือดี ได้รับมอบอำนาจจากลูกความที่ได้รับความเสียหาย แล้วยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจจากชุด PCT 4 จำนวน 4 นาย ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ที่มาของเรื่องทั้งหมดมาจากคดีเว็บพนันออนไลน์และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับ “มินนี่” ซึ่งเดิมทีถูกดำเนินคดีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อหาไปแล้ว แต่ชุดสืบสวนสอบสวนกลับไม่ยอมจบ! พวกเขานำพยานหลักฐานชุดเดิม ข้อเท็จจริงเดิมๆ กลับไปแจ้งความใหม่ที่สถานีตำรวจนครบาลเตาปูน แล้วขอออกรายหมายจับจากศาลอาญา โดยที่ไม่ได้แจ้งข้อมูลสำคัญว่าคดีนี้เคยถูกยกฟ้องไปแล้ว

พื้นหลังคดีมินนี่ที่ถูกฟื้นขึ้นมา

คดีมินนี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามเว็บพนันออนไลน์ ลูกความของทนายถูกกล่าวหาว่าจัดให้เล่นพนันและฟอกเงิน แต่ศาลอาญากรุงเทพใต้ตัดสินยกฟ้องชัดเจนแล้ว เพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอหรือขาดน้ำหนัก แต่ตำรวจกลับแบ่งแยกคดี แยกพยานหลักฐานเส้นทางการเงินเดิมๆ มาสร้างคดีใหม่ สุดท้ายลูกความต้องถูกจับกุม ฝากขังนาน 84 วัน กว่าจะรอให้พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง เพราะเป็นเรื่องซ้ำ พยานเดิม!

ผลกระทบรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์

ลองนึกภาพดูสิครับ ถูกจับเข้าคุกโดยไม่มีโอกาสต่อสู้ เพราะตำรวจนําคำพิพากษาเก่าไม่บอกศาล มันขัดหลักกฎหมายชัดๆ หลัก “Ne bis in idem” หรือการกระทำเดียวลงโทษได้ครั้งเดียว คดีจบแล้วที่ศาลชั้นต้น ถ้าจะโต้แย้งก็ต้องอุทธรณ์ ไม่ใช่ไปแจ้งคดีใหม่ที่อีกศาลหนึ่งแบบนี้

ทนายวีรวัฒน์ให้สัมภาษณ์ว่า การกระทำของตำรวจเข้าข่ายผิด ม.157 ชัดเจน และอาจมีผิดอื่นๆ ด้วย เขาตัดสินใจยื่นฟ้องเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ลูกความ และสร้างบรรทัดฐานให้สังคม ศาลนัดตรวจคำฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ครับ

มาตรา 157 คือความผิดอะไร และทำไมถึงใช้ได้

สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ระบุว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

กรณีนี้ตำรวจละเมิดหน้าที่โดยไม่เคารพคำพิพากษาศาล ทำให้เกิดความเสียหายแก่ลูกความทั้งชื่อเสียง เสรีภาพ และค่าใช้จ่ายมหาศาล

  • จุดผิดพลาดหลักๆ: นำพยานหลักฐานเดิมมาฟื้นคดีซ้ำ
  • ไม่แจ้งศาลว่าคดีเคยถูกยกฟ้อง
  • แบ่งคดีเป็นชิ้นๆ เพื่อดำเนินการใหม่
  • ขัดหลักการลงโทษครั้งเดียว
  • ลูกความติดคุก 84 วันโดยไม่จำเป็น

บทเรียนและความเห็นจากกรณีนี้

เรื่อง ทนายยื่นฟ้อง ม.157 เอาผิด 4 ตร. ฟื้นคดีมินนี่ นี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าอำนาจรัฐต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย แม้ตำรวจตั้งใจปราบปรามอาชญากรรม แต่ไม่ควรเหยียบย่ำสิทธิประชาชน ลูกความยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในองค์กรตำรวจ แต่อาจเป็นเหยื่อวิบากกรรม

ในฐานะคนชอบติดตามข่าวกฎหมาย ผมคิดว่ากรณีนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญ หากศาลรับคำฟ้อง จะช่วยเตือนเจ้าหน้าที่ทุกคนให้คิดดีๆ ก่อนทำอะไรที่กระทบผู้บริสุทธิ์ หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอปัญหาคล้ายๆ นี้ อย่าลังเลที่จะปรึกษาทนายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ

CTA: ถ้าคุณเห็นด้วยหรือมีประสบการณ์คล้ายกัน คอมเมนต์บอกกันได้เลย! แชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้เรียนรู้ และติดตามอัปเดตคดีได้ที่บล็อกของเราครับ สู้ๆ เพื่อความยุติธรรม!

ที่มา – ทนาย ยื่นฟ้อง ม.157 เอาผิด 4 ตร. ฟื้นคดีมินนี่ทั้งที่ยกฟ้อง ทำลูกความติดคุกฟรี 84 วัน

ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบ กปน.

ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบสวน-สั่งปลด กปน. ให้ข้อมูลเท็จวันเลือกตั้งล่วงหน้า เป็นประเด็นร้อนที่พรรคประชาชนกำลังเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง หลังจากเกิดปัญหามากมายในวันเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ยังอาจบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด

ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบสวน-สั่งปลด กปน. ให้ข้อมูลเท็จวันเลือกตั้งล่วงหน้า

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 พรรคประชาชนได้เตรียมยื่นหนังสือด่วนที่สุดถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นในที่เลือกตั้งกลางนอกเขตและในเขตทั่วประเทศ ปัญหาเหล่านี้ถูกเปิดโปงจากสื่อและประชาชนที่ไปใช้สิทธิ ทำให้เกิดคำถามใหญ่ถึงความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

ปัญหาหลักที่ปชน. ชี้ให้ กกต. สอบสวน

  • กรณีที่ 1: กรรมการประจำที่เลือกตั้งกลางนอกเขต ไม่กรอกข้อมูลจังหวัด เขตเลือกตั้ง หรือรหัสเขตลงในซองบัตรเลือกตั้ง (แบบ ส.ส.5/2) อย่างถูกต้อง เช่น ที่โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม จ.สมุทรปราการ หน่วยของผู้มีสิทธิจาก จ.เพชรบูรณ์ กลับกรอกรหัส 57 แทน 67 ซึ่งผิดระเบียบ กกต. ข้อ 200 ส่งผลให้บัตรเลือกตั้งอาจถูกนับผิดเขต สับสนหมายเลขผู้สมัคร และบิดเบือนเจตจำนงประชาชน อาจเข้าข่ายเลือกตั้งไม่สุจริต
  • กรณีที่ 2: ที่เลือกตั้งกลางหลายแห่งใน จ.ชลบุรี เช่น หน่วยวัดพันเสด็จนอก ศาลากลางจังหวัด อาคารโดมโรงเรียนเมืองพัทยา 7 และโรงเรียนสิทธิสุนทร อ.สัตหีบ ไม่มีประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. แบ่งเขต (แบบ ส.ส.4/14) โดยเฉพาะนางทิพา ปวีณาเสถียร พรรคประชาชน หมายเลข 8 เขต 1 จ.ลำปาง ที่แย่กว่านั้น เมื่อผู้มาเลือกตั้งทวงถาม เจ้าหน้าที่กลับให้ข้อมูลเท็จว่า ผู้สมัครนี้ถูกศาลฎีกาถอนสิทธิ ซึ่งไม่เป็นความจริง

ปัญหาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการ ประธาน กปน. และผู้ช่วย ซึ่งอาจเป็นการทุจริต จงใจละเลย หรือปฏิบัติมิชอบ พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้ กกต. เร่งตรวจสอบทั่วประเทศ หากพบผิดให้สั่งปลดทันทีตามอำนาจที่มี พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในวันเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2568

นอกจากนี้ พรรคยังขู่หากไม่จัดการ จะร้องทุกข์ดำเนินคดีตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 23, พ.ร.ป.กกต. 2560 มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ฝ่ายกฎหมายพรรคจะยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการเช้าวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เวลา 08:46 น.

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งที่ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม หากปล่อยไว้ อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตย การที่ปชน. ออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้ ถือเป็นการปกป้องสิทธิประชาชนอย่างแท้จริง ผู้สนใจควรติดตามผลการยื่นหนังสือครั้งนี้ เพราะจะเป็นตัวชี้วัดว่า กกต. จะรับมือปัญหาอย่างจริงจังแค่ไหน

ในมุมมองของเรา การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นด่านทดสอบแรก หากมีปัญหาขนาดนี้ วันเลือกตั้งจริงต้องเข้มงวดยิ่งขึ้น ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมได้โดยรายงานปัญหาผ่านช่องทาง กกต. หรือพรรคที่สนับสนุน เพื่อให้การเลือกตั้งปีนี้เป็นไปด้วยดี

ติดตามข่าวการเมืองและการเลือกตั้งเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบสวน-สั่งปลด กปน. ให้ข้อมูลเท็จวันเลือกตั้งล่วงหน้า

“เท้ง” ถาม “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา?

“เท้ง ณัฐพงษ์” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภาแล้วหรือยัง มองควรดำเนินตามกระบวนการโหวตนายกฯ คนที่ 32 พร้อม เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157 ไม่เห็นด้วยนิติสงคราม

เมื่อเวลา 09.49 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา ว่า สืบเนื่องจากเมื่อวานที่ผ่านมา (3 กันยายน 2568) ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 5 กันยายน 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประกอบกับพรรคเพื่อไทยมีมติในการเสนอ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่กลับมีกระแสข่าวว่าทางรัฐบาลเตรียมที่จะเสนอความเห็นเพิ่มเติมต่อสำนักองคมนตรี เพื่อยืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีหรือรักษาการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ยุบสภา 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ตนและพรรคประชาชนมีความเห็นดังต่อไปนี้ ประการแรก พวกเรายืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ หรือรักษาการนายกฯ มีอำนาจในการยุบสภา แต่อย่างไรก็ตามพวกเราไม่ได้มีอำนาจที่ในการตีความเรื่องนี้ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ได้อย่างไร อำนาจในการตีความอยู่กับหน่วยงานที่ควรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวนายภูมิธรรมเอง ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ สภาพที่เกิดความไม่ชัดเจนจากการที่ประธานสภาฯ บรรจุระเบียบวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ กับการที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ สิ่งที่วันนี้เรามีความชัดเจนแล้วคือระเบียบวาระกำลังเดินหน้าสู่การโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน แต่ที่ยังไม่ชัดเจนในตอนนี้คือทางพรรคเพื่อไทยหรือนายภูมิธรรม ยังเดินหน้ากระบวนการยุบสภาหรือไม่อย่างไร

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลหรือข้อขัดแย้งทางกฎหมาย สิ่งหนึ่งที่ตนอยากขอเรียกร้องจากนายภูมิธรรมและรัฐบาลเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้เราเดินหน้าถูกต้องที่สุด อยากได้ความชัดเจนว่าตกลงแล้วรัฐบาลในขณะนี้ยังคงเดินหน้ากระบวนการในการยุบสภาอยู่หรือไม่ อย่างไรก็แล้วแต่ถ้ากระบวนการยังไม่เกิดความชัดเจนแบบนี้ ตนเห็นควรว่าเราควรจะต้องดำเนินการตามระเบียบวาระที่ประธานสภาฯ ได้มีการบรรจุโดยใช้อำนาจจากสภาผู้แทนราษฎรที่บรรจุวาระไปแล้วเรียบร้อย

ประการที่ 2 เมื่อวานนี้มีการดำเนินคดีมาตรา 112  และมาตรา 157 กับนายภูมิธรรม ตนและพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับการใช้เครื่องมือทางกฎหมายดำเนินคดีดังกล่าว อยากจะเรียกร้องให้ผู้ร้องถอนคำกล่าวโทษเพื่อสร้างบรรยากาศที่พวกเราสามารถหาทางออกให้กับประเทศได้ พวกเราไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายในการกลั่นแกล้งหรือดำเนินกระบวนการนิติสงครามไม่ว่ากับฝ่ายใด เป็นสิ่งที่ตนแถลงครั้งนี้ในนามผู้นำฝ่ายค้านและตัวแทนของพรรค

จากนั้นนายณัฐพงษ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนหลังแถลงว่า การดำเนินการของฝั่งพรรคเพื่อไทยอาจจะมีความย้อนแย้งในตัวเอง ทั้งๆ ที่ในพรรคมีการเตรียมที่จะเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่กลับมีกระแสข่าวว่ายังดำเนินการในเรื่องการยุบสภาอยู่ เป็นสิ่งที่ตนต้องออกมาเรียกร้องขอความชัดเจนจากนายภูมิธรรมว่าได้ยุติกระบวนการยุบสภาแล้วหรือไม่อย่างไร และพร้อมที่จะเดินหน้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วใช่หรือไม่

พร้อมกันนี้ นายณัฐพงษ์ ยืนยันหนักแน่นว่ามติของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรี ผ่านการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เราไตร่ตรองและทบทวนมาอย่างดีแล้ว เพียงแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้อยู่ในสภาพของสิ่งที่เราบอกว่า นายกฯ รักษาการ มีอำนาจในการยุบสภา แต่ทางรัฐบาลกลับมีความย้อนแย้งและยังเกิดความไม่ชัดเจน จึงอยากทำให้เกิดความชัดเจนก่อน แต่หากรัฐบาลยังคงคาราคาซังและยังไม่ทำให้เกิดความชัดเจน พวกเราเห็นควรว่าควรดำเนินการตามที่ประธานสภาฯ ใช้ดุลพินิจที่ได้บรรจุวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ต่อไป ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค การแสดงจุดยืนนี้ในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และขอเรียกร้องให้ผู้ที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษนายภูมิธรรม ถอนคำร้องทุกข์ออก

“สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการยืนยันในหลักการเราพูดมาโดยตลอดว่าเราไม่เห็นด้วยกับกระบวนการนิติสงคราม สิ่งที่ประชาชนไม่อยากเห็นตอนนี้คือการที่ใครกำลังจะขึ้นมามีอำนาจแล้วใช้กระบวนการทุกอย่างเล่นงานคู่ขัดแย้งฝ่ายตรงข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ผมในฐานะหัวหน้าพรรคได้ออกมายืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการดำเนินคดีนายภูมิธรรมเมื่อวานที่ผ่านมา”

สำหรับการดำเนินการต่อจากนี้ เราจะใช้เสียงในสภาฯ ที่เรามีในการกำกับทิศทางของประเทศให้ดำเนินไปทางที่เราเห็นว่าถูกและควรโดยใช้รัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยที่เราเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในการกำกับทิศทาง มีคำถามว่าเป็นนั่งร้านหรือไม่เป็นนั่งร้าน นายณัฐพงษ์ ตอบว่า อยู่ที่การแสดงออกการใช้เสียงในสภาฯ ที่พวกเรามีการแถลงชัดเจนในครั้งนี้เรื่องการดำเนินคดีนายภูมิธรรม เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการแสดงออกของพวกเราว่าเราใช้เสียงของพวกเราที่มีในการกำกับทิศทางรัฐบาลเสียงข้างน้อยอย่างไร ส่วนภายนอกสภาฯ เราคงห้ามคนที่ไปยื่นคดีฟ้องร้องไม่ได้ และตนคงไม่ได้มีอำนาจที่จะกำกับการทำงานของ สส.แต่ละคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยู่พรรคอื่นๆ แต่หากมีการดำเนินการอะไรไปแล้วตนเชื่อมั่นว่า 140 กว่าเสียงที่เรามี ที่เราเป็นฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ณ ขณะนี้จะสามารถกำกับทิศทางการกำกับการดำเนินการของพรรคต่างๆ ได้

“ขอย้ำอีกครั้งว่าการเซ็น MOA ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการร่วมรัฐบาล เราไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะไปสั่งห้ามไม่ให้เขาทำอะไรเป็นการล่วงหน้า และการจัดตั้งรัฐบาลการดำเนินการต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่เขาจะทำ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นว่ารัฐบาลทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขัดหลักการ เราก็พร้อมใช้เสียงที่เรามีในการกำกับทิศทางให้รัฐบาลเดินทางไปในทางที่ถูกต้อง เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยและทุกๆ ฝ่ายที่ร่วมเสียงอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ได้เสียงสัญญาณที่ส่งไปแล้ว”

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงจากการประเมินกระแสต่างๆ ที่เราได้ยินมาอาจจะยังมีผู้สนับสนุนของพรรคบางส่วนที่ยังรู้สึกไม่สบายใจ พวกเราเข้าใจดีและเชื่อว่าผู้บริหารได้รับฟังเสียงอย่างรอบด้านแล้ว ก่อนที่จะออกมาเป็นมติผู้บริหารพรรคพวกเราฟังเสียงทุกองค์ค่ะประโยชน์ของพรรคอย่างรอบด้านแล้ว ยืนยันอีกครั้งว่าการตัดสินใจครั้งนี้เห็นไปในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่เรามีมติออกมา ดังนั้นการดำเนินการต่อจากนี้ที่จะทำให้คะแนนความนิยมของพรรคเพิ่มมากขึ้นหรือผู้สนับสนุนพรรคเข้าใจสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องดำเนินการเป็นไปเพื่ออะไรก็เป็นสิ่งที่หน้าที่ของพวกเราที่ต้องดำเนินการต่อ เชื่อว่าใน 4 เดือนต่อ.

“เท้ง” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157

ความชัดเจนเรื่องการยุติกระบวนการยุบสภา

จากกรณีที่นายณัฐพงษ์ได้ออกมาถามความชัดเจนจากนายภูมิธรรม เรื่องการยุติกระบวนการยุบสภา ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในการทำงานของรัฐบาลผสม การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะใช้เสียงของตนในการเปลี่ยนแปลง หากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง

การออกมาเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ยุติกระบวนการยุบสภา และเรียกร้องให้ถอนการดำเนินคดี มาตรา 112 และ 157 เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชน ในการปกป้องหลักการประชาธิปไตย และต่อต้านการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

โดยสรุป ประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์หยิบยกขึ้นมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมือง และความจำเป็นในการสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ที่มา – “เท้ง” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157

Scroll to top