ม็อบกัมพูชา

“วินธัย” อัดกัมพูชา รุกล้ำดินแดน รอผลักดัน!

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาตำหนิ กัมพูชาที่ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการยั่วยุ และ รุกล้ำดินแดน ของไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นที่ “บ้านหนองหญ้าแก้ว” เป็นเขตอธิปไตยของไทยอย่างแน่นอน และกำลังรอเวลาที่เหมาะสมในการใช้กฎหมายผลักดันผู้ที่รุกล้ำออกไป

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการประกาศหยุดยิงครบ 53 วัน และเข้าสู่กลไกทวิภาคีเพื่อสร้างสันติภาพนั้น พล.ต.วินธัย เผยว่า ยังคงมีความพยายามจากฝ่ายกัมพูชาในการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยใช้กำลังภาคประชาชน โดยเฉพาะสตรี เด็ก และพระภิกษุสงฆ์ ในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แทนที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือทหาร

สถานการณ์ปัจจุบันมีการชุมนุมของชาวกัมพูชาที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไทย มีพฤติกรรมยั่วยุโดยใช้สิ่งเทียมอาวุธ เช่น ไม้และก้อนหิน ในพื้นที่อธิปไตยของไทยที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว นอกจากนี้ยังพบว่ามีทหารกัมพูชามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ โดยไม่มีการห้ามปรามประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการจงใจให้ประชาชนออกหน้าในการยั่วยุ หรือ รุกล้ำดินแดน กระทำผิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน ทำให้จำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเพื่อรักษาความสงบและบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชายังไม่มีท่าทีที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ชี้ “อันวาร์” ได้รับข้อมูลไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับการรุกล้ำดินแดน

พล.ต.วินธัย ยืนยันว่า นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ของฝ่ายกัมพูชา เกี่ยวกับกรณีบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งเป็นเขตอธิปไตยของไทย ไม่ใช่พื้นที่ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ แต่มีชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามา กองทัพบกจะประสานกับกองทัพไทย เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ยืนยันว่าการปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นตำรวจ ไม่ใช่ทหาร และการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตา เป็นเพียงการป้องกันไม่ให้รื้อแนวลวดหนามที่เป็นทรัพย์สินทางราชการ

ย้ำชัด! กัมพูชา รุกล้ำดินแดน ไทย

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชา น่าจะนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาดในเวทีต่างๆ จึงจะมีการประสานกระทรวงการต่างประเทศต่อไป ยืนยันว่าไทยไม่ได้ขยายขอบเขตเกินกว่าพื้นที่พิพาท เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตรงกับพื้นที่พันเตียเมียนเจย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ และไม่ใช่พื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และไม่ใช่พื้นที่เหนืออธิปไตยของกัมพูชา แต่ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชา นอกจากจะละเมิดข้อตกลง MOU 2543 เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ แต่ยัง รุกล้ำดินแดน เข้ามายังพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งเป็นความเร่งด่วนแรกที่ต้องดำเนินการ

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า การรายงานข้อมูลเท็จเพียงฝ่ายเดียวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา รวมถึงคณะ IOT ฝ่ายกัมพูชา ไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงขอเรียกร้องให้สื่อสารไปยังเวทีต่างประเทศด้วยความโปร่งใส นอกจากนี้ จะให้กระทรวงการต่างประเทศประสานไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่า ยังมีข้อมูลของฝ่ายไทย เพื่อป้องกันไม่ให้มาเลเซียถูกมองว่าไม่มีความเป็นกลาง

พล.ต.วินธัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม กรณีที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ไม่รอข้อมูลจากคณะ IOT ฝ่ายไทยก่อนออกมาให้ความเห็น ว่าไม่ทราบ ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต่อสายตรงไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จึงทำให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น ตนก็ตอบไม่ได้เช่นกัน

ลั่น! กัมพูชาต้องออกจากพื้นที่ รุกล้ำดินแดน เท่านั้น

พล.ต.วินธัย ยอมรับว่า ปัญหาพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เป็นการเผชิญหน้าระหว่างพลเรือนกัมพูชา กับเจ้าหน้าที่รัฐของฝ่ายไทย ถือว่าเป็นปัญหาละเอียดอ่อน และพยายามใช้ความอดทนอดกลั้น ซึ่งตอนแรกมีความกังวลเรื่องภาพลักษณ์ในสายตาของต่างประเทศ แต่ก็ยังพบว่าในระดับต่างประเทศ มีการสื่อสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และหลังจากนี้จะพยายามใช้กลไกที่มีอยู่ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ การใช้กำลังผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ที่ รุกล้ำดินแดน ไม่ต้องรอให้รัฐบาลไฟเขียว สามารถดำเนินการได้ทันที เพียงแต่ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก อย่างไรก็ตาม ชาวกัมพูชาก็ต้องออกไปจากพื้นที่นี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตรียมยาแรงอะไร แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ แต่ต้องสื่อสารให้ได้ก่อนว่าพื้นที่นั้นสามารถดำเนินการได้อย่างชอบธรรม

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสในระดับนานาชาติ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การที่ประเทศไทยยืนยันในอธิปไตยเหนือดินแดนของตน และพร้อมที่จะใช้กฎหมายในการปกป้องนั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

ที่มา – “วินธัย” อัดกัมพูชา ใช้ประชาชนออกหน้ารุกล้ำดินแดน รอเวลาเหมาะสม ใช้ กม. ผลักดัน

สรุปสถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว 18 ก.ย. 68


สรุปสถานการณ์ชายแดน “บ้านหนองหญ้าแก้ว” วันที่ 18 กันยายน 2568 พบว่า ตลอดทั้งวัน “ชาวกัมพูชา” ยังคงมีการเคลื่อนไหว กดดันฝ่ายไทยอย่างเป็นระบบ มีการเกณฑ์ประชาชนเข้ามาเติมในพื้นที่ พร้อมตะโกนด่าทอ กดดัน และยั่วยุเจ้าหน้าที่ที่ยังคงตรึงกำลังเข้มแข็งเพื่อควบคุมสถานการณ์

วันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หลังจากเกิดเหตุการณ์รวมตัวชุมนุมของชาวกัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีการรื้อลวดหนามเพื่อก่อกวนเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ตรึงกำลังบริเวณแนวชายแดน จ.สระแก้ว ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ซึ่งเป็นตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ภายหลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้มีการสลายการชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวาน (17 กันยายน) ช่วงเวลาประมาณ 16.30 น. ดังที่ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

สถานการณ์โดยรวมในวันนี้ 18 กันยายน พบว่ายังคงตึงเครียด และมีการรวมตัวของชาวกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดทั้งวันพบพฤติกรรมที่แสดงถึงการเตรียมการและการกดดันฝ่ายไทยอย่างเป็นระบบ ดังนี้

เวลา 11.00 น. ชาวกัมพูชา เริ่มรวมตัวกันในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน พร้อมประกาศว่าจะเคลื่อนย้ายลวดหนาม หากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงดำเนินการวางแนวลวดหนามต่อไป

เวลา 12.30 น. ฝ่ายกัมพูชายังคงเกณฑ์ชาวบ้านจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ โดยไม่มีการห้ามปรามจากทหารกัมพูชา อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมสถานที่พยาบาลไว้รองรับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย

เวลา 12.40 น. สถานการณ์ยิ่งน่าจับตา เมื่อมีสื่อมวลชนและผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยเข้ามาอยู่ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม ถือเป็นการแสดงออกถึงการให้การสนับสนุนในระดับจังหวัด

เวลา 13.20 น. มีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาได้เกณฑ์ชาวบ้านเพิ่มเติมเข้ามาในพื้นที่ และพักคอยเพื่อเตรียมการ จำนวนประมาณ 300 คน

เวลา 13.50 น. ชาวบ้านกัมพูชาประมาณ 120 คนเริ่มทยอยเคลื่อนเข้ามายังแนวลวดหนามของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

เวลา 15.10 น. การเคลื่อนไหวทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อฝ่ายกัมพูชายังคงเกณฑ์ชาวบ้านเพิ่ม และได้มีการแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น ท่อนไม้และไม้ตะขอ รวมถึงซักซ้อมวิธีการรื้อทำลายลวดหนามของฝ่ายไทย ขณะนั้นมีประชาชนเข้ามาแล้วราว 500 คน

เวลา 15.37 น. เริ่มมีการตะโกนด่าว่าและยั่วยุเจ้าหน้าที่ทหารไทย

เวลา 15.55 น. พฤติกรรมยั่วยุมีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีการใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อทหารไทยอย่างต่อเนื่อง

เวลา 16.50 น. แม้กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนจะแยกย้าย แต่ยังมีชาวบ้านประมาณ 30 คนปักหลักอยู่ที่แนวลวดหนาม และยังคงมีการด่าว่า ยั่วยุเจ้าหน้าที่

เวลา 18.00 น. สถานการณ์ล่าสุด พบว่ามีกลุ่มชาวกัมพูชาและพระสงฆ์มากกว่า 50 รูป เข้ามาปักหลักชุมนุมที่แนวลวดหนาม พร้อมทั้งมีการขนย้ายเสบียงอาหารและน้ำดื่มเข้าไปเก็บไว้บริเวณแนวหลังป่ายูคา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุปะทะกับฝ่ายไทยเมื่อวานนี้

โดยตลอดทั้งวัน การเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชามีลักษณะเป็นการจัดตั้งอย่างชัดเจน ทั้งการเกณฑ์ประชาชน การจัดหาเสบียง การสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด และการฝึกซ้อมเตรียมทำลายแนวป้องกันของฝ่ายไทย ส่งผลให้บรรยากาศตามแนวชายแดนยังคงตึงเครียด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังเข้มเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

สรุปสถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว 18 ก.ย. 68

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ในวันที่ 18 กันยายน 2568 นี้ แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีอยู่ การรวมตัวของชาวกัมพูชาและการตอบสนองของเจ้าหน้าที่ไทยเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ล่าสุดที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

ถึงแม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่การรักษาความอดทนอดกลั้นและการเจรจาอย่างสันติจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – สรุปสถานการณ์ “บ้านหนองหญ้าแก้ว” 18 ก.ย. 68 ชาวกัมพูชามีการรวมตัวตลอดทั้งวัน

คุมเข้ม! บ้านหนองหญ้าแก้ว จับหมดถ้ารุกล้ำ


รอง ผบ.ตร. ปรับแผนใหม่ บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น หากพบชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทยที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พร้อมจับดำเนินคดีทั้งหมด ไม่สนว่าจะเป็นพระหรืออะไร เชื่อสถานการณ์ไม่บานปลาย คุมได้ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานหลักสากล

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14:40 น. พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) และพันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา (ผบ.ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 รวมไปถึง นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาร่วมประชุมที่ที่ว่าการอำเภอโคกสูง เพื่อรับทราบภารกิจและวางแผนเตรียมแนวทางรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยใช้เวลาในการประชุมครั้งนี้นานกว่า 2 ชั่วโมง

จากนั้น พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. ได้ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากท่านติดภารกิจ แต่ท่านได้ส่งความห่วงใยถึงข้าราชการตำรวจทุกนาย จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 4 นาย วันนี้จึงได้นำขวัญและกำลังใจมามอบให้ รวมไปถึงมาเยี่ยมเยียนและรับฟังสถานการณ์ในภาพรวมพื้นที่ เพื่อที่เราจะปรับแผนการทำงานไม่อยากเห็นภาพเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย

พร้อมย้ำว่า “หลังจากนี้เราจะปรับแผน บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ถ้าหากมีการบุกรุกเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ดำเนินคดีทันที / ที่ผ่านมาเราใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ เป็นตัวนำ ซึ่งไม่เข้มข้น วันนี้เราจึงต้องปรับแผนการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังยึดมั่นคุมไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

จะจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับบุคคลที่บุกรุกหรือรุกล้ำเข้ามา เรามีมาตรการจากเบาไปหาหนัก และขอให้มั่นใจว่าจะใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถือเป็นความชอบธรรมและเป็นไปตามมาตรฐานหลักสากล

พล.ต.อ.ไกรบุญ ยังระบุอีกว่า “วันนี้ได้คุยสถานการณ์ภาพรวม ไม่ได้เจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พร้อมย้ำให้กำลังพลอดทนอดกลั้นถึงที่สุด“ / ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 นายที่ได้รับบาดเจ็บ เราก็รวบรวมพยานหลักฐาน รูปภาพจากโซเชียล และหากถึงขั้นตอนที่พิสูจน์ทราบตัวตนได้ เราก็จะออกหมายจับ ดำเนินการตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ และประสานกับทางอัยการสูงสุดตามขั้นตอน

คุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว ตร.ปรับแผนใหม่ จับหมดหากพบกัมพูชารุกล้ำ ไม่สนจะเป็นพระหรืออะไร

เมื่อถามว่าทราบข้อมูลหรือไม่ ว่ามีทหารกัมพูชาปลอมเป็นพระนั้น พล.ต.อ.ไกรบุญ ตอบว่า “ไม่สนว่าจะเป็นพระหรืออะไร ถ้าเป็นใครรุกล้ำเข้ามาผมจับหมด แต่เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย เพราะเราคุมสถานการณ์อยู่ ทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอน” โดยวันนี้เป็นการพูดคุยเตรียมความพร้อมสำหรับฝ่ายไทยเท่านั้น

สรุปมาตรการคุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว

  • ปรับแผนบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น
  • จับกุมดำเนินคดีผู้รุกล้ำทันที ไม่สนว่าเป็นใคร
  • ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปรับแผนและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นถือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ การดำเนินการตามมาตรฐานสากลและการยึดมั่นในความถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคมหรือศาสนา เป็นหลักการที่ควรยึดมั่นเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่มา – คุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว ตร.ปรับแผนใหม่ จับหมดหากพบกัมพูชารุกล้ำ ไม่สนจะเป็นพระหรืออะไร

วอร์มรถน้ำ “จีโน่” บ้านหนองหญ้าแก้ว สลายม็อบ?

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อมีการชุมนุมประท้วงที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมพร้อมรับมือ โดยมีการวอร์มรถน้ำ “จีโน่” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสลายการชุมนุมหากสถานการณ์บานปลาย มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นและรถน้ำจีโน่มีความสำคัญอย่างไร

วอร์มรถน้ำ “จีโน่” บ้านหนองหญ้าแก้ว สลายม็อบ?

จากเหตุการณ์การรวมตัวของชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งนำไปสู่การปะทะกับเจ้าหน้าที่ไทย ทำให้มีตำรวจควบคุมฝูงชนได้รับบาดเจ็บ ทางเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ ล่าสุด มีรายงานว่าตำรวจได้เตรียม “จีโน่” รถน้ำแรงดันสูง เพื่อรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีก

พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผู้บังคับการกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (ผบก.อคฝ.) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจ โดยให้จัดเตรียมรถน้ำจีโน่ ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในการสลายการชุมนุม

“ทาง บก.อคฝ. มีความพร้อมในการสนับสนุน โดยได้จัดเตรียมรถน้ำจีโน่ทั้งหมด 10 คัน และมีการบำรุงรักษารถอย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้อยู่ในระหว่างรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาในการออกไปสนับสนุนภารกิจ” พล.ต.ต.ชัยกฤต กล่าว

ทำความรู้จักรถน้ำ “จีโน่”

รถน้ำ “จีโน่” เป็นที่รู้จักกันดีในการใช้สลายการชุมนุม โดยเคยถูกนำมาใช้ในการสลายการชุมนุมของคณะราษฎรบริเวณแยกปทุมวันเมื่อปี 2563 รถบรรทุกน้ำสีฟ้าคันนี้สามารถบรรจุน้ำได้ถึง 12,000 ลิตร และมีกระบอกฉีดน้ำบนหลังคารถที่สามารถฉีดได้ไกลถึง 65 เมตร นอกจากนี้ยังสามารถปรับระดับการฉีดได้รอบคัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ รถน้ำ “จีโน่” สามารถผสมสีลงในน้ำได้ ทำให้ผู้ที่ถูกฉีดมีสีติดตัวและเสื้อผ้า ทำให้ง่ายต่อการสังเกต นอกจากนี้ รถควบคุมฝูงชนรุ่นนี้ยังติดตั้งเครื่องเสียงความถี่สูง LRAD (Long Range Acoustic Device) ซึ่งเป็นเครื่องขยายเสียงที่ใช้ในการปราบจลาจล รวมถึงแก๊สน้ำตาและโฟมดับไฟ

  • คุณสมบัติเด่นของรถน้ำจีโน่:
  • บรรจุน้ำได้ 12,000 ลิตร
  • ฉีดน้ำได้ไกล 65 เมตร
  • ปรับระดับการฉีดได้รอบคัน
  • ผสมสีในน้ำได้
  • มีเครื่องเสียงความถี่สูง LRAD
  • มีแก๊สน้ำตาและโฟมดับไฟ
  • ล้อกันกระสุน
  • ตะแกรงป้องกันกระจกรอบคัน
  • คันกั้นเหล็กหน้ารถ
  • กล้องวงจรปิดรอบคัน

นอกจากนี้ ล้อของรถ “จีโน่” ยังเป็นล้อกันกระสุน มีตะแกรงป้องกันกระจกรอบคัน และมีคันกั้นเหล็กหน้ารถไว้เคลียร์พื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวาง รอบตัวรถมีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์รอบทิศทาง ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานได้หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น

น้ำที่ใช้ฉีดนั้นมักจะผสมสีต่างๆ ลงไป ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ในการแบ่งแยกกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากประชาชนทั่วไป สีเหล่านี้มีคุณสมบัติล้างออกยาก ทำให้ผู้ที่ถูกฉีดถูกระบุตัวได้ง่าย

ในอดีต เคยมีการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงที่นำเข้าจากประเทศอเมริกา ฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ที่พยายามฝ่าแบริเออร์และลวดหนาม บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่อบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล

สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นอย่างไร?

สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมของรถน้ำ “จีโน่” แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย อย่างไรก็ตาม การใช้รถน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาในการสลายการชุมนุมก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบและสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุมด้วย

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งจำเป็น แต่การรักษาสันติภาพและการเคารพสิทธิของทุกฝ่ายก็เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

ที่มา – วอร์มรถน้ำ “จีโน่” รอคำสั่ง สลายม็อบกัมพูชา “บ้านหนองหญ้าแก้ว”

รอง ผกก.คฝ.ย้ำ ตำรวจสลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

รอง ผกก.ควบคุมฝูงชน ย้ำเจ้าหน้าที่ทำตามหลักสากล กรณีสถานการณ์ตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ใช้อุปกรณ์พิเศษเท่าที่จำเป็น พร้อมยืนยันไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เน้นป้องกันเจ้าหน้าที่

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 พ.ต.ท.ศรายุทธ อรุณฉาย รองผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (รอง ผกก.ฝอ.บก.คอฝ.) เปิดเผยถึงยุทธวิธีและแนวปฏิบัติในการควบคุมฝูงชนว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคู่มือการควบคุมฝูงชน พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดขั้นตอนการทำงานแบบไล่ระดับ เริ่มจากการตั้งแถว การเคลื่อนกำลัง (Move-in) การแจ้งเตือน การเจรจา หากไม่เป็นผลและสถานการณ์รุนแรงขึ้นจึงจะใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ หรือกระสุนยาง และหากเกิดการเผชิญหน้าในระยะประชิดและรุนแรงมากอาจต้องใช้อาวุธปืน ซึ่งเป็นหลักการปฏิบัติในระดับสากล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หน้างาน

โดยเหตุการณ์เมื่อวันที่ผ่านมา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตนมองว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีการรุกล้ำเข้ามาและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ ถือเป็นเหตุอันควรที่เจ้าหน้าที่สามารถตอบโต้ได้อย่างชอบธรรมด้วยการใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางในการควบคุม ซึ่งบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาน้อยเกินไป พ.ต.ท.ศรายุทธชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ไม่มีหน้ากากป้องกัน และไม่สามารถคาดเดาทิศทางลมได้ หากใช้แก๊สน้ำตาจำนวนมากจะกระจายไปทั่วทั้งพื้นที่ จะส่งผลกระทบทั้งฝั่งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่เอง

พ.ต.ท.ศรายุทธ ยืนยันว่าอุปกรณ์ที่ใช้ เช่น แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยแก๊สน้ำตาจะทำให้แสบร้อนหรือหายใจติดขัดแต่จะทุเลาเอง ส่วนกระสุนยางเจ้าหน้าที่มีเป้าหมายยิงต่ำกว่าระดับศีรษะเพื่อลดอันตราย อย่างไรก็ตามระหว่างการควบคุมฝูงชนที่มีการเคลื่อนไหวอาจเกิดความคลาดเคลื่อนบ้าง

และการใช้อุปกรณ์พิเศษเป็นการป้องกันเจ้าหน้าที่เอง เพราะไม่อาจรู้ได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธหรือไม่ โดยกระสุนยางจะใช้ในระยะไม่ต่ำกว่า 10-15 เมตร และไม่เกิน 25 เมตร ขณะที่แก๊สน้ำตาแบบขว้างจะใช้ในระยะ 10-25 เมตร และแบบยิงใช้ในระยะ 50-150 เมตร ทั้งนี้หากการเจรจาและการเตือนบรรลุผล เจ้าหน้าที่จะไม่ใช้มาตรการรุนแรง

นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องเรดาร์เสียง L-RAD ซึ่งปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อผลักดันกลุ่มฝูงชนให้ออกไป หากอยู่ใกล้และนานอาจส่งผลกระทบต่อการได้ยิน เครื่องดังกล่าวจะใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเพื่อป้องกันการกระทบกระทั่ง โดยเสียงมีความถี่สูงกว่าเสียงเครื่องบินขึ้นจากสนามบินอีก

พ.ต.ท.ศรายุทธ ระบุว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่าฝ่ายกัมพูชามีเจตนายุยงให้ไทยใช้ความรุนแรง ซึ่งตนไม่เห็นด้วยเพราะจะก่อปัญหามากขึ้นและกระทบชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าการควบคุมฝูงชนเมื่อวานใช้กำลังตำรวจเป็นหลัก โดยมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนกับทหาร และภารกิจควบคุมฝูงชนเป็นหน้าที่ของตำรวจ ไม่ใช่ของทหาร

รอง ผกก.คฝ.ย้ำตำรวจทำตามหลักสากล สลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

จากเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้เกิดคำถามถึงวิธีการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการควบคุมสถานการณ์ พ.ต.ท.ศรายุทธ อรุณฉาย รอง ผกก.ฝอ.บก.คอฝ. ได้ออกมาอธิบายถึงขั้นตอนและยุทธวิธีที่เจ้าหน้าที่ใช้ โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักสากล และมีการใช้อุปกรณ์พิเศษเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม

ความสำคัญของการปฏิบัติตามหลักสากลในการสลายม็อบ

พ.ต.ท.ศรายุทธเน้นย้ำว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมฝูงชนเป็นไปตามคู่มือการควบคุมฝูงชน พ.ศ. 2561 ซึ่งอ้างอิงจากหลักสากล โดยมีขั้นตอนที่ชัดเจนตั้งแต่การเจรจา การแจ้งเตือน ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์พิเศษเมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น การปฏิบัติตามหลักสากลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะ:

  • ลดความรุนแรง: การมีขั้นตอนที่ชัดเจนและใช้กำลังตามความเหมาะสมจะช่วยลดโอกาสในการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ
  • สร้างความโปร่งใส: การปฏิบัติงานตามหลักสากลทำให้การตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ง่ายขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
  • ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน: หลักสากลให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุม และกำหนดขอบเขตการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่

แม้ว่าการสลายการชุมนุมจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่หากจำเป็นต้องทำ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยึดมั่นในหลักสากล เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

ประเด็นสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจเน้นย้ำว่าการใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง มีเป้าหมายเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่และควบคุมสถานการณ์เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายผู้ชุมนุม และมีการจำกัดการใช้อุปกรณ์ตามระยะทางและสถานการณ์ที่เหมาะสม

การที่ รอง ผกก.คฝ. ออกมาย้ำถึงการปฏิบัติงานตามหลักสากลในการสลายม็อบกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของการใช้กำลังอย่างเหมาะสมและการเคารพสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ที่มา – รอง ผกก.คฝ.ย้ำตำรวจทำตามหลักสากล สลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

ตำรวจเจ็บ 2 นาย! เหตุวุ่นวายบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงตึงเครียด! ล่าสุดมีรายงาน ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยได้รับบาดเจ็บจากก้อนหินที่ถูกขว้างปาเข้ามา ขณะเดียวกันทหารกัมพูชาเองก็ได้รับลูกหลง บาดเจ็บที่บริเวณเบ้าตา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่มีปัญหาการรุกล้ำเขตแดนจากฝั่งกัมพูชา ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ไทยกำลังดำเนินการติดตั้งเสาไฟฟ้าใกล้กับแนวรั้ว ซึ่งห่างจากกองร้อยทหารพรานที่ 1301 ประมาณ 600 เมตร ปรากฏว่ามีชาวบ้านจากฝั่งกัมพูชาจำนวน 50-70 คน ถือไม้เข้ามาพยายามรื้อทำลายลวดหนามที่ใช้กั้นเขตแดน พร้อมทั้งตะโกนด่าทอทหารไทย โดยบางคนสามารถพูดภาษาไทยได้ และโต้เถียงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ในขณะที่ทหารกัมพูชายืนสังเกตการณ์อยู่

ต่อมาในช่วงเย็น กองกำลังควบคุมฝูงชน (คฝ.) จากตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว และ สภ.โคกสูง ได้เข้าเสริมกำลังในพื้นที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย มีการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมของชาวกัมพูชา ที่มีพฤติกรรมตะโกนด่าทอ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทย และระดมมวลชนละเมิดข้อตกลง รวมถึงแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์

ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ล่าสุด มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โดยมีอาการหัวแตก จากการถูกก้อนหินขว้างปาจากฝั่งกัมพูชา และกำลังนำตัวส่งโรงพยาบาล

ทหารกัมพูชาถูกลูกหลง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บที่บริเวณเบ้าตา โดยถูกลูกหลงจากชาวบ้านกัมพูชาเอง ทำให้มีเลือดออกเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างอลหม่านและมีความสุ่มเสี่ยงที่จะบานปลาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการจัดการปัญหาชายแดนที่ละเอียดอ่อน การใช้กำลังและความรุนแรง อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในระยะยาว การเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติ บนพื้นฐานของข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ น่าจะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า

เหตุการณ์ ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างจริงจังและยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงซ้ำรอย รวมถึงการดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ประเด็นสำคัญคือการทำความเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง จำเป็นต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความมุ่งมั่นที่จะหาทางออกร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำไปพิจารณาและวางแผนป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – ตำรวจเจ็บแล้ว 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ส่วนทหารกัมพูชาถูกลูกหลง เจ็บอีก 1

ทภ.1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา รุกพื้นที่บ้านหนองจาน

โฆษกกองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) ขู่ดำเนินคดีตามกฎหมายกับชาวกัมพูชา หากรุกล้ำและทำลายป้ายแจ้งเตือนในพื้นที่บ้านหนองจาน พร้อมทั้งประสานไปยังทหารกัมพูชาให้ดูแลคนของตนเอง

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 ในฐานะโฆษกกองทัพภาคที่ 1 ได้กล่าวถึงกรณีที่ชาวกัมพูชารวมตัวกันกดดันทหารไทยในพื้นที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว สืบเนื่องจากกรณีที่นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดป้ายเตือนให้ 170 ครัวเรือนชาวกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่ของประเทศไทยทำการย้ายออก หากเพิกเฉยหรือไม่ดำเนินการตาม จะถูกดำเนินคดีและต้องรับโทษตามกฎหมายไทยดังนี้:

  1. พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, มาตรา 62 และมาตรา 81 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท
  2. พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากกระทำในพื้นที่เกินกว่า 25 ไร่ จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท

พลตรีสุรวิชญ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องการชี้แจงให้ประชาชนทราบว่าสถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้สามารถควบคุมได้และไม่มีปัญหาใด ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว หลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วสั่งให้ติดป้ายเตือน ปรากฏว่ามีมวลชนชาวกัมพูชา ทั้งเด็ก ผู้หญิง และคนชรา เข้ามากดดันทหารไทยเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยให้กระทำการดังกล่าว แต่ยืนยันว่าการติดป้ายเตือนนั้นอยู่ในพื้นที่ของประเทศไทย หากมีการฝ่าฝืน รุกล้ำ หรือทำลายป้าย เหมือนกับการรื้อรั้วลวดหนามที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างแน่นอน

พลตรีสุรวิชญ์ กล่าวยืนยันหนักแน่นว่าทหารไทยไม่อยากแจ้งข้อกล่าวหากับประชาชนชาวกัมพูชา ดังนั้นจึงได้ประสานงานไปยังฝ่ายกัมพูชาให้เข้ามาจัดระเบียบคนของตนเอง ไม่ให้รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทยหรือทำลายป้าย แต่หากยังมีการฝ่าฝืน ก็จะดำเนินการตามกฎหมายไทยอย่างถึงที่สุด

เมื่อถูกถามว่า หลังจากติดป้ายเตือนแล้ว จะต้องใช้เวลากี่เดือนก่อนที่ฝ่ายไทยจะบังคับใช้กฎหมายกับชาวกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน พลตรีสุรวิชญ์ ตอบว่า การจัดระเบียบชายแดนอยู่ในระหว่างการหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชาในครั้งต่อไป เพื่อกำหนดกติกาและกรอบการปฏิบัติที่ชัดเจน

ทภ.1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา รุกพื้นที่บ้านหนองจาน

การออกมาขู่ดำเนินคดีกับชาวกัมพูชาที่รุกพื้นที่บ้านหนองจานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของกองทัพภาคที่ 1 ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาพูดคุยกันระหว่างทั้งสองฝ่าย เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา: ทภ.1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ชาวกัมพูชาจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในฝั่งกัมพูชา การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ จะเป็นหนทางที่ยั่งยืนกว่าในการรักษาความสงบสุขตามแนวชายแดน

การบังคับใช้กฎหมายเป็นสิ่งจำเป็น แต่การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า ความสมดุลระหว่างทั้งสองสิ่งนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน ทภ.1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา เป็นเพียงมาตรการหนึ่งในการแก้ไขปัญหา แต่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ในขณะที่การดำเนินการทางกฎหมายอาจดูเหมือนเป็นการแก้ไขปัญหาที่รวดเร็ว แต่ในระยะยาวอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งและความไม่พอใจ การเจรจา การสร้างความเข้าใจ และการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ จะเป็นหนทางที่นำไปสู่ความสงบสุขและสันติภาพที่แท้จริงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา หากรุกพื้นที่ พังป้ายบ้านหนองจาน

Scroll to top