ยกฟ้อง

ศาลฎีกายืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช. ปาระเบิดใส่ พล.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต

วันนี้เรามาพูดถึงคดีดังในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เพิ่งมีคำพิพากษาจาก ศาลฎีกายืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช. ปาระเบิดใส่ พล.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต กันครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. เมื่อปี 2553 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองตึงเครียดมาก ใครที่ติดตามข่าวการเมืองคงจำได้ดี

ศาลฎีกายืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช. ปาระเบิดใส่ พล.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต

คดีนี้เริ่มจากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ระหว่างการชุมนุมใหญ่ของนปช. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ สมัยนั้น รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. เพื่อขอคืนพื้นที่

ในวันดังกล่าว จำเลยที่ 1 นายสุขเสก พลตื้อ และจำเลยที่ 3 นายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ พร้อมพวก ถูกกล่าวหาว่าขว้างลูกระเบิด M.67 สังหาร 2 ลูกใส่เจ้าหน้าที่ทหารหน้าสำนักงานสตรีวิทยา ถนนดินสอ ทำให้ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รอ. เสียชีวิต พร้อมทหารอีก 4 นายบาดเจ็บสาหัส ส่วนจำเลยที่ 2 น.ส.กนกพร ศิริพรรณาภิรัตน์ อดีตผู้ดำเนินรายการทีวีช่องเอเชียอัพเดต ถูกหาว่าเป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินและจัดหาระเบิด

เหตุผลหลักที่ศาลฎีกายืนยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกฟ้องไปแล้ว ศาลฎีกายืนยัน โดยมีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ประการแรก คือการฟ้องซ้อนกับคดี อ.2542/2553 ที่จำเลยที่ 1-3 ถูกฟ้องฐานก่อการร้าย เหตุการณ์เดียวกัน การขว้างระเบิดใส่ทหาร ทำให้พล.อ.ร่มเกล้าเสียชีวิต เป็นกรรมเดียวกัน ผิดกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 ไม่ใช่ต่างกรรมต่างวาระตามมาตรา 91 ดังนั้นฟ้องซ้อน ศาลไม่รับพิจารณา

ประการที่สอง สำหรับจำเลยที่ 2 คำฟ้องไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าช่วยเหลือการเงินอย่างไร เมื่อไหร่ ที่ไหน แก่ใคร พยานหลักฐาน เช่น การพบเอกสารรายชื่อการ์ดของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ในบ้านจำเลยที่ 2 แสดงแค่มีความเห็นการเมืองเดียวกับนปช. ไม่พอพิสูจน์ว่าจัดหาระเบิด ดังนั้นหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้

พื้นหลังเหตุการณ์ชุมนุมนปช. ปี 2553

ย้อนกลับไปปี 2553 การชุมนุมนปช.เริ่ม 15 พ.ย. 2552 จนถึงเม.ย. 2553 มีการปะทะรุนแรงหลายครั้ง รวมถึงการใช้ M79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาจำคุกนายสุขเสกตลอดชีวิตในคดียิง M79 และนายยศวริศ ชูกล่อม จำคุก 5 ปี 4 เดือนฐานสนับสนุน คดีนี้สะท้อนความซับซ้อนของคดีการเมืองที่มักมีฟ้องซ้อนและหลักฐานต้องแน่นหนา

  • ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกฟ้องทั้งสามจำเลย
  • ศาลฎีกาเห็นด้วยเรื่องฟ้องซ้อนสำหรับจำเลย 1 และ 3
  • หลักฐานจำเลย 2 ไม่พอ พยานเบิกความไม่เชื่อมโยง
  • คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ดำมืดปี 2553

คดีนี้แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้จะเป็นคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายทหาร แต่หากฟ้องไม่ถูกต้องหรือหลักฐานอ่อน ศาลก็ยกฟ้องได้ สะท้อนถึงความสำคัญของพยานหลักฐานที่ชัดเจน

สำหรับผู้อ่านที่สนใจคดีการเมืองไทย แนะนำติดตามคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าใจบริบทมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับคำพิพากษานี้ ลองคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ!

ที่มา – ศาลฎีกายืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช. ปาระเบิดใส่ พล.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต

ศาลฯ ยกคำร้องบิ๊กโจ๊ก คำสั่งออกราชการชอบด้วยกฎหมาย

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกคำร้องของ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล โดยชี้ว่า คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวออกมาในขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีหมายจับในคดีฟอกเงินเว็บพนัน

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำสั่ง ให้ออกจากราชการไว้ก่อน สืบเนื่องจากกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้ถูกตั้งกรรมการสอบสวน ข้อหาสำคัญคือมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ และถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งนำไปสู่คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน

ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาออกมา โดยตัดสินว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว เนื่องจากในขณะที่มีการออกคำสั่งดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีหมายจับของศาลอาญาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากเว็บพนัน

ศาลปกครองสูงสุด ยกคำร้อง “บิ๊กโจ๊ก” ชี้คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ชอบด้วยกฎหมาย

คดีนี้ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นอย่างมาก เนื่องจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นนายตำรวจระดับสูง และมีบทบาทสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การถูกดำเนินคดีและมีคำสั่งให้ออกจากราชการจึงเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจโดยรวม

ประเด็นสำคัญที่ศาลปกครองสูงสุดนำมาพิจารณา

  • ความชอบธรรมในการออกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
  • การมีอยู่ของหมายจับในคดีอาญา
  • ผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

การที่ศาลปกครองสูงสุดยืนยันว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการรักษากฎหมาย และการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ว่าจะเป็นผู้มีตำแหน่งสูงในองค์กร

ผลของคำพิพากษานี้ อาจนำไปสู่การพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การต่อสู้ทางกฎหมายของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ยังมีกระบวนการทางกฎหมายอื่นๆ ที่สามารถดำเนินการต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐทุกคน ว่าการใช้อำนาจต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ หากมีการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริต หรือเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

สังคมไทยให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค การที่ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาคดีนี้อย่างละเอียดรอบคอบ และตัดสินตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

ที่มา – ศาลปกครองสูงสุด ยกคำร้อง “บิ๊กโจ๊ก” ชี้คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิด คดีหมิ่นประมาท “วีระ สมความคิด” หลังโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุ “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ไม่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

ที่ห้องพิจารณา 714 ศาลอาญา เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 ธ.ค. 2568 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำอ.711 /2567 ที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.)เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ,พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมเรียกค่าเสียหาย 3 แสนบาท 

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 65 จําเลยโพสต์เฟซบุ๊ก ให้บุคคลทั่วไปทราบว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี เป็นนักร้องรับจ้าง (ได้รับเงินในการไปร้องเรียนข้าราชการ ทุจริต) อันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย พร้อมเรียกค่าเสียหาย 3 แสนบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ความหมายตามพจนานุกรม ความหมายว่า นักร้องหมายถึงศิลปิน นักร้องที่ทำงานโดยรับค่าจ้าง เป็นอาชีพสุจริต ส่วนคำว่านักร้องรับจ้างทางการเมือง ผู้ที่สนใจทางการเมืองเท่านั้นถึงเข้าใจว่า หมายถึงผู้ที่ทำการร้องเรียนไปในทางที่ไม่ดี ดังนั้น คำว่านักร้องรับจ้างจึงไม่ใช่ข้อความที่จะทำให้เสื่อมเสียโดยตัวเอง ผู้ที่รับฟังจะต้องนำบริบทเนื้อหาแวดล้อมอื่นเข้ามาประกอบด้วยจึงจะเข้าใจ

เห็นว่าข้อความดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326,328 จำเลยไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3 แสนบาทให้แก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง  

 ภายหลังจากฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น น.ส.ปารีณา เดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

คดีที่น่าสนใจนี้จบลงด้วยการที่ศาลยกฟ้องคุณปารีณาในคดีหมิ่นประมาทคุณวีระ สมความคิด สิ่งที่น่าพิจารณาคือข้อความที่นำไปสู่การฟ้องร้องนั้นมีความกำกวมและต้องตีความจากบริบทแวดล้อม

รายละเอียดคำพิพากษาคดี “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

จากข้อมูลที่ได้ ศาลอาญาได้ทำการยกฟ้องในคดีที่นายวีระ สมความคิดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ สืบเนื่องมาจากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กของ น.ส.ปารีณา.

ใจความสำคัญของคดี:

  • วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดีดำ อ.711/2567 ที่นายวีระ สมความคิด เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ ในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
  • นายวีระ สมความคิด ฟ้องร้อง น.ส.ปารีณา จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่ระบุว่า “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ซึ่งนายวีระเห็นว่าเป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
  • ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อความดังกล่าวไม่ได้ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงโดยตัวของมันเอง ผู้ที่รับฟังจะต้องนำบริบทอื่นมาประกอบด้วย
  • ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง น.ส.ปารีณา และไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3 แสนบาทให้แก่นายวีระ

คำตัดสินของศาลในคดี ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาบริบทแวดล้อมในการตีความข้อความ การที่ศาลยกฟ้องนั้นเป็นเพราะข้อความที่ น.ส.ปารีณา โพสต์ไม่ได้มีความหมายที่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยตัวของมันเอง แต่ต้องมีการตีความร่วมกับบริบทอื่นๆ

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในการพิจารณาคดีหมิ่นประมาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการโพสต์ข้อความใดๆ บนโซเชียลมีเดียนั้นจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้ ถึงแม้ว่าในกรณีนี้ ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” แต่ก็เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกคน

ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความสุจริต เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้ การใช้ภาษาที่ชัดเจนและหลีกเลี่ยงการใช้คำที่มีความหมายกำกวมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารนี้อยู่ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้นนะครับ และอย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนที่จะแชร์หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ

ที่มา – ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

“โอ ยองซู” พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษายกฟ้อง โอ ยองซู นักแสดงอาวุโสวัย 81 ปี จากซีรีส์ดัง Squid Game ในคดีล่วงละเมิดทางเพศ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และความทรงจำของผู้กล่าวหามีโอกาสคลาดเคลื่อนตามระยะเวลาที่ผ่านไป

นักแสดงวัย 81 ปีรายนี้ ถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงคนหนึ่งสองครั้งในปี 2022 โดยมีข้อกล่าวหาว่าเขาโอบกอดและจูบแก้มผู้หญิงคนดังกล่าวโดยที่เธอไม่ยินยอม ก่อนหน้านี้ ในปี 2024 นายโอถูกตัดสินว่ามีความผิดและได้รับโทษจำคุก 8 เดือน โดยให้รอลงอาญา แต่เขายื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (11 พ.ย.) ศาลได้กลับคำพิพากษา โดยระบุว่านายโอได้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงทางเพศแล้ว และเสนอความเห็นว่า ความทรงจำของเหยื่อที่ถูกกล่าวหาอาจ “บิดเบือนไป” เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว

ตามรายงานของสำนักข่าวยอนฮัป การล่วงละเมิดที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในปี 2017 ขณะที่นายโอกำลังพักอยู่ในพื้นที่ชนบทเพื่อแสดงละครเวที เหยื่อที่ถูกกล่าวหาได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายโอในปี 2021 แต่คดีได้ถูกปิดลงในเดือนเมษายนปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม อัยการได้เปิดการสอบสวนอีกครั้ง “ตามคำร้องขอของเหยื่อ” 

ศาลแขวงซูวอนกล่าวในแถลงการณ์ที่รายงานโดยสื่อท้องถิ่นว่า มี “ความเคลือบแคลงสงสัย” ว่านายโอได้กระทำการล่วงละเมิดจริงหรือไม่ “มีความเป็นไปได้ที่ความทรงจำของเหยื่อจะบิดเบือนไปตามกาลเวลา และเมื่อมีข้อสงสัย จำเลยจะต้องได้รับประโยชน์จากความสงสัยนั้น” อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวก็ระบุต่อไปว่า มีความเป็นไปได้ที่จำเลยอาจกระทำจริง เนื่องจากเคยกล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียหายมาก่อน

ด้านเหยื่อได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน โดยระบุว่า คำตัดสินนี้จะไม่ “ทำให้ความจริงไม่ถูกต้อง หรือลบเลือนความเจ็บปวดที่ฉันได้รับ” ส่วนองค์กรสิทธิสตรี Womenlink ได้วิพากษ์วิจารณ์คำตัดสิน โดยกล่าวว่า พวกเขารู้สึก “โกรธแค้นต่อคำตัดสินที่ปกปิดความรุนแรงทางเพศในโลกละครเวทีอีกครั้ง” ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าฝ่ายอัยการจะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่

ด้าน นายโอ ยอง-ซู กล่าวกับสื่อท้องถิ่นหลังคำตัดสินของศาลว่า เขารู้สึก “ขอบคุณศาลสำหรับดุลยพินิจอันชาญฉลาด”

นายโอได้รับชื่อเสียงระดับโลกหลังจากแสดงใน Squid Game ซีรีส์แนวดิสโทเปียที่ผู้คนแข่งขันในเกมเด็กเล่นแบบดั้งเดิมที่มีความอันตรายถึงชีวิต และในปี 2022 เขากลายเป็นนักแสดงชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ จากการแสดงในซีซั่นแรกของซีรีส์ระทึกขวัญยอดนิยมทางเน็ตฟลิกซ์.

คดีของ โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game ที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศ ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการบันเทิงเกาหลีใต้และต่างประเทศ การพิจารณาคดีนี้เป็นที่สนใจอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับนักแสดงชื่อดังระดับโลก และประเด็นความละเอียดอ่อนของการล่วงละเมิดทางเพศ

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

การที่ศาลตัดสินยกฟ้อง โอ ยองซู ในคดีนี้ไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลความจริง แต่อาจเป็นเพราะหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายที่ว่า จำเลยต้องได้รับประโยชน์จากความสงสัย

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลังจากถูกกล่าวหาในคดีล่วงละเมิดทางเพศ เขาถูกตัดออกจากงานแสดงหลายโครงการ และชื่อเสียงที่สั่งสมมาต้องมัวหมอง

ผลกระทบต่อวงการบันเทิง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จก็สามารถตกเป็นเป้าของการกล่าวหาได้ และกระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินไปอย่างเที่ยงธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game จะสามารถกลับมาแสดงต่อไปได้หรือไม่ หลังจากพ้นข้อกล่าวหา ยังคงเป็นคำถามที่ต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้สร้างบทเรียนสำคัญให้กับสังคม เกี่ยวกับความสำคัญของการเคารพสิทธิส่วนบุคคล และการระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นหรือตัดสินผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคมเกาหลีใต้ และสร้างความตระหนักถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “โอ ยองซู” นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

ศาลยกฟ้อง! กุสุมาลวตี ฟ้องอนุทินหมิ่นประมาท

ศาลอาญาได้ยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีที่นางกุสุมาลวตี ฟ้องร้องนายอนุทินในข้อหาหมิ่นประมาท สืบเนื่องมาจากการตอบโต้กันในคดียุบพรรคฮั้ว สว. โดยศาลชี้ว่าเป็นการโต้ตอบโดยสุจริต นางกุสุมาลวตีเตรียมปรึกษาทนายเพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อไป

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม เวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 808 ศาลอาญา ได้นัดฟังคำสั่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ.1418/2568 ซึ่งนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท

ใจความสำคัญของคดีคือ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ภายหลังจากที่โจทก์ได้ยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกโดยมิชอบต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ กกต. พิจารณายื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคภูมิใจไทย และโจทก์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความตั้งใจในการยื่นเรื่องดังกล่าวต่อ กกต. แล้ว จำเลยได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ที่นำเข้าไต่สวนมูลฟ้องประกอบคำแถลงของจำเลยแล้วเห็นว่า โจทก์ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต. เพื่อให้ กกต. พิจารณายื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคภูมิใจไทย และให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับกรณีที่โจทก์เห็นว่าการกระทำของพรรคภูมิใจไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รวมถึงกรรมการบริหารพรรคและเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กระทำการอันขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก โดยโจทก์ให้สัมภาษณ์ก่อนเกิดเหตุหลายครั้งและวันเกิดเหตุด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำสัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนของโจทก์ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาจาก กกต. ผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานอันควรยื่นยุบพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ และเป็นการกล่าวถึงจำเลยโดยตรง จำเลยจึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้การสัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนของจำเลยที่กล่าวถึงลักษณะพฤติกรรมของโจทก์จึงเป็นคำที่จำเลยโต้ตอบโจทก์ เพื่อให้ผู้ที่รู้เห็นเข้าใจว่า โจทก์เป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นการแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม แก้ข่าวที่โจทก์ให้สัมภาษณ์ อันเป็นการป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ฟ้องโจทก์ไม่มีมูลว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องพิพากษายกฟ้อง

ภายหลัง นางกุสุมาลวตีกล่าวว่า เป็นดุลยพินิจของศาล แต่ส่วนตัวยังติดใจในความหมายของคำพูดว่า “กักขฬะ” ที่ตีความแล้ว ความหมายไม่ตรงกับที่ตนเองคิด เพราะทนายจำเลยสืบพยานอ้างว่า คำว่า “กักขฬะ” คือพื้นดินที่ขรุขระ ส่วนตัวมองว่าเป็นถ้อยคำที่ดูหมิ่น มีความเถื่อน หลังจากนี้จะปรึกษากับทนายความเพื่อเดินหน้าในการยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป

ศาลอาญา ยกฟ้อง “กุสุมาลวตี” ฟ้อง “อนุทิน” หมิ่นประมาท

เรื่องราวของคดีกุสุมาลวตี ฟ้องอนุทินหมิ่นประมาท กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก การที่ศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องทำให้เกิดคำถามและความเห็นที่แตกต่างกันในวงกว้าง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี กุสุมาลวตี ฟ้องอนุทินหมิ่นประมาท

คดีนี้มีความซับซ้อนในแง่ของข้อกฎหมายและการตีความ คำว่า “หมิ่นประมาท” เองก็มีหลายแง่มุม การที่ศาลมองว่าเป็นการโต้ตอบโดยสุจริตเพื่อป้องกันสิทธิ์ของตนเองเป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามกันต่อไปว่าการยื่นอุทธรณ์ของนางกุสุมาลวตีจะเป็นอย่างไร

การพิจารณาคดีกุสุมาลวตี ฟ้องอนุทินหมิ่นประมาทนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ภาษาและการสื่อสารในสังคม การที่คำพูดคำเดียวสามารถนำไปสู่การฟ้องร้องและเป็นประเด็นทางกฎหมายได้นั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักถึง

ผลของคดีกุสุมาลวตี ฟ้องอนุทินหมิ่นประมาทนี้อาจมีผลกระทบต่อแนวทางการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม การใช้สิทธิในการแสดงออกอย่างระมัดระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญ

จากเหตุการณ์กุสุมาลวตี ฟ้องอนุทินหมิ่นประมาทนี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นหรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ เพื่อป้องกันการกระทำที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือละเมิดสิทธิของผู้อื่น

ที่มา – ศาลอาญา ยกฟ้อง “กุสุมาลวตี” ฟ้อง “อนุทิน” หมิ่นประมาท

ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค

ในวันนี้ เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการโทรคมนาคมไทย ที่หลายคนจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือกรณี ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค ซึ่งเป็นผลจากการยื่นฟ้องของสภาองค์กรผู้บริโภคต่อมติของ กสทช. เรื่องการอนุมัติให้บริษัททรูและดีแทคควบรวมกิจการกัน คดีนี้สะท้อนถึงความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับการแข่งขันที่อาจไม่เป็นธรรมและการผูกขาดในตลาดโทรคมนาคม

ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค: รายละเอียดคำพิพากษา

ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติของ กสทช. ในการเห็นชอบการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค โดยศาลเห็นว่ามติดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้ฟ้องร้องอ้าง

เหตุผลหลักที่ศาลให้ไว้คือ ประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการป้องกันการผูกขาด พ.ศ. 2549 ไม่ได้กำหนดให้ กสทช. ต้องรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนออกมติในกรณีนี้ นอกจากนี้ มติที่ออกมามีผลเฉพาะต่อทรูและดีแทค ไม่ใช่ระเบียบทั่วไปที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย

ผลกระทบจากการควบรวมทรู-ดีแทค

การควบรวมนี้ถือเป็นดีลใหญ่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย โดยศาลชี้แจงว่าการรวมธุรกิจครั้งนี้เกิดจากผู้มีอำนาจควบคุมของผู้รับใบอนุญาตกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่น สร้างนิติบุคคลใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันที่ต้องขออนุญาต กสทช. ยังกำหนดเงื่อนไขและมาตรการเยียวยาเฉพาะเพื่อให้ทั้งสองบริษัทปฏิบัติตาม จึงถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. และประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร สภาผู้บริโภค แสดงความเสียใจต่อคำพิพากษานี้ เธอยอมรับความพ่ายแพ้ในชั้นศาลชั้นนี้ แต่ยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด นอกจากนี้ ยังวางแผนเดินสายพบนักการเมืองเพื่อผลักดันการแก้ไขกฎหมาย กสทช. ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ป้องกันการผูกขาดในอนาคต

สุภิญญา กล่าวว่า หลังจาก ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค แล้ว สังคมไทยและผู้บริโภคต้องหันไปพึ่งฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เธอตั้งใจจะเสนอนโยบายให้พรรคการเมืองรับรอง MOU หรือ MOA เกี่ยวกับการแข่งขันที่เป็นธรรม ราคาที่สมเหตุสมผล และคุณภาพบริการที่ดีขึ้น เพราะปัจจุบันตลาดเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 ราย ทำให้ราคาสูงและคุณภาพสัญญาณมีปัญหา

  • ปัญหาการแข่งขัน: การควบรวมอาจนำไปสู่การผูกขาด ส่งผลให้ผู้บริโภคจ่ายแพงขึ้น
  • บทบาท กสทช.: แม้มีอำนาจกำกับ แต่การปฏิบัติจริงยังไม่กระตือรือร้น
  • ทางออก: แก้ไขโครงสร้าง กสทช. และประกาศใหม่เพื่อปกป้องผู้บริโภค

จากมุมมองของผู้บริโภค การตัดสินครั้งนี้สร้างความกังวล เพราะหากไม่มีการอุทธรณ์สำเร็จหรือแก้กฎหมาย ผู้บริโภคอาจเผชิญกับบริการที่แพงและคุณภาพต่ำยาวนาน ข้อมูลจากสภาผู้บริโภคระบุว่ามีการร้องเรียนเรื่องสัญญาณและราคาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การควบรวมยังกระทบต่อการจัดสรรคลื่นความถี่และโครงสร้างตลาด โดย กสทช. ต้องติดตามมาตรการเยียวยาให้เคร่งครัด เช่น การเปิดให้เกิดผู้เล่นรายใหม่หรือควบคุมราคา เพื่อรักษาการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคม ผมเห็นว่าคดีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปอุตสาหกรรม หากผู้บริโภคไม่ส่งเสียงดังพอ สิทธิประโยชน์อาจถูกมองข้าม คุณล่ะ คิดอย่างไรกับ ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อปกป้องสิทธิของคุณในยุคดิจิทัลนี้

สุดท้ายนี้ การต่อสู้เพื่อผู้บริโภคยังไม่จบ หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ใช้บริการทรูหรือดีแทค ลองตรวจสอบสิทธิของคุณและสนับสนุนการรณรงค์เพื่อตลาดที่ยุติธรรม

ที่มา – ศาลฯ ยกฟ้องคดีที่สภาองค์กรผู้บริโภค ฟ้องขอให้เพิกถอนมติ กสทช. ควบรวม “ทรู-ดีแทค”

Scroll to top