รถสูบส้วม

น้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันเดือดร้อน

ปัญหาน้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันหลังเดือดร้อนหนักกำลังกลายเป็นวิกฤตใหญ่ในอำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ชาวบ้านนับพันหลังคาเรือนต้องเผชิญกับส้วมที่เต็มจนใช้งานไม่ได้ ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง และต้องหาทางแก้ไขด้วยตัวเองแบบชั่วคราว สถานการณ์นี้เกิดจากรถสูบส้วมไม่สามารถให้บริการได้ เนื่องจากขาดแคลนน้ำมันและไม่มีบ่อทิ้งสิ่งปฏิกูลที่เหมาะสม

น้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันหลังเดือดร้อนหนัก

จากรายงานล่าสุด ชาวบ้านในหลายหมู่บ้านของอำเภอแจ้ห่ม โดยเฉพาะบ้านม่วง หมู่ 6 ตำบลแจ้ห่ม และพื้นที่ใกล้เคียง กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านศรีวร อวดกล้า เล่าว่า ส้วมในหมู่บ้านเต็มมากกว่า 10 หลัง รวมทั้งบ้านของตัวเองเอง ชาวบ้านต้องรอรถสูบส้วมมานานหลายวัน แต่ปัญหาคือไม่มีที่ทิ้งเพราะบ่อเดิมถูกปิดไป คาดว่าทั้งอำเภอมีบ้านเดือดร้อนเกือบ 1,000 หลัง ทางอำเภอแจ้ห่มจึงให้ผู้นำชุมชนจดรายชื่อเพื่อประสานงาน แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่คืบหน้า

ผลกระทบต่อชาวบ้านแจ้ห่ม: จากส้วมเต็มสู่การขุดหลุมฝังเอง

นางบาน ธรรมสาย อายุ 70 ปี ชาวบ้านหมู่ 8 ตำบลแจ้ห่ม บอกเล่าถึงความลำบากว่า ต้องจ้างรถแมคโฮมาขุดบ่อใหม่ข้างบ้าน หมดเงินไปหลายหมื่นบาท ส้วมราดน้ำลงไม่ได้ ส่งกลิ่นเหม็นโชยไปทั่ว การถ่ายอุจจาระแต่ละครั้งต้องลุ้นว่าจะลงหรือไม่ ปัญหานี้ยังลุกลามไปยังเขตเทศบาลตำบลแจ้ห่ม ที่มีชาวบ้านกว่า 100 หลังรอคิวสูบส้วมเช่นกัน

  • ส้วมเต็ม น้ำทิ้งไม่ได้ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนเพื่อนบ้าน
  • ชาวบ้านต้องขุดหลุมฝังอุจจาระเอง เสี่ยงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
  • ค่าใช้จ่ายสูงในการแก้ปัญหาชั่วคราว เช่น จ้างรถขุด
  • เด็กและผู้สูงอายุได้รับผลกระทบหนักที่สุด

สถานการณ์ยิ่งรุนแรงเมื่อรถสูบส้วมในพื้นที่หยุดบริการมาร่วม 20 วันแล้ว ทำให้ชาวบ้านต้องปรับตัวอย่างหนัก

ผู้ประกอบการรถสูบส้วมชี้แจงสาเหตุหลัก

นายสุวดลย์ มอญขาม ผู้ประกอบการรถสูบส้วม วัย 45 ปี อธิบายว่า เดิมทีมีบ่อทิ้งที่บ้านฮ่องลี่ ตำบลแจ้ห่ม แต่ชาวบ้านร้องเรียนกลิ่นเหม็นและปัญหาอื่นๆ จนเทศบาลตำบลบ้านสั่งปิดบ่อในเดือนพฤศจิกายน 2568 ทีมงานเคยแก้ปัญหาโดยขนไปทิ้งบ่อที่อำเภอเมืองปาน ค่าใช้จ่ายน้ำมันและทางไกลแพงมาก แต่สุดท้ายบ่อนั้นก็เต็ม นอกจากนี้ ยังมีรถสูบส้วมต่างถิ่นแอบทิ้งที่บ่อเดิมที่ปิดไปแล้ว ทำให้เกิดข้อพิพาทจนแจ้งความที่ สภ.แจ้ห่ม กลัวถูกดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่อย่างบ้านสบฟ้า (40 หลัง) บ้านวังสักล่ม วังสักแพะ (61 หลัง) ชาวบ้านช่วยหาที่ทิ้งให้ ทำให้บริการได้

นายณรงค์ ปากกล้า ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฮ่องลี่ เสริมว่า บ่อเดิมเป็นของเอกชน ทิ้งสิ่งปฏิกูลทั้งอำเภอมานาน ชาวบ้านประชาคมแล้วเชิญเทศบาลมาฟัง ปิดบ่อไปแล้ว แต่ตอนนี้ปัญหากลับมาอีก ผู้นำชุมชนถูกกดดันให้เปิดใหม่ แต่รถต่างถิ่นบุกรุกทิ้ง ทำให้เกือบถูกดำเนินคดี กลายเป็นจำเลยสังคม

ปัญหานี้สะท้อนถึงการจัดการขยะมูลฝักและสิ่งปฏิกูลที่ยังไม่เพียงพอในพื้นที่ชนบท ต้องมีบ่อทิ้งใหม่ที่ได้มาตรฐานและยอมรับจากชุมชน

ในมุมมองของเรา สถานการณ์น้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันหลังเดือดร้อนหนักนี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด่วนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น จังหวัดลำปางและเทศบาล ควรเร่งหาที่ทิ้งใหม่หรือระบบบำบัดกลาง เพื่อป้องกันปัญหาลุกลาม คุณล่ะคิดว่าทางออกที่ดีที่สุดคืออะไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงชาวบ้านดังขึ้น!

ที่มา – น้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันหลังเดือดร้อนหนัก ผู้ประกอบการชี้แจง

วิโรจน์ชี้ กัมพูชายั่วยุไทยใช้กำลัง!

“วิโรจน์” ยืนยันไม่ได้ตำหนิ “กันจอมพลัง” ชวนคิด “กัมพูชา” ต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง หวังฟ้องชาวโลก เรียกร้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง ปฏิบัติตามขั้นตอนการสลายฝูงชน ไม่ให้เกิดการจลาจล

วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐทีวี ยืนยันไม่ได้ตำหนิกันจอมพลัง ที่นำรถสูบส้วมไปเตรียมพ่นใส่ชาวกัมพูชาที่เข้ามารุกล้ำอธิปไตยของไทย โดยระบุว่าเข้าใจคุณกัน และรู้ว่าหลายคนตำหนิตน แต่สิ่งที่ได้แสดงความเห็นไป “แค่ต้องการชวนสนทนาว่า หากเราไปฉีด ไปพ่นอึ ก็เท่ากับฉีดในบ้านเรา คนของเราต้องมาเหม็นกลิ่นนี้ด้วย คุณคิดว่าสุดท้ายกัมพูชาจะมาเก็บกวาดให้เราหรือ” เพียงแต่อยากชวนให้คิดว่าหากทำแบบนั้น จะเข้าทางกัมพูชาที่ต้องการยั่วยุให้คนไทยโกรธ แล้วก็จะนำสิ่งที่เราทำไปฟ้องชาวโลกว่าเราย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

ถามใครดมกลิ่นรถส้วม

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า สุดท้ายนำรถหลายสิบคันมาจอดทิ้งไว้ รถส้วมมันก็มีกลิ่น ถามว่าใครเป็นคนดมกลิ่น ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเป็นคุณวิโรจน์ถูกท้าทายแบบนั้น จะทำอย่างไร นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก็ใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชน ใช้เสียงคลื่นความถี่สูง ใช้กล้องวงจรปิดดำเนินคดีตามกฎหมาย เมื่อถามว่าจะบอกให้ปล่อยเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ประชาชนก็ให้กำลังใจร้องเพลงชาติในระยะที่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าปลอดภัยได้ เพราะเรามั่นใจชาวกัมพูชาได้อย่างไรว่าที่มาประท้วง เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา คนพวกนี้เป็นทหารบ้านหรือเปล่าก็ไม่รู้ หากเขาซ่อนอาวุธไว้ ถ้าคนไทยไปเจอกระสุนปืนปริศนาขึ้นมา คิดว่าเจ้าหน้าที่คงไม่พอใจ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่ากัมพูชาต้องการสร้างความวุ่นวาย แล้วเราจะให้ความวุ่นวายกับเขาทำไม

แนะบังคับใช้กฎหมายเต็มที่

“ถ้าเป็นผม ผมจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่เลย อุปกรณ์สลายฝูงชนต่างๆ เอาเข้ามาประจำการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา อุปกรณ์ปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง แทนที่จะนำรถส้วม แบบนี้ได้ผลกว่า และไม่ละเมิดกติกาสากล ไม่ได้ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งนานาประเทศเขาใช้กัน ไม่ให้เกิดจลาจลขึ้น ขอย้ำว่ากัมพูชาต้องการยั่วยุ ให้เราใช้กำลัง เพื่อจะไปขยายผลในเวทีโลกเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในเวทีโลก และอึที่จะฉีด ถามว่าเลอะบ้านใคร มันจะเลอะกำแพงบ้านของเราเอง เลอะประตูบ้านเราอีก อีกฝั่งมันปีนรั้วกลับไป สุดท้ายใครเป็นคนเก็บ ใครต้องเป็นคนดมกลิ่น ถ้าไม่ใช่คนไทย แบบนี้ แจ้งความเอาตำรวจลากคอมันเข้าคุกไม่ดีกว่าหรือ” นายวิโรจน์ กล่าว

วิโรจน์ชี้ กัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง

ทำไมวิโรจน์ถึงคิดว่ากัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง?

จากบทสัมภาษณ์ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้อธิบายถึงเหตุผลที่เขาเชื่อว่ากัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง โดยเขามองว่าการตอบโต้ด้วยวิธีการที่รุนแรงหรือไม่เป็นสากล อาจจะเข้าทางกัมพูชาที่ต้องการสร้างภาพให้ไทยเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลก

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำว่าการกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทย เช่น การใช้รถสูบส้วม อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนในประเทศเอง และไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

นายวิโรจน์เสนอแนะให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ และใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชนที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงและการจลาจล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และต้องการการจัดการที่รอบคอบ การตอบโต้ด้วยอารมณ์อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลายได้ การพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาว และการรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

การที่นายวิโรจน์ออกมาแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นให้สังคมได้ตระหนักถึงความซับซ้อนของปัญหา และพิจารณาถึงแนวทางแก้ไขที่สร้างสรรค์และยั่งยืน การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการหาทางออกร่วมกัน จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต

สิ่งที่วิโรจน์เน้นย้ำคือ การรักษาสติและไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้าม การตอบโต้อย่างมีเหตุผลและเป็นไปตามกฎหมาย จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของชาติได้อย่างยั่งยืน การพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทย และการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่สันติวิธี จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายวิโรจน์เกี่ยวกับเรื่อง กัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง นับเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – “วิโรจน์” ยืนยันไม่ได้ตำหนิ “กันจอมพลัง” ชวนคิด “กัมพูชา” ต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง

Scroll to top