รองนายกรัฐมนตรี

เจาะลึก 3 หลักการแก้ ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างภาครัฐที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง หรือปัญหาการทิ้งงานของผู้รับเหมาจนเกิดเป็นวลีเด็ดอย่าง “ค่าโง่” ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับปรุง ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปอย่างเป็นรูปธรรม

เผย 3 หลักการแก้ ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

การปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยนายปกรณ์ได้สรุปประเด็นหลัก 3 ข้อที่ทางรัฐบาลมุ่งเน้นเพื่อยกระดับการคัดเลือกคู่สัญญาและการบริหารโครงการให้มีประสิทธิภาพ ดังนี้:

3 แนวทางหลักใน ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ฉบับปรับปรุง

  • การคัดเลือกคู่สัญญาที่เข้มงวด: เปลี่ยนจากการยึดติดกับ “ราคาต่ำสุด” เพียงอย่างเดียว มาเป็นการดูความพร้อม ประสบการณ์ และประวัติผลงานในอดีต เพราะของดีราคาถูกไม่ได้มีอยู่จริงเสมอไป
  • การกำหนดความรับผิดชอบที่ทำได้จริง: หากผู้รับเหมามีความผิดพลาดซ้ำซาก เช่น เกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ก่อสร้าง รัฐจะสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากและกินเวลานาน
  • การวางเงินประกันการอุทธรณ์: เพื่อสร้างความโปร่งใสและลดปัญหาความล่าช้าในการเริ่มดำเนินงาน

นอกจากนี้ นายปกรณ์ยังได้ให้มุมมองที่น่าสนใจในประเด็นการแก้ปัญหาโครงการทิ้งร้าง โดยเสนอว่าควรแยกเรื่อง “กระบวนการตรวจสอบทุจริต” ออกจาก “ประโยชน์ของสาธารณะ” หากพบว่าโครงการใดมีความจำเป็นต่อประชาชน รัฐบาลควรเร่งหาผู้รับเหมารายใหม่เข้ามาดำเนินการต่อให้เสร็จสิ้น แทนที่จะปล่อยให้งบประมาณแผ่นดินจมอยู่กับซากสิ่งก่อสร้างโดยไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ในส่วนของไทม์ไลน์การดำเนินการนั้น คาดว่ากระทรวงการคลังจะนำร่างกฎหมายนี้ไปรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น ก่อนจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎรภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ในการยกระดับมาตรฐานโครงการภาครัฐให้มีความโปร่งใสและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้กฎหมายเพื่อให้ผ่านไป แต่เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ผู้รับเหมาคุณภาพดีได้มีโอกาสทำผลงาน และคัดกรองผู้รับเหมาที่ไม่ซื่อสัตย์ออกจากระบบ เพื่อให้ภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้จริง ปัญหาโครงการทิ้งร้างจะลดลงได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “ปกรณ์” เปิด 3 หลักการแก้ “ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” คาดรัฐบาลชงสภาฯ ก.ย.นี้

เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เมื่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญผ่านการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยย้ำชัดถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจว่า รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความสมดุล เพื่อเยียวยาประชาชนและรักษาขีดความสามารถของประเทศไปพร้อมๆ กับการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

ทำไมต้องเร่งโอนงบประมาณในช่วงวิกฤตความเสี่ยง?

ในสภาวะที่มีวิกฤตซ้อนวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาพลังงานจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความท้าทายจากภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลมองคือการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ให้เป็นงบกลางสำรองฉุกเฉินจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มีเม็ดเงินพร้อมใช้ในการรับมือกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การปรับสมดุลทางการคลัง: ไม่ใช่การใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย แต่คือการดึงงบจากส่วนที่เกินความจำเป็นมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ส่งผลกระทบต่อปากท้อง
  • การเยียวยาประชาชน: เน้นกระจายความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจและต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น
  • รักษาความเชื่อมั่น: ผลงานของรัฐบาลได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับโลกอย่าง มูดี้ส์ ที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและบริหารจัดการตามวินัยการคลังได้ดีเยี่ยม

หากเราดูตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าการลงทุนภาครัฐมีตัวเลขที่โดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะในไตรมาสล่าสุดที่โตกว่า 10% ซึ่ง เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยค้ำจุนให้เศรษฐกิจไทยก้าวผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ไปได้ด้วยดี ไม่เพียงแค่พึ่งพาการส่งออก แต่ยังกระตุ้นแรงขับเคลื่อนจากภายในประเทศอย่างเป็นระบบ

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามการทำงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ล้วนมาจากภาษีของทุกคน การที่ภาครัฐออกมาแสดงความโปร่งใสและชี้แจงถึงที่มาที่ไปของงบประมาณถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนและนักลงทุน ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานและการฟื้นตัวที่ยั่งยืนในอนาคต

สรุปแล้ว การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและมองการณ์ไกล หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบกลางได้ตามแผนที่วางไว้ เราก็น่าจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้แน่นอน

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ เน้นสร้างสมดุล เยียวยาประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่รักษาวินัยการคลัง

เอกนิติ เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ หลังสัญญาณบวกสงครามยุติ

เอกนิติ เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ หลังสัญญาณบวกสงครามยุติ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตาในแวดวงเศรษฐกิจเมื่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเผยถึงทิศทางข้างหน้าของเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่าเราอาจได้เห็นการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ในเร็วๆ นี้

ปัจจัยบวกจากสถานการณ์โลกและการรีวิว GDP

นายเอกนิติกล่าวว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติลง จะถือเป็นสัญญาณบวกครั้งใหญ่ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ซึ่งเรื่องนี้สัมพันธ์โดยตรงกับการที่ เอกนิติ เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ เพื่อให้ตัวเลขมีความสอดคล้องกับปัจจัยบวกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงย้ำว่าต้องดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวังสูงสุด เนื่องจากโลกยุคปัจจุบันมีความผันผวนสูงนั่นเอง

นอกเหนือจากการปรับตัวเลขเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญอย่างมากกับปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยมุ่งเป้ามุ่งเน้นการแก้ปัญหาผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากการที่ภาวะเงินเฟ้อสร้างภาระต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

  • เร่งช่วยเหลือร้านค้าฐานรากด้วยโครงการไทยช่วยไทย พลัส
  • ประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์ยอดขายเพื่อเพิ่มความยั่งยืน
  • เตรียมแผนระยะยาวเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

ในมุมมองเรื่องพลังงาน นายเอกนิติย้ำว่า แผนการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานยังคงเดินหน้าต่อ เพราะราคาน้ำมันคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงอีกอย่างน้อย 1-2 ปี การเปลี่ยนมาใช้โซลาร์เซลล์ไม่เพียงจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะสั้น แต่ยังสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาวอีกด้วย การที่ เอกนิติ เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ จึงเป็นการมองภาพรวมที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับมหภาคไปจนถึงการลดภาระค่าครองชีพของรายย่อย

สำหรับเรื่องความคืบหน้าของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบตัวเลขที่แม่นยำที่สุดโดยปลัดกระทรวงการคลัง หากมีความชัดเจนจะมีการแถลงให้ทราบอีกครั้งครับ

ในความเห็นของผม การวางแผนเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์โลกเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ถูกต้อง หวังว่ามาตรการต่างๆ จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเดินต่อได้อย่างเข้มแข็งท่ามกลางความท้าทายนี้

ที่มา – “เอกนิติ” เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ รับสัญญาณบวกหากสงครามตะวันออกกลางยุติ ช่วยรายย่อยสู้ภาวะเงินเฟ้อ

อ.เชน ยศชนัน ชูเปลี่ยนไทยจาก ผู้ซื้อ สู่ ผู้สร้าง นวัตกรรม

อ.เชน ยศชนัน ชูเปลี่ยนไทยจาก ผู้ซื้อ สู่ ผู้สร้าง นวัตกรรม

เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อ อ.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ออกมาส่งสัญญาณครั้งสำคัญในการพลิกโฉมประเทศ โดยมีแนวคิดหลักคือการเปลี่ยนไทยจาก ผู้ซื้อ สู่ ผู้สร้าง นวัตกรรมอย่างแท้จริง ผ่านการพูดคุยกับเหล่านักเรียนและนักวิชาชีพไทยในประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการนำองค์ความรู้จากต่างแดนกลับมาพัฒนาบ้านเกิด

ก้าวข้ามการนำเข้าสู่การสร้างนวัตกรรมด้วยตัวเราเอง

ในยุคที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว ท่านยศชนันได้ย้ำชัดว่าประเทศไทยต้องเลิกพฤติกรรมการติดตั้งเทคโนโลยีแบบ “ซื้อมาใช้” เพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเกิดปัญหา เราจะไม่สามารถแก้ได้เองอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนไทยจาก ผู้ซื้อ สู่ ผู้สร้าง นวัตกรรม จึงเป็นทางรอดที่จะทำให้เราไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของเทคโนโลยีต่างชาติ โดยท่านตั้งเป้าสนับสนุนการต่อยอดความรู้ และส่งเสริมให้คนไทยได้เรียนรู้ลึกถึงแก่นแท้ของเทคโนโลยีนั้นๆ

  • สร้าง Ecosystem เชื่อมโยงทั่วโลก ไม่จำกัดแค่ในไทย
  • ผลักดันการใช้ Science Diplomacy ในการสร้างนวัตกรรม
  • เปลี่ยนโจทย์วิจัยจากการนั่งทำงานวิจัยทั่วไป มาเป็นการแก้ปัญหาในพื้นที่จริง

หลายคนอาจกังวลว่าโครงสร้างพื้นฐานในไทยยังไม่พร้อม แต่ท่านยศชนันได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า โลกใบนี้คือ Ecosystem ของเรา หากในไทยยังไม่มีพร้อม เราสามารถใช้เครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือทูตวิทยาศาสตร์ช่วยประสานงานได้ ขอเพียงแค่เรากล้าที่จะคิดและกล้าที่จะทำ อ.เชน ยศชนัน ชูเปลี่ยนไทยจาก ผู้ซื้อ สู่ ผู้สร้าง นวัตกรรม โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็น “อาวุธ” อันทรงพลังที่จะทำให้นักลงทุนระดับโลกหันมาสนใจและร่วมมือกับเรา

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าเป้าหมายนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่มันคือจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ชาติที่จริงจัง หากเราทุกคนช่วยกันปรับทัศนคติจากการบริโภค นวัตกรรม มาเป็นการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เราจะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมภายใน 3-4 ปีอย่างแน่นอน มันคือโอกาสทองที่คนรุ่นใหม่จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำให้อุตสาหกรรมในประเทศขยับไปสู่ Deep Tech ได้อย่างเต็มตัว ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาร่วมมือกันสร้างสรรค์อนาคตของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ที่มา – “อ.เชน ยศชนัน” ชูเปลี่ยนไทยจาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้สร้าง” นวัตกรรม ชวนเด็กไทยร่วมขับเคลื่อนประเทศ

ยศชนัน มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย แพทองธาร ร่วมขับเคลื่อน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการขยับตัวทางการเมืองล่าสุด เมื่อยศชนัน มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย แพทองธาร ร่วมขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปข้างหน้า โดยมองว่าแม้จะมีกระแสข่าวเรื่องการบริหารงานภายใน แต่ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามระเบียบและโครงสร้างที่วางไว้ของพรรคอย่างชัดเจน

ยศชนัน มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย แพทองธาร ร่วมขับเคลื่อน

ในการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ทางด้านนายยศชนันได้ชี้แจงถึงประเด็นการบริหารจัดการพรรคว่า ในส่วนของการทำงานเพื่อประเทศชาตินั้น คณะรัฐมนตรีมีความพร้อมและมีอำนาจเต็มที่ในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ส่วนในมิติของการบริหารพรรคนั้น ยศชนัน มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย แพทองธาร ร่วมขับเคลื่อนพรรคได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นไปตามกลไกที่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้พรรคมีความแข็งแกร่งและคล่องตัวยิ่งขึ้น

บทบาทที่ชัดเจนของ แพทองธาร ในฐานะที่ปรึกษา

นอกจากนี้ นายยศชนันยังได้ย้ำถึงบทบาทของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะที่ปรึกษาว่า เป็นกำลังสำคัญในการเข้ามาดูแลบริหารงานส่วนต่างๆ ของพรรคให้เกิดความราบรื่น พร้อมทั้งปฏิเสธข่าวลือเรื่องการขยับตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยเชื่อมั่นว่าโครงสร้างปัจจุบันสามารถตอบโจทย์การทำงานเพื่อประชาชนได้ดีที่สุด

หากวิเคราะห์ตามหลักการบริหารองค์กรการเมืองใหญ่ๆ การมีกลไกที่ชัดเจนถือเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้เกิดการทำงานที่สอดประสานกัน สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การขับเคลื่อนงานบริหารประเทศดำเนินไปตามกรอบอำนาจของคณะรัฐมนตรี
  • โครงสร้างพรรคปัจจุบันได้รับการออกแบบมาให้มีความเป็นระบบและมีที่ปรึกษาคอยกำกับดูแล
  • ความเชื่อมั่นในกลไกพรรคเพื่อไทยจะช่วยให้การทำงานเดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ในโลกของการเมือง ความชัดเจนในการมอบหมายงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และการที่ทุกฝ่ายหันมาโฟกัสที่ผลงานเพื่อประชาชนก็นับเป็นสัญญาณที่ดี ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายของการทำงานคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนในสังคม ซึ่งนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ประชาชนคาดหวังจากทุกพรรคการเมืองครับ

ที่มา – “ยศชนัน” มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย “แพทองธาร”ฐานะที่ปรึกษา ร่วมกันทำพรรคขับเคลื่อน

ปกรณ์ ปักหมุดปี 71 เข้าเป็นสมาชิก OECD ใช้ AI ปฏิรูปกฎหมายไทย

ปกรณ์ ปักหมุดปี 71 เข้าเป็นสมาชิก OECD ใช้ AI ปฏิรูปกฎหมายไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่น่าจับตามองสำหรับทิศทางเศรษฐกิจและกฎหมายไทย เมื่อคุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเผยโรดแมปครั้งสำคัญ ในการเดินหน้าผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD โดยตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าต้องสำเร็จภายในปี พ.ศ. 2571 ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนผ่านกระบวนการยุติธรรมและกฎระเบียบทางธุรกิจครั้งใหญ่ของประเทศอีกด้วย

ก้าวสู่มาตรฐานโลกด้วยพลัง AI

การจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีกฎระเบียบและมาตรฐานที่สูงมาก โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคือการปฏิรูปกฎหมายจำนวนมหาศาล ทั้ง พ.ร.บ. กว่า 900 ฉบับ และกฎหมายลำดับรองอีกกว่า 7,000 ฉบับ ให้สอดคล้องกับตราสารมาตรฐานของ OECD งานนี้จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีช่วย โดยการนำระบบ TH2OECD ที่ใช้พลังของ Agentic AI และ Graph RAG เข้ามาวิเคราะห์ช่องว่างทางกฎหมาย (Gap Analysis) ซึ่งช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วและแม่นยำขึ้นมาก โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากคณะกรรมการกฤษฎีกาคอยกำกับดูแล (Human in the Loop) เพื่อความสมบูรณ์แบบ

เดินหน้าซุปเปอร์ไลเซนส์ ลดภาระให้ภาคธุรกิจ

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือ การเปลี่ยนระบบการขอใบอนุญาตแบบเดิมที่ยุ่งยากและเสียเวลา ไปสู่แนวคิด “ซุปเปอร์ไลเซนส์” (Super License) ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการขออนุญาตเพียงครั้งเดียว แต่ครอบคลุมหลายกิจกรรม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น นี่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยอย่างยั่งยืน

  • การใช้ AI ช่วยลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ
  • การมุ่งเน้นระบบ Post-audit แทนการควบคุมที่เข้มงวดเกินไป
  • การรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (กกร.) เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค

ท้ายที่สุด การผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนโยบายรัฐบาล แต่เป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และเติบโตได้อย่างมั่นคงบนเวทีโลก โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ “Better Regulation for Better Life” หรือการมีกฎระเบียบที่ดีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

ที่มา – “ปกรณ์” ปักหมุดปี 71 เข้าเป็นสมาชิก OECD ใช้ AI ช่วยปฏิรูปกฎหมายไทย เดินหน้าซุปเปอร์ไลเซนส์

ไทยพร้อมรับการลงทุนระลอกใหม่จากทั่วโลก ดึง 3 บิ๊กฝรั่งเศส

เชื่อว่าหลายคนน่าจะตื่นเต้นกับข่าวล่าสุด เมื่อทางภาครัฐได้ออกมาประกาศข่าวดีว่า ไทยพร้อมรับการลงทุนระลอกใหม่จากทั่วโลก ดึง 3 บริษัทใหญ่ฝรั่งเศสลงทุน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับเศรษฐกิจบ้านเราให้เติบโตขึ้นอีกขั้นครับ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกในขณะนี้

ไทยพร้อมรับการลงทุนระลอกใหม่จากทั่วโลก ดึง 3 บริษัทใหญ่ฝรั่งเศสลงทุน

การหารือล่าสุดระหว่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับกลุ่มบริษัทชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส ได้เน้นย้ำถึงศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการผลิตหลักของอาเซียน หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็นบริษัทจากฝรั่งเศส นี่คือเหตุผลที่น่าสนใจครับ:

กลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่ประเทศไทยมุ่งเน้น

  • วัสดุขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่: การดึง Imerys มาลงทุนจะช่วยเสริมห่วงโซ่อุปทาน EV ของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
  • Cybersecurity: บริษัท Thales จะเข้ามาช่วยวางรากฐานความมั่นคงทางไซเบอร์ที่ได้มาตรฐานสากล
  • Digital ID: การร่วมมือกับ IN Groupe จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีระบุตัวตนในภูมิภาค

ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขการลงทุน แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า ไทยพร้อมรับการลงทุนระลอกใหม่จากทั่วโลก ดึง 3 บริษัทใหญ่ฝรั่งเศสลงทุน เพื่อตอกย้ำจุดยืนของเราท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านของภูมิรัฐศาสตร์โลก การได้บริษัทระดับโลกเหล่านี้มาเป็นพันธมิตร จะช่วยให้บ้านเราถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างงานที่มีคุณภาพให้แก่แรงงานไทยได้อีกมหาศาลครับ

ในมุมมองของผม นี่เป็นโอกาสทองที่รัฐบาลไทยต้องรุกคืบให้เร็ว เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆ ของกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการขยายฐานการผลิตออกจากความเสี่ยงของภูมิศาสตร์เดิม หากเราสามารถทำโครงการเหล่านี้ให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้ เศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะมีความมั่นคงและก้าวหน้ามากขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ประเทศไทยพร้อมรับการลงทุนระลอกใหม่จากทั่วโลก ดึง 3 บริษัทใหญ่ฝรั่งเศสลงทุน

“พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง

ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และมอบนโยบายสำคัญที่ชื่อว่า “พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง โดยเน้นการพัฒนาโครงการเร่งด่วนเพื่อยกระดับระบบคมนาคมทางอากาศให้ทันสมัย สะดวก และปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

“พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่าตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมเร่งบูรณาการระบบขนส่งทั้งประเทศ โดยมุ่งโครงการ Quick-Win 3 ด้านหลักเพื่อให้เกิดผลลัพธ์รวดเร็ว ดังนี้

  • เร่งรัดโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการ: รวมถึงโครงการจัดหาเทคโนโลยีตรวจจับและยับยั้งอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และโครงการป้องกันอันตรายจากนก (Bird Strike) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ท่าอากาศยาน
  • เร่งประกวดราคาโครงการที่พร้อม: เช่น โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ผู้ประกอบการรายที่ 2) และโครงการคลังสินค้าที่สุวรรณภูมิ (รายที่ 2)
  • เร่งนำเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรี: อย่างโครงการ East Expansion ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แผนแม่บทสุวรรณภูมิ 2568 การพัฒนาดอนเมืองระยะ 3 เชียงใหม่ระยะ 1 ภูเก็ตระยะ 2 และการศึกษาความเป็นไปได้ของท่าอากาศยานอันดามันและล้านนา

นโยบายเร่งขยายสนามบินและยกระดับบริการ

นอกจากนี้ “พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง โดยแบ่ง 3 ด้านหลัก คือ พัฒนาระบบคมนาคมทางอากาศเพื่อยั่งยืน ลงทุนขยายขีดความสามารถท่าอากาศยานด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติ และศึกษาการพัฒนาท่าอากาศยานใหม่ เช่น อันดามันและล้านนา เพื่อแบ่งเบาการจราจรจากสนามบินหลักอย่างสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต

AOT ในฐานะผู้บริหารท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของไทย ซึ่งเป็นประตูสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ จะเร่งขยายศักยภาพรองรับผู้โดยสารกว่า 180 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577 โดยเฉพาะสุวรรณภูมิที่จะมี East Expansion และอาคารทิศใต้ รวมถึงเปิดบริการลานจอดและคลังสินค้ารายที่ 2-3 ภายในปี 2570 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ยืนยันความพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการบินโลก ด้วยบริการเลิศ ทันสมัย ยั่งยืน และปลอดภัยตามมาตรฐาน ICAO นอกจาก 6 สนามบินหลัก AOT จะพัฒนาอีก 5 แห่งให้คุ้มค่า รองรับเที่ยวบินมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีสากลทุกขั้นตอน สร้างบรรยากาศผ่อนคลายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงป้องกัน Drone และ Bird Strike

ด้านความปลอดภัย AOT จับมือสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จัดหา Anti-Drone ด้วย AI ตรวจจับและตอบโต้ภัยคุกคามทั้งใกล้-ไกล รวมถึงเทคโนโลยีจัดการนกและสัตว์อันตรายด้วยระบบแจ้งเตือน เฝ้าระวัง ขับไล่ และวิเคราะห์ข้อมูล การดำเนินงานได้รับการรับรองจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และ ICAO ทุกประการ

นโยบายนี้ไม่เพียงยกระดับท่าอากาศยานไทยให้เทียบชั้นโลก แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค สร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจ ลดต้นทุนฟุ่มเฟือย และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินหลังโควิด

ติดตามข่าวสารและพัฒนาการท่าอากาศยานไทยเพิ่มเติม เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยวางแผนการเดินทางของคุณ!

ที่มา – “พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง

“ศุภจี” ผุดไอเดียดึงอินฟลูฯ จีนไลฟ์สดช่วยชาวสวน

ในวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภาที่น่าสนใจ โดย “ศุภจี” ผุดไอเดียดึงอินฟลูฯ จีนไลฟ์สดช่วยชาวสวน โต้ สว. ปม “นั่งเทียน” ตรวจสต๊อกน้ำมันปาล์ม ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงต่อกระทู้ถามจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เรื่องการบริหารจัดการสินค้าเกษตร โดยเฉพาะปัญหาผลไม้และน้ำมันปาล์มที่เกษตรกรกำลังเผชิญ

“ศุภจี” ผุดไอเดียดึงอินฟลูฯ จีนไลฟ์สดช่วยชาวสวน โต้ สว. ปม “นั่งเทียน” ตรวจสต๊อกน้ำมันปาล์ม

การประชุมครั้งนี้เริ่มต้นด้วยคำถามจากนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สว. เกี่ยวกับความล่าช้าของโครงการศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี ที่ผ่านการอนุมัติและประชาพิจารณ์หลายรอบแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ส่งผลให้เกษตรกรเสียโอกาสและถูกกลุ่มทุนต่างชาติกดราคาสินค้า นางศุภจี ชี้แจงว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มุ่งแค่สร้างตลาดกลาง แต่เน้นบริหารจัดการแบบองค์รวม รวมถึงตรวจสอบคุณภาพล้ง การแปรรูปเพิ่มมูลค่า และกลยุทธ์ใหม่คือดึงอินฟลูเอนเซอร์ (อินฟลูฯ) จากจีนและไทยมาจัดไลฟ์สดขายผลไม้ตรงจากล้งไทย ส่งตรงถึงผู้บริโภคจีนและในประเทศ ช่วยให้ชาวสวนมีรายได้ดีขึ้น ไม่ต้องเร่ขายริมถนนแบบเก่า

ไอเดียไลฟ์สดผลไม้ด้วยอินฟลูฯ จีน: ทางออกใหม่ให้เกษตรกรไทย

กลยุทธ์นี้ถือเป็นนวัตกรรมการตลาดที่ทันสมัย โดยใช้พลังโซเชียลมีเดียจากอินฟลูฯ จีนที่มีฐานแฟนคลับมหาศาลในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดสำหรับผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ การไลฟ์สดจะช่วยลดขั้นกลาง เพิ่มความสดใหม่ และราคาที่แข่งขันได้ ชาวสวนจะได้รายได้ที่มั่นคงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยแก้ปัญหาล้งที่กดราคาเกษตรกรได้ในระยะยาว

  • ดึงอินฟลูฯ จีนและไทยไลฟ์สดขายผลไม้ตรงจากล้ง
  • ลดขั้นตอนกลาง ส่งสินค้าถึงผู้บริโภคเร็ว
  • เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปและตรวจคุณภาพล้ง
  • ช่วยชาวสวนไม่ต้องเร่ขาย ลดความเสี่ยง

ต่อมา นายเศรณี อนิบล สว. ถามถึงราคาน้ำมันปาล์มดิบที่ตกต่ำ ชาวสวนถูกกดราคาจากการตรวจคุณภาพด้วยสายตา ทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำกว่าจริง และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสต็อกจริง แทนการ “นั่งเทียน” รายงานข้อมูล

โต้กลับปม “นั่งเทียน”: ราคาน้ำมันปาล์มตามกลไกตลาดโลก

คำว่า “นั่งเทียน” ทำให้ศุภจีแสดงท่าทีขุ่นมัว ชี้แจงว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบกำหนดโดยกลไกตลาดโลก ปัจจุบันมาเลเซียราคา 37.48 บาท/กก. ส่วนไทย 38 บาท/กก. ทำให้ส่งออกไม่มีแรงจูงใจ เธอยืนยันว่ากระทรวงทำงานโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ข้าราชการตั้งใจเต็มที่ การตั้งข้อสังเกตควรให้เกียรติกัน ไม่พูดจาไม่สร้างสรรค์ เพื่อความร่วมมือที่ราบรื่น

ปัญหาน้ำมันปาล์มเป็นประเด็นเรื้อรังของเกษตรกรไทยกว่า 400,000 ราย พื้นที่ปลูกกว่า 9 ล้านไร่ ราคาตกต่ำจากอุปสงค์โลกลดลง สต็อกล้นตลาด และการแข่งขันจากอินโดนีเซีย-มาเลเซีย ศุภจีเน้นต้องเร่งเจรจา FTA และหาตลาดใหม่ควบคู่ไปด้วย

นโยบายของศุภจีแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นช่วยเกษตรกรด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ แต่ต้องเร่งดำเนินการให้ทันท่วงทีเพื่อผลลัพธ์จริง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างไลฟ์สดจะเป็น game changer สำหรับภาคเกษตรไทยในยุคนี้

ความเห็นส่วนตัว: ไอเดียนี้เจ๋งมาก หากรัฐบาลผลักดันเต็มที่ ชาวสวนไทยจะแข็งแกร่งขึ้น ลดการพึ่งพาตลาดเก่า สนับสนุนเลย! ติดตามข่าวสารเกษตรและนโยบายรัฐเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ศุภจี” ผุดไอเดียดึงอินฟลูฯ จีนไลฟ์สดช่วยชาวสวน โต้ สว. ปม “นั่งเทียน” ตรวจสต๊อกน้ำมันปาล์ม

Scroll to top