รัฐธรรมนูญ

“พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมากๆ มาอัปเดตกัน “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กชวนทุกคนจับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ 5 พ.ค. 2569 ว่ากฎหมายค้างจากสภาชุดที่แล้วจะได้ไปต่อหรือถูกปัดตกกันแน่ โดยเฉพาะกฎหมายที่พรรคประชาชนเคยเสนอเพื่อแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของประชาชน

“พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้ กฎหมายไหนจะรอด?

ทำไม “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” ถึงสำคัญ? เพราะกฎหมายเหล่านี้ถ้าครบกำหนด 60 วันตามรัฐธรรมนูญ (ครบ 14 พ.ค. 2569) แล้วไม่ได้รับรอง ก็จะล้มหายตายจากไปหมดเลยนะครับ มันจะกระทบปัญหาหลายอย่างที่เรากำลังเจออยู่ เช่น ค่าโทรศัพท์แพง อากาศสกปรก สิทธิแรงงานน้อยนิด ฯลฯ มาดูกันว่ามีกฎหมายอะไรบ้างที่ต้องลุ้น

8 กฎหมายสำคัญที่ “พริษฐ์” ชวนจับตา

  1. พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า กฎหมายนี้จะช่วยแก้ปัญหาค่าโทรศัพท์มือถือที่แพงขึ้นทุกปี อินเทอร์เน็ตช้าแบบจงใจ และค่าบริการ GP สูงลิ่ว เพราะตลาดถูกผูกขาดโดยไม่มีการแข่งขันที่แท้จริง ถ้ากฎหมายนี้ไปต่อ ผู้บริโภคอย่างเราจะได้ประโยชน์เต็มๆ ลดภาระค่าใช้จ่ายได้เยอะเลยครับ
  2. พ.ร.บ.อากาศสะอาด / พ.ร.บ. PRTR ใครๆ ก็รู้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ทำให้ป่วยกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษแบบไม่ยั้ง กฎหมายนี้จะบังคับให้โรงงานรายงานและลดการปล่อยสารพิษ ถ้าไม่ผ่าน เราจะหายใจอากาศสะอาดได้ยากขึ้นไปอีก
  3. พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ กระบวนการขอใบอนุญาตยุ่งยาก ซ้ำซ้อน ช้าเหยียด แถมยังเปิดช่องสินบนเจ้าหน้าที่ กฎหมายนี้จะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส รวดเร็ว ลดคอร์รัปชัน เหมาะกับนักลงทุนและธุรกิจ SME มากๆ
  4. พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับใหม่) ปัญหาหนี้สินท่วมตัว แต่ปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้เพราะต้องรอฟ้องล้มละลายก่อน กฎหมายนี้ช่วยให้เจรจากับเจ้าหนี้ทุกคนพร้อมกัน ลดโอกาสล้มละลายจริง ช่วยชีวิตผู้ประกอบการและครอบครัวได้ไม่น้อย
  5. พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แรงงานไทยลาได้น้อย พักผ่อนไม่พอ OT น้อยกว่ามาตรฐานสากล สัญญาจ้างเอาเปรียบเต็มๆ กฎหมายนี้จะยกระดับสิทธิให้เทียบเท่านานาชาติ ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีมากขึ้น
  6. พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช. ด้านการศึกษา โครงสร้างบุคลากรการศึกษาถูกบิดเบี้ยว ลดการมีส่วนร่วมของครู ถ้ากฎหมายนี้ผ่าน จะคืนอำนาจให้ครูและบุคลากร สร้างระบบการศึกษาที่ดีขึ้นให้ลูกหลาน
  7. พ.ร.บ.คืนความเป็นธรรมเรื่องที่ดิน ชาวบ้านทำกินที่ดินมานานแต่ไม่มีเอกสาร โดนฟ้องคดีเพียบ กฎหมายนี้ช่วยให้มีสิทธิ์ชัดเจน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดข้อพิพาทที่ดินที่เกิดขึ้นทุกวัน
  8. พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ศาลทหารตัดสินคดีพลเรือนไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะคดีทุจริตหรือซ้อมทรมาน กฎหมายนี้จะทำให้ยุติธรรมเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ

หากครม. ปัดตก พรรคประชาชนพร้อมสู้ต่อ

นายพริษฐ์ย้ำชัด ถ้ากฎหมายที่พรรคเห็นว่าสำคัญไม่ได้รับรองใน “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” วันพรุ่งนี้ พรรคจะใช้กลไกวิปฝ่ายค้านซักถามเหตุผลจากสำนักเลขาฯ ครม. แล้วชงให้ทบทวนในการประชุม 12 พ.ค. ซึ่งยังทันกรอบ 60 วัน เรียกว่ารอผลได้เลยครับ

ในมุมมองผม การ “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” แบบนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังมีคนที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ ถ้ากฎหมายเหล่านี้ไปต่อได้ จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้มาก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความยั่งยืนให้สังคมไทย คุณล่ะคิดว่ากฎหมายไหนสำคัญที่สุด? มาคอมเมนต์บอกกันหน่อย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ จับตาด้วยนะครับ จะได้กดดันครม. ให้รับรองกฎหมายดีๆ เหล่านี้!

ที่มา – “พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้ กฎหมายฉบับไหน “ไปต่อ” หรือ ถูก “ปัดตก”

ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย คดี “เนติวิทย์” ร้องบังคับเกณฑ์ทหาร ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย คดี “เนติวิทย์” ร้องบังคับเกณฑ์ทหาร ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นร้อนที่คนไทยจำนวนมากให้ความสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและนักกิจกรรมที่มองว่ากฎหมายเกณฑ์ทหารในปัจจุบันอาจไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสมัยใหม่

ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย คดี “เนติวิทย์” ร้องบังคับเกณฑ์ทหาร ขัดรัฐธรรมนูญ

วันที่ 30 เมษายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติยุติการไต่สวนในคดีที่ศาลแขวงสมุทรปราการส่งคำร้องโต้แย้งจากนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไศล จำเลยในคดีไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร โดยนายเนติวิทย์ได้ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 (หลักนิติธรรม) และมาตรา 31 (สิทธิในชีวิตและร่างกาย) หรือไม่

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเอกสารหลักฐานและการอภิปรายแล้ว เห็นว่าคดีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย чист粋 และมีพยานหลักฐานเพียงพอ จึงสั่งยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น.

พื้นหลังคดี “เนติวิทย์” กับการเกณฑ์ทหาร

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไศล เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และนักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดังที่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านการเกณฑ์ทหารมานาน เขาเชื่อว่าการบังคับเกณฑ์ทหารโดยไม่เลือกปฏิบัติขัดต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีทหารทันสมัย ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังพลจำนวนมากแบบในอดีต คดีนี้เกิดจากนายเนติวิทย์ไม่ไปรายงานตัวตามหมายเรียกของการตรวจเลือกทหารกองเกิน

ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 กำหนดให้ชายไทยที่อายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อเป็นทหารกองประจำการ ส่วนมาตรา 45 ระบุโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี สำหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่มาตามหมายเรียก ซึ่งนายเนติวิทย์มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิพื้นฐาน

ประเด็นกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัย

  • มาตรา 27: การเรียกบุคคลเข้ารับการตรวจเลือกทหาร โดยไม่คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคล
  • มาตรา 45: บทลงโทษที่รุนแรงเกินสมควรสำหรับการไม่ปฏิบัติตาม
  • รัฐธรรมนูญมาตรา 26: หลักนิติธรรม ว่ากฎหมายต้องชัดเจน ไม่คลุมเครือ
  • รัฐธรรมนูญมาตรา 31: สิทธิในชีวิตและร่างกาย ไม่ถูกบังคับโดยปราศจากเหตุผล

การวินิจฉัยครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบเกณฑ์ทหารของไทยอย่างมาก หากศาลเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายใหม่ ทำให้เกิดทางเลือกอื่น เช่น การเกณฑ์แบบสมัครใจหรือบริการทดแทน

มุมมองสังคมและผลกระทบที่คาดการณ์

ในสังคมไทย การเกณฑ์ทหารเป็นประเพณีที่ฝังรากลึก แต่ในยุคดิจิทัล เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปดังขึ้นเรื่อยๆ นักกิจกรรมอย่างเนติวิทย์กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง หากคดีนี้ชนะ อาจเปิดทางให้เยาวชนรุ่นใหม่มีอิสระมากขึ้นในการเลือกเส้นทางชีวิต โดยไม่ถูกบังคับเข้ากองทัพ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายทหารและรัฐบาลยืนยันว่าการเกณฑ์ทหารจำเป็นเพื่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องถ่วงดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับความมั่นคงของรัฐได้อย่างสมดุล

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับกระแสปฏิรูปโครงสร้างกองทัพที่กำลังร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย ผู้สนใจสามารถติดตามการถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีได้ทางเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ

การตัดสินใจของศาลในวันที่ 12 พ.ค. นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับอนาคตของระบบเกณฑ์ทหารไทย คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงในสังคม!

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย คดี “เนติวิทย์” ร้องบังคับเกณฑ์ทหาร ขัดรัฐธรรมนูญ

สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธาน ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแส เมื่อกลุ่ม สว.อิสระ จ่อลงมือล่าชื่อเพื่อยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา ส่งไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังวลหลายประการต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ที่ถูกวิจารณ์หนักจากคดีดังหลายคดี ทำให้ดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยตกต่ำลงทุกปี

สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มอิสระ ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงแผนการล่าชื่อ สว. และ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ซึ่งกำหนดให้มีผู้ยื่นคำร้องอย่างน้อย 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. และ สว. ทั้งหมด หรือประมาณ 140 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ให้ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบการปฏิบัติงานของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน

น.ส.นันทนา ระบุว่า การทำงานของ ป.ป.ช. ในช่วงนี้มีข้อกังวลหลายเรื่อง เช่น กรณีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน คดีสินบนปาล์มอินโดนีเซีย กรณีสินบนทองคำ 246 ล้านบาท และล่าสุดคดียกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในข้อหาไม่มีเจตนาซุกหุ้น ซึ่งตรงข้ามกับคดี 44 ส.ส. ที่ ป.ป.ช. ดำเนินการอย่างรวดเร็วและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญทันที สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใส ส่งผลให้ CPI ของไทยร่วงลงอย่างน่าตกใจ

ประเด็นหลักที่ถูกตั้งคำถามต่อ ป.ป.ช.

  • กรณีแหวนแม่: การไต่สวนที่ล่าช้าและไม่ชัดเจน
  • นาฬิกาเพื่อน: ข้อกล่าวหาที่ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง
  • คดีสินบนปาล์มอินโดนีเซีย: ความล่าช้าในการดำเนินคดี
  • สินบนทองคำ 246 ล้านบาท: กรณีที่ถูกมองว่าปกปิด
  • คดีศักดิ์สยาม vs 44 ส.ส.: การเลือกปฏิบัติที่ชัดเจน ยกฟ้องฝ่ายหนึ่งแต่เร่งรัดอีกฝ่าย

กลุ่ม สว.อิสระ จึงรวมตัวสนับสนุนคำร้องจากฝ่าย ส.ส. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่แท้จริง หวังว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา จะไม่ดึงเช็งหรือดองเรื่อง แต่ส่งต่อไปยังประธานศาลฎีกาทันที

มาตรา 236 รัฐธรรมนูญ ทางออกตรวจสอบองค์กรอิสระ

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 236 บัญญัติให้ ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งสองสภา ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ กกต. เป็นต้น กระบวนการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสมดุลของอำนาจและป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบ

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.กลุ่มอิสระ กล่าวเสริมว่า ประธานรัฐสภาต้องเปิดทางให้การตรวจสอบเกิดขึ้น ขอให้นายโสภณ อย่าดึงเวลาเหมือนกรณีตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ในอดีต หากดึงเช็งจะเปิดช่องให้วงจรอุบาทว์แทรกแซง โดยเฉพาะอิทธิพลจากคอนเนกชันสีน้ำเงินหรือบุรีรัมย์ ถ้ากระบวนการนี้ล้มเหลว จะส่งผลร้ายแรงต่อระบบตรวจสอบทั้งหมด นอกจากนี้ ยังวิจารณ์การบริหารบุคคลใน ป.ป.ช. ที่แต่งตั้งรองเลขาธิการจากผู้ช่วยลำดับท้ายๆ ละเลยผู้มีอาวุโส ทำให้ธรรมาภิบาลหายไป และเกิดการแทรกแซงคดีอย่างย่ามใจ

เหตุการณ์ สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส นี้ ไม่ใช่แค่การเมือง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความโปร่งใสในระบบยุติธรรมและปราบปรามทุจริต ป.ป.ช. ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรอิสระในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ แต่หากตัวมันเองถูกตั้งคำถาม ประชาชนจะไว้วางใจได้อย่างไร CPI ของไทยที่เคยอยู่ในอันดับ 60 กว่าๆ ช่วงปี 2560 ตอนนี้ร่วงลงมาอยู่ในกลุ่มท้ายๆ ของโลก สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน

จากประสบการณ์ในอดีต การไต่สวนองค์กรอิสระตามมาตรานี้เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่น กรณี กกต. หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูประบบได้สำเร็จ หากครั้งนี้สำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น

มุมมองผู้เขียน: การตรวจสอบต้องครอบคลุมทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่ผู้ตรวจสอบ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมโปร่งใสแท้จริง หาก ป.ป.ช. ผ่านการไต่สวนได้ จะยิ่งเข้มแข็ง แต่หากมีปัญหาจริง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของชาติ

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับการล่าชื่อไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้ข่าวนี้แพร่กระจาย สนับสนุนการปราบปรามทุจริตที่แท้จริง ติดตามข่าวการเมืองอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส

“เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นลงโทษ “งูเห่า”หนักสุด

“เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อพรรคประชาชนเตรียมเคลียร์ใจกันหลังเกิดเหตุการณ์ ส.ส.สุริยา วงศ์อารีย์ ส.ส.อุดรธานี โหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการทรยศพรรคชัดๆ แฟนข่าวการเมืองอย่างเราคงอดสงสัยไม่ได้ว่าพรรคจะรับมือยังไง

“เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ที่ทำการพรรค เวลา 13.00 น. โดยยืนยันว่าพรรคจะลงโทษ ส.ส.งูเห่านี้อย่างเด็ดขาดและหนักที่สุดเท่าที่กฎหมายและระเบียบพรรคอนุญาต “การซื้อเสียงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเราจะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น” เท้ง ณัฐพงษ์ กล่าวอย่างมั่นใจ

ทีมบริหารพรรคกำลังสื่อสารกับ ส.ส. และสมาชิกทุกคน เพื่อให้ทุกฝ่ายมีข้อมูลชุดเดียวกันเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ พรรคยืนยันว่าจะมีการประชุม ส.ส. เพื่อตัดสินรูปแบบบทลงโทษที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการไล่ออกจากพรรคหรือมาตรการอื่นๆ ที่รุนแรงที่สุด

ตรวจสอบย้อนหลัง ส.ส.งูเห่าไม่ผ่านกระบวนการ?

เท้ง ณัฐพงษ์ ชี้แจงว่าพรรคมีระบบรับฟังความเห็นผ่านคณะกรรมการสรรหา และกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้นจนจบ กรณี ส.ส.สุริยา ไม่มีร้องเรียนเข้ามาในช่วงเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน แม้จะมีข่าวลือว่าพรรครับรู้เรื่องการซื้อเสียง แต่เท้งยืนยันว่าเป็นความเข้าใจผิด และจะเคลียร์ให้ชัดเจนเพื่อลงโทษให้หนักที่สุด

ก่อนวันโหวต เท้งเคยยืนยันว่าจะไม่มีงูเห่า เพราะรัฐบาลมีเสถียรภาพ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำลายความเชื่อมั่น เขาตั้งคำถามว่าทำไมต้องทำแบบนี้ ในฐานะหัวหน้าพรรค เขาต้องเชื่อมั่น ส.ส. เพื่อไม่ให้เสียความสัมพันธ์ภายในพรรค

แก้ปัญหางูเห่าต้องแก้ที่รัฐธรรมนูญ

นอกจากลงโทษบุคคล เท้ง ณัฐพงษ์ ยังชี้ว่าปัญหางูเห่ามาจากระบบการเมืองที่บิดเบี้ยว รัฐธรรมนูญปัจจุบันเปิดช่องให้ ส.ส. ขายตัวได้ง่าย พรรคต้องเข้มงวดการตรวจสอบภายในมากขึ้น แต่ที่สำคัญคือต้องแก้ รธน. และกติกาการเมืองให้โปร่งใส หวังว่ารัฐบาลใหม่จะผลักดันตามเจตจำนงประชาชน ไม่ครอบงำองค์กรอิสระ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหาพรรคประชาชน แต่เป็นบาดแผลของการเมืองไทยทั้งระบบ งูเห่าคือ ส.ส.ที่ทรยศประชาชนและพรรคหลังได้รับเลือกตั้ง มักเกิดจากการซื้อตัวด้วยเงินหรือผลประโยชน์อื่นๆ ในอดีตเคยมีกรณีดังๆ มากมายที่ทำให้นักการเมืองเสียชื่อเสียง

พรรคประชาชนกำลังแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการรับมือ ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่ดีให้พรรคอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีกระแสเรียกร้องจากประชาชนให้มีกฎหมายปราบงูเห่าให้ชัดเจน เช่น ห้ามเปลี่ยนพรรคหลังเลือกตั้ง หรือลงโทษทางอาญา

  • บทลงโทษที่เป็นไปได้: ไล่ออกจากพรรค, สูญเสียสิทธิสมัครเลือกตั้ง, ฟ้องร้องคดีซื้อเสียง
  • มาตรการป้องกัน: ระบบสรรหาเข้มงวด, อบรมจริยธรรม ส.ส.
  • การแก้ระบบ: แก้ รธน.มาตราเลือกตั้ง, เสริมอำนาจพรรคควบคุม ส.ส.

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ “เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ นี้เป็นสัญญาณบวกว่าการเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลง ประชาชนควรติดตามใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การปฏิรูประบบใหญ่ หากคุณเป็นคนรักการเมือง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ว่าคิดว่าควรลงโทษยังไง หรือติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาด!

สุดท้ายแล้ว การเมืองที่ดีต้องไร้การทรยศ หวังว่าพรรคประชาชนจะเป็นผู้นำในการกำจัดงูเห่าออกจากระบบไทย

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับกระแสข่าวลือที่ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ส่งสัญญาณเชิญชวนให้เข้าร่วมรัฐบาลใหม่นี้

“ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

วันที่ 6 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้เดินทางเข้ารายงานตัวในฐานะ ส.ส. และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเรื่องนี้ โดยยอมรับตรงๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยได้ประสานงานผ่านเลขาธิการพรรคมาจริง แต่พรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคขนาดเล็ก จะไม่ตัดสินใจเด็ดขาดโดยตัวบุคคล ต้องรอให้มีมติพรรคอย่างเป็นทางการก่อน เบื้องต้น พรรคเห็นว่าการเข้าร่วมรัฐบาลไม่ได้ขัดหลักการใดๆ และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนหากได้รับคำเชิญอย่างชัดเจน

ไม่มีปมแค้นเก่าเรื่อง “เขากระโดง”

หนึ่งในประเด็นที่หลายคนสงสัยคือ ความขัดแย้งในอดีต โดยเฉพาะกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี เคยตรวจสอบคดีฮั้วประมูล สว. และที่ดินเขากระโดงที่เกี่ยวข้องกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทวีชี้แจงชัดเจนว่า ไม่มีปัญหาส่วนตัวใดๆ ทุกอย่างเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในขณะนั้นเท่านั้น สำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 124 ที่ไม่มีใครครอบงำได้ ที่ผ่านมาเคยร่วมงานกันมาก็มีความสนิทสนมเป็นธรรมดา แต่หากมีเรื่องทุจริตหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พรรคประชาชาติยอมรับไม่ได้เด็ดขาด

บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาลในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

พ.ต.อ.ทวียังให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยระบุว่า “บทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาล” เพราะใช้เสียง ส.ส. เพียง 1 ใน 10 ก็สามารถยื่นตรวจสอบจริยธรรม จนนำไปสู่การถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสียอีก จุดยืนหลักของพรรคประชาชาติยังคงยึดมั่นในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ตามที่หาเสียงไว้กับประชาชน

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้าสู่โหมดจัดตั้งรัฐบาล พรรคขนาดเล็กอย่างประชาชาติกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ การที่ “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและยึดหลักประชาธิปไตยของพรรค หากมติพรรคออกมาเป็นบวก อาจส่งผลให้สมการรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปทันที

นอกจากนี้ พรรคประชาชาติภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทวี มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในภาคอีสานและภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มที่รังเกียจการทุจริต การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนนโยบายหลักของพรรคในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

  • รอ มติพรรคอย่างเป็นทางการก่อนตัดสินใจ
  • ยืนยันไม่มีแค้นส่วนตัวกับพรรคภูมิใจไทย
  • บทบาทฝ่ายค้านมีพลังตรวจสอบสูงในรัฐธรรมนูญใหม่
  • ยึดมั่นต่อต้านคอร์รัปชันเป็นหลัก

สำหรับพรรคภูมิใจไทยที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ก็กำลังเร่งหาพันธมิตรเพื่อขยายฐานเสียงในรัฐบาล การต่อสายจีบพรรคเล็กๆ อย่างนี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของ “ทวี” จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง

ผู้ติดตามการเมืองควรจับตาการประชุมพรรคประชาชาติในช่วงสัปดาห์หน้า เพราะอาจมีเซอร์ไพรส์ที่เปลี่ยนเกมการเมืองทั้งประเทศได้ ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวแบบนี้ช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสในระบบพรรคการเมืองไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคประชาชาติ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “ทวี” รับภูมิใจไทยต่อสายจีบร่วมรัฐบาล แทงกั๊กรอมติพรรค

พรรคประชาชาติ จี้ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน

พรรคประชาชาติ จี้ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน ชี้เป็นการละเมิดเสรีภาพและขัดรัฐธรรมนูญโดยตรง ล่าสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแสดงจุดยืนชัดเจน เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หยุดการดำเนินคดีอาญากับประชาชนที่กล้าออกมาแสดงความเห็นและแจ้งเบาะแสการทุจริตในการเลือกตั้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกกต. ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนภาคประชาชนรวม 6 ราย ซึ่งทั้งหมดทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของกกต. ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด พ.ต.อ.ทวี เน้นย้ำว่านี่คือสัญญาณอันตรายที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรอิสระกำลังลืมไปว่า อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่

พรรคประชาชาติ จี้ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน

ในโพสต์ดังกล่าว หัวหน้าพรรคประชาชาติได้แถลงจุดยืนทางรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยยกประเด็นสำคัญ 3 ข้อที่ชี้ให้เห็นว่าการกระทำของกกต. นั้นไม่ถูกต้อง ทั้งขัดรัฐธรรมนูญและหลักสากล นอกจากนี้ยังเข้าข่ายการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้อำนาจรัฐปิดปากผู้ตรวจสอบ

ทำไมการฟ้องปิดปากประชาชนจึงขัดรัฐธรรมนูญ

พรรคประชาชาติชี้แจงว่าการตรวจสอบกกต. ไม่ใช่ความผิด แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 ที่กำหนดให้ประชาชนมีหน้าที่พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างอิสระ กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส ดังนั้นประชาชนจึงมีสิทธิ์ติดตาม วิจารณ์ และแจ้งเบาะแสได้เต็มที่

  • มาตรา 63: รัฐต้องสนับสนุนประชาชนป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผู้แจ้งเบาะแสทั้ง 6 รายจึงสมควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่ถูกฟ้องร้อง
  • มาตรา 34 และ 41: รับรองเสรีภาพในการแสดงออก ร้องเรียน และวิจารณ์รัฐโดยสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะ การฟ้องคดีเช่นนี้ยิ่งทำลายความน่าเชื่อถือของกกต. เอง

นอกจากนี้ พฤติกรรมดังกล่าวยังขัดกติกาสากล โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 ที่ไทยเป็นภาคี ซึ่งปกป้องสิทธิแสดงความเห็น การที่กกต. ใช้อำนาจฟ้องประชาชน จึงเป็นการสร้างบรรยากาศหวาดกลัว สร้างความไม่ไว้วางใจในระบบเลือกตั้ง

บริบทของเรื่องนี้เกิดจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อสงสัยเรื่องเทคโนโลยีและความโปร่งใส ผู้ถูกฟ้องทั้ง 6 ราย ได้ออกมาให้ข้อมูล ตั้งข้อสังเกต และช่วยอุดช่องโหว่ให้กกต. แต่กลับถูกตอบแทนด้วยคดีอาญา สิ่งนี้ไม่เพียงละเมิดเสรีภาพ แต่ยังลดทอนศักดิ์ศรีของคะแนนเสียงประชาชนทุกใบ

พรรคประชาชาติยังส่งกำลังใจให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 6 ท่าน ซึ่งเป็นนักสู้เพื่อความถูกต้อง และเรียกร้องให้กกต. หันมาเปิดเผยข้อมูลโปร่งใส ชี้แจงข้อสงสัยเรื่องระบบเทคโนโลยีให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย

ในมุมมองของเรา การเคลื่อนไหวของพรรคประชาชาติครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปกป้องสิทธิพลเมือง หากปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำๆ จะยิ่งทำให้ประชาชนไม่กล้าแสดงออก สุดท้ายระบบตรวจสอบถ่วงดุลจะพังทลาย สิ่งที่กกต. ควรทำคือรับฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่ปิดปาก

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? เชื่อว่ากกต. ควรหยุดฟ้องปิดปากประชาชนหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้แพร่หลาย เพื่อปกป้องเสรีภาพของเราทุกคน

ที่มา – หัวหน้าพรรคประชาชาติ จี้ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน ชี้ละเมิดเสรีภาพ ขัดรัฐธรรมนูญ

จาตุรนต์ ฟาด กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ส่งศาล

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังสร้างความฮือฮาในสังคมไทยขณะนี้คือ จาตุรนต์ ฟาด กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน จี้ให้ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัยก่อนจัดการเลือกตั้งซ้ำ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของกระบวนการเลือกตั้ง ปัญหานี้เกิดจากบาร์โค้ดที่พิมพ์บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าอาจละเมิดหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ

จาตุรนต์ ฟาด กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ส่งศาลวินิจฉัยก่อนเลือกตั้งซ้ำ

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อกรณีความผิดปกติในการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนก่อนการเลือกตั้งใหม่รายหน่วยในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ เขาชี้ว่าหลักการสำคัญที่สุดของการเลือกตั้งคือ ‘การลงคะแนนโดยลับ’ แต่บาร์โค้ดนี้เสี่ยงต่อการถูกใช้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครโหวตให้ใคร สิ่งนี้อาจทำลายความอิสระของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

นายจาตุรนต์ เน้นย้ำว่า ‘ประเด็นเร่งด่วนต้องให้ศาลวินิจฉัยก่อน ถ้าขัดรัฐธรรมนูญก็ห้ามทำอีก’ หาก กกต. เดินหน้าต่อ จะยิ่งเปิดช่องให้ผู้มีอิทธิพลใช้อำนาจตรวจสอบคะแนน ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าเลือกตามใจจริง สุดท้ายอาจนำไปสู่การเลือกตั้งโมฆะและสูญเสียความเชื่อมั่นจากประชาชนทั้งประเทศ

หลักการลงคะแนนลับกับปัญหาบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

หลักการลงคะแนนลับถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการบงการหรือข่มขู่ผู้โหวต บาร์โค้ดบนบัตรอาจทำหน้าที่เหมือนหมายเลขซีเรียลที่เชื่อมโยงกับผู้ใช้สิทธิ หากถูกสแกนได้ จะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องหลักการประชาธิปไตยที่ กกต. ต้องรับผิดชอบ

  • เสี่ยงต่อการตรวจสอบย้อนหลัง: บาร์โค้ดอาจบันทึกข้อมูลที่เชื่อมโยงกับบัตรประชาชน
  • เพิ่มช่องว่างการทุจริต: ผู้ซื้อเสียงตรวจสอบได้ว่าคนรับเงินโหวตจริงหรือไม่
  • ทำลายความเชื่อมั่น: ประชาชนหวาดระแวง ไม่กล้าลงคะแนนอิสระ
  • ขัดรัฐธรรมนูญ: มาตราเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ต้องลับและเสรี

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นด้วยว่าบาร์โค้ดไม่จำเป็นสำหรับการนับคะแนน และอาจถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์อื่น กกต. ควรชี้แจงที่มาของบาร์โค้ดนี้ให้ชัดเจน หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าปลอดภัย ต้องหยุดใช้ทันทีเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ

ประเด็นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ กกต. ถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใส ในอดีตเคยมีปัญหาบัตรเลือกตั้งผิดพลาดหลายครั้ง สะสมความไม่ไว้วางใจจากประชาชน หากปล่อยไว้ อาจกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมือง ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

ในมุมมองของเรา การที่จาตุรนต์ออกมาเรียกร้องให้ศาลวินิจฉัยเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับผล หากศาลตัดสินว่าขัด ก็แก้ไขได้ทันเวลา ช่วยยกระดับมาตรฐานการเลือกตั้งไทยให้ทัดเทียมสากล

สุดท้ายนี้ ประชาชนอย่างเราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องความโปร่งใสจาก กกต. คุณคิดว่าปัญหาบาร์โค้ดนี้จะส่งผลต่อการเลือกตั้งอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย!

ที่มา – “จาตุรนต์” ฟาด กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ส่งศาลวินิจฉัยก่อนเลือกตั้งซ้ำ

ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตาย สั่ง กกต. แจงปมบัตรเลือกตั้งส่อไม่ลับ 27 ก.พ.

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนระอุ ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตาย สั่ง กกต. แจงปมบัตรเลือกตั้งส่อไม่ลับภายใน 27 ก.พ. กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามอง หลังจากเกิดข้อกังวลเรื่องความลับของบัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งมีรายงานว่าบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดที่อาจเปิดเผยข้อมูลผู้ลงคะแนนได้ สร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับประชาชนจำนวนมาก

ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตาย สั่ง กกต. แจงปมบัตรเลือกตั้งส่อไม่ลับภายใน 27 ก.พ.

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงความคืบหน้า โดยระบุว่าการตรวจสอบคำร้องที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต. ได้ขอขยายเวลายื่นคำชี้แจงและหลักฐานจากเดิมกำหนดส่งวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ออกไปอีก 7 วัน โดยอ้างว่าข้อมูลมีปริมาณมากและต้องรวบรวมอย่างละเอียด

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าปัญหานี้มีความสำคัญระดับชาติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ดังนั้นจึงไม่อนุมัติการเลื่อนเต็มจำนวน แต่ให้ขยายเวลาเพียงถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 เท่านั้น อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560

สาเหตุของปมบัตรเลือกตั้งส่อไม่ลับ

ประเด็นหลักเกิดจากบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือรหัสประจำตัว ซึ่งผู้ร้องเรียนมองว่าอาจเชื่อมโยงได้กับตัวผู้ลงคะแนน ทำให้ขัดหลักการลับของการลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นการแสดงเจตจำนงโดยอิสระและลับสุดยอด ปัญหานี้ถูกยื่นคำร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบตั้งแต่ช่วงหลังเลือกตั้ง เพื่อส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญหากพบความผิดปกติ

  • กกต. ขอเลื่อนส่งหลักฐานจาก 23 ก.พ. ออกไป 7 วัน
  • ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้ว เห็นว่าต้องเร่งรัดเพราะเรื่องสำคัญ
  • กำหนดส่งใหม่ภายใน 27 ก.พ. หากเลยจะดำเนินการทันทีโดยไม่รอ
  • มุ่งคุ้มครองสิทธิประชาชนตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

ผลกระทบหาก กกต. ไม่ปฏิบัติตามกำหนด

หาก กกต. ไม่ส่งคำชี้แจงและหลักฐานภายในเส้นตาย ผู้ตรวจการแผ่นดินจะแสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ทันที และอาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งอาจนำไปสู่การสั่งเลือกตั้งใหม่ในบางเขตหรือปรับโครงสร้างการเลือกตั้งครั้งหน้า สิ่งนี้จะช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตในอนาคต

กรณี ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตาย สั่ง กกต. แจงปมบัตรเลือกตั้งส่อไม่ลับภายใน 27 ก.พ. สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของหน่วยงานอิสระในการกำกับดูแลรัฐ เพื่อรักษาความศรัทธาของประชาชน ในยุคที่ข่าวปลอมและข้อครหาแพร่กระจาย การมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งจึงจำเป็นยิ่ง นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้ กกต. ต้องเตรียมระบบให้พร้อมมากขึ้นในอนาคต เช่น การใช้เทคโนโลยีที่รับประกันความลับ 100%

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับหลักประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน หากปล่อยให้คลุมเครือ อาจนำไปสู่การโต้แย้งผลการเลือกตั้งทั้งหมด ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงแสดงจุดยืนชัดเจนในการเร่งรัดกระบวนการ สร้างความหวังให้ประชาชนที่ต้องการความยุติธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน กรณีนี้เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นว่าระบบตรวจสอบของไทยยังทำงานได้ แม้จะมีแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง หาก กกต. ส่งหลักฐานครบถ้วนตามกำหนด จะช่วยคลายข้อกังวลและปิดคดีได้อย่างสวยงาม สุดท้ายแล้ว ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือการต่อสู้เพื่อสิทธิเลือกตั้งที่บริสุทธิ์

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ!

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตาย สั่ง กกต. แจงปมบัตรเลือกตั้งส่อไม่ลับภายใน 27 ก.พ.

“มงคลกิตติ์” แนะ กกต. จัดเลือกตั้งใหม่ หลัง “วิษณุ”เตือน

“มงคลกิตติ์” แนะ กกต. จัดเลือกตั้งใหม่ หลัง “วิษณุ”ออกมาเตือนแล้ว เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะปัญหาการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทางไปรษณีย์ที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความลับในการลงคะแนน นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ได้เดินทางยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ไต่สวนฉุกเฉินและสั่งให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะ

“มงคลกิตติ์” แนะ กกต. จัดเลือกตั้งใหม่ หลัง “วิษณุ”ออกมาเตือนแล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายมงคลกิตติ์ได้แถลงข่าวหลังยื่นคำร้อง โดยชี้ว่าการลงคะแนนทางไปรษณีย์ไม่เป็นไปโดยลับ เพราะบัตรเลือกตั้งถูกส่งผ่านระบบไปรษณีย์ต่างประเทศ ซึ่งประชาชนจำนวนมากไลฟ์สดให้เห็นบัตรก่อนลงคะแนน และระหว่างทางกลับไทย เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์สามารถส่องดูได้ง่ายๆ ด้วยแสงไฟ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการเลือกปฏิบัติที่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะต้นขั้วบัตรในประเทศลงนามโดยประธานกรรมการประจำหน่วย (กปน.) แต่ในต่างประเทศใช้เอกอัครราชทูตแทน

ปัญหาหลักที่ทำให้ “มงคลกิตติ์” แนะ กกต. จัดเลือกตั้งใหม่

  • ไม่เป็นความลับ: การลงคะแนนมีผู้อื่นเห็น เช่น ระหว่างไลฟ์หรือเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85
  • เลือกปฏิบัติ: ระเบียบ กกต. ไม่เท่าเทียมกับการเลือกตั้งในประเทศ
  • ขาดการวินิจฉัย: กกต. ออกระเบียบโดยไม่ขอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

นายมงคลกิตติ์ยื่นขอให้ศาลปกครองกลางส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และขอความคุ้มครองชั่วคราวห้าม กกต. ประกาศผล โดยแนบหลักฐานไลฟ์สด 38 คลิปที่พิสูจน์ว่าประชาชนแสดงบัตรต่อหน้าผู้อื่น

นอกจากนี้ เขายังฝากคำแนะนำถึงเลขาธิการ กกต. นายแสวง บุญมี และ กกต. ทั้ง 7 ท่าน โดยอ้างว่าประชาชน 80% ไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง แนะนำให้จัดเลือกตั้งใหม่เพื่อความสุจริต แม้เสียเงิน 6,000 ล้านบาท แต่คุ้มค่ากว่าความโกลาหล และอ้างคำเตือนจากนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย หากไม่ฟังอาจติดคดีในวัยชรา

สำหรับผลกระทบหากโมฆะ ส.ส. พรรคทางเลือกใหม่อย่างตัวเขาเองก็พร้อมลงใหม่ โดยมั่นใจประชาชนยังสนับสนุนเพราะความตรงไปตรงมา และพร้อมร่วมรัฐบาลควบคู่

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการเลือกตั้งที่ต้องโปร่งใสมากขึ้น เพื่อความเชื่อมั่นจากประชาชน หาก กกต. จัดเลือกตั้งใหม่ตามที่ “มงคลกิตติ์” แนะ กกต. จัดเลือกตั้งใหม่ หลัง “วิษณุ”ออกมาเตือนแล้ว อาจช่วยลดข้อพิพาทได้

คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี้? การเลือกตั้งทางไปรษณีย์ควรปรับปรุงอย่างไรเพื่อให้ลับและเท่าเทียม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงที่สร้างสรรค์

ที่มา – “มงคลกิตติ์” แนะ กกต. จัดเลือกตั้งใหม่ หลัง “วิษณุ”ออกมาเตือนแล้ว

Scroll to top