รัฐธรรมนูญ

ครม. ยกเลิก MOU 2543-2544 ไม่ได้ เหตุผลผูกพันรัฐบาลหน้า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความพยายามที่จะยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 แต่ทว่าล่าสุด มีรายงานว่าความพยายามดังกล่าวอาจจะไม่สำเร็จ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“กฤษฎีกา” ดับฝัน ครม.เสนอยกเลิก “MOU 2543-2544” เหตุมีผลผูกพันรัฐบาลหน้า-ยังไม่มีคำยืนยันจากรัฐสภา ส่วนประชามติแก้ รัฐธรรมนูญรอ กกต.เคาะแนวทาง

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลได้เห็นชอบกับการยื่นคำถามประชามติ เมื่อรัฐสภามีความเห็นถึงรัฐบาล ให้รัฐบาลตั้งคำถามประชามติตอบประชาชนว่า มีความต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งคำพูดนี้เป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยออกมา เพื่อป้องกันความผิดพลาด ซึ่งรัฐบาลได้พิจารณาออกมาเป็น 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก เสนอโดยความเห็นของ ครม. ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้แถลงนโยบายเอาไว้ มีเจตนารมณ์ชัดเจนของสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา และจะมีประเด็นที่เป็นข้อกฎหมายตามมาคือ กำหนดระยะเวลา รัฐบาลจึงเห็นว่า ช่องทางที่รัฐบาลเสนอจะเป็น 1 ช่องทางที่จะสามารถปลดล็อคเรื่องระยะเวลาได้

อีกหนึ่งช่องทางคือ เสนอโดยใช้ตามมาตรา 9(4) รัฐบาลเสนอด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา ที่นำเสนอต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งทั้ง 2 แนวทางนี้ สุดท้าย กกต. จะเป็นผู้พิจารณา โดยที่มีความเห็นไปจากรัฐบาลว่า อยากให้การลงผลประชามติเป็นในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งทั่วไป เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ ทั้งนี้ ต้องรอความเห็นของ กกต.อีกครั้งหนึ่ง คาดว่า ถ้า กกต.ไม่ขัดข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม น่าจะมีไทม์ไลน์ที่ประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาได้ภายในสิ้นปีนี้

ขณะเดียวกัน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้นำเสนอแนวทางยกเลิก MOU 2543-2544 ในการทำประชามติ ซึ่งการศึกษาของคณะทำงานและคณะกรรมธิการเห็นว่า MOU 2543 ยังคงมีผลในการบังคับใช้อยู่ อาจจะใช้เป็นวิธีการปรับปรุง แต่ MOU 2544 ในทางปฏิบัติไม่มีผลบังคับใช้ จึงขอทำประชามติยกเลิก MOU 2544 แต่เนื่องจากกฤษฎีกามีความเห็นว่า มีผลผูกพันไปจนถึงรัฐบาลหน้า และไม่ได้มีประเด็นที่มีเจตจำนงหรือมีคำยืนยันจากรัฐสภา การทำประชามติยกเลิก MOU 2543-2544 นี้จึงไม่สามารถดำเนินการได้

ครม. ยกเลิก MOU 2543-2544 ไม่ได้ เหตุผลผูกพันรัฐบาลหน้า

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ ครม. ไม่สามารถดำเนินการยกเลิก MOU ดังกล่าวได้ คือ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ระบุว่า MOU เหล่านี้ยังมีผลผูกพันต่อเนื่องไปยังรัฐบาลชุดหน้า นอกจากนี้ ยังไม่มีความชัดเจนหรือการยืนยันจากรัฐสภาเกี่ยวกับเจตจำนงในการยกเลิก MOU ทำให้การดำเนินการเป็นไปได้ยาก

ทำไมการยกเลิก MOU 2543-2544 ถึงมีความสำคัญ?

การยกเลิก MOU 2543-2544 อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการดำเนินนโยบายและการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ การที่ ครม. พยายามผลักดันเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปรับปรุงและแก้ไขข้อตกลงที่อาจจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ทำให้การดำเนินการดังกล่าวต้องชะลอออกไปก่อน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความสำคัญของการพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่างๆ การพยายามยกเลิก MOU 2543-2544 ของ ครม. เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศในหลายๆ ด้าน

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำประชามติเพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญใหม่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการทางการเมือง อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการประชามติสะท้อนถึงเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน

โดยสรุปแล้ว ประเด็นเรื่อง ครม. พยายามยกเลิก MOU 2543-2544 เป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจในเรื่องนี้จะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ

การที่เรื่องนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณากฎหมายและข้อผูกพันต่างๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะดำเนินการใดๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ดับฝัน ครม.เสนอยกเลิก MOU 2543-2544 เหตุมีผลผูกพันรัฐบาลหน้า

“เท้ง” ยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ทำตามเอ็มโอเอ

“เท้ง” ยืนยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ พลิกมติหน้างาน ไม่เชื่อโน้มน้าวสว.ไม่ได้ ยังพอใจอย่างน้อยคำถามประชามติข้อ 1 ผ่านสภา หวังครม.นำไปปฏิบัติ

เมื่อเวลา 23.27 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยืนยันไม่สามารถยอมรับอำนาจของสว.ในการร่วมโหวตร่างรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็รู้จุดยืนของพรรคประชาชนดีอยู่แล้ว จึงอยากให้ประชาชนร่วมติดตามในการทำหน้าที่ว่าเอ็มโอเอที่ถูกฉีกเกิดจากใครกันแน่ ยืนยันพยายามทำตามกรอบที่จำกัดภายในอำนาจที่มีอยู่ ทุกจังหวะย่างก้าวเราพยายามใช้ทุกเสียงที่เรามีผลักดันอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ได้เป็นร่างหลัก เป็นร่างที่ยังพอรับได้

แต่สิ่งที่ได้คุยกับสมาชิกพรรคภูมิใจไทยบางส่วนก็รู้สึกผิดหวังไม่อยากให้เป็นแบบนี้ มีการปรับหน้างานให้เป็นแบบนี้ทั้งที่มีมติวิปกันไปแล้ว หลังจากนี้จะไว้ใจภูมิใจไทยได้อีกหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า วันนี้ชัดแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข เหตุการณ์ที่ทุกคนบอกว่าเกิดขึ้นหน้างาน แต่อย่างน้อยวันนี้คำถามประชามติครั้งที่1 ยังผ่านที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ อย่างน้อยคณะรัฐมนตรีควรจะมีมติทำประชามติ

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวอีกว่า เอ็มโอเอคือสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เราไม่ได้ตัดสินใจบนความเชื่อใจกันอย่างเดียว แต่ตัดสินใจด้วยข้อตกลงเอ็มโอเอ ขอย้ำว่ามติก่อนหน้านี้ก็ยืนตามกมธ.เสียงข้างมาก ต้องถามกลับไปยังภูมิใจไทยว่าทำไมจู่ๆถึงเปลี่ยนมติ

เมื่อถามว่าภราดร ปริศนานันทกุล บอกไม่สามารถสั่งสว.ได้ เชื่อหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชนบอกว่าต้องไปดูว่าทำไมสามารถผ่านวาระหนึ่งมาได้ หากบอกว่าไม่สามารถโน้มน้าวได้ ในมุมหนึ่งหากโหวตตามกมธ.เสียงข้างมาก ยังเหลือเวลาอีก 15 วันในการทำความเข้าใจกับสว. ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีกว่า

“เท้ง” ยืนยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ ไม่เชื่อโน้มน้าว สว. ไม่ได้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ ล่าสุด “เท้ง” ออกมายืนยันว่าพรรค “ภูมิใจไทย” ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงเอ็มโอเอ (Memorandum of Agreement) ที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ประเด็นนี้สร้างความไม่พอใจและเกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทยในการร่วมงานทางการเมืองต่อไปในอนาคต

ทำไม “เท้ง” ถึงยืนยันว่า “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ?

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมากล่าวถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่าพรรคภูมิใจไทยได้มีการ “พลิกมติหน้างาน” ซึ่งขัดแย้งกับข้อตกลงที่เคยมีร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ หัวหน้าพรรคประชาชนยังแสดงความผิดหวังต่อการกระทำดังกล่าว และตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ “เท้ง” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวที่เกิดขึ้นระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในภาพรวม การที่พรรคการเมืองหนึ่งออกมากล่าวหาอีกพรรคหนึ่งอย่างตรงไปตรงมาถึงการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักสำหรับการทำงานร่วมกันในอนาคต

นอกจากประเด็นเรื่องการไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอแล้ว “เท้ง” ยังได้กล่าวถึงอำนาจของ สว. ในการร่วมโหวตร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความขัดแย้งในวงกว้าง พรรคประชาชนมีความชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการที่ สว. มีอำนาจในการโหวตร่างรัฐธรรมนูญ และมองว่าการกระทำของพรรคภูมิใจไทยเป็นการยอมรับอำนาจดังกล่าว

แม้จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่ “เท้ง” ก็ยังแสดงความพอใจที่อย่างน้อยคำถามประชามติข้อที่ 1 ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา และหวังว่าคณะรัฐมนตรีจะนำไปปฏิบัติจริง การทำประชามติถือเป็นกระบวนการสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของประเทศไทย ความน่าเชื่อถือของพรรคการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และบทบาทของ สว. ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศในวันหน้า

การที่พรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหาว่า “ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ” ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชนและพรรคการเมืองอื่นๆ การแก้ไขสถานการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับพรรคภูมิใจไทยว่าจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างไร

สถานการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคนว่า การรักษาคำพูดและปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน หากนักการเมืองไม่สามารถรักษาคำพูดได้ ก็ยากที่จะได้รับการสนับสนุนและความเคารพจากประชาชน

มาร่วมกันติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และร่วมกันสร้างสังคมที่นักการเมืองมีความรับผิดชอบและเคารพในคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

ที่มา – “เท้ง” ยืนยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ ไม่เชื่อโน้มน้าว สว. ไม่ได้

เพื่อไทย จี้ “อนุทิน” อย่ายุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“อนุสรณ์” ดักคอ “อนุทิน” อย่าชิงยุบสภาฯ หนีเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แนะเวลานี้ควรเร่งฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม กับแก้ปัญหาดราม่าซีเกมส์

วันที่ 7 ธ.ค. 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ออกมาบอกว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย เตรียมความพร้อมที่จะยุบสภาทุกเมื่อ หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่าพรรคเพื่อไทยจัดเตรียมขุนพลอภิปรายในการประชุมร่วมกัน เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสอง แต่นายอนุทิน กลับส่งสัญญาณหลายครั้งถึงการเตรียมการยุบสภา หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ความกลัวทำให้เสื่อม นายอนุทิน ไม่ควรยุบสภา หนีการตรวจสอบ แต่เวลานี้ควรจะเร่งฟื้นฟูเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ เร่งแก้ปัญหาดราม่าการจัดซีเกมส์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นภารกิจหลักที่ฝ่ายค้ำใน MOA ต้องการให้รัฐบาลผลักดันให้เต็มที่ นายอนุทิน ไม่ต้องกลัวว่า พรรคเพื่อไทย จะใช้โอกาสในการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญ อภิปรายความล้มเหลวของรัฐบาล สิ่งที่นายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเสียงข้างน้อยพึงทำ คือเร่งประสานขอความร่วมมือจากพรรคฝ่ายค้ำใน MOA ให้การันตีพร้อมค้ำรัฐบาลนายอนุทินทุกสถานการณ์ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะอภิปรายถล่มรัฐบาลหนักหนาสาหัสขนาดไหนก็ตาม พรรคเพื่อไทยมีหลายฉากทัศน์ในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่หัวใจสำคัญ ต้องเป็นการยื่นอภิปรายที่ประชาชนได้ประโยชน์ ปัญหาความเดือดร้อนต้องได้รับการแก้ไข รัฐบาลเสียงข้างน้อย อย่าชิงยุบสภาหนีปัญหา หนีการตรวจสอบ เร็วเกินไปจนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไม่ได้รับการแก้ไข

เพื่อไทย จี้ “อนุทิน” อย่ายุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนระอุ เมื่อพรรคเพื่อไทยออกมาจี้ “อนุทิน” เรื่องการยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประเด็นนี้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน

ทำไมเพื่อไทยถึงจี้ “อนุทิน” เรื่องนี้

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ คือความกังวลว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน อาจตัดสินใจยุบสภาเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งพรรคเพื่อไทยมองว่าการกระทำเช่นนี้ไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรมต่อประชาชนที่ควรจะได้รับทราบข้อเท็จจริงและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมองว่าในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาและความท้าทายมากมาย เช่น ปัญหาน้ำท่วม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปัญหาเศรษฐกิจ การที่รัฐบาลมุ่งแต่จะรักษาอำนาจของตนเองโดยการยุบสภาหนีการตรวจสอบนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

การที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ ก็เป็นการแสดงออกถึงจุดยืนของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการเห็นการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นสำคัญ การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเป็นช่องทางให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

พรรคเพื่อไทยย้ำว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จะเน้นที่ประเด็นปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ และต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างจริงจัง แทนที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบโดยการยุบสภา

การออกมาจี้ “อนุทิน” อย่ายุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น และเป็นปากเสียงให้กับประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องติดตามดูกันอย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ๆ คือประเด็นการยุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจกลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจ และต้องการคำตอบจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคมไทย การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และร่วมกันตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ

การออกมาจี้ “อนุทิน” อย่ายุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทย เป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลว่า การหลีกเลี่ยงการตรวจสอบไม่ใช่ทางออก และการแก้ไขปัญหาของประชาชนควรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

หากรัฐบาลตัดสินใจยุบสภาจริง ก็ต้องเผชิญกับการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออกถึงความต้องการและทิศทางที่ต้องการให้ประเทศเดินไป

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกระบวนการสำคัญในระบอบประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเปิดเผยและโปร่งใส การที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ อาจทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการบริหารประเทศ

การออกมาจี้ “อนุทิน” อย่ายุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทยจึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุน เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

การเมืองไทยในช่วงนี้มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของประเทศ

ที่มา – เพื่อไทย จี้ “อนุทิน” อย่ายุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญ สว.โหวตตกวาระ 3 แน่!

พรรคเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญจะถูก สว. โหวตคว่ำในวาระ 3 แน่นอน พร้อมแนะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต้นปีหน้า หลังรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 ไปแล้ว ชี้การบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ล้มเหลว ไม่ควรชิงยุบสภาหนีปัญหา

นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการพิจารณารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวว่า ได้สงวนความเห็นในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย ขอแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 2 ไว้หลายเรื่อง ประเด็นหลักคือ จะขอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมของประชาชน มาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะการมีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน โดยใช้สูตร 20 หยิบ 1 ตามที่กมธ.เสียงข้างมากเห็นชอบมามีโอกาสสูงจะเกิดการบล็อกโหวตเลือกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ควรมีกลไกป้องกันการล็อบบี้จากเสียงข้างมาก แม้สุดท้ายแล้ว เสียงพรรคเพื่อไทยจะสู้ไม่ได้ แพ้โหวตวาระ 2 แต่ก็ต้องแสดงความเห็นคัดค้านให้ประชาชนรับทราบ

อย่างไรก็ตาม แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านวาระ 2 ได้ แต่คงผ่านวาระ 3 ยาก เพราะติดล็อกเสียง สว. 1 ใน 3 หรือ 67 เสียงที่ต้องร่วมเห็นชอบด้วย ประเมินแล้วเสียง สว. ไม่น่าจะให้ผ่าน เป็นการเบี้ยวเอ็มโอเอ พรรคภูมิใจไทยจะอ้างทำเต็มที่แล้ว แต่เสียง สว. ไม่ให้ผ่าน เพราะไม่สามารถควบคุมเสียง สว. ได้

“เพื่อไทย” ทำนายแก้รัฐธรรมนูญ ถูก สว. โหวตตกวาระ 3 แน่

นายประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ส่วนตัวมองว่า ควรยื่นซักฟอกหลังจากการแก้รัฐธรรมนูญวาระ 3 เสร็จสิ้นแล้ว โดยหลังจากแก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 เสร็จ วันที่ 11 ธ.ค. แล้ว ต้องทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อโหวตวาระ 3 ในวันที่ 26 ธ.ค. ดังนั้นน่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 พรรคเพื่อไทยจะได้ไม่ถูกครหาเตะถ่วงแก้รัฐธรรมนูญ เพราะยื่นหลังรัฐธรรมนูญลงมติในวาระ 3 แล้ว ระยะเวลาการยื่นอภิปรายห่างจากการลงมติรัฐธรรมนูญวาระ 2 แค่ 10 กว่าวัน ไม่แตกต่างกันมาก

นายประยุทธ์กล่าวว่าประเด็นที่จะยื่นอภิปรายจะนำเรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงเป็นหนึ่งในเรื่องหลัก แม้จะไม่มีใครคาดถึงว่า น้ำท่วมรอบนี้จะมีความรุนแรง แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีผู้นำที่อ่อนแอถึงเพียงนี้ แก้ปัญหาเหมือนเด็กเล่นขายของ ทำงานไม่เป็น จะทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อนำไปรวมกับเรื่องความล้มเหลวแก้ปัญหาสแกมเมอร์ และปัญหาชายแดน

ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงทำนายว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะล้มเหลว?

ด้าน นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะนำประเด็นความล้มเหลวแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแน่นอน เพราะแสดงถึงความอ่อนหัดในการบริหารงาน แต่จะยื่นในช่วงเวลาใด ขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรคเพื่อไทยจะตัดสิน แต่ขอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล้าหาญพอที่จะฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยอมรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน อย่าชิงยุบสภาหนี

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นนี้ การเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญถูกคว่ำ ทำให้เห็นถึงความท้าทายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน และอาจนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในอนาคต ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ที่ผิดพลาดก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

การเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “เพื่อไทย” ทำนายแก้รัฐธรรมนูญ ถูก สว. โหวตตกวาระ 3 แนะยื่นซักฟอกหลังรธน.ผ่านวาระ 3

นายกฯ เปรย บีบยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“อนุทิน” ลั่น ยุบสภาไม่เกิน ม.ค. 69 เตือนนายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญล้ม ชี้เป็นการไม่ให้เกียรติพรรคประชาชนที่หนุนนั่งนายกฯ

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk หัวข้อ “THAILAND THE NEXT 4 YEAR” โดยให้ความเห็นถึงทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศว่า เสถียรภาพทางการเมืองคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจยืนยันว่าปีหน้าจะมีการเลือกตั้งแน่นอน โดยจะยุบสภาไม่เกินวันที่ 31 มกราคม อย่างไรก็ตามมีหลายคนต้องการให้นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญกว่านั้น ซึ่งหากรถคันนี้ไปต่อไม่ได้ก็พร้อมคืนอำนาจให้ประชาชน แต่หากยุบสภาก่อนกำหนดหลายอย่างจะทำไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ตนพยายามจะทำให้เพราะพรรคประชาชนอุตส่าห์ยอมให้ตนเป็นนายกฯ ก็เพราะอยากแก้รัฐธรรมนูญ

นายอนุทินกล่าวต่อว่า หากเดินหน้าตามแผนได้ประเทศไทยจะได้โครงสร้างประชาธิปไตยที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยยุติการโต้เถียงว่ารัฐธรรมนูญมาจากรัฐประหาร หากไม่ยุบสภาก่อนจะมีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 และตั้งกรรมาธิการเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป แต่ถ้ายุบเร็วกว่านั้นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่มีอีก จนกว่าจะมีกลไกให้รัฐธรรมนูญแบบนี้สิ้นสุดไป ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จากคำกล่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญและเป็นเหตุผลหลักที่สนับสนุนให้นายอนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การที่นายกฯ ออกมาเตือนถึงผลกระทบของการยุบสภาที่เร็วกว่ากำหนด จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพยายามที่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนและพรรคการเมือง

ทำไมนายกฯ จึงมองว่าการยุบสภาเร็วคือการสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและการพิจารณาอย่างรอบคอบ หากมีการยุบสภาก่อนที่จะมีการพิจารณาในวาระ 3 และการตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการทั้งหมดจะต้องเริ่มต้นใหม่ ซึ่งอาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้าออกไป หรืออาจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยในรัฐบาลชุดต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองและลำดับความสำคัญของนโยบายอาจเปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งถูกมองว่ามีที่มาจากการรัฐประหาร การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นความพยายามที่จะสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย การที่ต้องเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด จึงอาจถูกมองว่าเป็นการทำลายโอกาสที่จะสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทย

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว การที่นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นการแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกระบวนการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทย

ถึงเเม้ว่าการยุบสภาจะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี เเต่จากคำกล่าวของนายอนุทินก็พอจะคาดการ์ณได้ว่าการตัดสินใจดังกล่าวยังคงต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ ด้าน เเละผลกระทบที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ เสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวรวย วอนแจงที่มาเงิน

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ระหว่าง สส.ไผ่ ลิกค์ และ สส.รักชนก ศรีนอก ล่าสุด สส.ไผ่ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงถึงประวัติครอบครัวและเรียกร้องให้ สส.รักชนก ตอบคำถามเรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท

“ไผ่ ลิกค์” แจงที่มาครอบครัว ยันฐานะดีก่อนเล่นการเมือง

สส.ไผ่ ระบุว่า ปกติแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่เนื่องจากมีการตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สิน จึงขอชี้แจงว่า คุณปู่คุณย่าคือคุณปู่วิลเลียม ลิกค์ และคุณย่าบุญรอด ล่ำซำ ที่บ้านทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น หมู่บ้านจัดสรร โรงโม่หิน อสังหาริมทรัพย์ อพาร์ตเมนต์ สถานบันเทิง และตลาด แต่ปัจจุบันตนได้ยุติบทบาททางธุรกิจทั้งหมดเพื่อมาทำงานการเมืองรับใช้ประชาชน

“เข้าใจคนที่ตั้งคำถามผมนะว่าคุณคิดอะไรอยู่ ผมไม่ได้คิดแบบพวกคุณแน่นอนที่จะเข้าทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ทำเพื่อประชาชน” สส.ไผ่ กล่าว

จี้ “รักชนก” แจงที่มาเงินบริจาค 2 แสน

ประเด็นสำคัญที่ สส.ไผ่ ต้องการให้ สส.รักชนก ตอบคือ เรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท ว่ามีเส้นทางเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะจนถึงปัจจุบัน สส.รักชนก ยังไม่ได้แสดงหลักฐานทางการเงินใดๆ มีเพียงคำอธิบายว่า “เงินเดือนพอทำได้” หรือ “พรรคไม่มีทุนใหญ่” ซึ่งไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบ

สส.ไผ่ ย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน และไม่ควรมีการเบี่ยงประเด็นโดยการนำเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาโยง เช่น คดีรถหรูที่ศาลยกฟ้องไปแล้ว หรือประเด็นส่วนตัวเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยไขข้อสงสัยเรื่อง “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค แต่อย่างใด

ยืนยันไม่ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี พร้อมให้ตรวจสอบทรัพย์สิน

สส.ไผ่ ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีจากคดีทำร้ายร่างกายเมื่อปี 2548 ว่า หน่วยงานรัฐได้วินิจฉัยแล้วว่ากรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณา

นอกจากนี้ สส.ไผ่ ยังยินดีให้ตรวจสอบหนี้สินจำนวน 550,000 บาท และพร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปกปิด ตรงกันข้าม สส.รักชนก กลับไม่ยอมเปิดเผยเส้นทางการเงินจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อความโปร่งใส

สส.ไผ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเมืองที่ดีต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ใช้วาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกประเด็นตามกฎหมาย

ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการทำงานการเมือง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และสุดท้ายนี้ “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาคเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก”ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

ประเสริฐ อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย

“ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ เย้ย “อนุทิน” เป็นรัฐบาลกลัวการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน

วันที่ 20 พ.ย. 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 อย่างแน่นอน แม้ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าได้เตรียมร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาแล้ว หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง แต่หากยื่นอภิปรายเพื่อเสนอแนะการทำงานของรัฐบาลตามมาตรา 152 อาจจะอยู่จนครบวาระคือยุบปลายเดือนมกราคม 2569 แทน เพราะหากยื่นขึ้นมาตนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็แพ้โหวตในสภาอยู่ดี

ประเสริฐ อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า นายอนุทิน จะคิดแบบนั้นไม่ได้ การเป็นรัฐบาลต้องพร้อมรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน ส่วนที่นายอนุทิน บอกว่ารัฐบาลบริหารประเทศเพียง 120 วันยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย จะมีอะไรให้ตรวจสอบ อยากบอกว่าการบริหารประเทศ ไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาว่าจะนานหรือไม่นาน เพราะแม้จะเข้ามามีอำนาจไม่นานหากบริหารประเทศล้มเหลว เอื้อประโยชน์พวกพ้องประชาชนก็รับไม่ได้เพราะประเทศเสียหาย การอภิปรายรัฐบาลเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ หากนายอนุทิน ไม่ยอมรับการตรวจสอบก็ไม่ควรมาเป็นรัฐบาล

ซัดน่าละอาย ตกปลาในบ่อเพื่อน

“สำหรับสถานการณ์ในพรรคเพื่อไทยน่าจะนิ่งแล้ว การย้ายพรรคหากจะมีก็ส่วนน้อย หากย้ายไปเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ตรงกันหรือมีจุดยืนที่ไม่ตรงกันก็ไม่ว่ากัน แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นการย้ายพรรคของนักการเมืองที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากปัจจัยอื่น ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดใช้วิธีการชกใต้เข็มขัดทำลายระบบพรรคการเมืองด้วยวิธีการที่ไม่ปกติ จึงเป็นการทำลายพรรคการเมืองมากกว่า ที่อ้างว่าในอดีตก็เคยทำ ในอดีตที่มีการย้ายพรรคนั้นเขามาทั้งพรรค ไม่ใช่แอบมาตกปลาในบ่อเพื่อนแบบที่ทำอยู่มันน่าละอาย” นายประเสริฐ กล่าว

จากกรณีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ออกมากล่าวถึงพฤติกรรมของพรรคการเมืองที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายในระบบการเมืองไทยที่ยังคงมีการแย่งชิงทรัพยากรบุคคล และการใช้วิธีการที่ไม่โปร่งใสในการดึงดูดนักการเมืองจากพรรคอื่น การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อพรรคการเมืองที่ถูกกระทำเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองโดยรวมอีกด้วย

การที่นักการเมืองย้ายพรรคด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง เป็นสิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามและตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะอาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน และการบริหารประเทศที่ขาดประสิทธิภาพในระยะยาว การสร้างระบบการเมืองที่เข้มแข็งและโปร่งใส ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนักการเมือง พรรคการเมือง และประชาชน ในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยึดมั่นในหลักการและจริยธรรม

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ตั้งคำถามและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การเมืองไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การสร้างระบบการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในหลักการ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และการกระทำที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” ควรหมดไปจากสารบบการเมืองไทยเสียที

ดังนั้นการที่นายประเสริฐออกมาพูดถึงเรื่องนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงปัญหาของการเมืองไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และพรรคเพื่อไทยเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าสามารถเป็นทางเลือกที่ดีกว่าให้กับประชาชนได้

ที่มา – “ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่

“อนุทิน” ย้ำ อำนาจตัดสินใจยุบสภา อยู่ที่นายกฯ

“อนุทิน” ไม่ทราบกระแสข่าวยุบสภากลางเดือน ธ.ค. มาจากไหน บอกประเมินไปก็ป่วยการ เสียเวลาทำงานเปล่า ยันถ้าตัวนายกฯ ไม่ยุบ ก็คือไม่ยุบ เพราะเป็นอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ

วันที่ 20 พ.ย. 2568 เมื่อเวลา 11.45 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวการยุบสภา ช่วงกลางเดือนธ.ค. ก่อนไทม์ไลน์ 31 ม.ค. 2569 มองว่ามีนัยอะไรหรือไม่ ว่า กระแสข่าวนั้นไม่ทราบว่ามาจากไหน จึงไม่รู้จะตอบอย่างไร ความเป็นนายกฯต่างจากนายกฯ คนอื่นๆ คือ ทรงไว้ซึ่งอำนาจการทูลเกล้าฯ ออกพระราชกฤษฎีกายุบสภา ส่วนกระแสข่าวจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ ตัวนายกฯเขาไม่ยุบ ก็คือไม่ยุบ หรือจะไม่มีกระแสข่าว แต่นายกฯเห็นว่า ควรจะยุบก็ยุบ ตรงนี้เป็นสิทธิและเป็นอำนาจที่นายกฯ มีอยู่แล้ว ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่อย่างไร ก็ทำงานทุกวัน ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อถามว่า มีการประเมินหรือไม่ ว่ากระแสข่าวมาได้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ประเมินไปก็ป่วยการ เสียเวลาทำงานเปล่าๆ

“อนุทิน” ย้ำ อำนาจตัดสินใจยุบสภา อยู่ที่นายกฯ

สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้เต็มไปด้วยข่าวลือและการคาดการณ์ต่างๆ นานา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการยุบสภา ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสข่าวที่แพร่สะพัด “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเน้นย้ำถึงอำนาจการตัดสินใจในเรื่องนี้ว่าเป็นของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว

อำนาจการยุบสภาเป็นของนายกฯ

นายอนุทินกล่าวว่าเขาไม่ทราบที่มาของกระแสข่าวเรื่องการยุบสภาในเดือนธันวาคม และมองว่าการประเมินข่าวลือดังกล่าวเป็นเรื่องเสียเวลา พร้อมทั้งยืนยันว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีดำริที่จะยุบสภา การยุบสภาก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้เป็นของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ

  • รัฐธรรมนูญ: ให้อำนาจนายกฯในการตัดสินใจ
  • กระแสข่าว: ไร้ประโยชน์ หากนายกฯไม่เห็นชอบ
  • การทำงาน: ยังคงดำเนินต่อไป แม้มีข่าวลือ

ท่าทีของนายอนุทินเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเอกสิทธิ์ของนายกรัฐมนตรีในการตัดสินใจเรื่องสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยุบสภา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งใหม่ และประชาชนได้มีสิทธิในการเลือกผู้แทนของตนเองอีกครั้ง

แม้จะมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการยุบสภาออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่การทำงานของรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่านายกรัฐมนตรีมีความประสงค์ที่จะยุบสภาในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ

การออกมาให้ความเห็นของนายอนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นการเคลียร์ประเด็นที่อาจสร้างความสับสนให้กับประชาชน และยืนยันถึงอำนาจการตัดสินใจที่แท้จริงในประเด็นทางการเมืองที่สำคัญนี้ การที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการยุบสภา ถือเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เมื่อถึงเวลาอันสมควร

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดและการทำความเข้าใจถึงอำนาจและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำ อำนาจตัดสินใจยุบสภา อยู่ที่นายกฯ เมินพวกปล่อยข่าว

บวรศักดิ์ เผย ทักษิณยังยื่นฎีกาได้ รอดูวาระ 3

“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” บอก “ทักษิณ” ยังยื่นฎีกาได้ ท้ายที่สุดเป็นพระบรมราชวินิจฉัย ชี้ กฎหมายประชามติเก่าใหม่กระทบไทม์ไลน์แค่ 1 เดือน บอกอย่ากังวลร่างหลักพรรคประชาชน ขอให้รอดูวาระ 3

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงเรื่องการขอรับพระราชทานอภัยโทษ ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ถือเป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้ต้องโทษในมาตรา 259 แต่สิทธินี้จะถูกจำกัด ในกรณีขอพระราชทานอภัยโทษแล้วถูกยกหนหนึ่ง จะยื่นใหม่อีกไม่ได้จนกว่าจะพ้น 2 ปี เมื่อถามว่า กรณีของนายทักษิณ มีการยกฎีกาจริงหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า กรณีนายทักษิณ มีพระบรมราชโองการพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษเหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2566 เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งบังคับโทษ นายทักษิณจึงเข้าไปรับโทษ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการยกฎีกาอะไรมาก่อนเพราะนายทักษิณยังไม่ได้ถวายฎีกาอะไรเลย เมื่อถามว่านายทักษิณ ยังสามารถยื่นได้ใช่หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ยื่นได้ถือว่าเป็นสิทธิ โดยรมว.ยุติธรรมมีหน้าที่ถวายเรื่องราว ส่งมายังคณะเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องนำเรื่องนี้กราบบังคมทูลเสนอไปยังกรมราชเลขานุการในพระองค์ สำนักพระราชวัง เมื่อถามย้ำว่า นายทักษิณ ยังไม่เคยถูกยกฎีกาใช่หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า มีการถวายฎีกา แต่เป็นเรื่องที่รมว.ยุติธรรมมีหน้าที่ถวายคำแนะนำ ท้ายที่สุดเป็นพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งเหตุผลที่รมว.ยุติธรรมเห็นว่าควรจะยก แต่ตนไม่สามารถแถลงในรายละเอียดได้ เนื่องจากเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนการกราบบังคมทูลอธิบายได้เพียงแต่ข้อกฎหมาย

บวรศักดิ์ เผย ทักษิณยังยื่นฎีกาได้ รอดูวาระ 3

นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีมีข้อสังเกตหากรัฐบาลอยู่ไม่ครบ 4 เดือน จะกระทบกับไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่าไม่เกี่ยวกัน เป็นเรื่องของสภาฯ แต่ถ้ามีการยื่นยุบสภาก่อนรัฐธรรมนูญถึงจะชะงัก แต่ถ้ารัฐธรรมนูญอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) แล้วมีเหตุอื่น เปลี่ยนรัฐบาล สภาฯก็ดำเนินเรื่องไปถ้ายุบสภาก็จบ แต่รัฐบาลใหม่ สามารถขอให้สภาฯหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ภายใน 60 วัน ส่วนพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับใหม่ ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯไปแล้ว ซึ่งจะครบ 90 วันในวันที่ 3 พ.ย.68 จะมีการโปรดเกล้าฯใด เราไปเดาไม่ได้ เป็นพระราชอำนาจ อย่าไปบังอาจเดาทีเดียว รู้แต่ว่าถ้าใช้ พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ.2564 ไทม์ไลน์ก็เร็วขึ้น แต่ถ้าใช้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับใหม่ และลงมาก่อนวันที่ 3 พ.ย. ไทม์ไลน์ก็เปลี่ยน สภาจะมีเวลามากขึ้นอีกหนึ่งเดือน และเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องรัฐบาลสนับสนุนหรือไม่สนับสนุน หากจะถามเรื่องเนื้อหาการเมือง ให้ไปถามพรรคการเมือง หรือสว. รัฐบาลมีหน้าที่เดียวคือ เมื่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภาแล้ว กฎหมายบังคับให้รัฐบาลทำประชามติ คำถามแรกเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และคำถามที่สอง เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรูปแบบขั้นตอนกระบวนการ และหลักการพื้นฐานที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมานี้หรือไม่ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จประชามติก็เหลือคำถามเดียวคือ

เมื่อถามถึงกรณีที่สภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ปชน. เป็นร่างหลัก มีความกังวลจะเปิดโอกาสให้แก้หมวด 1 และหมวด 2 นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ต้องดูร่างที่สภาผ่านในวาระ 3 ส่วน วาระ 1 และ 2 ไม่สำคัญ เพราะกว่าจะถึงวาระ 3 จะแก้อะไรก็แก้ได้ หมวด 1 หมวด 2 ที่กังวลว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต้องดูร่างสุดท้ายที่สภาลงมติในวาระที่ 3 เมื่อถามถึงกรณีมีการไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ถ้ามีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ และอยู่ระหว่างการวินิจฉัย จะเอาเนื้อหารัฐธรรมนูญไปทำประชามติในวันที่ 29 มี.ค. ไม่ได้ จะถามได้เพียงคำถามเดียวว่าเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ให้มีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงจากประชาชน จะทำอย่างไรให้ยึดโยงประชาชน นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า มีหลายทาง ศาลบอกไม่ให้เลือกตั้งโดยตรง ก็ใช้เลือกตั้งโดยอ้อม ส่วนที่มีวิจารณ์ว่าศาลวินิจฉัยเกินคำขอนั้น การห้ามศาลตัดสินเกินคำขอนั้นใช้ในกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเรื่องบุคคล แต่จะมาใช้ในกฎหมายไม่ได้ เพราะกฎหมายมหาชนคุ้มครองสิทธิสาธารณะ เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก MOA มีการเปลี่ยนแปลง จะกระทบกับไทม์ไลน์แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ถ้า MOA ไม่เปลี่ยน ซึ่งไม่แน่ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมดเราไม่รู้ สื่อก็รู้ว่าการเมืองมันเปลี่ยนทุกวัน ไม่ได้เปลี่ยนทุกเดือน แต่วันนี้ก็คืออย่างนี้ ยังไม่มีเหตุให้เปลี่ยน

ทำความเข้าใจประเด็น บวรศักดิ์ เผย ทักษิณยังยื่นฎีกาได้

ประเด็นสำคัญที่นายบวรศักดิ์ได้กล่าวถึงคือการที่นายทักษิณยังคงมีสิทธิในการยื่นฎีกา ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แม้ว่าจะมีข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับระยะเวลาในการยื่นหลังจากที่เคยได้รับการยกฎีกาไปแล้ว นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและผลกระทบจากกฎหมายประชามติฉบับใหม่ โดยเน้นย้ำว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจของรัฐสภาและรัฐบาลมีหน้าที่ในการจัดการประชามติเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภาแล้ว

การยื่นฎีกาของนายทักษิณ: นายบวรศักดิ์ชี้แจงว่าการที่นายทักษิณได้รับการลดโทษจำคุกไม่ได้หมายความว่าถูกยกฎีกา และยังคงมีสิทธิในการยื่นฎีกาได้อีกครั้ง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ในการถวายเรื่องราว และท้ายที่สุดเป็นพระบรมราชวินิจฉัย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: นายบวรศักดิ์กล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา และรัฐบาลมีหน้าที่ในการจัดการประชามติเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภาแล้ว โดยกฎหมายประชามติฉบับใหม่จะมีผลต่อไทม์ไลน์ในการดำเนินการ

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ปชน.: นายบวรศักดิ์กล่าวว่าต้องรอดูร่างที่สภาผ่านในวาระ 3 และไม่ควรกังวลเรื่องการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 จนกว่าจะเห็นร่างสุดท้ายที่สภาลงมติ

โดยรวมแล้ว ข้อมูลที่นายบวรศักดิ์ได้ให้ไว้ช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับสิทธิในการยื่นฎีกาของนายทักษิณ รวมถึงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและความสำคัญของการติดตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระต่างๆ ของรัฐสภา ทั้งนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การที่ บวรศักดิ์ เผย ทักษิณยังยื่นฎีกาได้ นั้นแสดงให้เห็นว่ากระบวนการทางกฏหมายยังเปิดโอกาสให้มีการดำเนินการตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ และการรอดูวาระ 3 ของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

ที่มา – “บวรศักดิ์​“ เผย “ทักษิณ” ยังยื่นฎีกาได้ อย่ากังวลร่างหลัก ปชน. ให้รอดูวาระ 3

Scroll to top