รัฐธรรมนูญ

เพื่อไทยแจง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบปี 63-64

พรรคเพื่อไทย แจงญาติวีรชน สภาฯ เตรียมพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบเสื้อเหลือง-แดง-กปปส. และราษฎร ปี 63-64 หวังสร้างสังคมสันติสุข

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 พรรคเพื่อไทย นำโดย นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด และ นางสาวเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมวางพวงหรีดรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา บริเวณแยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง

นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ กล่าวว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรองลงมาจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 โดยคนที่ผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวจนมาถึงทุกวันนี้ก็ต้องมีอายุร่วม 70-80 ปี ซึ่งตนเองในสมัยนั้นก็เป็นคณะกรรมการจัดงาน และอยู่ร่วมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน เหตุการณ์ลุกลามบานปลายขึ้น นักศึกษาจัดการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์และมีนักศึกษาถูกจับจำนวน 13 คน ในสมัยนั้นเรียกว่า กบฏ 13 นักศึกษา และมีการจัดชุมนุมใหญ่จนเป็นที่มาของ 14 ตุลาคม 2516

“เพื่อไทย” แจงญาติวีรชน สภาฯ เตรียมผ่านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบเหลือง-แดง-กปปส.และราษฎร ปี 63-64

นพ.เชิดชัย กล่าวว่า อนุสาวรีย์นี้ยังเปล่งแสงไม่เต็มที่ แต่จะค่อยเปล่งแสงเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่รอการต่อยอดให้สว่างไสว ซึ่งวันนี้ในสภาผู้แทนราษฎรก็มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมหมวดที่ 15 เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมในการแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง

ความคืบหน้า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบปี 63-64

นพ.เชิดชัย กล่าวต่อว่า คณะกรรมาธิการฯ กำลังพิจารณา พ.ร.บ.ส่งเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งผ่านสภาฯ วาระ 1 แล้ว ขณะนี้อยู่ในวาระ 2 และกำลังจะเข้าสภาฯ เพื่อพิจารณาในวาระ 2-3 เร็วๆ นี้ โดยสาระสำคัญคือจะมีนิรโทษกรรมเหตุการณ์ตั้งแต่เสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส. ม็อบราษฎรปี 63-64 ขอให้ทุกท่านได้โปรดติดตามและให้กำลังใจ เพื่อให้กฎหมายสำเร็จด้วยดี

การผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบปี 63-64 ถือเป็นความพยายามในการเยียวยาและสร้างความปรองดองในสังคมไทย หลังจากเกิดความขัดแย้งทางการเมืองมาอย่างยาวนาน การนิรโทษกรรมจะช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมต่างๆ สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความเข้าใจและความสมานฉันท์ในสังคม

อย่างไรก็ตาม การพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่สร้างความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

พรรคเพื่อไทย มุ่งมั่นที่จะผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และสร้างความเป็นธรรมในสังคม การดำเนินการเกี่ยวกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบปี 63-64 ก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะสร้างสังคมที่สงบสุขและปรองดอง

การติดตามความคืบหน้าของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการเห็นสังคมไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน พรรคเพื่อไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากฎหมายนี้จะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ที่มา – “เพื่อไทย”แจงญาติวีรชน สภาฯเตรียมผ่านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบเหลือง-แดง-กปปส.และราษฎร ปี 63-64

“เท้ง” รอถก แก้ รธน. ไม่หวั่นภูมิใจไทยแซง

“เท้ง ณัฐพงษ์” ไม่หวั่นผลโพล ภูมิใจไทยแซงหน้าพรรคประชาชน ปมแก้เศรษฐกิจระยะสั้น ชี้ว่ารอถกแก้รัฐธรรมนูญใช้ร่างพรรคไหนเป็นหลัก และต้องอาศัยทุกฝ่าย ไม่ใช่จุดตัดฝ่ายค้าน-รัฐบาล

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจพบว่าคะแนนของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แซงหน้าพรรคประชาชน โดยประชาชนมองว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ว่า ตนได้ดูผลโพลที่ออกมาแล้ว ก็ไม่ได้คิดว่าผลโพลตรงนี้น่าเป็นห่วงอะไร เป็นข้อคิดเห็นของประชาชน และเห็นตรงกันว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่ก็มองเห็นว่ามาตรการต่างๆ ของรัฐบาลในช่วงนี้เป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้นจริง

ส่วนปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศในตอนนี้เราอาจจะใช้การแก้ปัญหาระยะสั้นอย่างเดียวไม่พอ แต่จำเป็นจะต้องใช้การลงทุนที่ถูกจุดในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และแก้ปัญหาระยะยาวมากกว่านี้เช่นเดียวกัน ซึ่งแต่ละพรรครวมถึงคนที่เป็นรัฐบาลเขาก็มีสิทธิ์จะทำนโยบายต่างๆ ในมุมหนึ่งก็อาจจะเป็นนโยบายที่ช่วยเหลือประชาชนจริง แต่ในอีกมุมหนึ่งตนก็เชื่อว่าสังคมและประชาชนก็รู้เท่าทัน เฝ้ามองอยู่ว่าการดำเนินนโยบายบางอย่างของรัฐบาลในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์พุ่งเป้าไปเพื่อการหาเสียงคะแนนนิยมอย่างเดียวเท่านั้น หรือว่าจริงๆ แล้วต้องการแก้ไขปัญหาของประเทศในระยะยาว

นายณัฐพงษ์ เผยต่อไปว่า ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าถ้ามีการรณรงค์หาเสียง มีการนำเสนอนโยบาย หรือถึงวันที่ประชาชนได้ไปใช้อำนาจของพวกเขาผ่านคูหาเลือกตั้ง ทุกคนก็จะไม่ได้มุ่งหวังแต่การแก้หรือกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเดียวเท่านั้น เพราะว่านโยบายแจกเงินที่ผ่านมาอย่างดิจิทัลวอลเล็ต เราก็เห็นว่ามันก็ไม่ได้ช่วยในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้จริง ดังนั้นเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนคนไทยจะเลือกรัฐบาลที่เขาเชื่อมั่นว่าแก้ปัญหาได้ทั้งระยะสั้นและแก้ปัญหาประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ประเด็นการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เรื่องของรูปแบบที่มาหรือสูตรของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทิศทางตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือรับทุกร่าง เพียงแต่ว่าจะใช้ร่างใครเป็นร่างหลักที่เวลานี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเท่าใด

เมื่อถามต่อไปว่าพรรคภูมิใจไทยจะใช้ร่างของพรรคเขาเป็นร่างหลัก พรรคประชาชนยอมรับได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แต่ละพรรคก็น่าจะต้องชูร่างของตัวเองเป็นร่างหลักอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญกว่าคือเราต้องมีผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ซึ่งคงต้องมีการให้เหตุผล มีการพูดคุยกับฝ่ายกลไกของวิปในช่วง 2 วันนี้ว่าจะเอาอย่างไร แต่สุดท้าย แต่ละส่วนเขาก็คงมีสิทธิ์ที่จะเสนอร่างของตัวเองเป็นร่างหลักและให้ลงมติกันไปตามนั้น

ทางด้านถามว่าฝั่งพรรคเพื่อไทย (พท.) แสดงความกังวลว่าพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยอาจจะรวมกันแล้วผลักร่างพรรคเพื่อไทยออกนั้น นายณัฐพงษ์ คิดว่าไม่น่าจะมีข้อห่วงใยอะไรในตรงนั้น เพราะตอนนี้เอาเฉพาะในส่วนของพรรคประชาชนเองเท่าที่มีการพูดคุยหารือก็เห็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมที่พรรคอื่นๆ หรือแม้แต่ สว.บางส่วน ก็มีการสะท้อนความเห็นออกมาแล้วว่าควรจะต้องรับไปทุกร่างของทุกคน เพื่อที่จะได้ไปพูดคุยในรายละเอียดและข้อแตกต่างในวาระ 2 และ 3 เพียงแต่ที่อาจจะยังเห็นไม่ค่อยตรงกันก็คือในเรื่องที่ว่าจะใช้ร่างของใครเป็นร่างหลัก

หากเสียงของรัฐบาลเพิ่มขึ้นจาก 146 เสียงเดิม จะส่อขัดต่อ MOA ที่ทำไว้หรือไม่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยระบุจะไปห้ามคนที่มาโหวตให้ไม่ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องเสียงของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไรนั้นก็อาจจะต้องดูเป็นวาระหรือดูเป็นเรื่องๆ ไป อย่างเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อันนั้นเป็นการแบ่งได้ชัดที่สุดว่าใครเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลกันแน่

“แต่เรื่องของรัฐธรรมนูญบางทีมันก็อาจจะไม่ได้เป็นประเด็นวาระที่อาจจะใช้ในการแบ่งระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลขนาดนั้น เพราะเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยเสียงของทุกภาคส่วนในการผลักดัน ถ้าเราดูในเรื่องเงื่อนไขของการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งในวาระ 1 และ วาระ 3 นอกจากจะใช้เสียงของ สว. 1 ใน 3 แล้ว ก็อาจจะต้องอาศัยเสียงของฝ่ายค้านด้วย จึงทำให้วาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะไม่ได้เป็นวาระที่ใช้เป็นจุดตัดว่าใครเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เพราะต้องอาศัยเสียงของทุกคนจึงจะสามารถเดินหน้าแก้ไขได้”

“เท้ง” ไม่หวั่นผลโพลภูมิใจไทยแซงพรรคประชาชน รอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก

จากกรณีที่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน พบว่า พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนิยมแซงหน้าพรรคประชาชน หัวหน้าพรรคประชาชนอย่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แสดงความเห็นว่าไม่ได้รู้สึกกังวลกับผลโพลดังกล่าว พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงประเด็นการรอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก ว่าเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือ สว. เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการรอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก

การรอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก เป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความเสียสละจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศและสร้างความเท่าเทียมให้กับประชาชนทุกคน

ดังนั้น การรอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย

ที่มา – “เท้ง” ไม่หวั่นผลโพลภูมิใจไทยแซงพรรคประชาชน รอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก

เพื่อไทยพร้อมโหวต! รับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000

พรรคเพื่อไทยพร้อมลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ แต่ขอพรรคเป็นร่างหลัก ชี้ได้ ส.ส.ร. ที่ยึดโยงประชาชน ฮั้วยาก และหนุนเยียวยาน้ำท่วมถ้วนหน้า 9,000 บาท เหมือนสมัย “นายกฯ อิ๊งค์”

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวถึงการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15 ในวันที่ 14-15 ตุลาคมนี้ ว่า เพื่อให้กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมราบรื่นมากที่สุด เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคเพื่อไทยพร้อมลงมติรับหลักการในวาระ 1 ทุกฉบับ และพร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000

อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยมีข้อห่วงใยกับรายละเอียดในร่างของพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องที่มาของ ส.ส.ร. ซึ่งมีจุดอ่อนเรื่องความยึดโยงกับประชาชน เนื่องจากผู้เสนอตัวเป็น ส.ส.ร. สามารถเข้าสู่การเลือกของสมาชิกรัฐสภาได้เลยโดยไม่ผ่านกลไกการกลั่นกรองโดยประชาชนผ่านการเลือกตั้งทางตรงก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่ “ส.ส.ร.จัดตั้ง” ที่ได้สิทธิเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการฮั้วกัน โดยไม่สนใจคุณสมบัติและความเหมาะสมก็เป็นได้

“ดังนั้น หากสมาชิกรัฐสภาลงมติรับหลักการทั้ง 3 ร่าง พรรคเพื่อไทยจะเสนอขอให้ใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นร่างหลักในการพิจารณาต่อในชั้นของกรรมาธิการ เพื่อให้ร่างที่จะได้ออกมามีความยึดโยงกับประชาชน เราเชื่อว่าภายใต้ข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร. โดยตรงนั้น แนวทางของพรรคเพื่อไทยจะเป็นแนวทางที่เป็นไปได้จริง ได้ ส.ส.ร.ที่ยึดโยงกับประชาชน สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายในทางการเมือง การฮั้วกันทำได้ยาก และไม่มีฝ่ายใดสามารถผูกขาดความเป็นเสียงข้างมากได้”

เพื่อไทยพร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 ถ้วนหน้า

นอกจากนี้ รองโฆษกพรรคเพื่อไทยยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งอนุมัติวงเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยรอบล่าสุดจากอิทธิพลพายุบัวลอย ในกรอบไม่น้อยกว่าครัวเรือนละ 9,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเคยอนุมัติไว้

ล่าสุดมีข่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีจะเสนอให้มีการปรับเงินชดเชยเยียวยาน้ำท่วมเป็น 9,000 บาททุกกรณี ก่อนที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้

“พรรคเพื่อไทยสนับสนุนอย่างยิ่งที่จะมีการปรับหลักเกณฑ์การเยียวยาจากน้ำท่วมนี้ เป็น 9,000 บาทต่อครัวเรือนถ้วนหน้า เท่ากันกับที่เคยอนุมัติในคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร เพราะเงินเยียวยานี้ต้องสอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะเร่งอนุมัติและจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนโดยเร็ว”

สนับสนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาทถ้วนหน้า

พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประสบอุทกภัย การเยียวยาด้วยเงิน 9,000 บาทถ้วนหน้า จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสามารถนำไปใช้ในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืน

พรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันในหลักการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะสนับสนุนทุกมาตรการที่จะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การตัดสินใจของรัฐบาลในการอนุมัติเงินเยียวยาจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อประชาชนว่ารัฐบาลมีความใส่ใจและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการอนุมัติและจ่ายเงินเยียวยาอย่างรวดเร็วเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด และพรรคเพื่อไทยยังคงพร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 อย่างเต็มที่

เพื่อไทยพร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาทถ้วนหน้า เพราะเราเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป นี่คือความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการสร้างสังคมที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – พร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. “เพื่อไทย” ขอเป็นร่างหลัก หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 ถ้วนหน้า

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง ภูมิธรรม-ทวี แทรกแซง กกต.

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง กรณีนี้เกี่ยวข้องกับนายภูมิธรรม เวชยชัย และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะในกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

วันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ให้ดำเนินการพิจารณาคำร้องนี้ต่อไป แม้ว่าทั้งสองผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วก็ตาม คำร้องนี้เกิดจากการที่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนยื่นต่อประธานวุฒิสภา โดยอ้างว่าการที่ทั้งคู่มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) ถือเป็นการแทรกแซงและครอบงำอำนาจของ กกต. ผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งนำไปสู่การกลั่นแกล้ง กดดัน และข่มขู่สมาชิกวุฒิสภา

พฤติกรรมดังกล่าวถูกมองว่าขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักนิติธรรม ทำให้เกิดคำถามถึงความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมของทั้งสองคน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ซึ่งอาจนำไปสู่การสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) การตัดสินใจของศาลนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะแม้ทั้งคู่จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่การวินิจฉัยจะช่วยกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมในอนาคต

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเดินหน้าพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการพิจารณาคดีต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 51 ตุลาการส่วนใหญ่ 6 คน ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นชอบกับการดำเนินคดีต่อ ขณะที่ตุลาการ 2 คน คือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ มองว่าพอทั้งคู่พ้นตำแหน่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อ

ก่อนหน้านี้ ในขณะที่คดีกำลังพิจารณา ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยของศาล ทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ต่อมาพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยไม่มีชื่อของนายภูมิธรรมและ พ.ต.อ. ทวี ทำให้ทั้งคู่ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 หลังนายกฯ ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ

กรณี ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ นี้ สะท้อนถึงความพยายามของสถาบันตุลาการในการรักษาความโปร่งใสในระบบการเมืองไทย แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อตำแหน่งปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์อาจส่งผลต่อโอกาสทางการเมืองในอนาคตของบุคคลที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองในการใช้อำนาจอย่างสุจริต

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ การแทรกแซงดังกล่าวหากพิสูจน์ได้ จะเป็นการละเมิดหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะการใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับคดีพิเศษในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

  • ประเด็นหลัก: การแทรกแซง กกต. ผ่านคดีพิเศษ
  • ผลกระทบ: ตั้งคำถามถึงจริยธรรมนักการเมือง
  • ความสำคัญ: สร้างมาตรฐานสำหรับการใช้อำนาจ

ในท้ายที่สุด การวินิจฉัยของศาลนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ภราดรปลื้ม นายกมอบราหูล้อมครุฑ แก้รธน.ราบรื่น

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวที่น่าสนใจมากสำหรับคนติดตามสถานการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อ “ภราดร” ปลื้ม นายกรัฐมนตรี มอบ “ราหูล้อมครุฑ” เป็นของขวัญสิริมงคลในวันคล้ายวันเกิด และยังมั่นใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะดำเนินไปอย่างราบรื่นอีกด้วย ข่าวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักการเมือง แต่ยังเป็นสัญญาณบวกสำหรับกระบวนการปฏิรูปการเมืองที่ทุกคนรอคอย

“ภราดร” ปลื้ม นายกรัฐมนตรี มอบ “ราหูล้อมครุฑ” มั่นใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญราบรื่น

วันที่ 26 กันยายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมด้วย ในโอกาสนี้ นายภราดรได้เปิดเผยว่าตนเองพกพาของขวัญศักดิ์สิทธิ์ติดตัวมาด้วย ซึ่งก็คือ “ราหูล้อมครุฑ” ที่จัดสร้างโดยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) และได้รับมอบจากนายอนุทินในวันคล้ายวันเกิดของตนเอง ของขวัญชิ้นนี้ไม่ใช่แค่วัตถุมงคล แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคลที่ช่วยเสริมพลังในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่การเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเรื่องรัฐธรรมนูญ

ภาพนายภราดรและนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกัน นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ซึ่งเป็นบิดาของนายภราดร ก็ได้เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลพร้อมกับนำพระพุทธสิริไตรรัฐ ปางประทานพร มาไว้ในห้องทำงานของลูกชายบนตึกบัญชาการหนึ่ง พระพุทธรูปองค์นี้มีความพิเศษเพราะนายอนุทินเคยมอบให้กับนายภราดรก่อนที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี การนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มาไว้ในที่ทำงาน ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมดวงชะตา แต่ยังแสดงถึงความเชื่อมั่นในพลังแห่งศรัทธาที่จะช่วยให้การทำงานราบรื่น โดยเฉพาะในมิติของการเมืองที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

ความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ “ภราดร” มั่นใจ

นอกจากเรื่องของขวัญมงคลแล้ว นายภราดรยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 มีการประชุมวิป 3 ฝ่าย ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่เห็นพ้องกันแล้วว่าจะนำร่างแก้ไขเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าจะโหวตเห็นชอบทั้ง 3 ร่าง โดยไม่มีความขัดแย้งภายใน

ภาพการประชุมวิป

สำหรับท่าทีของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นั้น ในที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายเมื่อวันที่ 25 กันยายน ตัวแทนสว.ได้ระบุว่าจะนำเรื่องไปหารือกับเพื่อนสมาชิกสว.เพิ่มเติม ผู้สื่อข่าวถามว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่ นายภราดรตอบด้วยความมั่นใจว่า หวังว่าจะเป็นไปในทางบวก และคาดว่าการโหวตจะผ่านฉลุ่ย โดยเฉพาะเมื่อ “ภราดร” ปลื้ม นายกรัฐมนตรี มอบ “ราหูล้อมครุฑ” ซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

ในส่วนของรูปแบบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปัจจุบันมี 3 รูปแบบหลักจากพรรคต่างๆ ได้แก่ รูปแบบของพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน หากสภารับทั้ง 3 ร่าง คณะกรรมาธิการวิสามัญสามารถผสมผสานให้เป็นร่างเดียวได้ โดยจะต้องมีการหารือเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องการเลือกตั้งส.ส.ร. ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม ว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความที่ทำให้เกิดความล่าช้าจากกลุ่มที่ไม่ประสงค์ให้แก้ไข นายภราดรยืนยันว่าทุกฝ่ายกำลังหาทางออกเพื่อให้กระบวนการนี้เดินหน้าต่อไปได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ภาพนายภราดรให้สัมภาษณ์

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หากดำเนินไปราบรื่นตามที่นายภราดรมั่นใจ จะช่วยลดความขัดแย้งและเปิดทางให้เกิดการปฏิรูปที่แท้จริง นอกจากนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่าง “ราหูล้อมครุฑ” และพระพุทธสิริไตรรัฐ ยังเป็นตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างความเชื่อและการทำงานจริงจัง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

จากมุมมองของผู้เขียน การที่นักการเมืองอย่างนายภราดรแสดงความปลื้มใจต่อของขวัญจากนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นสัญญาณของความสามัคคีในรัฐบาล ซึ่งจะช่วยผลักดันวาระสำคัญอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ หากคุณสนใจติดตามความคืบหน้า ลองเข้าร่วมสนทนาในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายกว้างขึ้น

ที่มา – “ภราดร” ปลื้ม นายกรัฐมนตรี มอบ “ราหูล้อมครุฑ” มั่นใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญราบรื่น

“พิสิษฐ์” ชี้ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2

“พิสิษฐ์” เผยรับได้หากแก้รัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 รอดูร่างของพรรคการเมืองก่อน เชื่อ สว. พร้อมยกมือไม่มีการล็อบบี้ มองนักการเมืองกลัวอยู่ 2 คำ “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์-จริยธรรมร้ายแรง”

วันที่ 22 กันยายน 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกวิปวุฒิสภา กล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับเสียงเห็นชอบจาก สว. 1 ใน 3 ว่า ในความเห็นส่วนตัวหากมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการมาพิจารณาว่าแต่ละร่างมีเนื้อหาสาระอย่างไร แก้ไขอะไรบ้าง ส่วนตัวเห็นว่าหากการแก้ไม่แตะหมวด 1-2 พร้อมที่จะให้ความเห็น ขณะนี้ สว. ยังไม่ได้มีการพูดคุยหารือกันในเรื่องเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นจะมีการประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาล

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะโมเดลสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ไม่สามารถมาจากการเลือกตั้งทางตรงได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไร จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ชัดเจน ซึ่งหากวุฒิสภาแต่ละคนได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมอย่างชัดเจนอาจจะมีมุมมองเช่นเดียวกัน หากสมาชิกวุฒิสภาได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมของแต่ละพรรคการเมืองมีเนื้อหารายละเอียดอย่างไร เชื่อว่า สว. ก็มีโอกาสได้หารือพูดคุยกัน พร้อมยังแสดงความเห็นว่าโมเดล ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งประชาชนทางอ้อม สามารถทำได้ ตามที่หลายภาคส่วนมีการเสนอโมเดลออกมา โดยไม่ได้เลือกตั้งโดยตรง เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาหรือขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน นายพิสิษฐ์ เผยอีกว่า ผู้ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเพียงนักการเมือง ส่วนตัวไม่มั่นใจว่าประชาชน ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นคือนักการเมืองกลัว กลัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลัวอยู่ 2 คำ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ กับจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็น 2 คำที่นักการเมืองกลัวมาก ดังนั้นเขาจึงอยากแก้ ถามว่าประชาชนจะสนใจหรือไม่สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือจริยธรรมอย่างร้ายแรง พบว่าไม่กระทบกระเทือน”

ในตอนท้าย นายพิสิษฐ์ ระบุถึงข้อสังเกตความสัมพันธ์กับ สว. และบ้านใหญ่ทางการเมืองบุรีรัมย์ จนได้ชื่อเป็น สว.สีน้ำเงิน ว่า เป็นความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่มองกัน แต่ยืนยันว่า สว. ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง และตนเองไม่ได้รู้จักนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการส่วนตัว หรือนักการเมืองเป็นการส่วนตัว แต่การพูดคุยกันทุกอย่างอยู่บนหลักการคือพรรคการเมืองเสนอร่างมา หากวุฒิสภาเห็นชอบด้วยก็พร้อมที่จะยกมือให้ ยืนยันไม่มีการล็อบบี้.

“พิสิษฐ์” ชี้ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2

จากกรณีที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ออกมากล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคการเมือง ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับท่าทีของ สว. ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 ซึ่งถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนและอาจส่งผลต่อการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การที่นายพิสิษฐ์ระบุว่า หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 สว. พร้อมที่จะให้ความเห็นนั้น แสดงให้เห็นว่า สว. ให้ความสำคัญกับการรักษาสถาบันหลักของชาติไว้ ซึ่งเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ของ สว. ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญและผลประโยชน์ของชาติ การแสดงท่าทีดังกล่าวอาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้คำนึงถึงประเด็นนี้ในการยกร่างแก้ไข

นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ยังได้กล่าวถึงความกลัวของนักการเมืองต่อคำว่า “สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “จริยธรรมอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการเมือง การที่นักการเมืองกลัวคำเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายและจริยธรรมยังไม่เข้มแข็งพอที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่น่าสนใจ: สว. กับการ แก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 คืออะไร?

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองต่างๆ จะมีเนื้อหาสาระอย่างไร และ สว. จะมีท่าทีอย่างไรต่อร่างแก้ไขเหล่านั้น การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญและซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความรอบคอบและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศ การที่ สว. แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 นั้น ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญและอาจส่งผลต่อทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต สิ่งที่ประชาชนควรทำคือติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและผลกระทบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

การที่นายพิสิษฐ์กล่าวว่า สว. พร้อมที่จะยกมือให้หากเห็นชอบด้วย และยืนยันว่าไม่มีการล็อบบี้นั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่าจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและอาจมีแรงกดดันทางการเมืองเกิดขึ้นได้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ สว. ออกมาแสดงท่าทีว่าจะ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 นั้น เป็นสัญญาณที่สำคัญและอาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 “พิสิษฐ์” เชื่อ สว. พร้อมยกมือ ไม่มีล็อบบี้

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงยุบสภา

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” เร่งแจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ ลั่นถ้าขัดรธน.ต้องยืดอกรับผิดชอบ ชี้ ควรเห็นแก่ปชช. ก่อนห่วงฐานอำนาจ ย้ำ อย่ายื้อเวลาทำประเทศเสียหาย

วันที่ 3 ก.ย. 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าหนังสือทูลเกล้าฯ ขอยุบสภาฯ ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีถูกตีกลับว่า นายภูมิธรรมและรัฐบาลต้องเร่งออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจนโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกระบวนการต่างๆ รัฐบาลควรต้องตระหนักให้ดีและรอบคอบที่สุดในข้อกฎหมาย หากสุ่มเสี่ยงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ ซึ่งหากขัดต่อรัฐธรรมนูญจริง นายภูมิธรรมและรัฐบาลต้องรับผิดชอบ

ทั้งนี้นายธนกร มองว่า ควรใช้ระบบสภา ในการแก้ปัญหาตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ เพราะต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่นายกรัฐมนตรีก็ควรจะต้องแก้ให้ตรงจุดคือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่มาแทนเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ทำผิดอะไร

“ปัญหาที่สำคัญของประเทศขณะนี้ค่อนข้างหนักหน่วง เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง หนี้สิน และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ภาษีทรัมป์ก็รออยู่ รวมถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายังต้องรีบดำเนินการแก้ไข การที่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลเดินเกมแบบนี้ถือเป็นการยื้อเวลาเพราะหวงอำนาจ คิดถึงแต่การเมืองแต่ไม่นึกถึงเลยว่า พี่น้องประชาชนและประเทศจะเสียหาย เสียโอกาสแค่ไหน สุดท้ายจะเกิดประโยชน์อะไร หากมุ่งแต่เอาชนะคะคานกันทางการเมือง แต่กลับกลายเป็นชัยชนะบนซากปรักหักพัง” นายธนกร กล่าว

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ

จากกระแสข่าวเรื่องการยุบสภาที่ถูกตีกลับ ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมายของกระบวนการต่างๆ นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายภูมิธรรม เวชยชัย เร่งดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบโดยเร็ว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความละเอียดอ่อน การตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การเร่งรีบดำเนินการโดยไม่ตรวจสอบให้ถี่ถ้วน อาจนำไปสู่ปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

ความรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญ

นายธนกรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด หากกระบวนการยุบสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญจริง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว การหลีกเลี่ยงหรือละเลยความรับผิดชอบ จะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลลดน้อยลง

นอกจากนี้ นายธนกรยังได้กล่าวถึงปัญหาสำคัญที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน ปัญหาหนี้สิน รวมถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การที่รัฐบาลมุ่งเน้นแต่เรื่องการเมือง โดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่แท้จริงของประชาชน จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

การยุบสภาควรเป็นทางเลือกสุดท้าย หากการแก้ไขปัญหาด้วยกลไกปกติไม่สามารถทำได้ การใช้ระบบสภาในการแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก การตัดสินใจที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม จะนำพาประเทศไปสู่ความเสียหายอย่างไม่คาดฝัน

ดังนั้น รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการยุบสภาให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้อง การหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือการปกปิดข้อมูล จะยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและความไม่ไว้วางใจ

การเมืองควรเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือในการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

ที่มา – “ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ

จาตุรนต์แนะ! 4 ข้อ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แนะนำ 4 ประเด็นใหญ่ที่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้ โดยเน้นเรื่องประชามติแก้รัฐธรรมนูญ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และเรื่องความตกต่ำของพรรคการเมือง

นายจาตุรนต์ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับ “4 ปัญหาใหญ่ที่ไทยกำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน ควรหารือกันในวันนี้” โดยย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรทำอย่างสอดคล้องกับการดำเนินการในรัฐสภา และคำนึงถึงปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งกับกัมพูชา และความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองที่ลดลง พร้อมเสนอให้มีข้อตกลงว่าจะไม่รับนักการเมืองบางคนหรือบางพรรคเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องรัฐบาลอยู่ 4 เดือน และการจัดทำประชามติในช่วงเลือกตั้งทั่วไปเป็นประเด็นสำคัญในการหารือ เมื่อรวมกับข้อเสนออื่นๆ จะเป็น 4 ข้อดังนี้

ประเด็นแรกคือการทำประชามติ ซึ่งต้องสอดคล้องกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภา และเชื่อมโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การเปิดประเด็นใหม่ เช่น การใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 อาจทำให้เกิดความสับสนและไม่สามารถดำเนินการได้

นอกจากนี้ หากพรรคการเมืองทั้งสองเห็นพ้องกันในหลักการแล้ว ยังมีประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสำคัญหลายประการ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ลดลง

“พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือ

ดังนั้นในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง ขอเสนอความเห็นดังนี้:

แม้ว่ารัฐบาลจะอยู่ในตำแหน่งเพียง 4-6 เดือน การมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีก็ยังมีความสำคัญ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้ เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีนโยบายและทิศทางที่เป็นที่ยอมรับของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่

เรื่องความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ควรร่วมกันกำหนดนโยบายที่จะคลี่คลายความขัดแย้งในทิศทางที่ประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลจะรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างดีที่สุด

ประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองและนักการเมือง หากสองพรรคร่วมมือกันได้ ควรกำหนดข้อสงวนว่าจะไม่รับการเข้าร่วมรัฐบาลของนักการเมืองบางส่วน หรือเป็นรายบุคคล หากจะรับก็ควรรับเป็นพรรค เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาลและระบบพรรคการเมืองไว้

ทำไม “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือประเด็นเหล่านี้?

การหารือร่วมกันในประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้ทั้งสองพรรคสามารถกำหนดทิศทางและนโยบายที่สอดคล้องกันเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองทั้งสอง

การที่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือกันในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะแก้ไขได้ในทันที แต่เป็นการเริ่มต้นกระบวนการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการพูดคุยหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “จาตุรนต์” แนะ 4 ประเด็นใหญ่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้

“ชูศักดิ์” ชี้ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ จริงหรือ?

“ชูศักดิ์ ศิรินิล” เผย รัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาได้ ชี้ขณะนี้อยู่ระหว่างรวมเสียงตั้งรัฐบาล มั่นใจเพื่อไทยไม่เดียวดาย มองข้อเสนอ 4 เดือน พรรคประชาชนต้องการให้ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญก่อนยุบสภา เรื่องยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ จริงหรือไม่?

วันที่ 29 ส.ค. 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงอำนาจของรัฐบาลรักษาการจะสามารถยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้หรือไม่ว่า ก่อนหน้านี้เคยให้ความเห็นไว้แล้ว

เมื่อถามว่าการหารือของแกนนำพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดเรื่องการยุบสภาหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้เคยถกเถียงกันใน ครม. จำได้หรือไม่ โดยมีสองความเห็นแต่ความเห็นหนึ่งคิดว่าสามารถทำได้ และเชื่อว่าทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่ความเห็นแบบ 100% แต่ขณะนี้ความเห็นส่วนใหญ่คือสามารถทำได้

นายชูศักดิ์ยังอธิบายอีกว่า อำนาจการยุบสภาหากถามว่ารักษาการสามารถทำได้หรือไม่ ก็ทราบดีเพราะมีความเห็นอยู่ ซึ่งตนคิดว่าสามารถทำได้ นายกฯ มีอำนาจอย่างไรผู้รักษาการก็มีอำนาจเหมือนกัน

ส่วนข้อเสนอ 4 เดือนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนนั้นคิดว่าสามารถทำได้หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่าตนคิดว่าความเห็นของพรรคประชาชนไม่ได้หมายความว่าแก้เลย จากที่ตนฟัง เราอยากให้คงการทำประชามติไว้ เพราะทำประชามติเสร็จก็ยุบสภา ไม่ใช่หมายความว่าสี่เดือนแล้วจะสามารถทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพราะโดยหลักแล้ว 4 เดือนไม่สามารถทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เลย

เมื่อถามต่อว่าดีลนี้เป็นดีลในอนาคตใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า เขาอยากให้ยุบสภาแต่ก่อนจะยุบสภาอยากให้ทำประชามติให้แล้วเสร็จก่อน เพื่อเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากที่ตนฟังดูเป็นลักษณะนั้น

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากทุกอย่างผ่านไปได้การฟอร์มรัฐบาลใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าดีลนี้ก็สามารถเป็นไปได้ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่าก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะทุกคนก็อยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่แล้ว

ส่วนขณะนี้ทุกพรรคพร้อมที่จะเลือกตั้งแล้วหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่าขอให้ไปถามแต่ละพรรค หากประเมินพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ไม่มีใครชอบเรื่องยุบสภา อยากให้อยู่ครบวาระทั้งนั้น แต่การยุบสภามีเหตุ

เมื่อถามว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยเริ่มเดียวดายแล้วหรือไม่ เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มตีตัวไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม นายชูศักดิ์กล่าวว่า ก็สุดแล้วแต่จะมอง รัฐบาลก็เป็นแบบนี้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรวมเสียงข้างมากได้ ขณะนี้เข้าใจว่ายุทธการคือพยายามแย่งเสียงกัน แต่ท้ายที่สุดใครจะได้หรือไม่ได้ต้องรอเวลา

เมื่อถามต่อว่าสุดท้ายเพื่อไทยจะไม่เดียวดายใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ยืนยันว่าไม่หรอกครับ

“ชูศักดิ์” ชี้ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ ดีล ปชน. ต้องทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

เงื่อนไขการ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ จริงหรือไม่?

การที่นายชูศักดิ์ออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงอำนาจของรัฐบาลรักษาการในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ ท่ามกลางกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่นิ่ง

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจากคำสัมภาษณ์ของนายชูศักดิ์:

  • อำนาจของรัฐบาลรักษาการในการยุบสภา: นายชูศักดิ์ยืนยันว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจในการยุบสภาได้เช่นเดียวกับรัฐบาลปกติ
  • ข้อเสนอของพรรคประชาชน: พรรคประชาชนต้องการให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการยุบสภา
  • ท่าทีของพรรคเพื่อไทย: พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องการยุบสภา แต่พร้อมที่จะหารือกับทุกฝ่าย
  • สถานการณ์ทางการเมือง: การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้น และพรรคเพื่อไทยไม่ได้เดียวดายอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องจับตาดูว่าการเจรจาต่อรองทางการเมืองจะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไร และประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใด

โดยสรุปแล้ว การที่นายชูศักดิ์ออกมาแสดงความเห็นว่า ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ นั้น เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “ชูศักดิ์” ชี้ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ ดีล ปชน. ต้องทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

Scroll to top