รัฐบาลใหม่

“เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปม ปชป. จับมือ ภท.

“เฉลิมชัย” บอกยังไม่ได้คุย “เดชอิศม์” ปมจับมือภูมิใจไทย ลั่น พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเลือกตั้ง หากยุบสภา

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าหากพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคภูมิใจไทย จะลาออกจากสมาชิกพรรค ได้พูดคุยกันหรือไม่ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกัน

เมื่อถามว่า การออกมากล่าวเช่นนี้จะเป็นการปิดประตูจับมือกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายเฉลิมชัย กล่าวย้ำว่า ยังไม่ได้คุยกันเลย

เมื่อถามย้ำว่า หากจำเป็นต้องยุบสภา พรรคประชาธิปัตย์พร้อมแล้วหรือไม่ นายเฉลิมชัย ยิ้มและกล่าวว่า พรรคการเมืองก็พร้อมหมดแหละ

“เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประเด็นร้อนแรงอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับความเป็นไปได้ในการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งนำไปสู่การออกมาแสดงความเห็นของนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่าจะลาออกจากสมาชิกพรรคหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ โดยยืนยันว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายเดชอิศม์ในรายละเอียด และยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ เกี่ยวกับทิศทางของพรรคในการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย

ความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้ง

แม้ว่าประเด็นเรื่องการจับมือกับพรรคภูมิใจไทยยังไม่มีความชัดเจน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ นายเฉลิมชัยได้แสดงความมั่นใจว่าพรรคมีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การที่นายเฉลิมชัยกล่าวว่า “พรรคการเมืองก็พร้อมหมดแหละ” อาจตีความได้หลายนัย ทั้งในแง่ของความมั่นใจและความประเมินสถานการณ์ที่รอบคอบ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกพรรคการเมือง

ประเด็นที่น่าจับตามองต่อไปคือ พรรคประชาธิปัตย์จะตัดสินใจอย่างไรกับการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย และท่าทีของนายเดชอิศม์จะเป็นอย่างไรต่อไป หากเกิดกรณีที่พรรคตัดสินใจจับมือกับพรรคภูมิใจไทยจริง เรื่องราวเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรคประชาธิปัตย์และภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทยอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

  • การตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์จะส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล
  • ท่าทีของนายเดชอิศม์อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพรรค
  • สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

โดยสรุป สถานการณ์ “เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท. ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบต่อทั้งพรรคประชาธิปัตย์เอง และต่อการเมืองไทยในภาพรวม การตัดสินใจในอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางและเสถียรภาพทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

การที่ “เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท. แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมือง และจำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆทั้งสิ้น

“เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท. เป็นสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคและการต่อรองทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท.

ภูมิธรรมยัน! ยุบสภายังไม่มีหารือ ปัดเพื่อไทยตระบัดสัตย์

“ภูมิธรรม” ลั่น ยุบสภาฯ ยังไม่มีการหารือ ขอใช้กระบวนการประชาธิปไตยเดินหน้ารวมเสียง เหตุพรรคประชาชน ยังไม่ตัดสินใจ โต้ “ไอติม” อย่าเอาความต้องการส่วนตัวมาท้ายุบสภา ปัดเพื่อไทยตระบัดสัตย์ ปชน. โน้มน้าว สว. ไม่ได้เอง

วันที่ 2 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเป็นรัฐบาลรักษาการก็มีอำนาจยุบสภาได้ ซึ่งยุบสภายังไม่มีหารือกันเพราะขั้นตอนนี้จะทำได้จนกว่าจะมีความชัดเจนเข้าสภาฯ จนได้นายกรัฐมนตรี ส่วนที่พรรคประชาชน ยังไม่ชัดเจนจะยกมือให้ใครนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยกให้ใครเลย แบ่งเป็นสามขั้ว ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ระหว่างตั้งรัฐบาลหากไปพูดถึงความเป็นไปได้แล้วจะคุยกันยังไง และย้ำว่าตนเองก็ยังไม่ได้รับคำยืนยันว่าพรรคประชาชนจะไม่ยกมือให้ใครเลย แต่รอการประชุมภายในพรรคให้ชัดเจนก่อน เพราะหากการจัดตั้งรัฐบาลเริ่มต้นจาก “ถ้า” ก็ทำงานกันไม่ได้

ส่วนที่นายเทพไท เสนพงษ์ บอกว่าถ้าจบไม่ได้จะดึงเอาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมานั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าความคิดนี้ไปไกลเกินไป อย่าตัดสินใจแทนพรรคเพื่อไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการตั้งรัฐบาลร่วมกัน จึงเป็นการช่วงชิง การพูดคุยทำความเข้าใจอยู่ที่ว่าข้อสรุปที่ตกลงกันจะร่วมรัฐบาลกันจะเป็นอย่างไร ซึ่งยังไม่มีคำตอบชัดเจน พรรคประชาชน ว่าจะไม่เอาพรรคเพื่อไทย และก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่เอาพรรคภูมิใจไทยทุกอย่าง จึงยังเหมือนเดิมเพียงเเต่ยังไม่มีข้อสรุปจาก สส. จึงต้องรอให้ภายในพรรคตัดสินใจให้ชัดเจน ถ้าบ้านเมืองไม่มีทางออกกลไกประชาธิปไตยจะมีขั้นตอนให้ทำแล้ว แต่ว่าจะเลือกตรงไหนก็ได้ แต่ตอนนี้เรายังไม่ได้เจรจาตกลงกันจนได้ข้อยุติว่าเสนอใครไปโหวตนายกรัฐมนตรี และโหวตแล้วจะได้หรือไม่ วันนี้จึงไม่มีประโยชน์อะไร จนกว่าจะได้เห็นการตกลงกันมีความชัดเจน เสนอชื่อสภา และโหวตจนสำเร็จ

“จะหักหลังหรือไม่หักหลังอยู่ที่พรรคประชาชนตัดสินใจ เราพูดชัดเจนประกาศต่อสาธารณะเลยว่าจะทำเรื่องต่างๆ เราก็รอคำตอบเขา เขาต้องเเจ้งคำตอบเรา ส่วนจะเลือกเราหรือไม่เลือกอยู่ที่ดุลพินิจ หรือจะร่วมรัฐบาลกันเลยก็ได้ หรือจะตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยเลยก็ได้ ไม่ต้องอุบอิบ จะอะไรก็มาเลย หากไปร่วมรัฐบาลขอกระทรวงหลักๆ เพราะพรรคภูมิใจไทยวันนี้ ฟังท่านอยู่แล้วท่านอยากขอกระทรวงต่างๆ เอาไปพิสูจน์ตัวเอง หรือจะขอกระทรวงมหาดไทยเลยก็ได้ เขาก็คงยอมการตัดสินใจของพรรคประชาชนไม่ใช่การตัดสินใจของพวกผมหรือของใคร” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรมยังยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่เคยตระบัดสัตย์ ที่ไม่โหวตนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยยกมือครบถ้วนให้สองครั้งตามที่ตกลง แต่พรรคก้าวไกลไปควบคุม สว. ไม่ได้เอง จะมาว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ ยืนยันพรรคเพื่อไทยไม่เคยฉีกเอ็มโอยู หากจะมาคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องกินแหนงแคลงใจพรรคเพื่อไทยก็มีสิทธิ์คิดได้ แต่เราลืมเรื่องอดีตแล้ว ขอโทษกันไปแล้ว เเต่วันนี้บ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ยอมเเม้กระทั่งลาประชุม ก.ตร. เพื่อมาคุยกับหัวหน้าพรรคประชาชน ถ้าแค่นี้ไม่ไว้ใจพรรคเพื่อไทยถามว่าพรรคภูมิใจไทยมีอะไรให้น่าไว้วางใจ คัดค้านรัฐธรรมนูญมาตลอด สิ่งที่พรรคประชาชนจะต้องคิด ไม่ใช่เรื่องไว้ใจหรือไม่ไว้ใจใคร และหากพรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลใช้อำนาจรัฐมนตรีมหาดไทยยุติการทวงคืนเขากระโดงก็จบ แสดงว่าเราไม่สามารถเอาที่หลวงกลับคืนมาได้

ส่วนเรื่อง สว. พรรคภูมิใจไทยก็สั่งได้ จึงถามพรรคประชาชนว่า อะไรคือความมั่นใจของพรรคประชาชนต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงอยากให้พูดให้ชัด เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีอะไรที่ด้อยกว่าพรรคภูมิใจไทย ประวัติเรื่องประชาธิปไตยพรรคเพื่อไทยชัดเจนมาตลอด ยืนยันไม่ได้เอามาพูดเพื่อกลบเรื่องอื่น แต่อย่ามาบอกว่าเราไม่น่าไว้ใจ อยากให้พรรคประชาชนพูดมาให้ชัดว่าความน่าไว้ใจของพรรคภูมิใจไทยอยู่ที่ไหน หากมีเหตุและผล เราก็จะยอมรับ

ยุบสภายังไม่มีหารือ

ภูมิธรรมย้ำ! ยุบสภายังไม่มีหารือ

ส่วน “พริษฐ์” ท้ายุบสภา ไม่เข้าใจการเมือง อย่าเอาความต้องการส่วนตัวมาท้า

ส่วนที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน ท้าให้ยุบสภา เพราะพรรคประชาชนจะไม่ยกมือโหวตให้พรรคเพื่อไทยนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า นายพริษฐ์ ไม่เข้าใจการเมือง เพราะกระบวนการประชาธิปไตยตอนนี้กำลังหารือกัน จัดตั้งรัฐบาล จะมาเรียกให้ยุบสภานั่น เป็นการแสดงความต้องการของตัวเองเป็นหลัก ยืนยันว่าตอนนี้ยังถึงไม่ขั้นที่จะไปถึงการยุบสภายังไม่มีหารือ เเต่อยู่ในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล จึงคิดว่าวันนี้ควรสวมหัวใจนักประชาธิปไตย อย่าใช้ความเกลียดชัง ปากบอกว่าไม่ใช้ แต่จำได้ จึงขอถามกลับว่าพรรคภูมิใจไทยดีกว่าพรรคเพื่อไทยตรงไหน ถึงจะไปตัดสินใจยกมือให้ จึงอยากฝากสื่อให้ไปถามนายพริษฐ์ ย้ำว่าตนเองไม่ได้โกรธ แต่พูดให้ฟังเฉย ๆ

นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามว่าพรรคเพื่อไทยไม่จริงใจไม่สุดกับพรรคประชาชนในการเจรจา เป็นเพียงการดึงเกมเพื่อต่อรองหวังดึงเอา สส. ของพรรคเพื่อไทยที่ไหลออกกลับคืนมา และจะยุบสภา หรือเกิดการปฏิวัติว่า อย่าโยนความผิดมาให้พรรคเพื่อไทย คำถามนี้เป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์ แต่ทำไมไม่คิดกลับไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ดึงเวลาเพื่อจะให้คนของพรรคเพื่อไทยออกไป ซึ่งตนเองคิดว่ามันเกิดขึ้นได้ทั้งสองอย่าง จึงอย่าไปเชื่อมั่นตรงนี้

นายภูมิธรรมย้ำ อยู่ที่สถานการณ์ทางการเมืองว่าจะนำไปสู่การยุบสภาหรือไม่ หากสุดทางแล้ว และกระบวนการประชาธิปไตยมีหนทางเลือกหลายทาง และยังไม่มีความคิดอยู่ในหัวเลยว่าจะยุบสภายังไม่มีหารือ ขออย่าคิดไปไกลกว่าสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “ภูมิธรรม” ปัด เพื่อไทยตระบัดสัตย์ ไม่เคยฉีกเอ็มโอยู ยุบสภายังไม่มีหารือ

สมศักดิ์ ยัน! เลือกตั้งหน้าอยู่เพื่อไทย อย่ามองเป็นตัวชี้วัด

“สมศักดิ์” ย้ำชัดเจน! ขออย่าเอาตัวเองไปชี้วัดว่าอยู่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่อยู่ที่ผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น แจงเหตุที่ไม่ได้ไปร่วมประชุม ครม. สัปดาห์ก่อน เพราะติดภารกิจสำคัญ ยืนยันหนักแน่นว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่กับ “เพื่อไทย” อย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อสังเกตที่หลายฝ่ายจับจ้องถึงการตัดสินใจทางการเมืองของนายสมศักดิ์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้วจะไปอยู่ในขั้วการเมืองใด นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนเองเข้าใจดีว่าทุกอย่างต้องพิจารณาจากการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่กับ “เพื่อไทย” มากกว่าที่จะตัดสินจากสถานการณ์ระหว่างทาง เพราะในวาระ 4 ปี ย่อมมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งไม่ควรนำมาเชื่อมโยงกัน

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ยังได้ชี้แจงถึงประเด็นการลาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า เป็นเพราะตนเองมีภารกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปิดงานตรวจสุขภาพให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครสาธารณสุขจังหวัด (อสส.) ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกำหนดการที่ได้วางไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ พร้อมทั้งยืนยันว่าการลาประชุมครั้งนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องการเมือง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประวัติทางการเมืองของนายสมศักดิ์ที่ไม่เคยอยู่ฝ่ายค้าน นายสมศักดิ์ตอบว่า “มันเป็นจังหวะพอดี ไม่ได้คิดอะไรมาก การเมืองไทยมันมีอุบัติเหตุทางการเมืองอยู่เสมอ มียุบพรรคบ้างอะไรบ้าง แต่เรื่องการปรับย้ายพรรคมันเกิดจากสาเหตุอื่น ไม่ใช่สาเหตุที่ตนเองจะไปเลือกว่าตรงโน้นจะเป็นรัฐบาลหรือตรงนี้จะเป็นรัฐบาล มันไม่ใช่แบบนั้นหรอก แต่เป็นช่วงจังหวะพอดีที่มีเหตุการณ์ทางการเมือง เช่น ยุบพรรคหรือการตัดสิทธิ์ทางการเมือง”

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า “ดังนั้น อย่าไปคิดว่าตนไปไหนต้องเป็น เพราะตนไม่ได้คิดแบบนั้น ตนคิดแค่ว่าทำอย่างไร เช่นวันนี้หากฝนตกน้ำท่วม โดยเฉพาะลุ่มน้ำที่ไม่มีโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ถ้าน้ำท่วมภาคเหนือสุดท้ายก็จะท่วมกรุงเทพมหานครด้วย บางปีใช้งบประมาณแก้เรื่องนี้เป็นแสนล้านบาท ทำไมเราไม่คิดทำเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นระบบทางวิศวกรรมที่สามารถทำได้ เพียงแต่ว่าตนก็โชคไม่ดีทางการเมือง ถ้าเราไม่ได้ดูงานตรงนี้ มันก็จะไม่ได้แก้ปัญหาให้กับประเทศ”

ในส่วนของการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ประเด็นที่ว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทยใครจะได้เปรียบกว่ากัน นายสมศักดิ์กล่าวว่า “ตนไม่ได้คิดเรื่องนี้ เพราะมองดูแล้วถึงอย่างไรก็คงอยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือน อย่าไปคิดอะไรมากมาย ไม่ต้องไปคิดเสียเวลากับสิ่งต่างๆตรงนี้ เพียงแต่ในช่วงระยะเวลาที่เราดำรงตำแหน่งอยู่ เราจะทำอะไรให้เกิดประโยชน์ และเป็นธรรมกับระบบการบริหารจัดการให้ดีที่สุด”

สมศักดิ์ ยันเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่กับ “เพื่อไทย” ขออย่ามองเป็นตัวชี้ฝั่งรัฐบาล

ตอกย้ำ! สมศักดิ์ ยัน เลือกตั้งหน้าอยู่เพื่อไทย แน่นอน

สถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่นักการเมืองคนหนึ่งแสดงจุดยืนที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลนั้นคือ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่กับ “เพื่อไทย” และขอให้มองการตัดสินใจครั้งนี้ของเขาในมุมมองที่กว้างขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ตัวชี้วัดว่าพรรคใดจะเป็นรัฐบาล

การตัดสินใจของนายสมศักดิ์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อพรรคเพื่อไทย รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

การที่นายสมศักดิ์ออกมาแสดงจุดยืนเช่นนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังสมาชิกพรรคเพื่อไทยคนอื่นๆ ให้มีความมั่นใจและเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอนาคต

การเลือกตั้งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย การตัดสินใจของประชาชนแต่ละคนมีผลต่อทิศทางของประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมและสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ดีได้

ที่มา – “สมศักดิ์” ยันเลือกตั้งครั้งหน้า อยู่กับ “เพื่อไทย” ขออย่ามองเป็นตัวชี้ฝั่งรัฐบาล

“เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน ถกโหวตนายกฯ

“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เดินทางเข้าพรรคประชาชนตั้งแต่เช้า เพื่อหารือและกำหนดแนวทางการโหวตเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นวันที่ 2 หลังพรรคได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากสมาชิกพรรค

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า ในเวลา 09.25 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคประชาชน อาคารอนาคตใหม่ ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ เพื่อหารือและกำหนดแนวทางการโหวตเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังจากเมื่อวานนี้ได้มีการประชุมสส. วาระพิเศษเพื่อหารือแนวทางการเลือก แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด

นอกจากนี้นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน นายเซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน ก็ได้เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคแล้วเช่นเดียวกัน โดยคาดว่าจะมีการเริ่มการประชุมหารือกันอีกครั้งในช่วงบ่ายของวันนี้

ในขณะเดียวกัน พรรคประชาชนได้ส่งข้อความผ่านบรอดแคสต์ ทั้งทางไลน์ OA และ SMS เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคทั่วประเทศ เกี่ยวกับกรณีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สมาชิกได้ร่วมแสดงความเห็นว่าพรรคควรจะโหวตเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

“เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน เตรียมหารือโหวตเลือกนายกต่อเนื่องวันที่ 2

การเดินทางมายังพรรคประชาชนของ “เท้ง ณัฐพงษ์” ในวันนี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง เนื่องจากเป็นการหารือต่อเนื่องเป็นวันที่สอง เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลของการโหวตในสภา

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคอย่างกว้างขวาง โดยการเปิดช่องทางให้สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการตัดสินใจบนพื้นฐานของเสียงส่วนใหญ่ และการมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกคน

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในการหารือ

  • การหาข้อสรุปเกี่ยวกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่พรรคจะสนับสนุน
  • การพิจารณาเงื่อนไขและข้อเสนอต่างๆ จากพรรคร่วมรัฐบาล
  • การรับฟังและพิจารณาความคิดเห็นของสมาชิกพรรค

การหารือในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศ และน่าติดตามว่าพรรคประชาชนจะมีมติในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างไร

สถานการณ์การเมืองล่าสุดกับท่าทีของพรรคประชาชน: การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้ขาดผลการลงมติ พรรคประชาชนมี ส.ส. จำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถส่งผลต่อเสียงข้างมากในสภาได้ ดังนั้นทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่ท่าทีของพรรค

ในการหารือครั้งก่อน พรรคประชาชนยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะสนับสนุนผู้สมัครคนใด เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ทั้งนโยบายของแต่ละพรรค การประนีประนอมผลประโยชน์ และความต้องการของประชาชน แต่การที่ "เท้ง ณัฐพงษ์" เข้าพรรคประชาชน เพื่อหารือเกี่ยวกับการ“เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน เตรียมหารือโหวตเลือกนายกต่อเนื่องวันที่ 2 คงทำให้พรรคสามารถตัดสินใจเลือกผู้สมัครได้อย่างเหมาะสม การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกพรรคผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการตัดสินใจบนพื้นฐานของเสียงส่วนใหญ่และการมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกคน

การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ การจับตาดูการ“เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน เตรียมหารือโหวตเลือกนายกต่อเนื่องวันที่ 2 อย่างไกล้ชิด จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ

การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย พรรคประชาชนจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในทุกมิติ ทั้งต่อพรรคเอง ต่อประชาชน และต่อประเทศชาติ การตัดสินใจโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญจึงเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนควรยึดมั่น

ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการสนับสนุนประชาธิปไตยและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ การตัดสินใจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้จึงควรสอดคล้องกับหลักการดังกล่าว และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน เตรียมหารือโหวตเลือกนายกต่อเนื่องวันที่ 2

พรรคประชาชน ซาวด์เสียง เลือกใคร พท. หรือ ภท.

พรรคประชาชน ส่งไลน์ OA -SMS ซาวด์เสียงสมาชิกพรรคส้ม ระหว่าง พท.-ภท. จะเลือกใคร เพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกทั่วประเทศเกี่ยวกับการโหวตนายกรัฐมนตรี โดยมีคำถามสำคัญว่า หากจำเป็นต้องสนับสนุน จะเลือกพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 สมาชิกพรรคประชาชนได้รับข้อความผ่านช่องทาง Line OA และ SMS เพื่อให้กรอกแบบสอบถามเกี่ยวกับการโหวตนายกฯ ผ่านระบบรับความเห็นของสมาชิกพรรค โดยคำถามหลักมีดังนี้:

  1. ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่พรรคประชาชนควรใช้เสียงในสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ประมาณ 143 เสียง เพื่อกำกับทิศทางการเมืองให้เดินหน้าสู่การยุบสภา และทำประชามติเปิดทางไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยมีตัวเลือกให้ตอบว่า เห็นด้วย ควรใช้เสียงที่มีในสภา และไม่เห็นด้วย ควรอยู่เฉย ๆ

  1. หากจำเป็นต้องเลือก ท่านมีความเห็นว่าพรรคประชาชนควรยกมือสนับสนุนแคนดิเดตจากพรรคใดเป็นนายกรัฐมนตรี

ตัวเลือกคือ พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ ยังมีช่องให้สมาชิกพรรคสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ โดยต้องยืนยันตัวตนว่าเป็นสมาชิกพรรคประชาชนก่อนจึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้

พรรคประชาชน ซาวด์เสียงสมาชิกพรรคส้ม เลือกใคร พท. หรือ ภท.

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า การตัดสินใจเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ทางพรรคจะสอบถามความคิดเห็นจาก สส. กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรคทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสตาฟ เพื่อรวบรวมความคิดเห็นก่อนที่จะตัดสินใจ โดยในวันที่ 2 กันยายน ทางพรรคประชาชนมีการนัด สส. เพื่อประชุมหารือในประเด็นนี้อีกครั้ง

ทำไมพรรคประชาชนถึงต้องซาวด์เสียงสมาชิกพรรคส้มในการเลือก พท. หรือ ภท.?

การตัดสินใจที่สำคัญเช่นนี้ จำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนภายในพรรค เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับความต้องการของสมาชิกพรรคมากที่สุด การเปิดให้สมาชิกพรรคได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ จะช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของพรรค และเพิ่มความสามัคคีภายในพรรคอีกด้วย

การเปิดรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความตั้งใจที่จะให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่สำคัญของพรรค การรวบรวมข้อมูลและนำมาวิเคราะห์อย่างรอบคอบ จะช่วยให้พรรคสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุน

นอกจากนี้ การสอบถามความคิดเห็นของสมาชิกพรรคยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคให้ความสำคัญกับสมาชิกทุกคน และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับพรรคและประเทศชาติโดยรวม พรรคประชาชน ส่งไลน์ OA -SMS ซาวด์เสียงสมาชิกพรรคส้ม ระหว่าง พท.-ภท. จะเลือกใคร เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

การซาวด์เสียงของพรรคประชาชนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคในการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญ การรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายและนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ จะช่วยให้พรรคสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การตัดสินใจของพรรคจะเป็นอย่างไร และจะส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – พรรคประชาชน ส่งไลน์ OA -SMS ซาวด์เสียงสมาชิกพรรคส้ม ระหว่าง พท.-ภท. จะเลือกใคร

อนุทินดีเบต? ภท.พร้อมเลือกตั้ง โยนถาม “อนุทิน”

สส.แนน เผย ภูมิใจไทยสั่งจัดทัพผู้สมัครสส. รองรับเลือกตั้ง บอก เตรียมพร้อมปกติไม่เกี่ยวเพื่อไทยขู่ยุบสภา ยัน สมาชิกพรรคสแตนบายอยู่กทม.พร้อมประชุมสภาตลอด โยนถาม “อนุทิน” หลัง พรรคประชาชน เสนอให้ขึ้นเวทีดีเบต

วันที่ 1 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรค ว่ามีการพิจารณาวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องรอประธานสภาฯว่าจะออกวาระใหม่หรือไม่ รวมถึงการหารือเรื่องการเตรียมความพร้อม โดยให้คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครของพรรค เตรียมเสนอชื่อผู้สมัครสส. ต่อคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ภายใน 15 วัน เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เมื่อถามย้ำว่า การเตรียมชื่อผู้สมัครสส. เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับหากมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ใช่หรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า เราทุกคนทราบดีว่า ในอนาคตไม่ช้าก็เร็วต้องมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว จึงเป็นการเตรียมพร้อมตามปกติ

เมื่อถามว่า ที่ประชุมได้พูดคุยถึงท่าทีพรรคของพรรคประชาชน เรื่องข้อเสนอยกมือโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เราพูดคุยกันตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งพรรคมีมติชัดเจนว่า หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกก.บห. มีสิทธิ์ไปพูดคุยข้อเสนอต่างๆ

เมื่อถามว่า จะต้องมีการประชุมพรรคอีกครั้งหรือไม่ หากพรรคประชาชนมีท่าทีที่ชัดเจน โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า สส.ของพรรคสแตนบายในกทม.ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะอยู่ในช่วงสมัยประชุม ซึ่งพรรคมีความพร้อมในการประชุมสภาฯ วันพุธ พฤหัสบดี และวันศุกร์นี้ อย่างไรก็ตาม หากพรรคประชาชนมีท่าทีชัดเจนอาจจะประชุมพรรคอีกครั้ง

เมื่อถามว่า มีการประเมินว่าพรรคประชาชนจะยกมือสนับสนุนให้นายอนุทินหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้เสนอไปหมดแล้ว

เมื่อถามว่า ที่ประชุมพรรคได้หารือกรณีที่พรรคเพื่อไทยอาจจะยุบสภาหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ทุกคนมีตำแหน่งหน้าที่ มีอำนาจตามกฎหมายกำหนด ใครทำเกินกว่ากฎหมายกำหนดก็อยู่ที่การกระทำในอนาคต ทั้งนี้ ในที่ประชุมพรรคได้พิจารณาข้อกฎหมาย และรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งทุกอย่างเป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้า

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนเสนอให้แคนดิเดตนายกฯแสดงวิสัยทัศน์ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการตัดสินใจของหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกก.บห.

“ศุภชัย” ซัด “เดชอิศม์” หลังยกปม ฮั้ว สว.-เขากระโดง โจมตีพรรคภูมิใจไทย

ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) รมช.มหาดไทย กล่าวพาดพิงถึงพรรคภท. ว่า คดีความต่าง ๆ อยู่ในขั้นตอนการสืบสวน เวลานี้ยังไม่มีข้อเท็จจริง ในส่วนคดีเขากระโดงที่นายเดชอิศม์ เป็นผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ มาวันแรกก็ดูคึกคักว่าจะเพิกถอน ผ่านมาไม่รู้กี่เดือนก็ยังไม่ได้ทำ และควรรอกระบวนการของศาลที่จะต้องตัดสินคดี พร้อมย้ำว่าทั้งหมดคือเรื่องทางการเมือง โดยยืนยันว่า ทั้งสองประเด็นนี้ยังมีผู้บริสุทธิ์อยู่ นายเดชอิศม์ไม่ควรยกเรื่องเหล่านี้มาโจมตี อ้างว่าพรรคภท.เป็นพรรคที่น่ารังเกียจ ไม่น่าจะคุยด้วย และอยากกล่าวเตือนว่านายเดชอิศม์ เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ การกระทำก็ย่อมผูกพันกับพรรค ต้องเรียนรู้กับการเป็นเลขาธิการพรรคการเมืองที่ดี

เมื่อถามว่าเป็นการกล่าวหาที่แรงไปหรือไม่ ว่าคดีฮั้วเลือก สว. เลวร้ายกว่าการทำรัฐประหารร้อยครั้ง นายศุภชัย กล่าวว่า เป็นสิ่งที่นายเดชอิศม์ กล่อมตัวเอง แต่เข้าใจ ว่าคนที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วหลุดออกไป ก็คงยังทำใจไม่ได้

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นถึงอำนาจการยุบสภา โดยนายศุภชัย กล่าวว่า เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลรักษาการไม่สามารถยุบสภาได้ ขอเตือนว่าอย่าทำ และปล่อยให้กระบวนการเดินไปด้วยตัวเอง

โยนถาม “อนุทิน” หลัง พรรคประชาชน เสนอให้ขึ้นเวทีดีเบต ภท. หลังลูกพรรคพร้อมเลือกตั้ง

การเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยและการตอบสนองต่อข้อเสนอการดีเบตจากพรรคประชาชนกำลังเป็นที่จับตามอง การตัดสินใจของนายอนุทินจะเป็นอย่างไร และพรรคจะเดินหน้าอย่างไรต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

อนาคตการเมืองไทยกับข้อเสนอดีเบต “อนุทิน”

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ด้วยการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มขยับตัวและวางแผนกลยุทธ์ หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือข้อเสนอจากพรรคประชาชนที่ต้องการให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีดีเบต ข้อเสนอนี้ได้รับการตอบรับจากพรรคภูมิใจไทยอย่างไร และจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนอย่างไร

การที่พรรคประชาชนเสนอให้ อนุทิน ขึ้นเวทีดีเบตนั้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะให้มีการประชันวิสัยทัศน์และนโยบายระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้ง การตอบสนองของพรรคภูมิใจไทยต่อข้อเสนอนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากพรรคตัดสินใจตอบรับ จะเป็นการแสดงความมั่นใจในนโยบายและศักยภาพของพรรค แต่หากปฏิเสธ ก็อาจถูกมองว่าไม่กล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย

นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยยังเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ การที่พรรคสั่งให้จัดทัพผู้สมัคร ส.ส. และเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมสภาฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาและขยายฐานเสียงของพรรค อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ยังคงเป็นอำนาจของรัฐบาลรักษาการ ซึ่งต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเมืองและความเหมาะสมต่างๆ

ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายภายในพรรคเอง การที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ถูกเตือนเรื่องการกล่าวพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงนี้ จะมีผลต่ออนาคตของประเทศอย่างมาก การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบ จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดได้

การเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ข้อเสนอให้อนุทิน ขึ้นเวทีดีเบตเป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่น่าติดตาม การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยและการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรต่อไป เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – โยนถาม “อนุทิน” หลัง พรรคประชาชน เสนอให้ขึ้นเวทีดีเบต ภท. หลังลูกพรรคพร้อมเลือกตั้ง

“บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32

“ชัยวุฒิ-สันติ” ลั่น พร้อมโหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ตั้งแต่กินข้าวหน้าไก่กันแล้ว ย้ำ “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ ปัดตอบ “พล.อ.ประวิตร” จ่อคุมความมั่นคง-กลาโหม บอกยังไม่ถึงเวลานั้น

เมื่อเวลา 16.48 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางออกจากที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ว่า วันนี้เข้ามาสังเกตการณ์ความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีการพูดอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่งนายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ตอบแทนว่า “เราพร้อมยกโหวตให้ตั้งแต่กินข้าวหน้าไก่กันแล้ว”

ส่วนคำถามว่าวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร พล.อ.ประวิตร จะมาร่วมโหวตด้วยหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า “ต้องไปอยู่แล้ว เพราะเป็นโหวตสำคัญ” สำหรับประเด็นคำถามว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีพรรคกล้าธรรมร่วมด้วย มีเรื่องหนักใจหรือไม่ นายชัยวุฒิ ตอบว่า ไม่เกี่ยวกับเรา คนละพรรคกัน พร้อมยืนยันว่าร่วมงานได้ถ้าต้องอยู่รัฐบาลเดียวกัน แต่ก่อนก็อยู่ด้วยกัน “ยืนยันว่าพลัข้าวหน้าไก่จะโหวตให้นายอนุทินทั้งพรรค”

ขณะที่กระแสข่าวที่มีการจองกระทรวงกันแล้วจริงหรือไม่ นายชัยวุฒิ ตอบว่า อันนี้ไม่ทราบ เพราะยังไม่ถึงเวลา เมื่อถามอีกว่า พล.อ.ประวิตร พร้อมจะรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ นายชัยวุฒิ ระบุว่า ตนยังไม่ทราบ ยังไม่ถึงเวลานั้น ผู้สื่อข่าวถามย้ำจะพร้อมไปรับตำแหน่งหรือไม่หากมีการเทียบเชิญ นายชัยวุฒิ ตอบว่า “ยังไม่ได้คุยกันเลย”

“บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32

การเมืองไทยยังคงร้อนแรงกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยยืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะโหวตสนับสนุนอย่างเต็มที่

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ การยืนยันว่า “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32 ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของพรรคพลังประชารัฐในการผลักดันให้นายอนุทิน ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ นอกจากนี้ นายชัยวุฒิ ยังได้กล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี โดยระบุว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดคุยในเรื่องนี้

พลังประชารัฐพร้อมสนับสนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯคนที่ 32

การยืนยันจากนายชัยวุฒิในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะให้การสนับสนุนนายอนุทิน อย่างเต็มที่ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าจะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีต่างๆ แต่ทางพรรคก็ยังคงยืนยันที่จะสนับสนุนนายอนุทิน โดยไม่มีเงื่อนไข

นอกจากนี้ นายชัยวุฒิยังได้กล่าวถึงท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่าจะเข้าร่วมการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการโหวตครั้งนี้ และความมุ่งมั่นของพรรคในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกผู้นำประเทศ

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจรจาต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี และการรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่การยืนยันจากพรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่

สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่การยืนยันของนายชัยวุฒิในเรื่อง “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32 นั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรคพลังประชารัฐในการสนับสนุนนายอนุทิน และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต

การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้ จะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ และจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ การจับตาดูความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล และการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของทุกฝ่ายจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน การเมืองไม่ใช่แค่เกม แต่คืออนาคตของพวกเราทุกคน มาร่วมกันติดตามและให้กำลังใจทุกฝ่ายให้ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด

ที่มา – “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ “ชัยวุฒิ” ลั่นพลังข้าวหน้าไก่หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

สว.นันทนา ถาม ภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

“สว.นันทนา” ถามพรรคภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก หลังไม่โหวตรับ พ.ร.บ.ประชามติ ชี้ อาจจะมีหักเหลี่ยมพรรคประชาชน หลังโหวตนายกฯ มองแก้ไขรัฐธรรมนูญควรทำทั้งฉบับ

วันที่ 1 กันยายน 2568 นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคการเมืองเสนอเตรียมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า วิกฤติทางการเมือง การจัดตั้งรัฐบาล การถอดถอนฝ่ายบริหาร รวมถึงขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระที่มีอย่างกว้างขวาง ล้วนเกิดจากจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะไม่ได้เปิดโอกาสให้กับประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไข แต่กลับมาจาก ส.ส.ร. จำนวน 20 ราย ที่ถูกตั้งด้วยมติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทั้งนี้ ตนก็เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าขณะนี้จะช้ามาหน่อย แต่ความจริงแล้วควรจะเกิดการแก้ไขมานานแล้ว เพราะการเลือกตั้งใหญ่ฝ่ายพรรคการเมืองก็หาเสียงเลือกตั้งได้นโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือทำ พรรคประชาชนที่ตั้งใจก็กลับกลายเป็นฝ่ายค้าน ส่วนจะต้องยกร่างทั้งฉบับหรือแก้ไขมาตรานั้น นางสาวนันทนา มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปรียบเสมือนเรือที่มีรูรั่วและคงจมไปแล้ว การแก้ไขทีละมาตราอาจจะใช้เวลานานเป็น 100 ปี จึงเห็นว่าควรจะยกร่างทั้งฉบับ และอยากให้มีการให้ความสำคัญกับที่มาของคณะกรรมการยกร่างฯ

ส่วนการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย เสนอให้มีการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ไปพลางก่อนนั้น นางสาวนันทนา ระบุว่า ตามกระบวนการไม่อาจทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกฉีกทิ้งไปและร่างฉบับใหม่มาแล้ว ไม่สามารถที่จะวางกฎหมายฉบับใดและหยิบอีกฉบับหนึ่งมาใช้ แต่สิ่งที่ตนเข้าใจคือพรรคเพื่อไทยเสนอให้นำกรอบของรัฐธรรมนูญปี 2540 มาช่วยในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็จะทำให้ยกร่างเร็วขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงความเห็นในท่าทีกับการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทั้งสองพรรคกำลังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ นางสาวนันทนา มองว่า ทั้งสองพรรคเมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้ว ที่ผ่านมาตนเห็นว่าเป็นการขัดขวางการแก้ไขมากกว่า พรรคเพื่อไทยเหมือนจะพยายามแก้ไข แต่สุดท้ายก็มีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความเรื่องการทำประชามติ แต่พรรคภูมิใจไทยชัดเจนว่าไม่มีเจตจำนงในการแก้ ตั้งแต่การจัดทำร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติ ซึ่งคณะกรรมาธิการฝ่ายวุฒิสภา ก็กลับมติที่ประชุมไปสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพรรคภูมิใจไทย ในการเสนอให้ออกเสียงประชามติแบบสองชั้น (Double Majority) จนกระทั่งทำให้วาระกฎหมายเลื่อนออกไปอีก 180 วัน

“ถ้าอยากจะแก้จริง ออกเสียงประชามติแบบชั้นเดียวทั่วโลกก็ใช้กัน แต่นี่ไม่เอา ซึ่งตอนนั้นเราคาดหวังว่าถ้า สว. โหวตผ่านร่างพระราชบัญญัติออกมา เราก็จะเริ่มนับหนึ่งออกเสียงประชามติได้ตั้งแต่การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่นับหนึ่งไม่ได้เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม”

ในช่วงท้าย นางสาวนันทนา ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะอยู่ดีๆ พรรคภูมิใจไทยก็กลับมารับข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงการตอบรับเพราะอยู่ในช่วงที่กำลังจะได้รับอำนาจขึ้นมาเป็นรัฐบาล แล้วจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในการจะแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ

สว.นันทนา ถาม ภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องคือ เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่ง สว. นันทนา ได้ออกมาตั้งคำถามถึงพรรคภูมิใจไทยว่า อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

ทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ?

หลายฝ่ายเห็นพ้องกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อบกพร่องที่ควรแก้ไข เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง ได้แก่

  • ที่มาของ ส.ส.ร.: ส.ส.ร. ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ทำให้ขาดความชอบธรรมในการเป็นตัวแทนของประชาชน
  • ขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระ: ขอบเขตอำนาจที่กว้างขวางขององค์กรอิสระ อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศ
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน: รัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขอย่างแท้จริง

ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นางสาวนันทนาได้ตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของพรรคภูมิใจไทยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยมีท่าทีขัดขวางการแก้ไขมาโดยตลอด ตั้งแต่การลงมติในร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติ

การที่พรรคภูมิใจไทยกลับมาแสดงท่าทีสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า เป็นเพียงการตอบรับเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน

การอยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

การอยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก เป็นคำถามที่สะท้อนความรู้สึกของหลาย ๆ คนในสังคม ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง มาร่วมกันติดตามความคืบหน้าและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ที่มา – “สว.นันทนา” ถาม “ภูมิใจไทย” อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

ภูมิใจไทย ยอมทำ MOA รัฐบาลเสียงข้างน้อย

ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน

ในการเมืองไทยปัจจุบัน การจัดตั้งรัฐบาลมักเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีที่ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ด้วยดี

ร่าง MOA หรือบันทึกข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่พรรคภูมิใจไทยยอมที่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการที่จะร่วมมือกับพรรคอื่นๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

วันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งหัวใจสำคัญคือการทำข้อตกลงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล หรือ MOA โดยสาระสำคัญเน้นไปที่การดำรงสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ตามที่พรรคภูมิใจไทยเคยให้คำมั่นสัญญาไว้กับพรรคประชาชน

เหตุผลที่ ภูมิใจไทย ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

การที่พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจเช่นนี้ มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือข้อจำกัดในเรื่องของศักยภาพในการรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแตกต่างจากพรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสที่จะรวบรวมเสียงได้เกินครึ่งสภา การที่พรรคภูมิใจไทยยอมลดบทบาทลงมาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคประชาชน และโน้มน้าวให้สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็มีความท้าทายหลายประการ รัฐบาลจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากฝ่ายค้าน และอาจมีปัญหาในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมได้สำเร็จ นอกจากนี้ ยังต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล

  • การเจรจาและทำความเข้าใจกับพรรคการเมืองต่างๆ
  • การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
  • การประนีประนอมและหาจุดร่วมในการดำเนินนโยบาย
  • การบริหารจัดการความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายมากมาย แต่การที่ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป การเมืองคือศิลปะเเห่งความเป็นไปได้ บางครั้งการยอมเสียสละเล็กน้อยก็อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คาดไว้

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทยอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบการเมืองใหม่ที่เน้นการประนีประนอมและความร่วมมือมากกว่าการแข่งขันและการเผชิญหน้า ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทยในระยะยาว

อนาคตของการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของนักการเมืองทุกคน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและร่วมมือกันอย่างจริงใจ จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ถึงเเม้ว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจมีข้อจำกัด เเต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงใจ ก็สามารถสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประเทศเเละประชาชนได้

การที่ ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่น่าสนใจ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับวงการการเมืองไทยต่อไป

ที่มา – ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน

Scroll to top