รัฐบาลใหม่

ภราดรจวกฉลาด! ยังเชื่อวันนอร์โหวตนายกฯ 5 ก.ย.นี้

“ภราดร” จวก “ฉลาด” ไม่เป็นกลาง เข้าข้างพรรคเพื่อไทย หลังถกวิป 2 ฝ่ายไร้ข้อสรุปวันโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 32 อ้างรอศาลรัฐธรรมนูญ-ยุบสภา แต่ยังเชื่อ “วันนอร์” บรรจุวาระเร่งด่วนทันโหวต 5 ก.ย.นี้

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวที่รัฐสภา ภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป) ว่า หลังจากที่ นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงว่า ที่ประชุมวิป 2 ฝ่ายไม่มีข้อสรุปนั้น ตนขอตำหนิการทำหน้าที่ของนายฉลาด ประธานในที่ประชุม ท่านไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง แต่เข้าข้างพรรคการเมืองที่สังกัด 

นายภราดร กล่าวต่อไปว่า ในช่วงเช้าพรรคประชาชนแถลงการณ์ชัดเจน ในช่วงสาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เซ็น MOA กับพรรคประชาชนเรียบร้อย ตนในฐานะ สส. จึงยื่นหนังสือให้กับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามกติกามารยาทว่า ได้รวบรวมเสียงเพียงพอแล้ว สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนนี้ได้

แต่ในที่ประชุมวิปทางพรรคเพื่อไทยยก 2 เหตุผล คือเรื่องวันประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และภายหลังราชกิจจานุเบกษาประกาศลงวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ฉะนั้นข้อสงสัยว่าจะเกิดปัญหากับคำวินิจฉัยหรือไม่ จึงไม่สมควรที่จะเป็นข้อสงสัยอีกต่อไป  แต่พรรคเพื่อไทยได้รวบรวมชื่อ 20 สส. ให้ประธานสภาฯ ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ อ้างว่ายังอยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ยังไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนได้

ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลเรื่องการยุบสภา ซึ่งตนเห็นว่าการประกาศยุบสภาต่อสาธารณะ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควร และไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง ในประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา ไม่เคยมีการประกาศยุบสภาต่อหน้าสาธารณชน เพราะอำนาจยุบสภาเป็นอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ ตนและ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ทักท้วงในที่ประชุมว่า หนังสือที่เชิญมาประชุมคือให้พิจารณาการบรรจุวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนนี้หรือไม่ แต่ในที่ประชุมไม่มีการพูดถึง มีเพียง 2 เรื่องที่นำมากล่าวอ้าง ในขณะที่พวกตนได้แสดงเหตุผลว่า ในฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีหน้าที่ต้องรอคำวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการ หรือฝ่ายบริหารจะมีความคิดเห็น ว่าจะยุบสภาก็เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติก็ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง สภาฯ จำเป็นต้องเลือกนายกรัฐมนตรีโดยด่วน และเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็ควรดำเนินการตามข้อบังคับ 

“ผมเข้าตามตรอกออกตามประตู วันนี้ยื่นหนังสือ 24 ชม. หรือ 1 วันตามข้อบังคับ ประธานสภาฯ สามารถบรรจุระเบียบวาระเร่งด่วนเพื่อให้สภาฯ ได้มีการประชุมหารือกันได้ แต่ในที่ประชุมวิปไม่มีข้อสรุป และได้นำข้อเสนอของทั้ง 2 ฝ่าย คือพรรคภูมิใจไทยได้เสนอว่าให้เลือกนายกฯ วันที่ 5 กันยายน และทางพรรคเพื่อไทยเสนอให้เลื่อนไปก่อน โดยไปแจ้งต่อประธานสภาฯ ซึ่งอำนาจในการบรรจุระเบียบวาระเป็นอำนาจของประธานสภาฯ โดยแท้ ก็อยู่ที่ประธานสภาฯ ว่าจะให้ความสำคัญกับองค์กรนิติบัญญัติหรือไม่ จะเดินหน้าทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่”

เมื่อถามว่าประธานสภาฯ จะบรรจุทันภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ นายภราดร ตอบว่า ทันครับ ตามข้อบังคับ ประธานสภาฯ สามารถบรรจุเป็นวาระเร่งด่วนได้ และหวังว่าประธานจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอย่างตรงไปตรงมา และเราในฝ่ายนิติบัญญัติต้องแยกอำนาจให้ชัด ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ คือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยเร็ว ฉะนั้น ต้องคาดหวังจากประธานสภาฯ ว่าจะเร่งบรรจุระเบียบวาระ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ หากมีการแก้เกมยื้อเวลาแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะแก้เกมอย่างไร นายภราดร ตอบว่า ตนเชื่อมั่นว่าประธานรัฐสภาเป็นผู้ใหญ่ และในช่วงที่ไปยื่นหนังสือท่านบอกจะทำตามรัฐธรรมนูญและทำตามข้อบังคับ ซึ่งมั่นใจว่าประธานจะทำหน้าที่เพื่อความเป็นกลางและบรรจุระเบียบวาระในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568

ภราดรจวกฉลาด! ยังเชื่อวันนอร์โหวตนายกฯ 5 ก.ย.นี้

จากกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ว่าไม่เป็นกลางในการประชุมวิป 2 ฝ่าย เกี่ยวกับวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกำหนดการดังกล่าว

นายภราดรยังคงเชื่อมั่นว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะบรรจุวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนนี้ได้ทันเวลา โดยอ้างอิงจากข้อบังคับการประชุมที่เปิดโอกาสให้สามารถบรรจุวาระเร่งด่วนได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากยื่นหนังสือ

ความเชื่อมั่นใน “วันนอร์” และความหวังต่อการโหวตนายกฯ 5 ก.ย.นี้

ถึงแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะยกเหตุผลเรื่องการรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและการพิจารณาเรื่องการยุบสภาขึ้นมาเป็นอุปสรรค นายภราดรยังยืนยันว่าฝ่ายนิติบัญญัติควรทำหน้าที่ของตนเองตามรัฐธรรมนูญ นั่นคือการเร่งเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยเร็วที่สุด

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวิป 2 ฝ่าย สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการผลักดันและยื้อเวลาในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนที่ต้องการเห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศโดยเร็ว

  • พรรคภูมิใจไทยยังคงยืนกรานที่จะให้มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน
  • พรรคเพื่อไทยเสนอให้เลื่อนการโหวตออกไปก่อน โดยอ้างเหตุผลทางกฎหมายและความเหมาะสม
  • นายภราดรเชื่อมั่นว่าประธานสภาฯ จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางและเร่งบรรจุวาระการโหวต

การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ประชาชนคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เมื่อใด

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การที่นายภราดรออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต้องการที่จะให้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีเดินหน้าต่อไปโดยเร็วที่สุด

ที่มา – “ภราดร” จวก “ฉลาด” ไม่เป็นกลาง ยังเชื่อ “วันนอร์” บรรจุวาระด่วนทันโหวตนายกฯ 5 ก.ย.

เปิด 16 สส.รทสช. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

มาดูกันว่ามีใครบ้าง! เปิดรายชื่อ 16 สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กลุ่ม 18 นำโดย “สุชาติ ชมกลิ่น” ร่วมลงชื่อสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อวันที่ 3 กันยายน มีรายงานว่า จากรายชื่อ สส. ทั้งหมด 146 คน ที่ร่วมลงมติสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น ปรากฏว่ามี สส. จากกลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จำนวน 16 คน ร่วมลงชื่อสนับสนุนด้วย

เปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

รายชื่อ สส. ทั้ง 16 ท่าน ประกอบด้วย:

  1. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค
  2. นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค
  3. นายเกรียงยศ สุดลาภา สส.บัญชีรายชื่อ
  4. นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ สส.บัญชีรายชื่อ
  5. นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2
  6. นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส เขต 1
  7. นายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี เขต 5
  8. นายถนอมพงษ์ หลีกภัย สส.ตรัง เขต 1
  9. นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4
  10. นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2
  11. นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี เขต 4
  12. นางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ สส.เพชรบุรี เขต 1
  13. จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3
  14. น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1
  15. น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช เขต 10
  16. นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.ชุมพร เขต 2

ทำไมถึงต้องเปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ?

การที่ สส. กลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมลงชื่อสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความเป็นเอกภาพภายในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งอาจมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

การตัดสินใจของ สส. เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางและความเชื่อมั่นของพรรคต่อการนำของนายอนุทิน และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของ สส. ท่านอื่นๆ ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในอนาคต การจับตาดูท่าทีของแต่ละพรรคการเมือง รวมถึงการวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังการสนับสนุน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

การสนับสนุนจากกลุ่ม 18 รทสช. นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และเป็นข้อมูลที่ประชาชนควรทราบเพื่อประกอบการพิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของประเทศ

การเปิดเผยรายชื่อ 16 สส.รทสช. ที่สนับสนุนนายอนุทิน ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนถึงการรวมตัวของกลุ่มการเมืองต่างๆ และอาจนำไปสู่การวิเคราะห์เจาะลึกถึงปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้ต่อไป

การที่ สส. กลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน 16 ท่าน ร่วมลงชื่อสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญทางการเมืองที่น่าจับตามอง

ที่มา – เปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

อนุทิน ชาญวีรกูล กับเส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ

อนุทิน ชาญวีรกูล หรือชื่อที่สื่อมวลชนเรียกอย่างลำลองว่าเสี่ยหนู ถือเป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองอย่างยาวนาน ก่อนหน้าที่อนุทินจะเข้ามาทำงานการเมือง อนุทินทำงานในธุรกิจก่อสร้างของครอบครัวนั่นคือ บริษัทซิโน-ไทย แล้วเมื่อเข้ามาทำงานการเมืองอย่างจริงจัง ชื่อของอนุทินก็อยู่บนหน้าสื่ออย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

บนเส้นทางการเมืองของอนุทิน ชาญวีรกูลในวัยเฉียด 59 ปี จะเห็นได้ว่า เขาเคยมีตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆ มาแล้วในหลายรัฐบาลในหลากหลายกลุ่มการเมือง เริ่มตั้งแต่ปี 2539 อนุทินเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประจวบ ไชยสาส์น ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อด้วยในช่วงปลายอันรุ่งเรืองของพรรคไทยรักไทย อนุทินได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลทักษิณ

จนกระทั่งปี 2549 ได้เกิดมรสุมการเมือง จากการทำรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้มีการแต่งตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จนเกิดเป็นคำวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมือง ส่งผลให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คน หรือที่เรียกกันว่าบ้านเลขที่ 111 ทำให้อนุทินถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเขาเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 

หลังพ้นโทษแบนทางการเมือง อนุทินได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่ในขณะนั้นมีหัวหน้าพรรคคือชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นบิดาที่ย้ายมาจากพรรคพลังประชาชนร่วมกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ก่อนที่อนุทินจะก้าวมาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2555

อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ แนวทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยถือได้ว่านี่คือพรรคการเมืองขนาดกลางที่มีทักษะในการต่อรองสูง และพร้อมร่วมรัฐบาลได้หลายสมการการเมืองขึ้นอยู่กับบริบทและช่วงเวลา

ในการทำงานในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 2 โดยเขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม การทำงานของอนุทินในฐานะรมว.สาธารณสุข เขาได้ถูกวิจารณ์ในด้านการทำงานอย่างหนักในช่วงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

เมื่อปี่กลองแห่งการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง โดยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 อนุทินในฐานะบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคภูมิใจไทย หลังการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยที่ตัวของอนุทินได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

การทำงานในกระทรวงมหาดไทยของอนุทิน เขาได้กล่าววาทะที่กลายเป็นที่พูดถึงในสังคมว่า “ผมเป็นคนทำงานวันนี้ สั่งงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน เพราะงั้นก็ขอให้ทุกคนได้มีความมั่นใจ” ซึ่งประโยคนี้เป็นสิ่งที่คนทำงานจำนวนมากเคยเจอ จากเหตุการณ์ที่ลูกค้า-เอเจนซี-หัวหน้างาน ที่สั่งงานอย่างเร่งด่วนจนคนทำงานไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทันท่วงที เพราะกระชั้นชิดเหลือเกิน 

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน

เพียงแต่สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยเกิดความระหองระแหง ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยต้องการเก้าอี้กระทรวงมหาดไทยที่ดูแลโดยอนุทินกลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหนึ่ง นั่นจึงทำให้อนุทินตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แล้วย้ายลงมานั่งในฝั่งพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคประชาชน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีต้นทางที่มาจากคลิปเสียงระหว่างแพทองธารกับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะชิงไหวชิงพริบ ทำให้พรรคประชาชนเป็นคีย์แมนหลักในการเลือกว่าจะเลือกสนับสนุนพรรคใดเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังการพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยนำโดยอนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้ามาเจรจากับพรรคประชาชน ขณะที่พรรคเพื่อไทยใช้เวลาอีกหลายวันหลังจากนั้นกว่าที่จะเข้าไปเจรจากับพรรคประชาชน 

อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน
อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน

ในท้ายที่สุดในช่วงเช้าของวันที่ 3 กันยายน พรรคประชาชนประกาศสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยและเสนอชื่ออนุทินเป็นนายกฯ พรรคประชาชนได้เสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือนและเดินหน้าปฏิรูปรัฐธรรมนูญ 

หลังจากได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน อนุทินได้กล่าวดีใจที่พรรคประชาชนจะโหวตสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณว่า อาจยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 

นอกเหนือจากชีวิตการเมืองแล้ว ภาพจำอีกภาพหนึ่งของอนุทิน ชาญวีรกูลก็คือ การเป็นนักขับเครื่องบิน อนุทินเล่าว่า เรื่องการได้พบกับความชอบในการขับเครื่องบิน เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีแห่งการถูกเว้นวรรคทางการเมือง ที่ทำให้อนุทินมีโอกาสใช้เวลาพบปะเพื่อนฝูงมากขึ้น โดยวันหนึ่งได้ไปพักผ่อนที่เขาใหญ่ ที่เดินทางด้วยรถยนต์ได้ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งขับเครื่องบินส่วนตัวมาเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เกิดคำถามว่า รถหรูก็มีแล้ว ทำไมเสี่ยหนูจะขับเครื่องบินเองไม่ได้บ้าง จึงเริ่มเรียน ทดสอบ ฝึกบินในวัย 45 ปี และเป็นเจ้าของเครื่องบินส่วนตัวเองได้ในที่สุด

ตามที่อนุทินแจ้งเอาไว้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในปี 2566 อนุทินได้แจ้งว่าเขามีเครื่องบินทั้งสิ้น 3 ลำ ได้แก่ 

  • Cirrus SR22T ราคาประมาณ 22 ล้านบาท
  • Embraer Legacy 600 ราคาประมาณ 534 ล้านบาท
  • Daher-Socata TBM 930 ราคาประมาณ 139 ล้านบาท

เส้นทางการบินของอนุทินขับมาแล้วทั้งไกลและใกล้ โดยมีหนึ่งในภารกิจที่น่าสนใจไม่น้อยนั่นคือ “หัวใจติดปีก” ซึ่งเป็นการรับส่งหัวใจให้แก่ผู้ที่รอเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ

อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”
อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”

อนุทินเล่าว่า ภารกิจหัวใจติดปีก เริ่มต้นจากการที่ชักชวนจากเพื่อนที่รู้จักผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 9 ในช่วงปี 2553 หลังการทดลองขับเลยเกิดความหลงใหลจึงตัดสินใจซื้อเครื่องบินส่วนตัวเพื่อใช้เดินทางในชีวิตประจำวันและธุรกิจเช่าเหมาลำ 

อนุทินเล่าต่อไปว่าวันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่เป็นหมอทางด้านศัลยศาสตร์ทรวงอกและหัวใจโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ว่า ต้องไปรับหัวใจจากคนไข้ที่สมองตายแต่หัวใจยังไม่หยุดเต้นเพื่อนำไปช่วยเหลือต่อลมหายใจผู้ป่วยอีกคนโดยใช้เวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง อนุทินจึงรีบตอบรับโดยสัญชาตญาณและเกิดภารกิจ “หัวใจดวงแรก” ที่รับ-ส่งหัวใจครั้งแรกสำเร็จ

ทางด้านชีวิตส่วนตัวของอนุทิน ชาญวีรกูล บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า อนุทินเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในเสียงดนตรี มีฝีไม้ลายมือในด้านการเล่นเปียโน และอิเล็กโทนเป็นพิเศษ

อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

ชีวิตที่น่าสนใจของ อนุทิน ชาญวีรกูล

จากนักธุรกิจสู่รัฐมนตรี และนักบินสมัครเล่น สู่ความฝันในตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง อนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย

ที่มา – อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

“อนุทิน” รับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

“อนุทิน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 พร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ยุบสภาใน 4 เดือน ย้ำ พูดแล้วทำ

วันที่ 3 กันยายน 2568 ภายหลัง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน มีมติคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน โหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จากพรรคภูมิใจไทย โดยมีเงื่อนไขว่ามติดังกล่าวจะมีผลก็ต่อเมื่อพรรคภูมิใจไทยลงนามในข้อตกลงร่วมกัน (อ่านเพิ่มเติม : เปิดเงื่อนไข 5 ข้อพรรคประชาชน ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังโหวตนายกฯ ให้) ในขณะเดียวกัน ทางด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีการดำเนินการทูลเกล้าฯ เรื่องยุบสภาแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 หลังจากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ (อ่านเพิ่มเติม : “ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ)

เวลาประมาณ 10.40 น. พบว่า สส. และพรรคที่ร่วมสนับสนุน นายอนุทิน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ทยอยเดินทางเข้าไปยังห้องประชุม อาทิ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษา และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นำ สส.พรรคกล้าธรรมมา นายสุชาติ ชมกลิ่น สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นำ สส.บางส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติมา กลุ่ม สส.เพชรบูรณ์พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งนำมาโดย นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รวมถึง นายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคภูมิใจไทยออกมารอต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ต่อมาเมื่อเวลา 11.10 น. เปิดให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปยังห้องประชุม จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา ว่า สวัสดีพี่น้องสื่อมวลชนที่อยู่ที่อาคารรัฐสภา ขอกราบสวัสดีประชาชนพี่น้องคนไทยที่เคารพรักของเราทุกคนวันนี้ตนและบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่อยู่ในที่นี้ จะขอทำการแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเมื่อเช้านี้ทุกคนคงได้รับทราบข้อมูลจากการแถลงข่าวของหัวหน้าพรรคประชาชนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนได้นำเงื่อนไขและข้อสรุปที่ออกมาเป็นข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยว่าด้วยกรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแจ้งให้กับบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คนรับทราบ พร้อมถือโอกาสนี้แถลงข่าวให้พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพทุกท่านได้รับทราบสถานะของพวกเราในวันนี้

พวกเราทุกคนต้องขอขอบคุณพรรคประชาชน คณะกรรมการบริหารของพรรคประชาชน, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชน เจ้าหน้าที่ พนักงานและพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนทุกท่านที่ได้มีมติของที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาชนในการให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ซึ่งมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ได้มอบรายชื่อและให้คำมั่นกับพรรคประชาชนว่า จะให้การสนับสนุนตัวกระผมเป็นนายกรัฐมนตรี จะได้จัดตั้งรัฐบาลตามข้อเสนอของพรรคประชาชนซึ่งทุกคนได้ลงลายมือชื่อและเอกสารแสดงคำมั่นและผมจะได้จัดนำส่งให้กับผู้บริหารพรรคประชาชนไว้เป็นข้อมูลต่อไป

จากนี้ไปเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอเรียนทุกท่านให้ทราบว่าพรรคภูมิใจไทยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่ได้มาปรากฏตัว ณ ที่นี้ เราตระหนักดีว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังจะดำเนินต่อไปจากนี้ พรรคประชาชนให้ความร่วมมือเสียสละในการที่จะหาทางออกให้กับประเทศไทยในช่วงสถานการณ์วิกฤติทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยธรรมชาติ

“ผมขอยืนยันว่าพวกเราทุกคนในที่นี้จะไม่ทำให้เจตนารมณ์และความเสียสละของทุกท่านสูญเปล่า และจะรักษาข้อตกลงทั้ง 5 ข้อนี้ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชนตลอดระยะเวลา 4 เดือนนับตั้งแต่เราจะเข้าไปทำงานในฐานะรัฐบาล และจะดำรงสภาพความเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เราจะมีพี่น้องประชาชนร่วมเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของพวกเรา ดังนั้นในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาลเราจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มกำลังสุดความสามารถ ให้สมกับความไว้วางใจที่ทุกท่านได้ให้โอกาสกับพวกเรา”

ส่วนเรื่องอื่นๆ ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พวกเราทุกคนจะร่วมกันทำหนังสือที่แสดงถึงความพร้อมที่จะให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาบรรจุวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการยืนยันให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบว่าพวกเราทุกคนมีความพร้อม ด้วยการสนับสนุนและความเข้าใจของพรรคประชาชนเรามีความมั่นใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดถัดไปนี้จะดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น และการทำงานของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นตามข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย เปรียบเสมือนพรรคภูมิใจไทยเป็นตัวแทนเพราะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นไปตามเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อที่หัวหน้าพรรคประชาชนได้แถลงไปเมื่อเช้านี้

จากนั้นเวลา 11.22 น. นายอนุทิน จรดปากกาลงนามโดยมีพรรคร่วมและ สส.ทั้ง 146 คน เป็นสักขีพยาน ก่อนจะยกข้อตกลงร่วมที่มีลายเซ็นของนายณัฐพงษ์ กับนายอนุทิน ขึ้นให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพ

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ยังได้ขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่สนับสนุนให้ตนได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องถือเป็นความเสียสละ ความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่เราผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมาย และผ่านความกดดัน สิ่งที่พวกเรามีอยู่ในหัวจิตหัวใจคือความรักชาติ รักแผ่นดิน ห่วงแหนแผ่นดิน และความจงรักภักดีต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ความรักพี่น้องประชาชน ความห่วงใยต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน จึงทำให้พวกเราทุกคนตัดสินใจที่จะมาทำงานร่วมกัน

“ผมขอให้ความมั่นใจว่าพวกเราทุกคนรู้จักกันมาเป็นเวลาเนิ่นนาน รู้ฝีมือ รู้ถึงความทุ่มเทที่ให้กับประชาชนและประเทศชาติของเรา ประเทศไทยที่รักของเรา ขอให้ความมั่นใจว่าเราจะใช้เวลาทุกวัน ทุกนาที ทุกชั่วโมง ในการปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลของพวกท่านให้ดีที่สุด ให้คุ้มค่าที่สุดกับความไว้วางใจที่พวกเรามีต่อกัน และความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านได้มอบหมายให้เรามาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรของท่านครับ”

ในช่วงท้าย นายอนุทิน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในช่วงหนึ่งว่า ขณะนี้ยังมีสภาฯ อยู่ เพราะสภาฯ ยังไม่ยุบ ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ลงมาที่ได้รับทราบว่ามีการยุบสภาหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องของผู้ที่ทูลเกล้าฯ ไป ว่าท่านจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร และจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างไร พร้อมยืนยันว่าจะไม่ดำเนินการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก การดำเนินการแก้ไขปัญหาในเวลา 4 เดือนเพียงพอ และ 4 เดือนนั้นจะนับเริ่มจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ย้ำว่าพูดแล้วทำ.

การที่ “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 นั้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

อนุทิน จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

ทำไม “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 ถึงสำคัญ?

การที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอย่าง “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ แม้จะต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ตาม การยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ของพรรคประชาชน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

อนาคตของรัฐบาลชุดใหม่นี้จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

ดร.นันทนา ค้าน “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

“ดร.นันทนา” ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนต่อกรณีที่ “พรรคประชาชน” สนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยชี้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อเจตจำนงของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคอย่างท่วมท้นถึง 14 ล้านเสียง พร้อมเสนอแนะว่าทางออกที่ถูกต้องคือการให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของตนเองอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ได้เปิดใจกับทีมข่าวไทยรัฐถึงประเด็นร้อนทางการเมืองนี้ ภายหลังจากที่ทราบข่าวว่าพรรคประชาชนมีมติสนับสนุนการโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยดร.นันทนา มองว่าการตัดสินใจเช่นนี้เป็นการขัดกับความต้องการของประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง

ดร.นันทนา กล่าวว่า พรรคการเมืองทุกพรรคล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และพรรคประชาชนเองก็ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากถึง 14 ล้านเสียง ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 1 ล้านเสียง ดังนั้นการนำคะแนนเสียงอันมหาศาล 14 ล้านเสียงไปสนับสนุนพรรคที่ได้คะแนนเพียง 1 ล้านเสียง จึงเป็นการกระทำที่สวนทางกับความต้องการของประชาชนที่เลือกพรรคประชาชน (อดีตก้าวไกล) เพื่อให้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมอำนาจให้พรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ ดร.นันทนา ยังกล่าวถึงข้ออ้างที่ว่าจะใช้เวลา 4 เดือนในการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางเศรษฐกิจและการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ เพราะแม้แต่รัฐบาลที่อยู่ในวาระ 4 ปีเต็ม ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้สำเร็จ และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ยังต้องผ่านการทำประชามติและการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 4 เดือนอย่างแน่นอน

ดร.นันทนา ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า สิ่งที่อาจเกิดขึ้นจริงภายใน 4 เดือนนั้น อาจเป็นการ “พลิกคดีสำคัญ” ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เช่น คดีฮั้ว ส.ว. และคดีเขากระโดง หากมีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมหรือกระทรวงมหาดไทย อาจส่งผลให้ทิศทางของคดีเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากมีความกังวลใจ

ส่วนข้ออ้างที่ว่าหากไม่เลือกแนวทางนี้ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยอาจกลับมาร่วมมือกันอีกครั้งนั้น ดร.นันทนา มองว่าเป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะในท้ายที่สุดแล้ว พรรคประชาชนก็จะต้องเลือกสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งอยู่ดี และหากพิจารณาว่าทั้งสองพรรคสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างโปร่งใส ก็ควรปล่อยให้ทั้งสองพรรคร่วมมือกันเอง โดยไม่จำเป็นต้องกังวล

สำหรับกระแสข่าวที่ว่าพรรคเพื่อไทยอาจทูลเกล้าฯ เพื่อขอยุบสภานั้น ดร.นันทนา เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของตนเองอีกครั้ง และหากพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ยื่นขอยุบสภา ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด

“ดร.นันทนา” ไม่เห็นด้วย “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ ดร.นันทนา ไม่เห็นด้วยกับการที่ “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” นั้น มาจากการต่อสู้คดีฮั้ว ส.ว. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคดีที่ประชาชนและสังคมจับตาอย่างใกล้ชิด ขณะนี้คดีอยู่ในความดูแลของ DSI และติดค้างอยู่ที่ กกต. แม้จะยังไม่มีการยื่นฟ้อง แต่สำนวนหลายส่วนก็มีความคืบหน้าไปมาก หากสนับสนุนนายอนุทินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีความเชื่อมโยงกับเสียงข้างมากในวุฒิสภาหรือไม่ ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับสังคมถึงความเป็นไปได้ในการพลิกคดี ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ทำไมดร.นันทนาถึงค้าน “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

โดยสรุปแล้ว การที่ ดร.นันทนา ออกมาคัดค้านการที่ “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” นั้น มีเหตุผลที่สำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขัดแย้งต่อเจตจำนงของประชาชน การกังวลถึงการพลิกคดีสำคัญ และการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนจะต้องตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง และร่วมกันติดตามตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศชาติจะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “ดร.นันทนา” ไม่เห็นด้วย “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” ชี้ขัดเจตจำนง 14 ล้านเสียง

เปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล

เปิดเอกสารลงนาม 5 ข้อระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยฉบับเพิ่มเติม “เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ “อนุทิน” ต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ย้ำ ปชน. จะเป็นฝ่ายค้านต่อ ไม่มีใครไปเป็นรัฐมนตรี

วันที่ 3 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปฝ่ายค้าน นำแถลงข่าวว่า 5 วันที่ผ่านมา หลังจากได้คุยกับพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยนั้น วันนี้คณะกรรมการบริหารของพรรคมีมติว่า หากมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ความเห็นชอบเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

โดยนายณัฐพงษ์ ได้แถลงว่า กรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ทำให้สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 159 พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเห็นร่วมกันว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเพื่อแก้ไขปัญหาจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าในระยะเวลาอันสั้น จัดทำประชามติเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยุบสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยตกลงร่วมกัน ดังต่อไปนี้

เงื่อนไขสำคัญ 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

2. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

3. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้โดยเร็ว

4. เพื่อสร้างหลักประกันว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนจริง พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

5. พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

โดยในเอกสารตอนท้ายมีการระบุชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

นายณัฐพงษ์ ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ทางพรรคได้ปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อคืนนี้ มีผู้แสดงความคิดเห็นเข้ามาประมาณ 25,000 คน ความเสี่ยงสูงสุดของเรื่องนี้ คือการบิดพลิ้ว และการตระบัดสัตย์ ทางพรรคภูมิใจไทยจะมีต้นทุนในการรับผลนั้น ยืนยันว่าไม่เสียใจภายหลัง เพราะ 5 วันที่ผ่านมา ได้ไตร่ตรองและรับฟังเสียงรอบด้าน ทั้ง สส. สมาชิกพรรค เครือข่าย และพนักงาน ทุกความเห็นสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการลงนามนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อนายอนุทิน ได้ลงนามตอบกลับแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ไว้วางใจนายกฯ คนใด แต่เพื่อให้เดินหน้ายุบสภา

ขณะที่ทางพรรคภูมิใจไทย พบว่า นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล แกนนำพรรค พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี เดินทางมารับเอกสารลงนาม ก่อนจะขึ้นไปที่ห้องพัก สส. ของพรรคภูมิใจไทย ด้านบนอาคารรัฐสภา

เปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

การที่พรรคประชาชนออกมาประกาศเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก นั้น แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง และความต้องการที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว รวมถึงการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน การจับตาดูท่าทีของพรรคภูมิใจไทย และการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก จึงเป็นก้าวสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันพิจารณาและติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับประชาชนทั่วไป การทำความเข้าใจในเงื่อนไขและข้อตกลงต่างๆ จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล และสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดทิศทางของประเทศต่อไปในอนาคต มาร่วมกันติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด และแสดงพลังของเราในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

การเปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากนี้ จะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – เปิดเงื่อนไข 5 ข้อพรรคประชาชน ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังโหวตนายกฯ ให้

“ชูศักดิ์” แย้มปม ยุบสภาฯ “ภูมิธรรม” มีอำนาจจริงหรือ

“ชูศักดิ์” แกนนำพรรคเพื่อไทย แย้มปม ”ยุบสภาฯ” พร้อมย้ำ “ภูมิธรรม” ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจทูลเกล้าฯ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 ก.ย. 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย เผยว่า กรณีการยุบสภาฯ ตามข้อเสนอการยุบสภาฯ ของพรรคการเมืองนั้น พรรคเพื่อไทยจึงมีการหารือกันว่า ยุบสภาฯ ในขณะนี้ไปเลยดีกว่าไหม

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการยุบสภาฯ หรือไม่นั้น มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ยุบสภา และรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งภายหลังจากการทูลเกล้าฯ เป็นพระราชอำนาจ.

“ชูศักดิ์” แย้มปม “ยุบสภาฯ” ย้ำ “ภูมิธรรม” มีอำนาจทูลเกล้าฯ

การเมืองไทยช่วงนี้ดูเหมือนจะร้อนระอุเป็นพิเศษ หลังจากที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการยุบสภาฯ ทำให้หลายคนเริ่มจับตามองถึงความเป็นไปได้และอำนาจของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี

หลายคนอาจสงสัยว่า การยุบสภาฯ คืออะไรกันแน่? การยุบสภาฯ คือการที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนครบวาระปกติของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา การตัดสินใจยุบสภาฯ มักเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลประสบปัญหาในการบริหารประเทศ หรือต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ

อำนาจของ “ภูมิธรรม” ในการทูลเกล้าฯ ยุบสภาฯ

คำถามสำคัญคือ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีการยุบสภาฯ ได้จริงหรือไม่? ตามที่นายชูศักดิ์ได้กล่าวไว้ นายภูมิธรรมมีอำนาจในการทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจยุบสภาฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน การตัดสินใจจึงต้องรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

แล้วอะไรคือเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยอาจพิจารณาถึงการยุบสภาฯ ในขณะนี้?

  • อาจเป็นเพราะต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
  • หรือต้องการเสียงสนับสนุนเพื่อผลักดันนโยบายสำคัญ
  • หรืออาจเป็นเพราะต้องการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น

ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร การตัดสินใจยุบสภาฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ดังนั้นการติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราทุกคนควรให้ความสนใจ เพราะการตัดสินใจทางการเมืองส่งผลต่อชีวิตของเราโดยตรง ร่วมกันติดตามข่าวสาร วิเคราะห์สถานการณ์ และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ดีขึ้น

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความผันผวนและการเปลี่ยนแปลง การติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – “ชูศักดิ์” แย้มปม “ยุบสภาฯ” ย้ำ “ภูมิธรรม” มีอำนาจทูลเกล้าฯ

พรรคประชาชน โหวต อนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้มข้น! ล่าสุด “พรรคประชาชน” ได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะลงมติสนับสนุนให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ในการโหวตที่จะเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เรียกประชุมสื่อมวลชนเพื่อแถลงข่าวผลการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรคเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ณ อาคารรัฐสภา ท่ามกลางความสนใจของประชาชนและนักวิเคราะห์การเมืองอย่างใกล้ชิด

พรรคประชาชน ยืนยัน โหวต อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า “เรียนพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชน ทุกท่าน ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา มีกระแสข่าวเรื่องการยุบสภา ซึ่งผมขอเรียนว่ายังไม่มีการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย แต่ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ผมได้ข้อสรุปแล้วว่า…”

“หลังจากที่เราได้พูดคุยกับพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยอย่างละเอียดถี่ถ้วน คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า หากมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบแก่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย”

การตัดสินใจของพรรคประชาชนครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากเสียงสนับสนุนของพรรคประชาชน จะช่วยเพิ่มโอกาสให้อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากยิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของพรรคประชาชน

ถึงแม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดในการเจรจา แต่เป็นที่คาดการณ์กันว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยได้มีการตกลงในเรื่องนโยบายและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ ซึ่งทำให้พรรคประชาชนมั่นใจในการสนับสนุนคุณอนุทิน ชาญวีรกูล

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการเมืองและความพร้อมในการเจรจาต่อรองของพรรคประชาชน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

อนาคตทางการเมืองของไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การประกาศสนับสนุนคุณอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคประชาชน ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การตัดสินใจของ พรรคประชาชน ในการโหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อน และความพยายามในการแสวงหาทางออกร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แม้การตัดสินใจนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้สนับสนุนบางส่วน แต่ก็ถือเป็นความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทาย และมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

การเมืองเป็นเรื่องของการประนีประนอม และการทำงานร่วมกัน แม้จะมีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน แต่หากทุกฝ่ายยึดมั่นในผลประโยชน์ส่วนรวม ประเทศไทยก็สามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรค และสร้างอนาคตที่สดใสได้

ที่มา – “พรรคประชาชน” แถลงยืนยันมีมติยกมือโหวต “นายกรัฐมนตรี” ให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล”

ถ่ายทอดสด! จับตาประชุมสภาฯ โหวตนายกฯ คนที่ 32

เกาะติดถ่ายทอดสด การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เตรียมพร้อมสำหรับการโหวตนายกฯ คนที่ 32 อย่างใกล้ชิด พรรคประชาชนเตรียมตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่าจะสนับสนุนใครในการลงมติครั้งสำคัญนี้

วันที่ 3 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 2 ปีที่ 3 ครั้งที่ 18, 19 และ 20 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 3-5 กันยายน 2568 เวลา 9.00 น. โดยมีวาระสำคัญคือการเตรียมความพร้อมสำหรับการโหวตนายกฯ คนที่ 32

การโหวตนายกฯ คนที่ 32 ในครั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีการแข่งขันกันระหว่างสองพรรคหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทยที่เสนอชื่อนายชัยเกษม นิติศิริ และพรรคภูมิใจไทยที่เสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งสองพรรคจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 247 เสียงเพื่อคว้าชัยชนะ

พรรคเพื่อไทยประเมินว่ามีเสียงสนับสนุนในมือราว 200 เสียง หลังจากมี สส. บางส่วนแปรพักตร์ไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยคาดว่าจะรวบรวมเสียงได้ประมาณ 150 เสียง

ดังนั้น ทั้งสองพรรคจึงให้ความสนใจไปยังพรรคประชาชน ซึ่งมีเสียงอยู่ในมือประมาณ 140 เสียง และถือเป็นกุญแจสำคัญในการโหวตนายกฯ คนที่ 32 ครั้งนี้

พรรคประชาชนได้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่าจะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคในวันนี้ เพื่อตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคใด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวว่าพรรคอาจจะเทคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทย

กระบวนการโหวตนายกฯ คนที่ 32 จะยังคงใช้วิธีการขานชื่อ สส. ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 492 คน หากมีการเสนอชื่อผู้ท้าชิงจากสองพรรค สส. แต่ละคนจะต้องลุกขึ้นขานชื่อเพื่อแสดงเจตจำนงว่าจะสนับสนุนใคร คาดการณ์ว่าการลงมติจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน เนื่องจากต้องแจ้งให้ สส. ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน

ถ่ายทอดสด! จับตาประชุมสภาฯ โหวตนายกฯ คนที่ 32

ติดตามการถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาและโหวตนายกฯ คนที่ 32 ได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญ

สถานการณ์ล่าสุดก่อนการโหวตนายกฯ คนที่ 32

สถานการณ์ก่อนการโหวตมีความเข้มข้นอย่างมาก แต่ละพรรคการเมืองต่างเร่งเจรจาเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้มากที่สุด การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลการลงมติ

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การโหวตนายกฯ คนที่ 32 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และส่งผลต่อทิศทางของประเทศในอนาคตอันใกล้ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจ

ผลการโหวตนายกฯ คนที่ 32 จะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

การโหวตนายกฯ คนที่ 32 ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของอนาคตประเทศ การตัดสินใจของ สส. แต่ละท่านจึงมีความหมายอย่างยิ่ง

สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงภาพรวมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการโหวตนายกฯ คนที่ 32

มาร่วมกันจับตาดูว่าผลของการโหวตครั้งนี้จะนำพาประเทศไทยไปในทิศทางใด และเราในฐานะประชาชนจะสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีได้อย่างไร

ที่มา – ถ่ายทอดสด จับตาวันแรก ที่ประชุมสภาฯ เตรียมโหวตนายกฯ คนที่ 32(คลิป)

Scroll to top