รัฐบาลใหม่

สรวงศ์เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ

“สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้ายของเพื่อไทย เลือก “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกรัฐมนตรี จะยุบสภาทันทีเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

เมื่อเวลา 11.12 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวสั้นๆ ระบุว่า “ข้อเสนอสุดท้ายเลือกนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาทันทีเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เป็นการย้ำว่าพรรคเพื่อไทย ยืนยันที่จะเสนอ นายชัยเกษม เพื่อชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยมีพรรคประชาชนร่วมเป็นเสียงโหวตให้ ภายใต้เงื่อนไขต้องยุบสภาใน 4 เดือน.

ล่าสุดเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ โดยมีเงื่อนไขยุบสภาทันทีหลังแถลงนโยบาย ข้อเสนอดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สูง และอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ในสถานการณ์ที่การเมืองยังคงมีความขัดแย้งสูง และการจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก เงื่อนไขการยุบสภาทันทีหลังแถลงนโยบายยิ่งเพิ่มความกังวลว่ารัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นอาจไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะบริหารประเทศ

สรวงศ์เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ

การออกมาเปิดเผยข้อเสนอดังกล่าวของนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงจุดยืนของพรรคในการผลักดันนายชัยเกษมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายมากมายรออยู่เบื้องหน้า

ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงเลือก “ชัยเกษม” เป็นตัวเลือกสุดท้าย?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงยังคงยืนยันที่จะเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ทั้งๆ ที่รู้ว่าโอกาสในการได้รับเสียงสนับสนุนนั้นค่อนข้างน้อย มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจนี้

  • ความจงรักภักดี: นายชัยเกษมเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน และมีความจงรักภักดีต่อพรรคอย่างมาก
  • ประสบการณ์: นายชัยเกษมมีประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารราชการมาอย่างยาวนาน
  • ภาพลักษณ์: นายชัยเกษมมีภาพลักษณ์ที่เป็นกลาง และไม่เป็นที่ขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ มากนัก

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเสนอชื่อนายชัยเกษมก็มีความเสี่ยงเช่นกัน หากไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้เพียงพอ อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยและความน่าเชื่อถือของพรรคได้

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

ผลของการตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในหลายด้าน หากนายชัยเกษมได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ แต่หากไม่สำเร็จ ก็อาจทำให้สถานการณ์ทางการเมืองยิ่งซับซ้อนและยืดเยื้อต่อไป

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ จับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด

การต่อรองทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป และข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ เป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ ยุบสภาทันที

“เท้ง” ถาม “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา?

“เท้ง ณัฐพงษ์” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภาแล้วหรือยัง มองควรดำเนินตามกระบวนการโหวตนายกฯ คนที่ 32 พร้อม เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157 ไม่เห็นด้วยนิติสงคราม

เมื่อเวลา 09.49 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา ว่า สืบเนื่องจากเมื่อวานที่ผ่านมา (3 กันยายน 2568) ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 5 กันยายน 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประกอบกับพรรคเพื่อไทยมีมติในการเสนอ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่กลับมีกระแสข่าวว่าทางรัฐบาลเตรียมที่จะเสนอความเห็นเพิ่มเติมต่อสำนักองคมนตรี เพื่อยืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีหรือรักษาการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ยุบสภา 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ตนและพรรคประชาชนมีความเห็นดังต่อไปนี้ ประการแรก พวกเรายืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ หรือรักษาการนายกฯ มีอำนาจในการยุบสภา แต่อย่างไรก็ตามพวกเราไม่ได้มีอำนาจที่ในการตีความเรื่องนี้ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ได้อย่างไร อำนาจในการตีความอยู่กับหน่วยงานที่ควรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวนายภูมิธรรมเอง ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ สภาพที่เกิดความไม่ชัดเจนจากการที่ประธานสภาฯ บรรจุระเบียบวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ กับการที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ สิ่งที่วันนี้เรามีความชัดเจนแล้วคือระเบียบวาระกำลังเดินหน้าสู่การโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน แต่ที่ยังไม่ชัดเจนในตอนนี้คือทางพรรคเพื่อไทยหรือนายภูมิธรรม ยังเดินหน้ากระบวนการยุบสภาหรือไม่อย่างไร

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลหรือข้อขัดแย้งทางกฎหมาย สิ่งหนึ่งที่ตนอยากขอเรียกร้องจากนายภูมิธรรมและรัฐบาลเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้เราเดินหน้าถูกต้องที่สุด อยากได้ความชัดเจนว่าตกลงแล้วรัฐบาลในขณะนี้ยังคงเดินหน้ากระบวนการในการยุบสภาอยู่หรือไม่ อย่างไรก็แล้วแต่ถ้ากระบวนการยังไม่เกิดความชัดเจนแบบนี้ ตนเห็นควรว่าเราควรจะต้องดำเนินการตามระเบียบวาระที่ประธานสภาฯ ได้มีการบรรจุโดยใช้อำนาจจากสภาผู้แทนราษฎรที่บรรจุวาระไปแล้วเรียบร้อย

ประการที่ 2 เมื่อวานนี้มีการดำเนินคดีมาตรา 112  และมาตรา 157 กับนายภูมิธรรม ตนและพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับการใช้เครื่องมือทางกฎหมายดำเนินคดีดังกล่าว อยากจะเรียกร้องให้ผู้ร้องถอนคำกล่าวโทษเพื่อสร้างบรรยากาศที่พวกเราสามารถหาทางออกให้กับประเทศได้ พวกเราไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายในการกลั่นแกล้งหรือดำเนินกระบวนการนิติสงครามไม่ว่ากับฝ่ายใด เป็นสิ่งที่ตนแถลงครั้งนี้ในนามผู้นำฝ่ายค้านและตัวแทนของพรรค

จากนั้นนายณัฐพงษ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนหลังแถลงว่า การดำเนินการของฝั่งพรรคเพื่อไทยอาจจะมีความย้อนแย้งในตัวเอง ทั้งๆ ที่ในพรรคมีการเตรียมที่จะเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่กลับมีกระแสข่าวว่ายังดำเนินการในเรื่องการยุบสภาอยู่ เป็นสิ่งที่ตนต้องออกมาเรียกร้องขอความชัดเจนจากนายภูมิธรรมว่าได้ยุติกระบวนการยุบสภาแล้วหรือไม่อย่างไร และพร้อมที่จะเดินหน้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วใช่หรือไม่

พร้อมกันนี้ นายณัฐพงษ์ ยืนยันหนักแน่นว่ามติของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรี ผ่านการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เราไตร่ตรองและทบทวนมาอย่างดีแล้ว เพียงแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้อยู่ในสภาพของสิ่งที่เราบอกว่า นายกฯ รักษาการ มีอำนาจในการยุบสภา แต่ทางรัฐบาลกลับมีความย้อนแย้งและยังเกิดความไม่ชัดเจน จึงอยากทำให้เกิดความชัดเจนก่อน แต่หากรัฐบาลยังคงคาราคาซังและยังไม่ทำให้เกิดความชัดเจน พวกเราเห็นควรว่าควรดำเนินการตามที่ประธานสภาฯ ใช้ดุลพินิจที่ได้บรรจุวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ต่อไป ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค การแสดงจุดยืนนี้ในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และขอเรียกร้องให้ผู้ที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษนายภูมิธรรม ถอนคำร้องทุกข์ออก

“สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการยืนยันในหลักการเราพูดมาโดยตลอดว่าเราไม่เห็นด้วยกับกระบวนการนิติสงคราม สิ่งที่ประชาชนไม่อยากเห็นตอนนี้คือการที่ใครกำลังจะขึ้นมามีอำนาจแล้วใช้กระบวนการทุกอย่างเล่นงานคู่ขัดแย้งฝ่ายตรงข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ผมในฐานะหัวหน้าพรรคได้ออกมายืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการดำเนินคดีนายภูมิธรรมเมื่อวานที่ผ่านมา”

สำหรับการดำเนินการต่อจากนี้ เราจะใช้เสียงในสภาฯ ที่เรามีในการกำกับทิศทางของประเทศให้ดำเนินไปทางที่เราเห็นว่าถูกและควรโดยใช้รัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยที่เราเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในการกำกับทิศทาง มีคำถามว่าเป็นนั่งร้านหรือไม่เป็นนั่งร้าน นายณัฐพงษ์ ตอบว่า อยู่ที่การแสดงออกการใช้เสียงในสภาฯ ที่พวกเรามีการแถลงชัดเจนในครั้งนี้เรื่องการดำเนินคดีนายภูมิธรรม เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการแสดงออกของพวกเราว่าเราใช้เสียงของพวกเราที่มีในการกำกับทิศทางรัฐบาลเสียงข้างน้อยอย่างไร ส่วนภายนอกสภาฯ เราคงห้ามคนที่ไปยื่นคดีฟ้องร้องไม่ได้ และตนคงไม่ได้มีอำนาจที่จะกำกับการทำงานของ สส.แต่ละคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยู่พรรคอื่นๆ แต่หากมีการดำเนินการอะไรไปแล้วตนเชื่อมั่นว่า 140 กว่าเสียงที่เรามี ที่เราเป็นฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ณ ขณะนี้จะสามารถกำกับทิศทางการกำกับการดำเนินการของพรรคต่างๆ ได้

“ขอย้ำอีกครั้งว่าการเซ็น MOA ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการร่วมรัฐบาล เราไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะไปสั่งห้ามไม่ให้เขาทำอะไรเป็นการล่วงหน้า และการจัดตั้งรัฐบาลการดำเนินการต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่เขาจะทำ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นว่ารัฐบาลทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขัดหลักการ เราก็พร้อมใช้เสียงที่เรามีในการกำกับทิศทางให้รัฐบาลเดินทางไปในทางที่ถูกต้อง เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยและทุกๆ ฝ่ายที่ร่วมเสียงอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ได้เสียงสัญญาณที่ส่งไปแล้ว”

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงจากการประเมินกระแสต่างๆ ที่เราได้ยินมาอาจจะยังมีผู้สนับสนุนของพรรคบางส่วนที่ยังรู้สึกไม่สบายใจ พวกเราเข้าใจดีและเชื่อว่าผู้บริหารได้รับฟังเสียงอย่างรอบด้านแล้ว ก่อนที่จะออกมาเป็นมติผู้บริหารพรรคพวกเราฟังเสียงทุกองค์ค่ะประโยชน์ของพรรคอย่างรอบด้านแล้ว ยืนยันอีกครั้งว่าการตัดสินใจครั้งนี้เห็นไปในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่เรามีมติออกมา ดังนั้นการดำเนินการต่อจากนี้ที่จะทำให้คะแนนความนิยมของพรรคเพิ่มมากขึ้นหรือผู้สนับสนุนพรรคเข้าใจสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องดำเนินการเป็นไปเพื่ออะไรก็เป็นสิ่งที่หน้าที่ของพวกเราที่ต้องดำเนินการต่อ เชื่อว่าใน 4 เดือนต่อ.

“เท้ง” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157

ความชัดเจนเรื่องการยุติกระบวนการยุบสภา

จากกรณีที่นายณัฐพงษ์ได้ออกมาถามความชัดเจนจากนายภูมิธรรม เรื่องการยุติกระบวนการยุบสภา ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในการทำงานของรัฐบาลผสม การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะใช้เสียงของตนในการเปลี่ยนแปลง หากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง

การออกมาเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ยุติกระบวนการยุบสภา และเรียกร้องให้ถอนการดำเนินคดี มาตรา 112 และ 157 เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชน ในการปกป้องหลักการประชาธิปไตย และต่อต้านการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

โดยสรุป ประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์หยิบยกขึ้นมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมือง และความจำเป็นในการสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ที่มา – “เท้ง” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157

อนุทินชี้ เพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ ประชาชนได้ประโยชน์

“อนุทิน” คุยกับพรรคประชาชนแล้วปมเสียงโหวตในสภาฯ ชี้คนร้อง “ภูมิธรรม” ม.112 ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย มองเพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ยิ่งมีคนเสนอชื่อชิงนายกฯ ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงรัฐสภา โดยผู้สื่อข่าวที่ปักหลักรออยู่ที่บริเวณด้านหน้าสอบถามว่ามีอะไรจะต้องเคลียร์กับพรรคประชาชนหรือไม่ นายอนุทิน บอกว่า “ได้ชี้แจงและพูดคุยกันแล้วเรื่องของการโหวตเมื่อวานแล้ว เมื่อวานพรรคภูมิใจไทยก็วิ่งกลับมาที่สภากัน โอ้โห”

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กังวลใจหรือไม่พรรคเพื่อไทยจะมีการส่ง นายชัยเกษม นิติสิริ ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นายอนุทิน ตอบว่า ได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาชนบอกว่าอีกหน่อยคงจะต้องจัดตั้งทีมประสานงานเพื่อการทำงานที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น เพราะเพิ่งใหม่กันหมด และเพิ่งมาเป็นฝ่ายค้านร่วมกัน การทำงานในสภาฯ ก็เป็นสมัยแรก และคงจะต้องจัดทีมประสานงานทั้งสองพรรค อันนี้แค่พูดถึงการเริ่มต้นในฐานะฝ่ายค้าน

ส่วนคำถามถึงกรณีที่มีคนไปแจ้งความ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มองอย่างไร โดยเฉพาะมาตรา 112 นายอนุทิน เผยว่า “ม.112 ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย ส่วนเรื่องอื่นๆ ขอตรวจสอบก่อน ผมไม่ทราบว่าคนที่ไปแจ้งความไปในนามพรรคหรือไปในนามบุคคล เพราะเมื่อวานวุ่นแต่เรื่องอื่นทั้งวัน”

สำหรับเรื่องการประชุมวิป 2 ฝ่ายเมื่อวาน (3 กันยายน 2568) ที่ไม่ได้ข้อสรุป นายอนุทิน บอกว่า “ก็เป็นเรื่องธรรมดา” ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกระแสข่าวหนังสือที่พรรคเพื่อไทยส่งไปเพื่อทูลเกล้าฯ ขอยุบสภา และถูกตีกลับ มองอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า “เรื่องนี้มิบังควรที่จะพูดถึงดีกว่า” อย่างไรก็ตาม เมื่อถามย้ำที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอนายชัยเกษม เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กังวลใจหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ทุกอย่างยิ่งมีทางเลือก ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน”

อนุทิน มองเพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ ยิ่งมีทางเลือกยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

จากกรณีที่พรรคเพื่อไทยอาจเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า เพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงตำแหน่งนั้น ยิ่งมีทางเลือกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อประชาชนมากเท่านั้น

อนุทิน ชี้ “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นายอนุทินยังกล่าวถึงการทำงานร่วมกันของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยระบุว่า จะมีการจัดตั้งทีมประสานงานเพื่อการทำงานที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น เนื่องจากทั้งสองพรรคเพิ่งจะมาทำงานร่วมกันในสภาเป็นสมัยแรก นอกจากนี้ นายอนุทินยังตอบคำถามเกี่ยวกับกรณีที่มีผู้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายภูมิธรรม เวชยชัย โดยเฉพาะในประเด็นมาตรา 112 ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย และขอตรวจสอบรายละเอียดก่อนที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม

เมื่อถูกถามย้ำถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อนายชัยเกษม เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นายอนุทินตอบว่า “ทุกอย่างยิ่งมีทางเลือก ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน” ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีที่เปิดกว้างและมองว่าการมีตัวเลือกที่หลากหลายเป็นสิ่งที่ดี

โดยสรุปแล้ว ท่าทีของนายอนุทินต่อการที่พรรคเพื่อไทยอาจเสนอชื่อนายชัยเกษม ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นไปในเชิงบวก โดยมองว่ายิ่งมีตัวเลือกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน

การที่พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายชัยเกษม ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการเพิ่มตัวเลือกให้กับสมาชิกรัฐสภาในการพิจารณาเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะมาบริหารประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจของประชาชน และเมื่อมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะสามารถพิจารณาคุณสมบัติและวิสัยทัศน์ของผู้สมัครแต่ละคนได้อย่างรอบคอบ และเลือกผู้ที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การมีผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลายคนจึงเป็นโอกาสที่ดีที่ประชาชนจะได้เห็นมุมมองและนโยบายที่แตกต่างกัน และนำไปสู่การตัดสินใจเลือกผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ที่มา – “อนุทิน” มองเพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ ยิ่งมีทางเลือกยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ชูวิทย์: พรรคประชาชนต้องร่วมรัฐบาล เพื่อยุบสภา

“ชูวิทย์” ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า “พรรคประชาชน” ต้องมีส่วนร่วมในรัฐบาล เพื่อเป้าหมายให้นายกฯ ยุบสภาตามเวลาที่กำหนด ชี้การโหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ แล้วประกาศเป็นฝ่ายค้าน เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการเมืองไทย

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด โดยระบุว่า “การหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ พรรคประชาชนประกาศสนับสนุน นายอนุทิน เป็นนายกฯ พรรคเพื่อไทยยื่นยุบสภา แต่ไม่ผ่าน ประกาศยอมถอยไปเป็นฝ่ายค้าน ประธานสภานัดประชุมสภาโหวตนายกฯ วันศุกร์นี้”

พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล

นายชูวิทย์ มองว่า หากนายอนุทินได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะหนีไม่พ้นการตอบแทนบุญคุณทางการเมืองตามระบบโควต้า นักการเมืองหน้าเดิมก็จะกลับมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้พรรคประชาชนอภิปรายตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ และ 2 กระทรวงหลักที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องยึดไว้คือ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม

“สัดส่วน ครม. ที่ พรรคภูมิใจไทยจะจัดจึงเหลือๆ เมื่อไม่มีพรรคประชาชนมาหารส่วนแบ่งให้เสียของไปถึง 140 กว่าเสียง ด้วยมุมมองการเมืองแบบบริสุทธิ์อินโนเซ้นท์ พรรคประชาชนยังประกาศจะเป็นฝ่ายค้าน เพื่อจะตรวจสอบรัฐบาลเสียอีก” นายชูวิทย์กล่าว

นายชูวิทย์ยังตั้งคำถามว่า การโหวตเลือกนายกฯ เพื่อตั้งรัฐบาล ส่วนคนโหวตกลับยอมเป็นฝ่ายค้านเพื่อมาตรวจสอบรัฐบาลที่ตั้งมานั้น ทำไปเพื่ออะไร เพราะการเป็นฝ่ายค้านไม่เคยล้มรัฐบาลได้เลยสักครั้ง และเชื่อว่าเครื่องจักรดูด สส. กำลังทำงาน สักพักเสียงอาจจะล้นเกินครึ่ง โดยอ้างว่าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น แต่มีคนเข้ามาเอง

นายชูวิทย์เสนอว่า หากต้องการจะคุมพรรคภูมิใจไทยให้ทำตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนยื่นเป็นสัญญาประชาคม พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลต่างหาก เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด เพราะการควบคุมที่ดีที่สุดคือ การเป็นส่วนหนึ่งใน ครม. เพื่อจะได้เห็นทุกความเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ยังระบุว่า กระทรวงที่พรรคประชาชนควรคุมคือ กระทรวงยุติธรรม เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่ DSI แจ้งข้อกล่าวหานายอนุทิน เรื่องฮั้ว ส.ว. และแม้แต่เขากระโดง รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ที่คุมบรรดาข้าราชการที่มีผลต่อการเลือกตั้ง และกรมที่ดินที่ไม่รู้ว่าจะถอนโฉนดเขากระโดงได้หรือไม่ นับเป็นข้อถกเถียงที่ล้วนแต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งสิ้น

“แต่นี่กลับปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยจัดสรรแบ่งปันกันเสร็จสรรพสบายใจเฉิบ ด้วยเงื่อนไขที่อ้าแขนรับได้หมด ชิลเหลือเกิน มันผิดธรรมชาติการเมืองเป็นอย่างยิ่ง แล้วคอยดูหน้าตา ครม.หนู” นายชูวิทย์กล่าว

ทำไมพรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล?

นายชูวิทย์มองว่า พรรคประชาชนจะปฏิเสธไม่ได้ ที่ต้องรับผิดชอบต่อนายกฯ และ ครม. ชุดที่นายกฯ เลือกมา ล้วนเป็นผลมาจากการโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชนอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จะอ้างว่าเป็นฝ่ายค้านไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะพรรคประชาชนไปปลุกพรรคภูมิใจไทยให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเอง ด้วยการโหวตให้นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ

หรือไม่อย่างนั้น แทนที่พรรคประชาชนจะอยู่เฉยๆ งดออกเสียง ไม่โหวตให้ใคร กลับทำตัวเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยโดยไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย ได้แค่ไปหางานทำ ตรวจสอบ อภิปราย ทำได้เท่านั้น ในขณะที่อีกฝ่ายกุมอำนาจรัฐ และ ส.ว. ที่สามารถแต่งตั้งองค์กรกลาง เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่นายอนุทิน เคยย้ำนักย้ำหนาว่าใครจะเป็น แค่นี้ก็รู้แล้วว่า นักการเมืองลิ้นมันดิ้นได้

“ให้ตายเถอะ ถือเป็นการเล่นการเมืองแบบใสซื่อ ไม่เข้ากับบริบทการเมืองไทย และโดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทยเลย” นายชูวิทย์กล่าว

นายชูวิทย์ยังกล่าวอีกว่า การจะเปลี่ยนการเมืองไทยไม่สามารถกระทำได้ในระยะเวลาเพียง 4 เดือน เอาแค่สิ่งที่พรรคประชาชนบอกไว้ว่า จะไม่ให้ใครเอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานใคร แค่วันนี้ก็มีการแจ้ง ม.112 กับนายภูมิธรรมที่ไปยื่นยุบสภาเสียแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะย้อนกลับมาที่พรรคประชาชนที่ไปเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้

ทั้งการทำงานของนายกฯ และ ครม. เขี้ยวลากดิน การจัดสรรผลประโยชน์ การควบคุม ส.ว. ไปในทุกเรื่อง ทุกอย่างล้วนมีต้นเหตุเพราะพรรคประชาชนเลือกนายอนุทินเอง โดยทำหล่อว่าตัวเองขอเป็นฝ่ายค้าน พรรคประชาชนจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเจ็บช้ำเป็นคำรบสอง ต่อเนื่องมาจากการที่พรรคภูมิใจไทยไม่โหวตให้ พิธาเป็นนายกฯ อย่างอ้างประชาชน เพราะสิ่งที่ทำไปประชาชนไม่ได้อะไร ล้วนมีแต่เสียกับการตัดสินใจแบบนี้ ที่ปล่อยเสือออกจากกรง แล้วคนเลี้ยงที่ว่าจะคุมเสือ กลับถูกเสือคาบไปกิน

นายชูวิทย์ทิ้งท้ายว่า “รอดูได้เลย ภาระที่พรรคประชาชนต้องแบกใส่บ่าหามไว้ จะส่งผลให้พรรคประชาชนเสียคะแนนมหาศาล ที่กล้าเอาเนื้อสดไปฝากไว้กับเสือหิว หรือจะว่าไปนี่เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยเห็นมาในการเมืองไทย”

จากความคิดเห็นของนายชูวิทย์ จะเห็นได้ว่าการตัดสินใจทางการเมืองมีความซับซ้อนและอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง การที่พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลหรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “ชูวิทย์” มอง “พรรคประชาชน” ต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนโหวตนายกฯ

ถ่ายทอดสดประชุมสภาผู้แทนราษฎร 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวัน “โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32” หลังประธานสภาฯ สั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนในวันที่ 5 ก.ย.นี้ การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 19 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันนี้ ตามกำหนดการนัดประชุมในเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ได้กำหนดเป็นวาระประชุมนัดพิเศษ โดยมีญัตติด่วนที่น่าสนใจในทำนองเดียวกันหลายเรื่อง เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, การขอให้สภาพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา รวมถึงเรื่องที่ค้างพิจารณาอีกหลายเรื่อง

(ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ)

ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชน ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้น ซึ่งพรรคประชาชนมีมติคณะกรรมการบริหารพรรคออกมาว่าจะโหวตสนับสนุนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อ ที่สำคัญคือต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยพรรคภูมิใจไทยก็ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว 

ทางด้านพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าทูลเกล้าฯ เสนอยุบสภาไปแล้ว แต่ต่อมาช่วงเย็นวันเดียวกัน มีกระแสข่าวว่าหนังสือดังกล่าวถูกตีกลับ ซึ่งนายภูมิธรรม ไม่ได้ตอบในประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการโหวตนายกรัฐมนตรี ล่าสุดประธานสภาฯ มีคำสั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนที่ 8 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการประชุมวันที่ 5 กันยายน 2568 เรียบร้อยแล้ว.

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 4 กันยายน 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ ทำให้ประชาชนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกระบวนการตัดสินใจของนักการเมืองได้อย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญในการ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68

  • การพิจารณาญัตติด่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • การพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา
  • ความคืบหน้าในการเตรียมการสำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรอบด้านเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีวิจารณญาณ

ดังนั้น การติดตาม ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคนที่ต้องการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

5 ก.ย.นี้! สภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แน่นอน

เตรียมตัวให้พร้อม! สภาผู้แทนราษฎรบรรจุวาระการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในวันที่ 5 กันยายนนี้แล้ว โดยถือเป็นเรื่องด่วนลำดับที่ 8 ที่จะพิจารณาในการประชุม

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่คณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิปสภา) ยังหาข้อสรุปเรื่องวันประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ไม่ได้ โดยนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ได้นำความเห็นของ สส. ที่เข้าร่วมประชุมเสนอต่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เพื่อพิจารณาและกำหนดวันประชุม

รายงานข่าวแจ้งว่า ประธานสภาฯ ได้รับทราบรายละเอียดจากการหารือของวิปสภาฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้เชิญ นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ รองเลขาธิการสภาฯ ที่กำกับดูแลสำนักประชุม มาหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในช่วงเย็นที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าได้ดำเนินการและเสนอเรื่องให้ประธานสภาฯ พิจารณาแล้ว โดยเบื้องต้นไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคทางข้อกฎหมายใดๆ ที่จะขัดขวางการบรรจุวาระเพิ่มเติมตามที่ สส. พรรคภูมิใจไทยเสนอ

5 ก.ย.นี้! สภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แน่นอน

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 21.14 น. เว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการบรรจุวาระเรื่องด่วนที่ 8 ซึ่งเป็นการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการประชุมวันที่ 5 กันยายน 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการยืนยันว่าจะมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันดังกล่าวอย่างแน่นอน

ความพร้อมในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การบรรจุวาระดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการจัดตั้งรัฐบาลกำลังใกล้เข้ามาทุกที หลังจากที่การเจรจาและประสานงานระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ มากมาย แต่ในที่สุดก็สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ และนำไปสู่การกำหนดวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จะต้องเตรียมตัวศึกษาข้อมูลและพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อ เพื่อให้สามารถตัดสินใจลงคะแนนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งนี้ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญของ สส. ทุกคน ในการเลือกผู้นำประเทศที่จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

คาดการณ์ว่าการประชุมในวันที่ 5 กันยายน จะเป็นไปอย่างเข้มข้นและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ประชาชนชาวไทยต่างเฝ้ารอผลการลงมติด้วยความหวังว่าประเทศไทยจะได้ผู้นำที่มีความสามารถ มีวิสัยทัศน์ และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

นอกจากประเด็นเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีแล้ว คาดว่าในการประชุมสภาฯ วันที่ 5 กันยายน จะมีการพิจารณาเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นที่น่าติดตามว่าสภาฯ จะสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่การบรรจุวาระการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเข้าใกล้การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หวังว่าหลังจากนี้สถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนชาวไทยสามารถทำได้ในขณะนี้คือ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง ให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ

หลังจากนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการลงมติในวันที่ 5 กันยายน จะออกมาเป็นอย่างไร และใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย.

ที่มา – บรรจุวาระแล้ว 5 ก.ย.นี้ ที่ประชุมสภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

3 สส.ปชป. แจงเหตุผลหนุน “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล

3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล-นั่งนายกฯ คนที่ 32 ผ่าทางตันประเทศ ปัดต่อรองตำแหน่งทางการเมือง ย้ำขอใช้เอกสิทธิ์ สส. ตามรัฐธรรมนูญ

วันที่ 3 กันยายน 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา, นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา และนายราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีธรรมราช 3 สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกคำชี้แจงกรณีร่วมลงชื่อสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ตามที่ปรากฏว่าพวกตนได้สนับสนุนข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยในการเสนอชื่อบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในช่วงเปลี่ยนผ่าน แก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า จัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้น พวกตนขอชี้แจงเหตุผลและเจตนารมณ์ใน 4 ประเด็นสำคัญ ที่ทำให้ต้อง 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

1. พวกตนทั้ง 3 คนเห็นว่า ปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ปรากฏชัดเจนที่สุดในกรณีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ได้ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงกรณีคลิปเสียง จนบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมไม่เพียงชี้ให้เห็นถึงการขาดคุณสมบัติและความซื่อสัตย์สุจริตที่ผู้นำควรมี ยังทำให้รัฐบาลสูญเสียความชอบธรรม ในการบริหารประเทศ และทำลายศักดิ์ศรีของประเทศโดยรวม การบริหารประเทศภายใต้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประชาชนเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน

2. การที่พวกตนลงนามสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการตัดสินใจในฐานะ สส. ที่สำคัญคือพรรคภูมิใจไทยเคยร่วมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดตั้งรัฐบาล ในช่วงปี 2551-2554 จนสามารถสร้างเสถียรภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม ตรงกันข้ามพรรคเพื่อไทยในห้วงเวลานั้น กลับเลือกที่จะล้มรัฐบาลและผลักประเทศเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ในครั้งนี้

3. พวกตนเห็นด้วยกับ 5 เงื่อนไขร่วมที่ทั้งสองพรรควางไว้เพื่อผ่าทางตันประเทศทั้งการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด การจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่กระทบชีวิตประชาชน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และปัญหาความมั่นคงชายแดน

4. การสนับสนุนของพวกตน มิได้มีเจตนาเพื่อแลกเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น หากแต่เป็นการใช้เอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ที่บัญญัติว่า “สส. ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ..” เพื่อยืนยันว่า เสียงของพวกตนคือเสียงที่ประชาชนมอบให้

เหตุผลที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

การออกมาให้เหตุผลของ สส. ทั้งสามท่านนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจน และเป็นการยืนยันถึงการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง การตัดสินใจทางการเมืองในครั้งนี้ จะส่งผลต่อทิศทางของประเทศอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ถือเป็นการเปิดเผยเบื้องหลังการตัดสินใจที่น่าสนใจ

ที่มา – 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ปัดต่อรองตำแหน่งทางการเมือง

อนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภา: จริงหรือ?

ท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังเป็นที่จับตา หลังมีกระแสข่าวลือเรื่องหนังสือทูลเกล้าฯ ขอยุบสภาถูกตีกลับ และข่าวการสกัดไม่ให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้จะมีการลงนาม MOA กับพรรคประชาชนแล้วก็ตาม สถานการณ์การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

อนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภา

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกระแสข่าวหนังสือทูลเกล้าฯ ขอยุบสภาถูกตีกลับมา โดยกล่าวว่าเป็นเพียงข่าวลือและต้องรอรัฐบาลเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ยังตอบคำถามกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ไปแจ้งความนายภูมิธรรม เวชชยชัย เรื่องการยื่นทูลเกล้าฯ ขอยุบสภา โดยนายอนุทินตั้งคำถามกลับว่านายศุภชัยไปแจ้งในนามส่วนตัวหรือไม่ และย้ำว่ารัฐบาลต้องแจ้งให้ประชาชนทราบโดยเร็วเกี่ยวกับเรื่องนี้

อนาคตการโหวตนายกฯ และข่าวลือเรื่องการยุบสภา

ในส่วนของปัญหาการโหวตนายกรัฐมนตรี นายอนุทินยืนยันว่าไม่มีปัญหา และกล่าวถึงข้ออ้างเรื่องการสอบถามประธานศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่จำเป็น เพราะมีความชัดเจนในพระราชกิจจานุเบกษาแล้ว นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการยื้อเวลาการโหวตนายกรัฐมนตรีไปหลังวันที่ 10 กันยายน โดยกล่าวว่าหากใครทำอะไรที่ขัดต่อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญจะต้องรับผิดชอบ และหากขัดต่อจริยธรรมก็ต้องยิ่งรับผิดชอบมากขึ้นไปอีก

สำหรับข่าวลือเรื่องดีล 44 สส. พรรคประชาชนและการโหวตนายกรัฐมนตรี นายอนุทินตอบว่าใครจะพูดอะไรก็ได้ แต่ขออย่าให้ผิดกฎหมายหรือหมิ่นประมาทให้ร้ายคนอื่น และยืนยันว่าการสนับสนุนที่ได้รับนั้นอยู่ในกติกา

วันเดียวกันนั้น นายอนุทินได้ลงมาที่ร้านกาแฟจาริสต้า ซึ่งเป็นร้านของภรรยา เพื่อสั่งกาแฟเอสเพรสโซ่ร้อนและสอบถามถึงไอศกรีมที่จะทานคู่กับเยลลี่สีแดงรสสตรอว์เบอร์รี เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเค้กส้มที่ร้าน นายอนุทินบอกว่าจะสั่งมาขายในวันพรุ่งนี้

โดยรวมแล้ว ท่าทีของนายอนุทินในวันนี้ยังคงผ่อนคลาย แม้จะมีการยื่นทูลเกล้าฯ เรื่องอนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภา และยังไม่มีมติเรื่องวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็ตาม

สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ทุกฝ่ายต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภา และความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาล หากมีความคืบหน้าใดๆ เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอย่างแน่นอน และการที่นายอนุทินออกมาอนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภานั้นยิ่งทำให้ทุกคนอยากรู้ความจริงมากขึ้นไปอีก

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณกำลังติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด ลองพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตัวคุณและสังคมโดยรวม และอย่าลืมที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “อนุทิน” งดตอบข่าวลือตีกลับ ยุบสภา ส่ายหัวไม่ตอบเจอเกมสกัดนั่งนายกฯ

สส.ลิซ่า ชี้ เพื่อไทยยื่นยุบสภาไม่จริงใจ?

“ภคมน” จับผิดไทม์ไลน์การยื่นยุบสภาของพรรคเพื่อไทย ชี้การสื่อสารไร้เอกภาพ สะท้อนความไม่จริงใจ ย้ำพรรคประชาชนเรียกร้องให้ยุบสภามา 100 รอบตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว

วันที่ 3 กันยายน 2568 นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่าน X ถึงกรณีการยื่นยุบสภา ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ได้ยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ทำไมเมื่อวานนี้ เพจพรรคเพื่อไทยโพสต์ยืนยันว่ายังไม่ได้เตรียมยุบสภาฯ

ตามภาพ เมื่อคืนนี้ (2 ก.ย. 68) ช่วงเวลา 21:00 น. เลขาธิการพรรคเพื่อไทยโพสต์ว่า “ยังไม่มีการยื่นทูลเกล้าฯ ใดๆ ทั้งสิ้นครับ” หนำซ้ำโพสต์นี้ถูกแชร์โดยเพจพรรคเพื่อไทยเองด้วย

คำถามคือ สรุปแล้วการทูลเกล้าฯ ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน เกิดขึ้นแน่ชัดจริงๆ เมื่อไรกันแน่?

ดิฉันคิดว่าการสื่อสารอย่างไร้เอกภาพ กลับไปกลับมาเช่นนี้ พอจะสะท้อนความจริงใจของพรรคเพื่อไทยในการยุบสภา ได้มากในสถานการณ์แบบนี้

ย้ำกันรอบที่ 100 ข้อเรียกร้องให้ยุบสภาเป็นข้อเรียกร้องแรกของพรรคประชาชนมาโดยตลอด ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2568 พูดง่ายๆ คือเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว

“หลังมีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีหลุดออกมา เรายืนยันตรงนี้มาตลอดและยืนยันเสมอว่าการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนคือทางออกของประเทศนี้ ซึ่งเรื่องการยุบสภา พรรคเพื่อไทยควรตัดสินใจแน่วแน่ไปตั้งแต่ตอนนั้น” นางสาวภคมน กล่าว

สส.ลิซ่า ชี้ เพื่อไทยยื่นยุบสภาไม่จริงใจ?

นางสาวภคมนยังกล่าวอีกว่า การที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเองเช่นนี้ ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน และยังตั้งคำถามถึงความจริงใจของพรรคเพื่อไทยในการดำเนินการเรื่องการยุบสภา

“ดิฉันคิดว่าประชาชนมีสิทธิ์ที่จะได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญเช่นนี้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความจริงใจของพรรค” นางสาวภคมนกล่าว

ข้อเรียกร้องเรื่องการยุบสภา

พรรคประชาชนได้เรียกร้องให้มีการยุบสภามาโดยตลอด โดยเชื่อว่าการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในขณะนี้

“เราเชื่อว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ประชาชนควรมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนเอง การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่จะเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ” นางสาวภคมนกล่าว

นอกจากนี้ นางสาวภคมนยังกล่าวถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสจากพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

“พรรคการเมืองทุกพรรคควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสกับประชาชน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน” นางสาวภคมนกล่าว

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

การที่ สส.ภคมนออกมาตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการของพรรคเพื่อไทยในเรื่องการยุบสภา สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ และยังเป็นการกระตุ้นให้สังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง

โดยรวมแล้ว ประเด็นที่นางสาวภคมนยกขึ้นมานั้น ถือเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่าย เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

การออกมาแสดงความคิดเห็นของ สส.ภคมนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกฝ่ายกำลังทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และมีความรับผิดชอบต่อประชาชน

ที่มา – “สส.ลิซ่า” ชี้ เพื่อไทยยื่นยุบสภาไม่จริงใจ ไล่ไทม์ไลน์ จับผิดได้หลายจุด

Scroll to top