“ชูวิทย์” ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า “พรรคประชาชน” ต้องมีส่วนร่วมในรัฐบาล เพื่อเป้าหมายให้นายกฯ ยุบสภาตามเวลาที่กำหนด ชี้การโหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ แล้วประกาศเป็นฝ่ายค้าน เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการเมืองไทย
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด โดยระบุว่า “การหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ พรรคประชาชนประกาศสนับสนุน นายอนุทิน เป็นนายกฯ พรรคเพื่อไทยยื่นยุบสภา แต่ไม่ผ่าน ประกาศยอมถอยไปเป็นฝ่ายค้าน ประธานสภานัดประชุมสภาโหวตนายกฯ วันศุกร์นี้”
พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล
นายชูวิทย์ มองว่า หากนายอนุทินได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะหนีไม่พ้นการตอบแทนบุญคุณทางการเมืองตามระบบโควต้า นักการเมืองหน้าเดิมก็จะกลับมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้พรรคประชาชนอภิปรายตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ และ 2 กระทรวงหลักที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องยึดไว้คือ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม
“สัดส่วน ครม. ที่ พรรคภูมิใจไทยจะจัดจึงเหลือๆ เมื่อไม่มีพรรคประชาชนมาหารส่วนแบ่งให้เสียของไปถึง 140 กว่าเสียง ด้วยมุมมองการเมืองแบบบริสุทธิ์อินโนเซ้นท์ พรรคประชาชนยังประกาศจะเป็นฝ่ายค้าน เพื่อจะตรวจสอบรัฐบาลเสียอีก” นายชูวิทย์กล่าว
นายชูวิทย์ยังตั้งคำถามว่า การโหวตเลือกนายกฯ เพื่อตั้งรัฐบาล ส่วนคนโหวตกลับยอมเป็นฝ่ายค้านเพื่อมาตรวจสอบรัฐบาลที่ตั้งมานั้น ทำไปเพื่ออะไร เพราะการเป็นฝ่ายค้านไม่เคยล้มรัฐบาลได้เลยสักครั้ง และเชื่อว่าเครื่องจักรดูด สส. กำลังทำงาน สักพักเสียงอาจจะล้นเกินครึ่ง โดยอ้างว่าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น แต่มีคนเข้ามาเอง
นายชูวิทย์เสนอว่า หากต้องการจะคุมพรรคภูมิใจไทยให้ทำตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนยื่นเป็นสัญญาประชาคม พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลต่างหาก เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด เพราะการควบคุมที่ดีที่สุดคือ การเป็นส่วนหนึ่งใน ครม. เพื่อจะได้เห็นทุกความเคลื่อนไหว
นอกจากนี้ นายชูวิทย์ยังระบุว่า กระทรวงที่พรรคประชาชนควรคุมคือ กระทรวงยุติธรรม เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่ DSI แจ้งข้อกล่าวหานายอนุทิน เรื่องฮั้ว ส.ว. และแม้แต่เขากระโดง รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ที่คุมบรรดาข้าราชการที่มีผลต่อการเลือกตั้ง และกรมที่ดินที่ไม่รู้ว่าจะถอนโฉนดเขากระโดงได้หรือไม่ นับเป็นข้อถกเถียงที่ล้วนแต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งสิ้น
“แต่นี่กลับปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยจัดสรรแบ่งปันกันเสร็จสรรพสบายใจเฉิบ ด้วยเงื่อนไขที่อ้าแขนรับได้หมด ชิลเหลือเกิน มันผิดธรรมชาติการเมืองเป็นอย่างยิ่ง แล้วคอยดูหน้าตา ครม.หนู” นายชูวิทย์กล่าว
ทำไมพรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล?
นายชูวิทย์มองว่า พรรคประชาชนจะปฏิเสธไม่ได้ ที่ต้องรับผิดชอบต่อนายกฯ และ ครม. ชุดที่นายกฯ เลือกมา ล้วนเป็นผลมาจากการโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชนอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จะอ้างว่าเป็นฝ่ายค้านไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะพรรคประชาชนไปปลุกพรรคภูมิใจไทยให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเอง ด้วยการโหวตให้นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ
หรือไม่อย่างนั้น แทนที่พรรคประชาชนจะอยู่เฉยๆ งดออกเสียง ไม่โหวตให้ใคร กลับทำตัวเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยโดยไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย ได้แค่ไปหางานทำ ตรวจสอบ อภิปราย ทำได้เท่านั้น ในขณะที่อีกฝ่ายกุมอำนาจรัฐ และ ส.ว. ที่สามารถแต่งตั้งองค์กรกลาง เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่นายอนุทิน เคยย้ำนักย้ำหนาว่าใครจะเป็น แค่นี้ก็รู้แล้วว่า นักการเมืองลิ้นมันดิ้นได้
“ให้ตายเถอะ ถือเป็นการเล่นการเมืองแบบใสซื่อ ไม่เข้ากับบริบทการเมืองไทย และโดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทยเลย” นายชูวิทย์กล่าว
นายชูวิทย์ยังกล่าวอีกว่า การจะเปลี่ยนการเมืองไทยไม่สามารถกระทำได้ในระยะเวลาเพียง 4 เดือน เอาแค่สิ่งที่พรรคประชาชนบอกไว้ว่า จะไม่ให้ใครเอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานใคร แค่วันนี้ก็มีการแจ้ง ม.112 กับนายภูมิธรรมที่ไปยื่นยุบสภาเสียแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะย้อนกลับมาที่พรรคประชาชนที่ไปเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้
ทั้งการทำงานของนายกฯ และ ครม. เขี้ยวลากดิน การจัดสรรผลประโยชน์ การควบคุม ส.ว. ไปในทุกเรื่อง ทุกอย่างล้วนมีต้นเหตุเพราะพรรคประชาชนเลือกนายอนุทินเอง โดยทำหล่อว่าตัวเองขอเป็นฝ่ายค้าน พรรคประชาชนจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเจ็บช้ำเป็นคำรบสอง ต่อเนื่องมาจากการที่พรรคภูมิใจไทยไม่โหวตให้ พิธาเป็นนายกฯ อย่างอ้างประชาชน เพราะสิ่งที่ทำไปประชาชนไม่ได้อะไร ล้วนมีแต่เสียกับการตัดสินใจแบบนี้ ที่ปล่อยเสือออกจากกรง แล้วคนเลี้ยงที่ว่าจะคุมเสือ กลับถูกเสือคาบไปกิน
นายชูวิทย์ทิ้งท้ายว่า “รอดูได้เลย ภาระที่พรรคประชาชนต้องแบกใส่บ่าหามไว้ จะส่งผลให้พรรคประชาชนเสียคะแนนมหาศาล ที่กล้าเอาเนื้อสดไปฝากไว้กับเสือหิว หรือจะว่าไปนี่เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยเห็นมาในการเมืองไทย”
จากความคิดเห็นของนายชูวิทย์ จะเห็นได้ว่าการตัดสินใจทางการเมืองมีความซับซ้อนและอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง การที่พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลหรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
ที่มา – “ชูวิทย์” มอง “พรรคประชาชน” ต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด


