รัสเซีย

เผยทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์ยังสู้รบยูเครน

ทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์ ยังคงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตามข้อมูลล่าสุดจากหน่วยข่าวกรองยูเครนที่เผยแพร่ผ่านสื่อเคียฟ อินดิเพนเดนท์ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ทหารเกาหลีเหนือกลุ่มนี้ถูกส่งไปสนับสนุนรัสเซียตั้งแต่ปี 2567 และยังคงประจำการในแคว้นคูร์สก์ (Kursk) ภูมิภาคชายแดนที่เป็นจุดร้อนของความขัดแย้ง

ทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์ปฏิบัติการอย่างไร

รายงานระบุว่า ทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์ มีส่วนร่วมในการโจมตีด้วยอาวุธหนัก เช่น ปืนใหญ่ลำกล้องยาวและระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง (MLRS) ตรงเป้าหมายกองกำลังยูเครนในจังหวัดชายแดน นอกจากนี้ พวกเขายังรับผิดชอบภารกิจลาดตระเวน สอดแนมทางอากาศ และการยิงปืนใหญ่จากแนวหน้า ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ยิ่งตึงเครียด

การหมุนเวียนกำลังพลของทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์

แม้จะไม่เปิดเผยตัวเลขแน่นอน แต่หน่วยข่าวกรองยูเครนยืนยันว่ามีกำลังพลหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อตกลงระหว่างมอสโกและเปียงยาง ทหารเกาหลีเหนือประมาณ 3,000 นายที่ผ่านการฝึกและรบจริงแล้ว ได้รับการส่งกลับเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ให้กองทัพเกาหลีเหนือ ขณะที่กำลังใหม่ถูกส่งมาทดแทน

  • ใช้อาวุธหนักโจมตีแนวหน้าของยูเครน
  • ลาดตระเวนและสอดแนมในพื้นที่ชายแดน
  • หมุนเวียนกำลังพลกว่า 11,000 นายตั้งแต่ตุลาคม 2567
  • สนับสนุนปฏิบัติการในแคว้นคูร์สก์ที่ยูเครนบุกเมื่อสิงหาคม 2567

พื้นหลังการส่งทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์

การมีส่วนร่วมของทหารเกาหลีเหนือเริ่มต้นหลังคิม จองอึน ลงนามสนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านกับวลาดิเมียร์ ปูติน ที่เปียงยางในเดือนมิถุนายน 2567 สนธิสัญญานี้ครอบคลุมการสนับสนุนทางทหารเต็มรูปแบบ ทำให้เกาหลีเหนือส่งทหารกว่า 11,000 นายไปช่วยรัสเซียในแนวหน้าตะวันออกและชายแดนคูร์สก์

แคว้นคูร์สก์กลายเป็นสมรภูมิสำคัญตั้งแต่ยูเครนเปิดปฏิบัติการบุกข้ามแดนเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ส่งผลให้รัสเซียสูญเสียพื้นที่บางส่วน การนำทหารเกาหลีเหนือเข้ามาช่วยเหลือจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยึดคืนพื้นที่ โดยเฉพาะในเดือนมกราคม 2568 ที่ทหารเกาหลีเหนือยังคง活跃อยู่

ผลกระทบจากการมีทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์

การปรากฏตัวของ ทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์ ไม่เพียงเพิ่มขีดความสามารถทางทหารให้รัสเซีย แต่ยังเปลี่ยน динамикаของสงครามให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น ชาติตะวันตกวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ที่มองว่าเป็นการละเมิดมติสหประชาชาติ นอกจากนี้ ทหารเกาหลีเหนือที่กลับบ้านยังนำความรู้จากสนามรบสมัยใหม่ไปพัฒนากองทัพของตน

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงพันธมิตรรัสเซีย-เกาหลีเหนือที่แน่นแฟ้นขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติ สงครามยูเครนที่ยืดเยื้อยังคงมีทิศทางไม่แน่นอน โดยเฉพาะในภูมิภาคคูร์สค์ที่อาจกลายเป็นจุดพลิกผัน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การหมุนเวียนทหารเกาหลีเหนือในเคิร์สค์แสดงให้เห็นว่ารัสเซียกำลังพึ่งพาพันธมิตรเอเชียมากขึ้น เพื่อชดเชยการขาดแคลนกำลังพล หากคุณสนใจพัฒนาการล่าสุด แนะนำให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เผยทหารเกาหลีเหนือยังคงปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคเคิร์สค์ของรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครน

ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

เหตุการณ์สำคัญที่ทุกคนจับตามองในความขัดแย้งยูเครน-รัสเซีย ล่าสุดเกิดขึ้นแล้ว นั่นคือ ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี ซึ่งเป็นสัญญาณบวกท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปี การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยให้ครอบครัวหลายร้อยครอบครัวได้พบกับคนที่รักอีกครั้ง แต่ยังจุดประกายความหวังในการเจรจาสันติภาพในอนาคต

ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ ทางการยูเครนและรัสเซียได้ดำเนินการแลกเปลี่ยนเชลยศึกและพลเรือนที่ถูกจับกุมตัวในวันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากทีมเจรจาจากทั้งสองฝ่ายรวมถึงสหรัฐอเมริกาในฐานะตัวกลาง หารือกันนาน 2 วันเต็มที่กรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เป็นกลางและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

การหยุดชะงักของการแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งก่อนเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทำให้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 เดือน โดยยูเครนได้รับเชลยศึกและพลเรือนชาวยูเครนจำนวน 157 คน ในนั้นประกอบด้วยทหารจากกองทัพ กองกำลังพิทักษ์ชาติ หน่วยตรวจคนเข้าเมืองและชายแดน รวมถึงพลเรือน 7 คน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกคุมขังมาตั้งแต่ปี 2565 ขณะที่รัสเซียได้รับทหารรัสเซีย 157 นายคืน และพลเรือนรัสเซียอีก 3 คนที่ถูกจับในแคว้นเคิร์สก์ช่วงที่ยูเครนบุกโจมตีเมื่อปี 2567-2568

รายละเอียดการแลกเปลี่ยนเชลยศึกยูเครน-รัสเซีย

  • ฝ่ายยูเครน: 157 คน (ทหาร 150 คน พลเรือน 7 คน) ถูกคุมขังนานหลายปี
  • ฝ่ายรัสเซีย: ทหาร 157 นาย และพลเรือน 3 คนจากแคว้นเคิร์สก์
  • สถานที่เจรจา: กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • ตัวกลาง: สหรัฐอเมริกา ช่วยประสานงาน

ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียด้วยความยินดี โดยระบุว่า “เรากำลังพาทุกคนกลับบ้าน” และให้คำมั่นว่าจะไม่หยุดนิ่งจนกว่าจะนำเชลยทุกคนที่เหลือในรัสเซียกลับมา ขณะที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันตัวเลขเช่นกัน และชี้ว่าพลเรือนรัสเซียที่ถูกปล่อยตัวถูกคุมขังโดยมิชอบ

แม้ ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี จะประสบความสำเร็จ แต่การประชุม 2 วันยังไม่มีข้อตกลงใหญ่ โดยประเด็นหลักที่ขัดแย้งยังคงเป็นเรื่องดินแดนที่รัสเซียยึดครอง และหลักประกันความมั่นคงให้ยูเครนเพื่อป้องกันการรุกรานซ้ำ เซเลนสกีเองยอมรับว่าการเจรจาไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่านี้

ความสำคัญของการเจรจาที่อาบูดาบี

กรุงอาบูดาบีกลายเป็นจุดนัดหมายสำคัญในความขัดแย้งยูเครน-รัสเซีย เนื่องจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีบทบาทเป็นตัวกลางที่เป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด สหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจก็เข้ามาช่วยผลักดัน ซึ่งอาจเป็นก้าวแรกสู่การหยุดยิงที่ยั่งยืน ตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 มีการแลกเปลี่ยนเชลยศึกหลายครั้ง แต่ช่วงหลังๆ หยุดชะงักเนื่องจากสถานการณ์รบที่รุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ยังสะท้อนถึงแรงกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากยุโรปและสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดความรุนแรงและเปิดช่องเจรจา ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอาจนำไปสู่การปล่อยเชลยรอบใหม่ หากประเด็นดินแดนได้รับการหารืออย่างจริงจัง

ในมุมมองของเรา การ ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี เป็นสัญญาณเชิงบวกที่แสดงให้เห็นว่าประตูสันติภาพยังไม่ปิดสนิท แม้สงครามจะทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นและล้านคนพลัดถิ่น แต่การนำคนกลับบ้านได้คือชัยชนะของมนุษยธรรม

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังเปราะบาง ผู้สนับสนุนยูเครนกังวลว่ารัสเซียอาจใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อลดแรงกดดันทางทหาร ขณะที่รัสเซียยืนกรานเรื่องดินแดนดอนบาสและไครเมีย หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการล่าสุด สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดทุกอัปเดต!

ที่มา – ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี

สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ

สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจนี้ยังคงตึงเครียดจากสงครามในยูเครน ล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐอเมริกาและรัสเซียได้ตกลงกันที่จะรื้อฟื้นช่องทางการสื่อสารระดับสูงระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่ายอีกครั้ง หลังจากถูกระงับไปนานกว่า 4 ปี

สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจากการประชุมลับระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของทั้งสองประเทศในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กองทัพสหรัฐฯ ในยุโรปได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ช่องทางการสื่อสารใหม่นี้จะช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารแบบทหารต่อทหารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปะทะโดยไม่ได้ตั้งใจ และส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ย้อนกลับไปในปี 2564 การสื่อสารระดับสูงระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับรัสเซียถูกระงับทันทีที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติย่ำแย่ลง ก่อนที่รัสเซียจะบุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เผชิญหน้าหลายครั้ง เช่น

  • เครื่องบินสอดแนมของสหรัฐฯ และนาโตบินใกล้ทะเลดำ ทำให้รัสเซียกล่าวหาว่าช่วยยูเครนโจมตีเป้าหมายรัสเซีย
  • โดรนรัสเซียบุกน่านฟ้าโปแลนด์ในเดือนกันยายน 2568 ส่งผลให้เครื่องบินนาโตต้องขึ้นสกัดกั้นและยิงทำลายบางส่วน
  • เครื่องบินรบรัสเซีย 3 ลำบุกน่านฟ้าเอสโตเนีย ทำให้เครื่องบินขับไล่นาโตต้องคุ้มกันออกไป

ประโยชน์ของการฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ

การตกลง สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ ครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวก โดยเฉพาะหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผลักดันนโยบายยุติสงครามยูเครน ช่องทางสื่อสารนี้จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจนำไปสู่สงครามใหญ่ เช่น การสื่อสารฉุกเฉินเมื่อเครื่องบินหรือเรือเข้าใกล้กันเกินไป

นอกจากนี้ ยังช่วยลดความกังวลของทั้งสองฝ่าย ฝั่งรัสเซียกังวลเรื่องกิจกรรมข่าวกรองของนาโตในทะเลดำ ขณะที่นาโตกังวลโดรนและเครื่องบินรัสเซียที่ทดสอบขีดจำกัดน่านฟ้า หากไม่มีช่องทางนี้ ความเสี่ยงจากการเข้าใจผิดจะสูงมาก

ในมุมกว้างขึ้น ข้อตกลงนี้สะท้อนถึงความพยายามทางการทูตที่กำลังฟื้นตัว หลังจากช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยการคว่ำบาตรและการสนับสนุนทางทหารให้ยูเครน สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ดูเหมือนจะเน้นการเจรจาโดยตรงกับรัสเซียมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการขยายความขัดแย้ง

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การฟื้นฟูนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทหาร แต่ยังเป็นพื้นฐานสำหรับการเจรจาระดับสูงอื่นๆ เช่น การควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ที่เคยหยุดชะงักไป หากดำเนินไปได้ดี อาจนำไปสู่การลดกำลังทหารในยุโรปตะวันออกและบรรเทาความตึงเครียดโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรค เช่น การเจรจาสงครามยูเครนที่ยังไม่คืบหน้า และความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน แต่ก้าวแรกนี้นับว่าสำคัญ

ในฐานะนักติดตามข่าวสาร คุณควรจับตาการพัฒนาต่อไป เพราะอาจเปลี่ยนโฉมหน้า geopolitics โลกได้ ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ

เซเลนสกีเผย ทำสงครามกับรัสเซีย 4 ปี ทหารยูเครนดับ 55,000 ศพ

เซเลนสกีเผย ทำสงครามกับรัสเซีย 4 ปี ทหารยูเครนดับ 55,000 ศพ ข้อมูลล่าสุดนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับโลก โดยประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกีของยูเครนได้เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตของทหารยูเครนในสงครามที่ยืดเยื้อกับรัสเซียเกือบ 4 ปี

เซเลนสกีเผย ทำสงครามกับรัสเซีย 4 ปี ทหารยูเครนดับ 55,000 ศพ

ในบทสัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ France 2 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เซเลนสกีระบุว่าทหารยูเครนเสียชีวิต 55,000 นาย และยังมีผู้สูญหายอีกหลายหมื่นคนที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ ข้อมูลนี้ถือเป็นการอัปเดตที่ชัดเจนที่สุดจากฝ่ายยูเครน ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม 2567 เขาเคยแจ้งตัวเลขไว้ที่ 43,000 ศพเท่านั้น

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2565 ได้สร้างความสูญเสียมหาศาลให้ทั้งสองฝ่าย ยูเครนปกปิดตัวเลขเพื่อรักษาขวัญกำลังใจของทหารและประชาชน แต่การเปิดเผยครั้งนี้สะท้อนถึงความจริงที่รุนแรง BBC ยืนยันชื่อทหารรัสเซียเสียชีวิตเกือบ 160,000 รายแล้วเช่นกัน

ตัวเลขผู้สูญหายและความสูญเสียที่แท้จริง

กระทรวงมหาดไทยยูเครนบันทึกผู้สูญหายกว่า 70,000 รายเมื่อ 6 เดือนก่อน รวมทั้งทหารและพลเรือน แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตัวเลขจริงสูงกว่านี้มาก เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ละเอียดอ่อนและกระทบต่อ moral ของกองทัพ

  • ทหารยูเครนเสียชีวิต: 55,000 ศพ (อัปเดตใหม่)
  • ผู้สูญหาย: หลายหมื่นรายอย่างเป็นทางการ
  • เปรียบเทียบก่อนหน้า: 43,000 ศพ (ธ.ค. 2567)
  • ฝั่งรัสเซีย: BBC ยืนยัน 160,000 ราย

การเจรจาสันติภาพล่าสุดที่อาบูดาบี

ท่ามกลางความสูญเสีย ผู้แทนยูเครน รัสเซีย และสหรัฐฯ กำลังประชุมไตรภาคีครั้งที่ 2 ที่กรุงอาบูดาบี โดยมีสตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ เข้าร่วม สหรัฐฯ เสนอข้อตกลงสันติภาพ แต่ประเด็นดินแดนอย่างดอนบาสยังเป็นอุปสรรคใหญ่ รัสเซียเรียกร้องให้ยูเครนยอมยกพื้นที่ส่วนที่เหลือ

เซเลนสกียอมรับว่าการเจรจาไม่ง่าย แต่ยูเครนพร้อมสร้างสรรค์และต้องการผลลัพธ์เร็ว วิตคอฟฟ์โพสต์บน X ว่าการหารือ “ละเอียดและเกิดผลดี แต่ยังมีงานอีกมาก”

สงครามนี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียทางชีวิต แต่ยังกระทบเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงโลก ยูเครนต่อสู้เพื่อเอกราช ขณะที่รัสเซียมุ่งขยายอิทธิพล การเปิดเผยตัวเลข เซเลนสกีเผย ทำสงครามกับรัสเซีย 4 ปี ทหารยูเครนดับ 55,000 ศพ อาจเป็นจุดเปลี่ยนในการเจรจา

นอกจากนี้ สงครามยังทำให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรม ผู้ลี้ภัยนับล้าน และการช่วยเหลือจากนานาชาติที่ยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง อนาคตของยูเครนขึ้นอยู่กับการหยุดยิงและสันติภาพที่ยั่งยืน

สำหรับผู้อ่านที่สนใจ เซเลนสกีเผย ทำสงครามกับรัสเซีย 4 ปี ทหารยูเครนดับ 55,000 ศพ ควรติดตามพัฒนาการการเจรจาอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่จุดสิ้นสุดของความขัดแย้งยาวนานนี้

คุณคิดอย่างไรกับตัวเลขนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวต่างประเทศล่าสุด!

ที่มา – เซเลนสกีเผย ทำสงครามกับรัสเซีย 4 ปี ทหารยูเครนดับ 55,000 ศพ

สี จิ้นผิง–ปูติน วิดีโอคอลตอกย้ำสัมพันธ์ จีน–รัสเซีย

ในช่วงที่สถานการณ์โลกกำลังปั่นป่วนไปด้วยความขัดแย้งและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ สี จิ้นผิง–ปูติน วิดีโอคอลตอกย้ำสัมพันธ์ จีน–รัสเซีย ท่ามกลางสถานการณ์นานาชาติปั่นป่วน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจ ผู้นำทั้งสองชาติได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายจากชาติตะวันตก

สี จิ้นผิง ปูติน วิดีโอคอล

สี จิ้นผิง–ปูติน วิดีโอคอลตอกย้ำสัมพันธ์ จีน–รัสเซีย ท่ามกลางสถานการณ์นานาชาติปั่นป่วน

การสนทนาผ่านวิดีโอคอลครั้งนี้ระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ในบรรยากาศที่อบอุ่นและไว้วางใจซึ่งกันและกัน โดยเกิดขึ้นก่อนครบรอบ 4 ปีของปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน ซึ่งเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ทั้งสองฝ่ายยกย่องความสัมพันธ์ทวิภาคีว่าเป็นรากฐานสำคัญในการรักษาเสถียรภาพโลก ท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี

จุดยืนร่วมกันของจีนและรัสเซียต่อสหรัฐฯ และตะวันตก

ตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน จีนและรัสเซียยิ่งกระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากขึ้น มอสโกหันไปพึ่งพาปักกิ่งในด้านการค้าและเศรษฐกิจ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรหนักหน่วงของสหรัฐฯ และพันธมิตร จีนเองก็ไม่เคยประณามการกระทำของรัสเซีย หรือเรียกร้องให้ถอนกำลัง ส่งผลให้หลายประเทศมองว่าจีนสนับสนุนรัสเซียทางอ้อม

สี จิ้นผิง กล่าวว่า สถานการณ์นานาชาติปั่นป่วนมากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องพัฒนาความสัมพันธ์ให้มั่นคง ผ่านการประสานงานยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้ง และมีบทบาทเชิงรุกในฐานะมหาอำนาจ ส่วนปูตินเรียกสี จิ้นผิงว่า “เพื่อนรัก” และย้ำว่าความเป็นหุ้นส่วนนี้เป็นแบบอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ยั่งยืน

ประเด็นสำคัญที่ผู้นำทั้งสองหารือ

นอกจากยกย่องซึ่งกันและกันแล้ว การสนทนาครั้งนี้ยังครอบคลุมประเด็นร้อนหลายเรื่อง ดังนี้:

  • มุมมองต่อสหรัฐอเมริกา: ทั้งคู่มีความเห็นตรงกันเกือบทั้งหมดเกี่ยวกับนโยบายของวอชิงตัน
  • สถานการณ์ในอิหร่าน: หารือถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
  • ความมั่นคงยุทธศาสตร์: โดยเฉพาะข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซีย-สหรัฐฯ ที่ใกล้หมดอายุ ปูตินยืนยันว่าจะรับผิดชอบ
  • ระบบสหประชาชาติ: สี จิ้นผิงย้ำความมุ่งมั่นต่อ UN โดยเฉพาะสิทธิยับยั้งในคณะมนตรีความมั่นคง

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่สี จิ้นผิงจะโทรหาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ทูตที่คล่องตัวของจีน ซึ่งกำลังกระชับสัมพันธ์กับผู้นำหลายชาติ เช่น ฝรั่งเศส แคนาดา ฟินแลนด์ และอุรุกวัย

ผลกระทบต่อเวทีโลกและอนาคตความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย

สี จิ้นผิง–ปูติน วิดีโอคอลตอกย้ำสัมพันธ์ จีน–รัสเซีย ไม่ใช่แค่การพูดคุยธรรมดา แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าทั้งสองชาติกำลังสร้างแนวร่วมเพื่อท้าทาย霸权ของตะวันตก การค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพลังงานและเทคโนโลยี ช่วยให้รัสเซียรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะที่จีนได้ประโยชน์จากทรัพยากรราคาถูก ในอนาคต เราอาจเห็นความร่วมมือด้านทหารและเทคโนโลยีที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งอาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจโลก

ในมุมมองของผู้เขียน ความสัมพันธ์นี้เป็นตัวอย่างของการเมืองสมัยใหม่ที่เน้นผลประโยชน์ร่วมกัน ท่ามกลางโลกที่แบ่งขั้วชัดเจนยิ่งขึ้น คุณคิดว่ามันจะนำไปสู่ความสงบสุขหรือความขัดแย้งรุนแรงกว่าเดิม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุด!

ที่มา – สี จิ้นผิง–ปูติน วิดีโอคอลตอกย้ำสัมพันธ์ จีน–รัสเซีย ท่ามกลางสถานการณ์นานาชาติปั่นป่วน

ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ

ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ แล้วนะครับ ทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าสหรัฐฯ กับรัสเซียอาจจะกลับมาแข่งขันสะสมอาวุธกันอีกครั้ง สนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ หรือ New START ที่ทั้งสองประเทศลงนามเมื่อปี 2553 กำลังจะสิ้นสุดลงในวันพฤหัสบดีนี้ มันเป็นข้อตกลงสำคัญที่ช่วยจำกัดหัวรบนิวเคลียร์ไม่เกิน 1,550 หัวต่อฝ่าย พร้อมกลไกตรวจสอบโปร่งใส เพื่อป้องกันสงครามนิวเคลียร์ที่ไม่มีใครอยากเห็น

ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ

สนธิสัญญานี้ถือเป็นความร่วมมือสุดท้ายที่เหลือรอดจากยุคสงครามเย็นครับ ตั้งแต่ START ดั้งเดิมปี 2534 ที่จำกัดหัวรบไว้ 6,000 หัว จนมาถึง New START ที่ลงนามในกรุงปราก แม้รัสเซียจะระงับการปฏิบัติตามเมื่อ 3 ปีก่อนเพราะสงครามยูเครน แต่ทั้งสองฝ่ายยังเคารพขอบเขตอยู่ดี มันช่วยสร้างความไว้วางใจ ลดความเสี่ยงจากการเข้าใจผิด

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ยังทรงเรียกร้องให้ต่ออายุด้วยซ้ำ ทรงบอกว่าสถานการณ์โลกตอนนี้บีบให้ต้องหลีกเลี่ยงการแข่งแขนขาใหม่ แต่ดูท่าทางจะไม่ง่าย เพราะสนธิสัญญาควบคุมอาวุธอื่นๆ ก็ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว

สนธิสัญญาควบคุมอาวุธที่หายไปจากโลก

  • สนธิสัญญา INF (Intermediate-Range Nuclear Forces): ขจัดการอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางในยุโรป
  • Open Skies Treaty: อนุญาตบินสอดแนมตรวจสอบกองทัพ
  • C CFE Treaty: จำกัดรถถัง กำลังพล ในยุโรป

ทั้งหมดนี้หมดอายุไป ทำให้ ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

มุมมองจากผู้นำทั้งสองฝ่าย

ฝั่งรัสเซีย ที่ปรึกษาปูตินบอกว่าจะ “ดำเนินการอย่างรับผิดชอบ” แต่กระทรวงต่างประเทศชี้แจงว่าหมดพันธะแล้ว แต่ละฝ่ายทำอะไรก็ได้ ทางสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์ดูชิลๆ บอกว่า “หมดก็หมด เดี๋ยวทำใหม่ที่ดีกว่า” และอยากดึงจีนมาร่วมด้วย เพราะจีนกำลังขยายคลังนิวเคลียร์ ส่วนรัสเซียอยากรวมอังกฤษ-ฝรั่งเศส

การแข่งขันอาวุธยุคใหม่ที่กำลังร้อนระอุ

นักวิจัยอย่างดาเรีย ดอลซิโควาจาก RUSI บอกว่านี่น่ากังวลมาก เพราะทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย กำลังอัพเกรดกองทัพนิวเคลียร์ สหรัฐฯ มีแผน “โดมทองคำ” ป้องกันขีปนาวุธ รัสเซียตอบโต้ด้วย “โพไซดอน” ตอร์ปิโดนิวเคลียร์ใต้ทะเล และ “บูเรเวสต์นิก” ขีปนาวุธร่อนนิวเคลียร์ แถมทั้งสามชาติมหาอำนาจยังพัฒนาไฮเปอร์โซนิกความเร็ว 4,000 ไมล์/ชม. ที่สกัดยากสุดๆ

การหมดอายุของ New START จึงไม่ใช่แค่จุดจบข้อตกลงเก่า แต่เป็นสัญญาณเริ่มยุคใหม่ที่อันตรายกว่าเดิม การขยายอาวุธพวกนี้ทำให้เจรจาสนธิสัญญาใหม่ยากลิบ

ในมุมผมคิดว่าสถานการณ์ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ แบบนี้เตือนใจเราว่า ความร่วมมือระหว่างมหาอำนาจยังจำเป็นต่อสันติภาพโลก ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ โลกอาจเข้าสู่สงครามเย็นรอบใหม่ที่รุนแรงกว่า คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัพเดทสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ

รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา

รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับประชาชนยูเครนที่กำลังเผชิญกับคลื่นหนาวสุดขั้ว สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 โดยรัสเซีย发动การโจมตีด้วยขีปนาวุธจำนวนมหาศาล มุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน

รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา

ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เปิดเผยว่ารัสเซียยิงขีปนาวุธวิถีโค้ง (ballistic missiles) จำนวนมากเป็นประวัติการณ์ เพื่อทำลายโรงไฟฟ้าและระบบพลังงานทั่วประเทศ บริษัท DTEK ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานเอกชนรายใหญ่ของยูเครน ยืนยันว่าการโจมตีครั้งนี้ใช้ทั้งขีปนาวุธและโดรนโจมตีโรงไฟฟ้าในกรุงเคียฟ และเมืองโอเดสซา ส่งผลให้เป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในปีนี้

ผลกระทบรุนแรงมาก โดยเฉพาะในสภาพอากาศหนาวเย็นจัดที่อุณหภูมิลดลงถึง -20 องศาเซลเซียส อาคารชุดพักอาศัยกว่า 1,000 แห่งในเคียฟขาดระบบทำความร้อนทันที โรงไฟฟ้าในเมืองคาร์คิฟทางตะวันออกเสียหายหนักจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ ชาวยูเครนต้องเผชิญกับความมืดมิดและความหนาวเหน็บ โดยไม่มีไฟฟ้าและความร้อน

รายละเอียดการโจมตีรัสเซียรัวมิสไซล์

  • ขีปนาวุธวิถีโค้งและขีปนาวุธร่อนกว่า 70 ลูก
  • โดรนโจมตีอีก 450 ลำ เพื่อล่อระบบป้องกันทางอากาศ
  • กองทัพอากาศยูเครนสกัดกั้นได้เพียง 38 ลูก
  • เสียงไซเรนดังนานกว่า 7 ชั่วโมงในเคียฟ

เซเลนสกีประณามว่ารัสเซียเลือกใช้วิธี “ก่อการร้ายและยกระดับความรุนแรง” แทนการทูต พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรใช้นำ “แรงกดดันขั้นสูงสุด” ต่อมอสโก การโจมตีเกิดขึ้นหลัง “ข้อตกลงพักรบด้านพลังงาน” ที่ทรัมป์ตกลงกับปูตินสิ้นสุดลง ซึ่งเซเลนสกีมองว่ารัสเซียใช้เวลานี้สะสมอาวุธ

ผลกระทบต่อประชาชนและการตอบโต้จากนานาชาติ

ยูเครนขาดแคลนขีปนาวุธป้องกันทางอากาศ โดยเฉพาะระบบ Patriot จากสหรัฐฯ เซเลนสกีโพสต์บน X ว่า “การจัดส่งขีปนาวุธทันท่วงทีคือสิ่งสำคัญ หากไม่กดดันรัสเซีย สงครามจะไม่มีวันสิ้นสุด” เลขาธิการนาโต้กระตุ้นสมาชิกจัดส่งอาวุธด่วน โดยยืนยันว่าการโจมตีนี้ไม่แสดงถึงความจริงใจในการสร้างสันติภาพ

สถานการณ์ รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา นี้ สะท้อนถึงความโหดร้ายของสงครามที่ยืดเยื้อ ชาวยูเครนต้องอดทนกับความทุกข์ทรมานทั้งจากกระสุนและสภาพอากาศสุดโหด ในขณะที่โลกจับตามองการตอบสนองจากชาติตะวันตก

นอกจากนี้ การโจมตีโครงสร้างพลังงานยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน ทำให้โรงงานหยุดชะงักและประชาชนต้องรวมตัวกันในที่หลบภัย ความเสียหายคาดว่าจะใช้เวลานานกว่าจะฟื้นฟู โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่กำลังจะยาวนาน

เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้อีก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ยูเครนเร่งเสริมระบบป้องกันทางอากาศ และนานาชาติควรเพิ่มการสนับสนุนด้านอาวุธขั้นสูง

ติดตามข่าวสารสงครามรัสเซีย-ยูเครน และอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ คุณคิดอย่างไรกับการโจมตีครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – รัสเซียรัวมิสไซล์ ถล่มโรงไฟฟ้ายูเครน ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา

รัสเซียจี้สหรัฐฯ ชี้แจง ปมโจมตีเวเนฯ จับมาดูโร

ความตึงเครียดระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อรัสเซียออกมาเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาชี้แจงถึงปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับนานาชาติ และถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่จะตามมา

รัสเซียจี้สหรัฐฯ ชี้แจง ปมโจมตีเวเนซุเอลา จับมาดูโร

กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานเกี่ยวกับการจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร พร้อมภริยา โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ “ก้าวร้าว” และเรียกร้องให้สหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยทันที

แถลงการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำว่า หากรายงานดังกล่าวเป็นความจริง การกระทำของสหรัฐฯ จะถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของเวเนซุเอลาอย่างร้ายแรง ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการเคารพอธิปไตยของรัฐเอกราช

ท่าทีของรัสเซียต่อการแทรกแซงเวเนซุเอลา

ก่อนหน้านี้ รัสเซียได้ออกมาประณามปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าข้ออ้างใดๆ ที่สหรัฐฯ นำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ฟังไม่ขึ้น” และไม่สามารถยอมรับได้

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนและปฏิบัติการในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยอ้างว่ามีการขนส่งยาเสพติดจากเวเนซุเอลาไปยังสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การปะทะและการยึดเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำที่ถูกกล่าวหาว่าขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรจากเวเนซุเอลา เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีความอ่อนไหวสูง การแทรกแซงจากภายนอกยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การเจรจาและการหาทางออกทางการทูตจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

การที่รัสเซียออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ ชี้แจงถึงกรณี รัสเซียจี้สหรัฐฯ ชี้แจง ปมโจมตีเวเนซุเอลา จับมาดูโร แสดงให้เห็นถึงความกังวลของรัสเซียต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และความพยายามที่จะรักษาสมดุลอำนาจในภูมิภาคลาตินอเมริกา รัสเซียมองว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการคุกคามอธิปไตยของเวเนซุเอลา และอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงในภูมิภาค

การตอบสนองของสหรัฐฯ ต่อข้อเรียกร้องของรัสเซียจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง และจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ในเวเนซุเอลาในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่นานาชาติจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และการเคารพอธิปไตยของทุกประเทศ

สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการรักษากฎหมายระหว่างประเทศ และการแก้ไขข้อพิพาททางการเมืองด้วยสันติวิธี การใช้กำลังทหารและการแทรกแซงจากภายนอกไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การที่รัสเซียออกมาแสดงบทบาทในการปกป้องอธิปไตยของเวเนซุเอลา สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลอำนาจในเวทีโลก และการต่อต้านการแทรกแซงจากมหาอำนาจ

อนาคตของเวเนซุเอลาขึ้นอยู่กับการเจรจาและการประนีประนอมของทุกฝ่าย การที่นานาชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้เวเนซุเอลาสามารถก้าวข้ามวิกฤตและสร้างสันติภาพและความมั่นคงในระยะยาวได้ การ รัสเซียจี้สหรัฐฯ ชี้แจง ปมโจมตีเวเนซุเอลา จับมาดูโร เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความซับซ้อนและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นจากการ รัสเซียจี้สหรัฐฯ ชี้แจง ปมโจมตีเวเนซุเอลา จับมาดูโร นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่เปราะบาง และต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง การเจรจาและการเคารพอธิปไตยของทุกประเทศเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันความขัดแย้ง และสร้างโลกที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรืองสำหรับทุกคน

ที่มา – รัสเซียจี้สหรัฐฯ ชี้แจง หลังโจมตีเวเนซุเอลา จับกุม ปธน.มาดูโร

รัสเซียอ้างยูเครนโจมตีปีใหม่ ดับ 20 ศพ

สถานการณ์ตึงเครียดยังคงดำเนินต่อไป เมื่อรัสเซียออกมากล่าวหาว่า ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ศพ สร้างความตื่นตระหนกและความโศกเศร้าให้กับผู้ที่กำลังเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข

รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ

เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ทางการรัสเซียได้ออกมากล่าวอ้างว่า รัฐบาลยูเครนอยู่เบื้องหลังการส่งโดรนเข้าโจมตีโรงแรมแห่งหนึ่งในแคว้นเคอร์ซอน ซึ่งเป็นพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่กำลังเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ นอกจากนี้ รัสเซียยังกล่าวหาว่า ยูเครนกำลัง “บ่อนทำลาย” ความพยายามในการสร้างสันติภาพระหว่างสองชาติ

ข้อกล่าวหาดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ยูเครน สหรัฐอเมริกา และรัสเซียกำลังอยู่ในกระบวนการสันติภาพ เพื่อหวังจะยุติสงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 4 ปี โดยก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ได้ออกมากล่าวว่า ประเทศของเขาเข้าใกล้ข้อตกลงสันติภาพแล้วถึง 90% แต่เหตุการณ์ รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ ก็เกิดขึ้นเสียก่อน

นายวลาดิเมียร์ ซัลโด ผู้ว่าราชการแคว้นเคอร์ซอนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัสเซีย กล่าวว่า ศัตรูได้ส่งโดรนถึง 3 ลำเข้าโจมตีร้านกาแฟและโรงแรมบริเวณชายฝั่งทะเลดำในเมืองคอร์ลี ซึ่งเป็นสถานที่ที่พลเรือนจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่

เขายังได้โพสต์ภาพที่เกิดเหตุลงบนอินสตาแกรม ซึ่งแสดงให้เห็นภาพอาคารที่ถูกไฟไหม้ กองซากปรักหักพังที่ยังมีควันคุกรุ่น และร่างของผู้เสียชีวิตที่ถูกไฟคลอก ขณะที่ฝ่ายยูเครนยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อข้อกล่าวหาที่ว่า รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ นี้

คณะกรรมการสืบสวนของรัสเซียเปิดเผยว่า ได้เริ่มดำเนินการสืบสวนเหตุโจมตีดังกล่าวแล้ว โดยเบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียยังระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่นอนยังคงอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ

จากข้อมูลของนายซัลโด พบว่ามีผู้มารวมตัวเฉลิมฉลองที่โรงแรมแห่งนี้มากกว่า 100 คนในคืนที่เกิดเหตุโจมตี

กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียยังกล่าวหายูเครนว่า “โจมตีก่อการร้าย” และเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศร่วมกันประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเตือนรัฐบาลเคียฟว่า จะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการกระทำดังกล่าว

ในส่วนของฝ่ายประธานาธิบดีเซเลนสกี ก็ได้กล่าวหารัสเซียว่าเป็นผู้ที่นำพาสงคราม “เข้าสู่ปีใหม่” ด้วยการส่งโดรนมากกว่า 200 ลำเข้าโจมตีตลอดทั้งคืน โดยพุ่งเป้าไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานเป็นหลัก

“ยูเครเนอร์โก” (Ukrenergo) ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าของยูเครน เปิดเผยว่า “ผู้ใช้ไฟจำนวนมหาศาล” ถูกตัดขาดจากกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟและท่าเรือยังได้รับความเสียหายจากการโจมตีอย่างหนักครั้งล่าสุดนี้ด้วย

ในแคว้นคาร์คิฟ รัสเซียได้โจมตีสวนสาธารณะซึ่งเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และสัตว์ต่างๆ รวมถึงสิงโตได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่านกฟีซันต์ (ไก่ฟ้า) และนกแก้วได้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลที่โอเล็กซานเดอร์ เฟลด์แมน เจ้าของสวนสัตว์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อยูเครน

ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ

เหตุการณ์ที่ รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ นี้ ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความพยายามในการสร้างสันติภาพอีกด้วย การกล่าวหากันไปมาและการตอบโต้ด้วยความรุนแรง อาจทำให้สถานการณ์บานปลายและยากที่จะควบคุม

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า สงครามและความขัดแย้งไม่เคยนำมาซึ่งผลดี มีแต่ความสูญเสียและการทำลาย การเจรจาและการหาทางออกโดยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – รัสเซียอ้าง ยูเครนส่งโดรนโจมตีงานปีใหม่ ดับอย่างน้อย 20 ศพ

Scroll to top